TAF Special #3 - Welcome On Board USAF KC-135 in Cope Tiger | เคซี-135 ในโคป ไทเกอร์ 2009

TAF Special #3 - Welcome On Board USAF KC-135 in Cope Tiger

เร็ว ๆ นี้ TAF โดยผมและทีมงานนิตยสาร Aerospace ในนามของนิตยสาร Aerospace มีโอกาสพิเศษจริง ๆ ครับ ด้วยความกรุณาของกองทัพอากาศสหรัฐที่ 13 และกองการฝึก Cope Tiger 2009 รวมถึงกรมกิจการพลเรือนทหารอากาศของกองทัพอากาศไทย ได้เชิญพวกเราไปเยี่ยมชมการฝึก Cope Tiger 2009 และได้มีโอกาสได้ขึ้นไปชมการปฏิบัติงานของนายทหารของกองทัพอากาศสหรัฐถึงบนเครื่องบินเติมน้ำมันกลางอากาศ KC-135 ครับ โอกาสนี้หายากจริง ๆ เลยครับ ปีนี้สหรัฐใจดีจริงเชียว ถ้าพร้อมแล้ว ตามไปเที่ยวปั๊มน้ำมันกลางอากาศกับเด็กปั้มลอยฟ้ากันเลยนะครับผม

อย่างที่เราทราบกันดีครับว่า การฝึก Cope Tiger เป็นการฝึกผสมของกองกำลังทางอากาศของสามประเทศคือกองทัพอากาศไทย กองทัพอากาศสหรัฐ กองทัพเรือสหรัฐ นาวิกโยธินสหรัฐ และกองทัพอากาศสิงคโปร์ครับ วันนี้เราได้รับเชิญให้ไปที่กองบิน 1 กองบินรับแขกของกองทัพอากาศ ไทยเรานั่นเองครับ ลำนี้ครับ เครื่องบินที่เราจะขึ้นไปกัน

ถามเจ้าหน้าที่ที่ทำงานอยู่บนเครื่อง เขาบอกว่าเครื่องบินลำนี้ผลิตในปี 1982 ครับ นับถึงวันนี้ก็ 27 ปีแล้ว เหอ ๆ

ไปกันเลยครับ อากาศแย่นิดหน่อย แต่ไม่เป็นปัญหาครับ ยังไงเราก็ขึ้นอยู่ดี เพราะเปลี่ยนใจไม่ได้แล้วประตูเครื่องปิดแล้ว ตอนขึ้นนิ่มมากเลยครับ แต่เสียงเครื่องก็ดังสักเล็กน้อย

เครื่องบินไต่ระดับค่อนข้างเร็ว แล้วเลี้ยวให้ได้รู้สึกแรงจีกันหลายหน (โดนจีลบไปด้วยครับเดิน ๆ อยู่แทบลอยเลย :o ) จนเราขึ้นมาในความสูงราว ๆ สัก 2 หมื่นฟุตถ้าจำไม่ผิดครับ

เครื่องบินที่เรานั่งจะบินวนอยู่ในบริเวณ ๆ หนึ่งครับ นักบินจิ้ม Autopilot แล้วก็มันจะบินวนให้โดยอัตโนมัติเลยครับ

วันนี้เรื่องหน้าตื่นเต้นไม่ได้อยู่ที่ห้องนักบินสักเท่าไหร่ครับ แต่อยู่ที่นี่ครับ ข้างหลังเครื่อง ซึ่งเป็นที่ทำงานของ Boom Operator หรือเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานกับระบบเติมน้ำมันกลางอากาศครับ นี่ผมก็เพิ่งรู้นะครับเนี๊ยว่าเวลาเจ้าหน้าที่เขาความคุมท่อซึ่งเราเรียกว่า Boom ที่เติมน้ำมันกันนั้นเขานอนทำงานกันครับ แหม เป็นงานที่สบายจริง ๆ เลย

เพียงไม่นานครับ เด็กปั๊มของเราก็ประจำหัวจ่าย และลูกค้าของเราลำแรกก็มาแล้วครับ F-15C แห่งกองทัพสหรัฐนั่นเอง โอ้วววว สุดยอด ภาพแบบนี้เคยเห็นแต่ใน Discovery นะครับเนี๊ย

