TAF Editorial #10 - การตอบสนองต่อภัยพิบัติและเหตุฉุกเฉิน: ความด้อยประสิทธิภาพซ้ำแล้วซ้ำเล่าของรัฐบาลไทย?


ภาพจากกองทัพอากาศสิงคโปร์ http://www.facebook.com/TheRSAF/photos/pcb.643325482442646/643324909109370/?type=1

เหตุการณ์การหายไปของสายการบิน Air Asia เที่ยวบิน QZ8501 ถือเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความตระหนกและเป็นห่วงให้กับผู้คนทั่วโลกอีกครั้ง เพราะเกิดขึ้นในปีที่เต็มไปด้วยอุบัติเหตุในอุตสาหกรรมการบิน และเป็นอีกครั้งที่ชาติอาเซียนต่างร่วมมือร่วมมือใจกันเข้าค้นหาเครื่องบินที่หายไป และก็ถือเป็นอีกครั้งที่แสดงให้เห็นปัญหาด้านการตอบสนองต่อเหตุการณ์ฉุกเฉินและภัยพิบัติของรัฐบาลไทย ที่แม้จะมีบทเรียนมาหลายครั้งทั้งในกรณีสึนามิ กรณีน้ำท่วมใหญ่ หรือกรณีไต้ฝุ่นไหหนานในฟิลิปปินส์ ไปจนถึงกรณีการหายไปของเที่ยวบิน MH370

TAF Editorial ในตอนนี้ วิจารณ์กระบวนการทำงานและกระบวนการตัดสินใจของรัฐบาลไทยในทุกยุคทุกสมัยที่ทำให้ไทยไม่สามารถใช้กำลังทางทหารเพื่อการทูตได้อย่างที่ควรจะเป็น รวมถึงเสนอแนวทางในการปรับปรุงเพื่อทำให้ประเทศไทยกลับมามีเพื่อนในภูมิภาคและจะไม่ต้องโดดเดียวในกรณีที่เราเกิดปัญหาเองต่อไป

 

กำลังทหาร ในฐานะเครื่องมือทางการทูตของรัฐ


เรามักจะได้ยินผู้นำกองทัพกล่าวเสมอเมื่อต้องการจัดหายุทโธปกรณ์ใด ๆ ว่า นอกจากเพื่อป้องกันประเทศจากข้าศึกศัตรูแล้ว ยุทโธปกรณ์ยังสามารถเป็นเครื่องมือทางการทูตของรัฐได้

TAF ตีความว่า การจะใช้กำลังทางทหารในฐานะเป็นเครื่องมือทางการทูตของรัฐ (As a diplomatic tool of the state) ได้ ควรกระทำเมื่อต้องการแสวงหาผลประโยชน์แห่งรัฐหรือเมื่อผลประโยชน์แห่งรัฐถูกกระทบทั้งทางตรง 1) และทางอ้อม 2)

ในกรณีพิบัติภัยในประเทศ เป็นที่ชัดเจนว่าผลประโยชน์แห่งรัฐถูกกระทบในทางตรงอย่างชัดเจน แต่จุดประสงค์ของ TAF Editorial ในบทความนี้คือเมื่อชาติเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะชาติในอาเซียนพบกับเหตุการณ์ที่สร้างความสูญเสีย ประเทศไทยจะสามารถดำเนินการใดเพื่อป้องกันไม่ให้ผลประโยชน์แห่งรัฐไทยถูกกระทบ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะดำเนินการใดเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ของรัฐไทยเพิ่มเติม

เพราะการทูตคือการสร้างดุลภาพแห่งผลประโยชน์ ปฏิเสธไมได้ว่าในยุคที่ประชาคมโลกเข้าสู่ยุคของชมชนความมั่นคง (Security Community) การดำเนินการใด ๆ ของประเทศหนึ่งย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะได้รับผลกระทบทั่งเชิงบวกและเชิงลบจากประเทศอื่น

ซึ่งนอกจากป้องกันผลกระทบในเชิงลบจากประเทศอื่นแล้ว แต่ชาติยังแสวงหาความร่วมมือ ไปจนถึงเสนอความร่วมมือในเชิงสร้างสรรค์ (Constructive engagement) ให้กับประเทศเป้าหมาย เพื่อสร้างแต้มต่อและอิทธิพลทั้งในประดับภูมิภาคและระดับโลก เพื่อเป็นต้นทุนให้กับแต่และประเทศในอนาคต การดำเนินการในลักษณะนี้จึงเสมือนเป็นการแสวงหาผลประโยชน์ของรัฐทางอ้อมที่อาจเป็นประโยชน์ในอนาคตเช่นกัน

