TAF Special #126 - อู่กรุงเทพ กับภารกิจการต่อเรือ OPV

กองทัพเรือกำลังอยู่ในระหว่างการจัดสร้างเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งลำใหม่ ซึ่งจะเป็นลำที่สี่ต่อจากเรือหลวงปัตตานี เรือหลวงนราธิวาส และเรือหลวงกระบี่ โดยมีคู่สัญญาเป็นบริษัท อู่กรุงเทพ จำกัด ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของกองทัพเรือที่ยังคงร่วมมือกับบริษัท BAE System ปรับปรุงแบบเรือชั้น River Batch II ให้ตรงกับความต้องการของกองทัพเรือที่เปลี่ยนไปในเรือลำนี้ และคาดว่ากองทัพเรือน่าจะขอพระราชทานชื่อว่าเรือหลวงตรัง

อู่กรุงเทพ ในฐานะรัฐวิสาหกิจที่เก่าแก่กว่า 150 ปีของกองทัพเรือกำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนาและเพิ่งศักยภาพของบริษัทให้สามารถแข่งขันได้ TAF สัมภาษณ์นาวาเอก พิชเยนทร์ ตันประเสริฐ กรรมการผู้จัดการของอู่กรุงเทพ ที่จะมาเล่าให้ฟังถึงเรื่องราวของเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งลำใหม่ของกองทัพเรือไทย และก้าวต่อไปของอู่กรุงเทพในการพัฒนาเพื่อเป็นบริษัทต่อเรือที่มีความสามารถและแข่งขันได้

 

บทบาทของอู่กรุงเทพในการต่อเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง?

ในเรือหลวงกระบี่ลำแรกนั้น อู่ราชนาวีมหิดลทำการต่อ Superstructure และที่เหลือให้อู่กรุงเทพต่อเนื่องจากบุคลากรของกองทัพเรือไม่เพียงพอ ส่วนในลำนี้อู่กรุงเทพทำหน้าที่ส่งมอบพัสดุและให้คำแนะนำทางเทคนิค รวมถึงต่อเรือบางส่วน โดยอู่ราชนาวีมหิดลของกองทัพเรือเป็นคนต่อส่วนที่เหลือ พร้อมทั้งแบ่งงานให้กับบริษัทเอกชนอื่น ๆ ด้วย โดยรวมแล้วอู่กรุงเทพจะต่อทั้งหมด 3 บล็อค บริษัท ช. ทวี ดอลลาเชี่ยนต่อ 10 บล็อค และอู่ราชนาวีมหิดลต่อเอง 7 บล็อค

แบบเรือลำนี้ยังใช้แบบเรือเก่าหรือไม่หรือใช้แบบใหม่เลย?

เรายังใช้ต้นแบบเรือ River class batch II ซึ่งนำมาต่อเป็นเรือหลวงกระบี่ แต่เนื่องจาก Staff requirement ของกองทัพเรือทำให้เรือลำที่สองไม่เหมือนเรือหลวงกระบี่ ทำให้เรานำแบบของเรือหลวงกระบี่มาปรับปรุงให้เป็นเรือลำที่สอง เช่น ดาดฟ้าซึ่งเราต้องย่อ Superstructure ไปประมาณ 3 เมตรเพื่อให้ SH-60B Sea Hawk ลงได้ ตัว Main Deck ก็ต้องแข็งแรงมากขึ้น และ Superstructure เดิมก็ไม่ได้ทำให้รองรับจรวด พอติดจรวดต่อต้านเรือผิวน้ำก็ต้องเสริมความแข็งแรงลงไปจนถึงผนังใต้แนวน้ำ หัวเรือจะมีเป้าหลวง ดังนั้นแบบเรือต้องปรับใหม่หมดเลย ในขณะเดียวกันเรือยนต์และเครนก็เปลี่ยน ทำให้น้ำหนักเปลี่ยนเยอะ

การเปลี่ยนนี้ใครเป็นคนทำแบบใหม่?