ซึ่งพอดีที่ถ่ายรูปมันมีจำกัดครับ พวกเราที่ขึ้นไปเลยต้องผลัด ๆ กันถ่ายเพื่อให้ได้เห็นกันทุกคน ดังนั้นนับจากนี้ผมคงจะพูดต่อเนื่องกันไปโดยนำภาพจากการถ่ายหลาย ๆ จังหวะมาเรียงต่อกันนะครับผม ปกติแล้วเวลาเราเติมน้ำมันกลางอากาศ เครื่องบินที่จะเข้ารับการเติมน้ำมันกลางอากาศจะเข้ามาในด้านซ้ายของเครื่อง KC-135 ครับ ที่เราเห็นคือ F-15 สามลำค่อย ๆ บินเข้ามาชิด KC-135 และบินเกาะหมู่เพื่อเราเข้ารับการเติมน้ำมันครับ

เมื่อการเกาะหมู่เรียบร้อยครับ มันใกล้มากจริง ๆ ภาพแบบนี้เคยเห็นแต่ในนิตยสารครับ ไม่อยากเชื่อเลยว่าจะได้มาเห็นด้วยตาตัวเอง

ดังนั้นขออีกสักรูปครับ ภาพนี้คือเครื่องนึงบินเข้าไปทางท้ายเครื่องของ KC-135 แล้วครับ อีกสองลำรออยู่

ลำนี้ล่ะครับที่เข้ามาเติมน้ำมัน เป็นลำในสุดที่เห็นจากรูปที่แล้ว ตอนนี้บินเข้ามาใกล้ท่อเติมน้ำมันกลางอากาศซึ่งเราเรียกว่า Boom ครับ

แล้วก็จิ้มเข้าไปครับ นักบินจะต้องสื่อสารกับ Boom Operator ตลอดเวลาครับ เพราะกระบวนการเติมน้ำมันกลางอากาศเป็นกระบวนการที่ค่อนข้างอันตรายมากทีเดียว

ใครอยากจะมาเป็นเด็กปั๊มลอยฟ้าแบบนี้ไหมครับ ค่าแรงคงดีน่าดู

การเติมใช้เวลาไม่นานมากครับ สัก 5 นาทีเท่านั้น เพราะใน 1 นาที KC-135 สามารถปั้มน้ำมันเข้าไปในเครื่องบินเป้าหมายได้ 1,000 ปอนด์แหนะ

เมื่อเติมเต็มแล้ว เครื่องจะยกเลิกการเชื่อมต่อกับ Boom และเบี่ยงไปทางขวาของ KC-135 ครับ เป็นอันเสร็จพิธี

ในครั้งนี้เรามี F-15 เติมน้ำมันกัน 4 ลำครับ ความจริงยังมีโปรแกรมที่ F-16 ของไทยต้องขึ้นมาเติมน้ำมันอีก 5 ลำ แต่เผอิญกองบิน 1 พายุเข้าครับ เครื่องเลยต้องยกเลิกภารกิจแล้วกลับบ้านครับ ภาพนี้นักบินโบกมือให้กล้องครับ

หลังจากขึ้นมาบนฟ้าจนเติมน้ำมัน F-15 เสร็จราว 1 ชั่วโมงนั้น F-16 ไทยก็ไม่มีภารกิจขึ้นมาเติม (น่าเสียดายจริง ๆ ) ตอนนี้เราเลยว่าง ๆ ครับ ดังนั้นเรามาเดินทัวร์เครื่องบินกันดีกว่า เริ่มจากห้องนักบินครับ ในการบินมีนักบินสองนายทำการบินอยู่ครับ ถ้าในเวลาปกติเมื่อรอทำภารกิจก็จะเปิด Autopilot บินวนอยู่ในพื้นที่ที่กำหนดครับ นักบินก็นั่งทำโน้นทำนี่ไป คันบังคับมันจะโยกของมันเองครับ เครื่องบินเติมน้ำมันกลางอากาศหรือเครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือน (AWAC) เราถือว่ามันเป็น High Value Asset หรือทรัพสินที่มีคุณค่าสูงครับ คุณค่าที่ว่านี่ไม่ใช่สูงด้านราคาอย่างเดียว (Tanker 1 ลำซื้อ F-16 ได้หลายลำ) แต่ความหมายที่แท้จริงแค่คุณค่าทางยุทธการที่สูงครับเพราะมันทำหน้าที่ที่สำคัญในการสนับสนุนกำลังรบส่วนใหญ่ของกำลังทางอากาศของฝ่ายเรา ดังนั้นมันจะบินอยู่หลังสุดของแนว Safty line พูดง่าย ๆ คือเราแบ่งน่านฟ้าออกเป็นชั้น ๆ เจ้า Tanker นี่จะอยู่ชั้นในสุดครับ เพราะจะมีความปลอดภัยสูงสุดเนื่องจากถ้าใครจะเข้ามาทำลาย Tanker หรือ AWAC ก็ต้องผ่านเครื่องบินขับไล่ของเราหลายชั้นครับ