และในการดำเนินการนี้ ส่วนใหญ่แล้วกำลังทหารมักเข้ามามีบทบาทสำคัญ เนื่องจากกำลังทหารมีความพร้อมทั้งสามองค์ประกอบในแง่กำลังคน เครื่องมือ และยุทธวิถีที่สามารถนำมาปรับใช้ได้ รวมถึงมีความคล่องแคล่วในการเคลื่อน (Mobility) พร้อมระบบส่งกำลังบำรุงที่เหนือกว่ากลไกอื่นของรัฐนั่นเอง

การใช้กำลังทางทหารเพื่อช่วยเหลือภัยพิบัติในประเทศเพื่อนบ้านยังเป็นการลดความหวาดระแวงระหว่างกัน เพิ่มโอกาสให้เจ้าหน้าที่ในทุกระดับสามารถติดต่อสื่อสารกันเพื่อสร้างความคุ้นเคย และทำงานร่วมกันซึ่งจะเป็นประโยชน์ในอนาคต อีกทั้งยังได้รับผลดีในด้านกิจการพลเรือนทั้งจากประเทศไทยเองที่ประชาชนไทยจะตระหนักและภาคภูมิใจถึงบทบาทของรัฐบาลไทยและกองทัพไทยในการเข้าช่วยเหลือเพื่อนบ้านเมื่อเกิดปัญหา จะเป็นการสร้างทัศนคติที่ดีเป็นอย่างมากของประชาชนของประเทศเพื่อนบ้านที่มีต่อประเทศไทย

การใช้กำลังในลักษณะนี้ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการปฏิบัติการของกองทัพไทยที่ใช้เวลาเตรียมการเพียงไม่กี่ขั่วโมงก็สามารถออกปฏิบัติการได้ ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นถึงระดับความพร้อมรบที่อยู่ในระดับสูง อันจะเป็นการส่งสัญญาณทางอ้อมให้กับรัฐที่มีเจตนาเชิงลบต่อไทยได้อีกด้วย

 

กำลังทหาร กับการปฏิบัติภารกิจนอกประเทศ


การใช้กำลังทหารในการปฏิบัติภารกิจนอกประเทศนั้นมีข้อจำกัดหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นระยะทาง การเคลื่อนกำลัง การตั้งฐานปฏิบัติการส่วนหน้า โดยเฉพาะข้อจำกัดที่ชัดเจนที่สุดคือข้อจำกัดด้านการทูต เนื่องจากแต่ละรัฐมีบูรณภาพแห่งดินแดนหรือบูรณภาพแห่งอาณาเขตที่ทำให้รัฐต่างชาติไม่สามารถใช้กำลังทหารใด ๆ เหนือดินแดนของตนได้ เว้นแต่ได้รับการอนุญาตจากรัฐนั้น ดังนั้น กระบวนการขออนุญาตผ่านขั้นตอนและช่องทางต่าง ๆ จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

และถ้าความล่าช้าเกิดจากขั้นตอนทางการทูต ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่ไทยอาจจะต้องถูกตั้งคำถาม ถ้าในกรณีที่ประเทศอื่นสามารถประสานงานได้เร็วกว่า