คนไทยทำเอง เพราะลิขสิทธิ์ที่เราได้คือ River class batch II แบบเดียวกับที่ต่อให้ตริริแดดแอนด์โตแปโก ซึ่ง BAE ไม่ได้ทำอะไรเลย ทุกอย่างไม่เหมือนกับเรา ปืนก็ต่างจากเรา พอเรานำมาทำเป็นเรือหลวงกระบี่ก็ทำแท่นปืนหัวใหม่จากปืน 30 มม. ให้เป็นปืน 76/62 ส่วนปืน 30 มม. ที่ติดด้านข้างก็ไม่มีในแบบ เราก็ต้องมาดัดแปลง ในแบบเรือลำใหม่นี้ปืน 30 มม. ยังจะเหมือนกับเรือกระบี่อยู่ แต่ปืนเรือจะเปลี่ยนเป็น 76/62 Super Rapid และเป็นปืนมือหนึ่งของใหม่ ซึ่งต่างจากปืนของเรือหลวงกระบี่ที่เป็นมือสองมาปรับปรุง เมื่อรวมกับจรวด ระบบอำนวยการรบ และอาวุธต่าง ๆ จึงทำให้ลำนี้แพงกว่าเรือหลวงกระบี่

ทำไมกองทัพเรือถึงอยากติดจรวดต่อต้านเรือผิวน้ำ?

ถ้ามองลึก ๆ นั้น กองทัพเรือไม่มีอำนาจการยิงจากเรือโจมตี (อาวุธปล่อยนำวิถี) มาพักหนึ่งแล้ว ซึ่งทำให้อำนาจการยิงลดลงมาก ดังนั้นกองเรือตรวจอ่าวจึงต้องเสริมอำนาจการยิงเพื่อทดแทนอำนาจการยิงเดิม เรือลำใหม่นี้จึงต้องติดจรวด

 

ทำไมถึงไม่มีโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์?

เรือลำนี้จริง ๆ ถูกออกแบบมาให้วิ่งที่ 24 น็อต แต่ลำนี้ตอนแรกคิดว่าจะต่อความยาวเพิ่มอีก 3 เมตร ซึ่งทำให้ความเร็วมากขึ้นโดยไม่ต้องทำอะไรเลย แต่เมื่อยืดความยาวออกมาแล้วจะต้องติดโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์เพื่อให้รับกับ Sea Hawk ก็จะเหมือนกับรถปิ๊กอัพไปใส่หลังคาสูง ซึ่งทำให้ความเร็วลดลงไปเอง และการต่อความยาวออกไปอาจจะทำให้เรือต้องทำ Tank Test ใหม่ ซึ่งจะเพิ่มค่าใช้จ่ายให้กับโครงการ และอาจมีปัญหาด้านการเลี้ยว ดังนั้นเราจึงใช้การลดความยาว Superstructure ลงแต่ก็ไม่ยาวพอที่จะติดตั้งโรงเก็บได้ จึงไม่มีโรงเก็บมาด้วย การลด Superstructure ก็จะเป็นการย้ายตำแหน่งของห้องเก็บอุปกรณ์ของนักบิน และย้ายที่เก็บอาวุธและกระสุนลงด้านล่าง และนำอุปกรณ์ของจรวดไปใส่ไว้บริเวณปล่องควัน ซึ่งจะเห็นได้ว่าที่ถูกใช้เกือบหมดแล้ว ถ้าจะติดอาวุธเพิ่มเช่น จรวดต่อสู้อากาศยาน คงต้องเปลี่ยนแบบเรือใหม่

แต่จริง ๆ แล้วถ้ากองทัพเรือให้งบประมาณเพิ่มก็สามารถทำ Tank Test และปรับแบบได้มากกว่านี้ ซึ่งเรากำลังคุยกับ BAE ที่เป็นเจ้าของแบบว่าสำหรับเรือ 2 ลำหลังนั้นจะเสนอแบบเรือในลักษณะใดให้กับกองทัพเรือ ซึ่ง BAE ก็กำลังเสนอแบบเรือชั้น Khareef ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นและมีโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์มาด้วย

จุดแข็งของแบบเรือ River Class นี้คืออะไร?

จุดแข็งที่เห็นได้ชัดจากการใช้งานจริงคือบริเวณหัวเรือ ซึ่งเราพิสูจน์มาแล้วจากการเดินทางไปร่วมการสวนสนามทางเรือนานาชาติที่ออสเตรเลียที่ต้องผ่านทะเลที่มีความรุนแรงถึง Sea State 5 กับเรือที่เพิ่งส่งมอบและออกทะเลทางไกลครั้งแรก แต่เรือก็มีเสถียรภาพและความคล่องตัวดีมาก

เครื่องจักรใหญ่นั้นมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่?