ด้านในของเครื่องนอกจากถังดับเพลิงแล้ว ถ้าจำไม่ผิดอันนี้เป็นถังอ็อกซิเจนครับ

ด้านในครับ สังเกตว่ามันจะโล่ง ๆ เพราะมันสามารถใช้ขนส่งสัมภาระได้ครับผม สังเกตุว่าจะมีตัวยึดกล่องสัมภาระอยู่ทั่วไปบนพื้นครับ

และนี่คือส่วนที่ถ้าไม่ได้มาเห็นก็เหมือนไม่ได้ขึ้นมากับ KC-135 ครับ ห้องน้ำนั่นเอง ก่อนจะถ่ายรูปไฟห้องน้ำมันปิดอยู่ ผมก็หาตั้งนานไม่เจอ เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ของกองทัพก็มาช่วยเปิดให้เพราะนึกว่าผมจะเข้าห้องน้ำ ที่ไหนได้ผมคว้ากล่องมาถ่ายแชะ ๆ เล่นเอาเขาฮาก๊าก ๆ ๆ เลย ผมก็ตลกตัวเองเหมือนกัน แม้แต่ห้องน้ำยังถ่ายเลย

หลังจากรออยู่นานก็มีเครื่อง AWAC ที่บินอยู่แถวนั้นขอรับการเติมน้ำมันกลางอากาศเข้ามาครับ AWAC ที่มาเติมในครั้งนี้คือ E-3 Sentry ของกองทัพอากาศสหรัฐครับ ปกติแล้ว Sentry จะบินทำภารกิจได้นาน 8 ชั่วโมงครึ่ง แต่ถ้าได้รับการเติมน้ำมันกลางอากาศก็จะสามารถต่อระยะเวลาในการปฏิบัติการไปได้เรื่อย ๆ จนถึง 24 ชั่วโมงครับ ซึ่งความจริงมันยังสามารถบินได้นานกว่านี้อีก แต่โดยปกติแล้วเมื่อครบ 24 ชั่วโมง Sentry ก็จะกลับมาลงในสนามบินเพื่อตรวจสอบว่าเครื่องยนต์ยังทำงานดีอยู่หรือไม่ แล้วก็กลับขึ้นฟ้าต่อครับ E-3 เป็นเครื่องบินที่ใหญ่ ต้องเติมน้ำมันค่อนข้างนาน ดังนั้นเราลองมาดูวิธีการเติมกันดีกว่าครับ จะสังเกตุว่า Boom Operator จะนอนอยู่ตรงกลางครับ (ส่วนพวกเราแอบนอนถ่ายภาพกันข้าง ๆ ) จอยสติ๊กจะนำหน้าที่บังคับทิศทางของ Boom ให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมกับเครื่องที่จะเข้ามาเติมครับ โดยจะเห็น Check list วิธีปฏิบัติต่าง ๆ วางอยู่ด้านขวาครับ

มุมนี้คือมุมมองของ Boom Operator ครับ ผมเอากล้องไปด้านหลังหูฟังของเขาแล้วถ่ายฮะ

ภาพนี้ที่มาลงคือว่า ไหน ๆ ชาตินี้ก็ยังไม่เคยเห็น E-3 บินเลย จึงขอซูมเจ้ากระด้งลอยฟ้าหมุนอยู่ครับ โอ้ววว สุดยอดจริง ๆ อย่างกะดู Discovery Channel (กระด้งนี้คือระบบเรด้าร์ขนาดใหญ่ที่ติดอยู่เหนือเครื่องบินครับ)

นี่ครับคือปลายของ Boom ที่จะส่งน้ำมันเข้าไป และจะมีช่องรับน้ำมันอยู่ครับ E-3 จะค่อย ๆ บินเข้ามาใกล้ขึ้น ๆ โดยดูจากไฟสัญญาณใต้ KC-135 ครับว่าจะให้หักซ้ายหรือขวาอย่างไร