แต่กลับกัน การตัดสินใจส่งกำลังออกไปยังต่างประเทศเพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนปฏิบัติการกู้ภัยหรือช่วยเหลือใด ๆ กลับประสบปัญหาล่าช้ามาโดยตลอด ทั้ง ๆ ที่กองทัพไทยก็มีความพร้อมในระดับหนึ่งที่จะสามารถตอบสนองงานดังกล่าวได้ และในสถานการณ์พิบัติภัยหรือเหตุการณ์ฉุกเฉินนั้น แม้ไม่ใช่เหตุการณ์สงครามที่ต้องการความรวดเร็ว แต่ก็ควรเป็นเหตุการณ์ที่จำเป็นต้องใช้ขั้นตอนการตัดสินใจที่รวดเร็วกว่าขั้นตอนปรกติ หรือพูดในอีกแง่คือ ขั้นตอนการตัดสินใจปรกติไม่สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที เช่นในกรณีการส่งความช่วยเหลือด้วยเรือหลวงอ่างทองไปยังฟิลิปปินส์ในกรณีพายุไต้ฝุ่นไหหนาน ซึ่งกองทัพเรือจำเป็นที่จะต้องให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการ ค่าน้ำมัน และเบี้ยเลี้ยงกำลังพล ซึ่งขั้นตอนการส่งเรื่องเพื่อขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเป็นขั้นตอนที่มีความยุ่งยากเป็นปรกติ แต่สำหรับกรณีที่ต้องทำงานแข่งกับเวลา ความล่าช้าทำให้ความช่วยเหลือที่จะส่งไปนั้นช้าเกินไป และเรือหลวงอ่างทองก็ไม่ได้ออกทะเลในที่สุด

เช่นเดียวกับกรณีการหายไปของเที่ยวบิน MH370 ที่จุดแรกที่เชื่อว่าจะเป็นจุดตกของ MH370 อยู่ในทะเลจีนใต้ไม่ไกลจากอ่าวไทย กำลังทางอากาศและกำลังทางเรือจากทั้งเวียดนาม สิงคโปร์ มาเลเซีย และสหรัฐต่างเข้าพื้นที่ต้องสงสัยและสามารถเริ่มการค้นหาได้เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่ทราบว่าเที่ยวบิน MH370 หายไป

และนี่คือประเด็นที่สำคัญ เพราะไทยซึ่งมีอาณาเขตใกล้กับพื้นที่ต้องสงสัยมาก กลับต้องใช้เวลาเป็นวันกว่าที่จะมีการตัดสินใจส่งกำลังเข้าร่วมค้นหา แต่เนื่องจากในพื้นที่มีกำลังทางอากาศและกำลังทางเรือเพียงพอแล้ว มาเลเซียจึงขอให้ไทยทำการค้นหาในอ่าวไทย ในเขตของไทย ก่อนที่จะมีการย้ายการค้นหาไปยังฝั่งอันดามันในที่สุด

นี่ชี้ให้เห็นถึงประเด็นที่ว่า นอกจากเรามักปฏิเสธการช่วยเหลือจากต่างชาติในกรณีที่ภัยพิบัติเกิดขึ้นในประเทศอย่างที่ไม่ควรจะเป็นแล้ว เรายังมีความล่าช้าในการตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินของไทยที่มักมาช้า ไม่ทันการ และทำให้ไทยเสียโอกาสเสนอความช่วยเหลือในฐานะเพื่อนต่อประเทศเพื่อนบ้าน เสียโอกาสในการสร้างอิทธิพลและแสดงความรับผิดชอบต่อภูมิภาค และเสียโอกาสในการใช้กำลังทางทหารให้เป็นเครื่องมือทางการทูต

จึงไม่น่าแปลกใจ ที่ไทยจะรู้สึกว่าไทยมักต้องโดดเดี่ยวเมื่อเกิดปัญหาในเวทีโลก ทั้ง ๆ ที่ไทยควรจะมีเพื่อนและมีผู้ที่พร้อมยืนสนับสนุนเคียงข้างไทยมากกว่านี้ เพราะมาจากข้อจำกัดที่ไม่ควรเป็นข้อจำกัดของไทยเอง จนทำให้ไทยมักทำได้แค่ออกแถลงการณ์หรือการรอการประสาน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการและวัฒนธรรมการทำงานเชิงตั้งรับ ที่ล้าสมัยและไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก และลักษณะการทำงานนี้สะท้อนผลเสียให้เห็นอย่างชัดเจนในกรณีความขัดแย้งในพื้นที่ปราสาทพระวิหาร ที่ไทยเป็นฝ่ายตั้งรับทางการทูตทุกครั้ง และแทบไม่เคยดำเนินการรุกทางการทูตเพื่อสร้างความได้เปรียบได้เลย