ยังใช้ตราอักษรเดิม โครงเครื่องเดิม แต่เทอร์โบชาร์จให้มีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อให้เข้ากับกฎเกณ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่จะทำให้ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์น้อยลง แต่ความเร็วและแรงม้าไม่ได้ต่างจากเดิม

เรือลำนี้ต่อเป็นมาตรฐานทางทหารหรือมาตรฐานพลเรือน?

คือแบบเรือลำนี้มาจากแบบเรือตรวจอ่าว สหราชอาณาจักรก็ใช้ในกองเรือตรวจอ่าวหรือกองเรือป้องกันฝั่ง ซึ่งข้อมูลจากบริษัทที่เป็นเจ้าของแบบนั้นพบว่าถ้าเป็นฟริเกตุโครงสร้างจะซับซ้อนกว่านี้ จะแข็งแรงและทนต่อการรบมากกว่า แต่เรือลำนี้ก็มี Water Tight Compartments ที่ออกแบบตามแบบของเรือรบ ดังนั้นถึงถูกยิงก็สามารถจำกัดความเสียหายได้ แต่ถ้าเป็นฟริเกตุหรือคอร์แวตต์นั้น การออกแบบหรือว่าเหล็กที่ใช้นั้นมันจะทนต่อความรบกว่า ซึ่งเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งหรือ OPV นั้นยังไม่จัดเป็นเรือรบที่ใช้ในการสงครามโดยตรง

จริง ๆ แล้วถ้าให้คนไทยเราปรับแบบทำกันเอง ขยายแบบเพื่อให้ถึงการต่อเรือฟริเกตนั้นทำได้หรือไม่?

อันนี้ถ้าไม่พูดถึงข้อกฎหมายในด้านลิขสิทธิ์ของแบบที่ BAE เป็นเจ้าของ และลองสมมุติว่าลองยืดกลางลำสัก 15 เมตรให้เป็นเรือในระดับ 110 เมตร ยืนยันว่าคนไทยทำได้ เพราะคนของบริษัทอู่กรุงเทพปัจจุบันที่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีนั้นทำกันเป็นแล้ว เคยมือแล้ว

ถ้าจะต่อเรือฟริเกตุกันจริง ๆ อู่แห้งอู่เดียวเพียงพอหรือไม่?

ไม่พอ ดังนั้นอู่กรุงเทพกำลังพัฒนาพื้นที่ 44 ไร่เพื่อขยายขีดความสามารถในการต่อเรือ โดยการนำพื้นที่เก่าที่ยานนาวาไปให้กรมธนารักษ์เช่า และนำเงินกลับมาพัฒนาอู่ใหม่ ทำให้เราจะมีอู่ของเราเองซึ่งจะอยู่ทางด้านทิศใต้ ติดกับท่าเรือพาณิชย์สัตหีบ ในบริเวณของอู่ราชนาวีมหิดล นอกจากนั้นเราก็รับซ่อมเรือของกองทัพเรือด้วย โดยเฉพาะการซ่อมตัวเรือใต้แนวน้ำที่กองทัพเรือให้เราทำทั้งหมดเพราะกองทัพเรือมีกำลังพลไม่พอ

อู่กรุงเทพมีโครงการจะรับต่อเรือประเภทอื่น ๆ หรือไม่?


ตอนนี้เรากำลังทำแผนยุทธศาสตร์ของบริษัท โดยพัฒนาการต่อเรือจากเล็กไปใหญ่ ปีหน้าเราจะรับต่อเรือลากจูงขนาด 200 ตันของการท่าเรือ และต่อไปในปี 2561-62 เราจะเริ่มต่อเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งลำที่ 5 และ 6 หลังจากนั้นจะก้าวไปที่ฟริเกตุ ซึ่งคงจะต้องจับมือกับพันธมิตรต่างชาติเพราะงานค่อนข้างซับซ้อน ในขณะเดียวกันเราก็จะซ้อมมือด้วยการทำเรือใบสามเสา ซึ่งเราลงนามในสัญญาจ้างกับเอเชียทีค จริง ๆ แล้วเรามีแบบเรือใบเรียบร้อยแล้ว เป็นของบริษัท Damen ถ้ากองทัพเรืออยากจะต่อเรือใบสำหรับฝึกนักเรียนนายเรือแบบโรงเรียนนนายเรือของต่างประเทศก็สามารถทำได้เช่นกัน

2017  ThaiArmedForce.com   globbersthemes joomla templates