จนเมื่อเข้ามาในตำแหน่งที่เหมาะสมก็จะทำการล็อกและปล่อยน้ำมันเข้าไปครับ ตอนนี้เครื่องบินทั้งสองและ Boom Operator ต้องควบคุมทุกอย่างให้อยู่ในตำแหน่งที่สมดุลที่สุดครับ ถ้าเกิดมีเครื่องใดเบี่ยงออกไปมากจนหลุดตำแหน่งไป นักบินของเครื่องที่รับการเติมหรือ Boom Operator ก็สามารถปลดการเชื่อมต่อและทำการเชื่อมต่อใหม่ได้ครับ

อันนี้คือเติมเสร็จแล้วครับ E-3 จะปลด ๆ เติม ๆ อยู่หลายครั้ง ผมถามนักบินไทยที่ไปด้วยกันว่าทำไมต้องเติมหลาย ๆ ครั้ง เขาบอกว่าน่าจะเป็นเรื่องของการที่น้ำมันของ E-3 มีหลายถัง และหลายตำแหน่ง การเติมต้องทำให้ถังน้ำมันในตำแหน่งต่าง ๆ นั้นเหมาะสมเพื่อที่จะไม่ทำให้สมดุลของเครื่องบินเสียไปครับ

E-3 เติมอยู่นานทีเดียวครับ เป็นสิบนาทีเหมือนกัน และเมื่อน้ำมันเต็มถัง E-3 ก็ค่อย ๆ ถอยเครื่องออกไปครับ ภาพตอนนี้สวยมากจริง ๆ ครับผม

หลังจากนั้นก็จบภารกิจเด็กปั๊มนาน 4 ชั่วโมงของพวกเราครับ เราจึงกลับมาลงที่โคราช แต่อากาศแย่มาก ตอนก่อนจะลงมองออกไปนอกหน้าต่างไม่เห็นอะไรเลยนอกจากเมฆและหมอก นักบินเปิดล้อแล้วลดระดับลงไปเรื่อย ๆ เพื่อเตรียมแตะพื่นรันเวย์ แต่เมื่อลดระดับถึง 1,000 ฟุตก็เก็บล้อและเร่งเครื่องขึ้นไปเลยครับเพราะว่าอากาศแย่มาก ลงไม่ได้เลย เราขึ้นไปบินวนอยู่บินฟ้าและคิดกันว่าจะเอายังไงกันดีระหว่างพยายามลงอีกครั้งกับหนีไปลงอุดร (คือเจ้าหน้าที่เขาคิดกันนะครับผมยืนลุ้นอยู่ แหะ ๆ) ไม่ค่อยมีใครอยากไปลงอุดรเท่าไหร่เพราะต้องนั่งรถกลับมาโคราชอีก (เครื่องคงจะกลับในวันรุ่งขึ้นของอีกวันนึงครับ) นักบินตอนนี้ค่อนข้างวุ่นครับเห็นกดสวิสต์อะไรก็ไม่รู้หลายสวิสต์อยู่หลายครั้ง มองไปที่เจ้าหน้าที่ที่นั่งอยู่หน้าโน๊ตบุ๊คก็เห็นพี่เขาจิ้มแผงควบคุมของเครื่องเพื่อพยายามติดต่อฐานทัพที่สหรัฐผ่านดาวเทียม (หรูมาก) สุดท้ายเมื่อวนอยู่ตั้งอีกชั่วโมงกว่านักบินก็ตัดสินใจลองลงอีกครั้งครับ ถ้าไม่ได้ครั้งนี้ก็จะไปอุดรจริง ๆ แล้ว แต่คราวนี้อากาศเปิดอยู่เล็กน้อยเลยรีบลงได้สำเร็จครับ โล่งใจกันไป แต่ก็ไม่สามารถลงเครื่องได้เลยครับเนื่องจากหอควบคุมการบินเตือนมาว่ามีฟ้าผ่าอยู่รอบบริเวณสนามบิน ทำให้เราต้องนั่งอยู่ในเครื่องอีกพักใหญ่ก่อนหอจะอนุญาตให้เราออกจากเครื่องได้ครับ หลังจากกินข้าวกินปลากันแล้ว เราก็มีนักบินของกองทัพอากาศ กองทัพเรือ และนาวิกโยธินสหรัฐ (ตามลำดับ) เดินพาทัวร์ Flight line หรือจุดจอดเครื่องบินของสหรัฐครับ นักบินของกองทัพอากาศสหรัฐเป็นผู้หญิงด้วยครับ โอ้ววว เก่งมาก ๆ