เช่นเดียวกับกรณี QZ8501 ซึ่งรัฐบาลไทยทำเพียงออกแถลงการณ์และรอการร้องขอเท่านั้น ยังไม่มีวี่แว่วของการช่วยเหลือเชิงรุกปรากฏให้เห็นแต่อย่างใด ทั้งที่จริงแล้ว ไทยควรแสดงความเป็นมิตรและแสดงความกระตือรือร้นในฐานะเพื่อนที่มีฐานะเท่าเทียมกันด้วยการเสนอความช่วยเหลือออกไป แทนที่จะรอเพียงการร้องขอความช่วยเหลือซึ่งมักจะทำให้ไทยในฐานะผู้ให้ความช่วยเหลือมีสถานะเหนือกว่าผู้ขอรับความช่วยเหลือ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกประเทศที่ไม่ใช่มหาอำนาจพยายามหลีกเลี่ยง จึงไม่น่าแปลกใจ ถ้าอินโดนีเซียจะไมได้ร้องขอมายังรัฐบาลไทยเพื่อไม่ให้ตนต้องเสี่ยงที่จะเสียอิทธิพลในภูมิภาคที่ตนกำลังแสดงบทบาทนำอยู่ในขณะนี้

 

กำลังทหาร และกรณีศึกษาของต่างประเทศ


แต่กรณีนี้แตกต่างออกไปสำหรับสิงคโปร์ โดยทันทีที่รัฐบาลสิงคโปร์ทราบข่าวการหายไปของเที่ยวบิน QZ8501 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสิงคโปร์ได้สั่งให้กองทัพสิงคโปร์เตรียมพร้อม และโทรศัพท์ไปประสานกับประธานาธิบดีอินโดนีเซียทันทีในช่วงเช้าวันนั้นเพื่อเสนอความช่วยเหลืออันประกอบไปด้วยเครื่องบินลาดตระเวน 3 ลำ เรือรบและเรือกู้ภัย 3 ลำ ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านนิรภัยการบิน 2 ทีม พร้อมอุปกรณ์ตรวจจับสัญญาณจากกล่องดำ ก่อนที่ประธานาธิบดีอินโดนีเซียจะตอบรับข้อเสนอ

และทำให้ภายในช่วงบ่ายเครื่องบิน C-130 ของกองทัพอากาศสิงคโปร์ขึ้นบินเพื่อเดินทางไปยังจุดต้องสงสัยเพื่อเริ่มทำการค้นหาได้ภายในทันที ก่อนที่ค่ำวันอาทิตย์ เรือของกองทัพเรือสิงคโปร์สองลำจะออกเดินทางเพื่อมุ่งหน้าสู่พื้นที่ต้องสงสัย

กรณีนี้แตกต่างออกไปสำหรับมาเลเซียและออสเตรเลียเช่นกัน โดยเรือรบจำนวน 3 ลำของมาเลเซียกำลังเดินทางเข้าสู่พื้นที่ตั้งแต่เมื่อวานนี้ รวมถึงเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเลของออสเตรเลียก็ออกเดินทางจากออสเตรเลียในเช้าวันจันทร์เพื่อเดินทางเข้าพื้นที่ค้นหา หลังจากทั้งสองประเทศเสร็จสิ้นการประสานการและการขออนุญาตอย่างรวดเร็วภายในวันอาทิตย์

เช่นเดิม จนถึงบ่ายวันจันทร์ รัฐบาลไทยยังคงทำเพียงออกแถลงการณ์และรอการร้องขอเท่านั้น และยังไม่มีสัญญาณของการเสนอความช่วยเหลือใด ๆ ปรากฏขึ้น

ถ้าการประสานงานระหว่างประเทศคืออุปสรรค เหตุใดไทยจึงเป็นประเทศเดียวที่พบอุปสรรคนี้?

ถ้าไม่ใช่ ปัญหาอยู่ที่ใด? เรามองไปรอบตัวและไม่พบสาเหตุอื่นนอกจากปัญหาจากกระบวนการการตอบสนองของไทยที่ไม่มีประสิทธิภาพในสถานการณ์ฉุกเฉิน

 

กำลังทหาร ในฐานะเครื่องมือทางการทูตของรัฐที่ถูกใช้ไม่เต็มศักยภาพ


ถ้าปัญหาของไทยมาจากกระบวนการ (Process) ปัญหาอยู่ตรงที่ใด?

จากกรณีหลายกรณีที่ผ่านมา เราพบว่าปัญหามักจะกระจุกตัวอยู่ที่ขั้นตอนการตัดสินใจ

การตัดสินใจว่าจะดำเนินการหรือไม่ดำเนินการของไทยมักใช้หลักการที่ว่า ต้องมีความจำเป็น ระบบจึงจะอนุญาตให้ผู้มีอำนาจในระบบทำการตัดสินใจ กระบวนการที่ผ่านมาจึงเป็นการรวบรวมความจำเป็นและความเหมาะสมต่าง ๆ นา ๆ เพื่อให้ระบบหรือผู้มีอำนาจในระบบมีข้อมูลเพียงพอในการตัดสินใจว่าจะดำเนินการหรือไม่ดำเนินการ ซึ่งทำให้ถ้ากระบวนการการติดสินใจรู้สึกว่าข้อมูลนี้ไม่เพียงพอก็อาจไม่ตัดสินใจ หรือแม้ข้อมูลจะเพียงพอแล้วแต่ไม่ดำเนินการตัดสินใจให้ทันท่วงที หรือไม่ตัดสินใจเสียอย่างนั้น ปล่อยให้กระบวนการติดค้างอยู่เฉย ๆ ก็ยังสามารถทำได้โดยไม่ต้องการคำอธิบายหรือเหตุผลใดสนับสนุน ทั้ง ๆ ที่การไม่ตัดสินใจ แท้จริงก็คือการตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ดำเนินการใด ๆ นั่นเอง

คำถามของกระบวนการการตัดสินใจของไทยจึงมักเป็น เพราะอะไร? มีความจำเป็นใด? มีกฎห้ามไว้อย่างไร? มีข้อจำกัดใด? ซึ่งเป็นคำถามเชิงรับ (Passive) เพื่อไม่ให้ผู้ที่มีหน้าที่ตัดสินใจต้องรับผิดชอบ เพราะกระบวนการแก้ปัญหาของไทย มุ่งเน้นแต่จะหาผู้รับผิดชอบและลงโทษบุคคล จึงทำให้ผู้ที่อยู่ในกระบวนการไม่มีใครกล้าตัดสินใจ และไม่ดำเนินการตัดสินใจ

ซึ่งแตกต่างจากกระบวนการของประเทศอื่นที่พัฒนาแล้ว ที่มุ่งเน้นลงโทษระบบด้วยแก้ปรับปรุงแก้ไขระบบให้ดีขึ้น โดยเชื่อว่าระบบต่างหากที่เป็นผู้ผิด ไม่ใช่คน (Man do not fail, process do) ถ้ามองเฉพาะกรณีเหตุฉุกเฉินหรือภัยพิบัติในต่างประเทศ กระบวนการการตัดสินใจของไทยต้องการชี้แจงความจำเป็นหรือความเหมาะสมด้วยเหตุผลที่มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยต้องทำภายใต้กฎข้อห้ามและระบบงบประมาณเดิมที่ยังคงอยู่ ซึ่งกระบวนการเชิงรับนี้ต้องใช้เวลาเพราะเป็นกระบวนการที่ออกแบบมาจากระบบที่มุ่งเน้นหาคนผิด เพื่อสร้างความหวาดกลัวที่ทำให้ไม่มีใครกล้าจะทำผิด ทำพลาด หรือยอมเสี่ยง ซึ่งทำให้ผลลัพธ์ข้างเคียงคือการที่ไม่มีใครต้องการเป็นคนผิดหรือถูกลงโทษ ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ทุกคน ซ้ำร้าย กระบวนการนี้มองข้ามถึงผลลัพธ์และข้อดีที่จะเกิดขึ้นถ้าไทยสามารถส่งความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที และมองข้ามทัศนคติเชิงบวกที่ว่าถ้าทุกคนทำตามระบบและยังเกิดข้อผิดพลาด คนที่ผิดคือระบบต่างหากไม่ใช่คน

ดังนั้น คำถามในกระบวนการตัดสินใจเชิงรุกควรเป็นคำถามในเชิงรุก (Active) เช่น เราจะทำสิ่งนี้จะมีวิธีใดที่จะทำได้? ต้องดำเนินการอย่างไรให้ถูกกฎหมายเพื่อให้เป้าหมายบรรลุผล? จะแก้ข้อจำกัดเหล่านั้นอย่างไร? ซึ่งต้องการการเปลี่ยนทัศนคติในเชิงโครงสร้างและกฎระเบียบ แน่นอนเป็นสิ่งที่ยาก แต่ถ้าไม่เปลี่ยน ประเทศไทยจะไม่มีทางรับมือกับโลกยุคใหม่ได้