ลำที่เธอขับครับ ทะเบียน 95-107 ลำนี้มีดาวเขียว ๆ ติดอยู่ด้วยครับ ผมสังเกตุเห็นบนฟ้าเพราะลำนี้เข้ามาเติมน้ำมันกับเราที่ KC-135 ครับ เห็นแล้วยังตื่นเต้นเลยว่าโอ้โหลำที่มาเติมกับเรามีสกอร์ด้วย เนื่องจากดาวที่ติดอยู่นี่คือสัญลักษณ์ว่าสามารถยิงเครื่องบินข้าศึกตกได้ครับ ยิงตกได้กี่เครื่องก็ติดไปเท่านั้นดวง ลำนี้มีติดอยู่ 1 ดาวก็แปลว่าเคยยิงตกมาแล้ว 1 ลำ มีคำว่า MiG-29 ติดอยู่ก็หมายความว่าเครื่องบินที่เคยยิงตกนั้นเป็น MiG-29 ครับ ถามนักบินหญิงท่านั้นเธอบอกว่าเป็นการปฏิบัติการที่โคโซโวใน Operation Allied Force ของ NATO ครับ โดยยิง MiG-29 ของยูโกสลาเวียตกได้ เพียงแต่ว่าคนยิงตกไม่ใช่เธอนะครับเป็นนักบินคนอื่น ดาวนี้ติดกับเครื่องที่ยิงเครื่องบินข้าศึกตกครับผม

เห็นเครื่องบินที่เคยยิงเครื่องบินข้าศึกตกก็น่าตื่นเต้นมากพอแล้วครับเพราะค่อนข้างหายาก ยิ่งคนขับเป็นผู้หญิงด้วยยิ่งสุดยอดเข้าไปใหญ่เลยครับ

ปีนี้ F-15 จากคาเนดะ ประเทศญี่ปุ่น มากันหลายลำเลยครับ

นอกจากนั้นก็ยังมี F/A-18C/D ของนาวิกโยธินสหรัฐและ F/A-18E/F ของกองทัพเรือสหรัฐมากันหลายลำครับ

ลำนี้ F/A-18E ครับ ติดกระเปาะชี้เป้าด้วย

และลำนี้ F/A-18E ของผู้บังคับฝูงซึ่งจะทำสีพิเศษต่างจากเครื่องของลูกฝูงครับ

จบแล้วครับวันนี้ สุดยอดจริง ๆ ครับ เป็นประสบการณ์ที่ผมไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าจะได้รับ เพราะผมไม่รู้เลยว่าจะได้ขึ้นเครื่อง KC-135 จนมาถึงห้องประชุมที่เอาไว้ต้อนรับสื่อมวลชนแล้วนายทหารประชาสัมพันธ์ของสหรัฐเอาแบบฟอร์มมาแจกให้กรอก (มี 3 ฟอร์มคือรายละเอียดเกี่ยวกับตัวผม แบบฟอร์มรับรองว่ามีสุขภาพแข็งแรงขึ้นเครื่องบินได้ และแบบฟอร์มว่าถ้าตายจะไม่เรียกร้องความรับผิดชอบจากกองทัพอากาศสหรัฐ) โชคดีมากจริง ๆ ครับ สำหรับวันนี้ จบเพียงเท่านี้ ขอบคุณทุกท่าน สวัสดีครับ

12 April 2009 #2 - Inside HTMS Chakrinaruebet | เยี่ยมชมเรือหลวงจักรีนฤเบศร

TAF Special #2 - Inside HTMS Chakrinaruebet

เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2552 ที่ผ่านมา TAF โดยผมและบรรณาธิการบริหารนิตยสาร Aerospace ในนามของนิตยสาร Aerospace ได้มีโอกาสเข้าไปเยี่ยมชมเรือหลวงจักรีนฤเบศร ณ ท่าเรือจุกเสม็ด จังหวัดชลบุรีครับ ท่านผู้การเรือหลวงจักรีนฤเบศรได้กรุณาให้นายทหารประชาสัมพันธ์ของเรือให้การต้อนรับเราในครั้งนี้ ผมจึงขออนุญาตเก็บภาพมาฝากทุกท่านที่นี่ด้วยครับ