 

กำลังทหาร และการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น


กรณีที่น่าจะสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ดีที่สุด น่าจะมาจากสองวิธีแก้คือ

1) การออกแบบกระบวนการใหม่ให้เอื้อต่อการแก้ปัญหาที่กระบวนการไม่ใช่การลงโทษคน
2) การออกแบบระบบที่จะบังคับให้กระบวนการการตัดสินใจเกิดขึ้นเมื่อครบเงื่อนไขที่กำหนด

การแก้ปัญหาข้อแรกมีตัวอย่างในกรณีการช่วยเหลือภัยพิบัติในประเทศของญี่ปุ่น แน่นอนว่าการช่วยเหลือภัยพิบัติในประเทศกับนอกประเทศเป็นคนละบริบทและคนละกระบวนการกัน แต่เราต้องการชี้ให้เห็นถึงแนวคิดซึ่งสามารถนำมาปรับใช้ได้กับในกรณีนี้

แนวคิดคือผลลัพธ์สำคัญมากกว่าวิธีการว่าจะถูกหรือผิด เนื่องจากญี่ปุ่นประสบกับภัยพิบัติบ่อยครั้ง การรอการตัดสินใจและการอนุมัติที่ล่าช้าจะไม่ทันการในการช่วยเหลือ กฎหมายของญี่ปุ่นจึงอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ที่เห็นเหตุการณ์หรือผู้บังคับบัญชาที่ทราบเรื่องสามารถตัดสินใจส่งกำลังออกไปได้ทันที และให้ขออนุญาตในเชิงการรายงานการปฏิบัติในภายหลัง ซึ่งรัฐบาลจะมีหน้าที่รับรองความถูกต้องและชอบธรรมในการปฏิบัติภารกิจนั้น ๆ รวมถึงจัดสรรงบประมาณชดเชยให้ จากกระบวนการนี้ ทำให้ญี่ปุ่นสามารถส่งเฮลิคอปเตอร์ลำแรกขึ้นประเมินสถานการณ์และเข้าช่วยเหลือประชาชนได้เพียงสองชั่วโมงหลังจากสึนามิขึ้นฟังที่ประเทศญี่ปุ่นในปี 2554

เราย้ำอีกครั้งว่าการช่วยเหลือภัยพิบัติในประเทศกับนอกประเทศเป็นคนละบริบทและคนละกระบวนการกัน แต่เราอยากให้ปรับใช้แนวคิดนี้เพื่อปรับกระบวนทรรศน์ในการตัดสินใจได้ เช่นเดียวกับที่รัฐมนตรีกลาโหมสิงคโปร์สามารถโทรศัพท์ไปหาประธานาธิบดีอินโดนีเซียเพื่อเสนอความช่วยเหลือที่เตรียมพร้อมไว้แล้วให้กับอินโดนีเซีย โดยไม่จำเป็นต้องรอแต่การร้องขออย่างเดียวเหมือนไทย

สำหรับการแก้ปัญหาในข้อที่สอง มาจากแนวคิดที่ว่าการออกแบบระบบที่ดีจะทำให้ไม่มีใครสำคัญจนขาดไม่ได้ รวมถึงระบบที่ดีควรสามารถเริ่มทำงานได้แม้ว่าจะมีคนในระบบบางส่วนขาดไปก็ตาม เช่นในกรณีนี้คือกระบวนการตัดสินใจต้องมีคนตัดสินใจและจะกลายเป็นผู้รับผิดชอบในภายหลัง ให้เปลี่ยนเป็นการที่ระบบจะทำงานทันที ถ้าเกิดสถานการณ์ที่ครบเงื่อนไขที่กำหนดแล้ว ผู้ตัดสินใจจำเป็นต้องตัดสินใจดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งที่ระบบวางเอาไว้ หรือแม้ผู้ตัดสินใจไม่อยู่ในฐานะที่ตัดสินใจได้ ระบบก็จะต้องสามารถช่วยตัดสินใจให้เองภายใต้การควบคุมของคน

เช่นในกรณีนี้ แทนที่จะต้องรอประเทศอินโดนีเซียร้องขอความช่วยเหลือมา เพื่อนำคำร้องขอนี้เป็นเสมือนใบอนุญาตในการติดสินใจ ก็สามารถเปลี่ยนเป็นการที่ระบบตั้งเงื่อนไขในการพิจารณาว่า เกิดการเกิดขึ้นที่จะส่งผลกระทบในเชิงลบต่อผลประโยชน์ของรัฐหรือไม่ รัฐจะได้ผลประโยชน์ในเชิงบวกหรือไม่จากการดำเนินการนี้ และไทยมีความพร้อมหรือไม่ในการปฏิบัติภารกิจ ถ้าทั้งสามส่วนชี้ไปในทางเดียวกัน ระบบต้องบังคับให้ผู้ตัดสินใจหรือเจ้าหน้าที่ในกระบวนการดำเนินการประสานงานกับประเทศอินโดนีเซียเพื่อเสนอความช่วยเหลือทันที และการส่งกำลังหรือไม่ส่งกำลังให้ดำเนินการตามผลลัพธ์ของการประสานนั้น

นั้นคือการปรับทัศนคติจากเชิงรับให้เป็นเชิงรุก โดยมีเงื่อนไขและระบบเพื่อกระตุ้นให้เกิดการทำงานเชิงรุก โดยไม่จำเป็นต้องแสวงหาผู้ที่ต้องถูกลงโทษหรือแพะนั่นเอง เพื่อทำให้ไทยไม่พลาดโอกาสในการสร้างอิทธิพลและผลลัพธ์เชิงบวกต่อผลประโยชน์ของไทย และด้วยการเปลี่ยนทัศนคตินี้ น่าจะทำให้กระบวนการช่วยเหลือภัยพิบัติในประเทศ รวมถึงการทำงานด้านอื่น ๆ เป็นไปอย่างรวดเร็วมากขึ้น เพราะที่สุดแล้ว ผลดีก็จะตกอยู่กับประเทศไทยและประชาชนชาวไทยนั่นเอง

ผนวก

กำลังทางอากาศและกำลังทางเรือที่ร่วมค้นหา QZ8501 ประกอบไปด้วย

อินโดนิเซีย

- เครื่องบินลำเลียง C-130A/B จำนวน 2 ลำ
- เครื่องบินลาดตระเวน Boeing 737-200 Surveiller จำนวน 1 ลำ
- เครื่องบินลาดตระเวน CN-235 จำนวน 2 ลำ
- เฮลิตคอปเตอร์ AS332 Super Puma จำนวน 2 ลำ
- เฮลิคอปเตอร์ AS365 Dauphin จำนวน 1 ลำ
- เรือฟริเกตุ เรือคอร์แวตต์ เรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง ไม่ทราบรายชื่อ 15 ลำ

มาเลเซีย

- เครื่องบินลำเลียง C-130H จำนวน 1 ลำ
- เรือฟริเกตุ KD Lekiu
- เรือฟริเกตุ KD Lekir
- เรือฟริเกตุ KD Selangor

สิงคโปร์

- เครื่องบินลำเลียง C-130H จำนวน 2 ลำ
- เรือฟริเกตุ RSS Supreme
- เรือคอร์แวต RSS Valour
- เรือยกพลขึ้นบกชั้น Endurance 1 ลำ
- เรือกู้ภัยและเรือสนับสนุนเรือดำน้ำ MV Swift Rescue

ออสเตรเลีย

- เครื่องบินลาดตระเวน AP-3C

ส่วนสหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร จีน เวียดนาม และอินเดีย เสนอที่จะส่งอากาศยาน เรือ หรือผู้เชี่ยวชาญเข้าช่วยเหลือ

สมาชิก TAF ที่สนใจสามารถร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นได้ที่กระทู้ดังต่อไปนี้

กองทัพไทยกับการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม

http://www.thaiarmedforce.com/distribution/viewtopic.php?f=32&t=2683

MOVED:ขอสอบถามนโยบายทร.ไทยกรณีโจรสลัดโซมาเลียจับเรือประมงไทย

http://www.thaiarmedforce.com/distribution/viewtopic.php?f=32&t=1487

MERGED: ความร่วมมือกองทัพไทยกับต่างประเทศ

http://www.thaiarmedforce.com/distribution/viewtopic.php?f=32&t=3170

2017  ThaiArmedForce.com   globbersthemes joomla templates