เรือหลวงจักรีนฤเบศรอยู่กับกองทัพเรือไทยมา 12 ปีแล้วครับ โดยปกติแล้วเมื่อไม่มีภารกิจเรือก็จะเปิดให้ประชาชนเข้าชม (เรือจะออกทะเลฝึกเตรียมความพร้อมเดือนละ 1 ครั้ง) พี่ที่เป็นนายทหารประชาสัมพันธ์ของเรือและเป็นผู้ดูแลเรือในวันนั้นบอกว่า กองทัพเรือมีนโยบายที่จะเปิดให้ประชาชนขึ้นชมเรือได้เนื่องจากว่าเรือก็คือภาษีของประชาชน ดังนั้นประชาชนเป็นเจ้าของเรือ แหมฟังแบบนี้แล้วน่าชื่นชมครับ ผมคงไม่ได้พูดเรื่องประวัติหรือประสิทธิภาพของเรือมากนักเพราะเรา ๆ ท่าน ๆ ก็ทราบกันดีอยู่แล้ว แต่วันนี้จะพาไปดูที่ ๆ ไม่ค่อยได้มีโอกาสเข้าไปกันนักมากครับผม นี่คือห้องโถงนายทหารครับ

ห้องนี้พูดง่าย ๆ ก็คือโรงเลี้ยงของนายทหารนั่นเองครับ แต่คราวนี้ด้วยความที่เรือเป็นเรือใหญ่ (มาก) ห้องจึงใหญ่และโอ่โถงเหมือนอยู่บนฝั่งยังไงอย่างงั้น ในห้องก็จะมีห้องครัวคอยจัดอาหารเสิร์ฟครับ และก็จะมีรูปภาพประวัติศาสตร์ของเรือติดอยู่ โดยเฉพาะภาพเมือง Ferrol ซึ่งเป็นเมืองที่เรือถูกต่อขึ้นครับ

ถัดมาอีกห้องใกล้ ๆ กันก็จะเป็นห้องพักผ่อนของนายทหารครับ บรรยากาศหรูหราดีมากเลยครับ มีจอ LCD จอใหญ่เปิดเคเบิลทีวีให้ชมด้วย (เพราะเรือมีจานแดงของเคเบิลทีวีอยู่ครับ)

เรือจะมีเค้าเตอร์เครื่องดื่มสามารถสั่งดื่มได้ครับ ที่เห็นตรงกลางภาพคือเครื่องชงกาแฟในตำนาน (เป็นเครื่องชงกาแฟที่ดีที่สุดในกองทัพเรือไทย)

ถ้าหิวก็สั่งได้ครับ กาแฟแก้วล่ะ 20 บาท ถ้าน้ำส้มก็ 7 บาท แต่วันนั้นผมทานกาแฟไม่ไหวเลยไม่ได้ทดลองดู

เหนื่อย ๆ ก็มานั่งพักแถวนี้ก็ได้ครับ นอกจากหนังสือเกี่ยวกับเรือแล้ว ยังมีนิตยสารและหนังสือพิมพ์ให้อ่านกันด้วยครับ

พวงมาลัยนี้คือพวงมาลัยพระราชทานในพิธีเจิมเรือครับ

ต่อจากนั้นผมขอพาท่านไปดูห้องอีกห้องนึงซึ่งทุกท่านต้องอยากเห็นแน่นอน ......... ห้องน้ำครับ

ห้องน้ำถ้าเทียบกับห้องน้ำบนฝั่งจะค่อนข้างแคบ แต่สำหรับห้องน้ำบนเรือถือว่าใหญ่มากทีเดียวครับ โดยเฉพาะเจ้านี่ กดน้ำเป็นระบบสัมผัสครับ แตะนิดเดียวน้ำมันจะราดมาเองพร้อมกับระบบสูญญากาศดูดทุกอย่าง

ลงไป เสียงดังอย่างกะเครื่องตัดหญ้า

หลังจากนั้นเราก็เดินไปชมที่อื่นต่อครับ จากชั้นนั้นผมต้องเดินไปตามทางไปขึ้นลิฟต์สู่ชั้นบน ทางเดินแคบ ๆ คดเคี้ยว ถ้าให้เดินคนเดียว หลงแน่นอนไม่ต้องลุ้นเลย ผมถามนายทหารยามแถวนั้นว่า เคยมีใครหลง

มั๊ยครับเนี๊ย พี่เขาบอกว่าตะกี้เพิ่งมีหลง 2 คนครับ

ขอต้อนรับทุกท่านสู่สะพานเดินเรือครับ

สะพานเดินเรืออยู่ในส่วนบนสุดของ Island หรือว่าส่วนที่สูง ๆ ขึ้นมาทางด้านขวาของเรือครับ ส่วนนี้จะเป็นห้องทำงานของท่านผู้การเรือครับไว้สำหรับบังคับเรือครับผม

ส่วนนี้จะวางแผนที่ของเรือเพื่อใช้ในการเดินเรือครับ เรือจักรียังเป็นแผนที่แบบแบบกระดาษอยู่ แต่เรือใหม่ๆ อย่างเรือปัตตานีใช้แผนที่อิเล็กทรอนิกส์บนจอ LCD แล้วครับ อยากดูอะไรก็กดขึ้นมาเลย

ส่วนที่เอาไว้ควบคุมเรือครับ

ด้านซ้ายเราจะเห็นพังงาเรือ ซึ่งก็คือพวงมาลัยของเรือนั่นเองครับ

วิวดีมากครับมองจากห้องนี้

รู้ไหมเอ่ยว่านี่อะไร ลองเดาดูนะครับแล้วจะมาเฉลย

อันนี้เก้าอี้ผู้การเรือครับ ผมไปลองนั่งมาแล้ว

ห้องนี้เป็นห้องควบคุมการเจรจาทางอากาศครับ

จากห้องนี้มองลงไปก็จะเห็นรันเวย์อย่างชัดเจนครับ ในห้องก็จะมีอุปกรณ์ควมคุบการบินต่าง ๆ เยอะแยะครับ

สวิสต์เป็นล้านเลย

ข้างนอกวิวดีครับ

อากาศกำลังสบาย ๆ เพราะฝนเพิ่งตกไปครับ

หลังจากนั้นผมก็ลงมาวิ่งเล่นตรงรันเวย์ครับ นายทหารประชาสัมพันธ์ที่พาเราไปวันนั้นบอกว่า ตั้งแต่เช้าจนถึงบ่าย ๆ นี่คนมาดูเรือแล้วตั้ง 3,000 คน แถมมีคณะพิเศษมาอีกตั้งหลายคณะ (รวมเราด้วย) รวม ๆ แล้วผมว่าวันนี้คนมาดูเรือสักครึ่งหมื่นได้มั๊งครับ พี่เขาบอกว่าวันนี้ภารกิจเยอะมาก รบติดพันหลายแนวรบ ส่วนของรันเวย์ก็คงไม่ได้พาไปชมนะครับเพราะมันก็คือพื้นธรรมดา ๆ แถมมีตัวประกอบเยอะสุด ๆ มาดูนี่ดีกว่าครับ Sadral

Sadral เป็นอาวุธปล่อยพื้นสู่อากาศระยะใกล้ครับ ภารกิจของมันคือต่อต้านอากาศยานและจรวดนำวิถีที่วิ่งเข้ามาหาเรือ (ทำหน้าที่เป็น CIWS) ใน VDO ที่เปิดให้เราชมตอนก่อนจะทัวร์เรือจะเห็นภาพของการยิง Sadral ของเรือจักรีด้วยครับ มันวิ่งออกจากเครื่องยิงแป๊ปเดียวก็ชนเป้าหมายแล้ว และด้วยการที่มันต้องทำหน้าที่ป้องกันเรือจากภัยทางอากาศ จึงมีคำเตือนนี้เขียนเอาไว้ครับ

ในการยิงจริงถ้าใครเอาหน้ามายื่นแถว ๆ นี้มีหวังตายพร้อมเผาศพให้เรียบร้อยแน่นอนครับ

หลังจากนั้นนายทหารประชาสัมพันธ์ก็เลี้ยงก๋วยเดี๋ยวราดหน้าเรามื้อนึงบนเรือครับ กินฟรี เที่ยวฟรี ผมละชอบ แล้วเราก็ลงมาในโรงเก็บอากาศยานครับ

ลองสังเกตุดูพื้นเรือนะครับ จะเห็นว่ามันเป็นรอยขรุขระอยู่ทั่วไป ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าพื้นเรือมันอาจจะลื่นได้ครับ จึงต้องทำให้มันขรุขระเพื่อเพื่อแรงเสียดทาน เดินสบายเท้าดี ไม่ลื่นครับ

เงยหน้ามอง Island จากลิฟต์ตัวหน้าครับ

เห็นรถแบบนี้นึกว่าอยู่สนามบิน

ภาพด้านกว้างของลิฟต์ครับ ผมตั้งใจถ่ายรูปนี้มาเพื่อมาลองกะว่าลิฟต์มันจะรับ F-35 ได้หรือไม่ ลองไปเดินวัด ๆ ดูแล้วนึกภาพเทียบกับ F-16 ที่เคยเห็นมา พบว่ามันเหมือนจะรับเครื่องขนาด F-16 ได้ครับ แต่ก็จะเฉียดฉิวพอสมควร อันนี้วัดเฉพาะความรู้สึกล้วน ๆ ครับ

ห้องควบคุมการจอดของอากาศยานที่อยู่ในโรงเก็บครับ จะมองเห็นได้ทั่วโรงเก็บครับผม

เรือ LCVP หรือเรือลำเลียงกำลังพลสองลำของเรือครับ

อันนี้เมื่อเดินไปที่ลิฟต์ตัวหลังครับ จะเห็นสลิงอันเบ้อเริ่ม

ทัวร์จบแล้วครับ ลงจากเรือกันดีกว่า

ลงมาแล้วเงยหน้ามองดู ระฆังนี้อาจจะไม่ค่อยมีใครสังเกตุกันสักเท่าไหร่ครับ

หลังจากลงจากเรือจักรี มีความรู้สึกเดียวจริง ๆ ครับว่า เรือลำนี้มันขาดแต่เครื่องบินขับไล่เท่านั้นจริง ๆ :( พี่ที่เป็นนายทหารประชาสัมพันธ์ เป็นอดีตนักบิน A-7 และ AV-8S มาก่อนครับ แกก็บอกว่า AV-8S ปลดประจำการไปเมื่อปี 49 แล้ว ทำให้ตอนนี้เรือก็เป็นเรือบรรทุกฮ.อย่างเดียวแล้วเพราะยังไม่มีเครื่องบินขับไล่ครับ ผมก็แหย่ ๆ ถามว่าพี่ไปถอย Harrier มือสองจากสหรัฐเอาไหม แกบอกว่าพี่น่ะเอาอยู่แล้วเพราะพี่เป็นนักบิน แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องใช้งบประมาณมาก งบประมาณแต่ละปีของกองทัพเรือคงไม่สามารถจัดหาได้ครับ ก็ต้องรอรัฐบาลจัดงบพิเศษมาให้

 

ผมยังคิดว่าไหน ๆ เรือนี้ก็มีสกีจั๊มแล้ว ยังไงก็น่าจะจัดหาเครื่องบินขับไล่มาครับ เพราะนอกจากว่าเราจะได้ใช้เรือได้อย่างเต็มประสิทธิภาพแล้ว มันยังเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ของกองทัพเรือกับประชาชนด้วยครับว่า เจ้าเรือลำนี้มันก็มีของดีเหมือนกัน สมัยนี้ภาพลักษณ์สำคัญครับ ประชาชนมองกองทัพด้วยความรู้ที่เริ่มมีมากขึ้นกว่าแต่ก่อนบ้างแล้ว ถ้าภาพลักษณ์ของกองทัพดี กระแสต่อต้านก็จะเบาบางครับ ก็รอกันต่อไปครับ สักวันนึงเมื่อประเทศเราพร้อม คงได้เห็นเครื่องบินขับไล่มาลงเรือจักรีอีกครั้งครับ

สำหรับวันนี้ ก็คงจบ TAF Special ภาค 2 แต่เพียงเท่านี้ครับ ครั้งหน้าเราจะพาไปชมอะไร ก็รอติดตามนะครับผม วันนี้ขอบคุณทุกท่าน สวัสดีครับ

TAF Special #1 - Aero India 2009

TAF Special #1 - Aero India 2009

2018  ThaiArmedForce.com   globbersthemes joomla templates