TAF Editorial #11 - S26T เรือดำน้ำกระดาษตัวเปล่า ที่ไม่ก้าวหน้ากว่าใคร

เมื่อไม่นานมานี้ ผู้บัญชาการทหารเรือได้ประกาศว่า คณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกแบบเรือดำน้ำ ได้มีมติ 14 ต่อ 3 เสียง เลือกแบบเรือดำน้ำ S26T Yuan-Modified Class จำนวน 3 ลำ ให้เป็นผู้ชนะในโครงการจัดหาเรือดำน้ำของกองทัพเรือไทย

ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้ กระแสความพยายามของกองทัพเรือไทย ในการจัดหาเรือดำน้ำเข้าประจำการ ได้กลับมาอีกครั้ง ทั้งข่าวจากภายในกองทัพเรือเอง และแรงสนับสนุนที่ชัดเจนมากกว่าครั้งก่อนๆ จากกระทรวงกลาโหมของไทย

แม้ว่าเราจะไม่เคยคัดค้านการจัดหาเรือดำน้ำ และสนับสนุนให้กองทัพเรือไทยมีดำน้ำมาโดยตลอด แต่เรามีข้อสงสัยและความไม่มั่นใจต่อการจัดหาเรือดำน้ำจากจีนหลายประการ

เรือดำน้ำกับการใช้งานทางทหาร

เรือดำน้ำ เป็นยุทโธปกรณ์ในฝันของกองทัพเรือไทยมาเป็นระยะเวลายาวนาน ทั้งในและนอกกองทัพเรือต่างทราบดีว่า เรือดำน้ำเป็นกำลังรบที่มีประสิทธิภาพสูง โดยเฉพาะขีดความสามารถในการป้องปรามที่กำลังรบทางเรือประเภทอื่นไม่อาจมีได้เท่า เมื่อเรือดำน้ำหายไปจากท่าก็อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อตัดสินใจในการใช้กำลังทางเรือได้โดยอาจไม่ต้องรบกันจริง เพราะเรือดำน้ำตรวจพบได้ยาก จึงเป็นการข่มขวัญกำลังทางเรือฝ่ายตรงข้ามได้ดี แต่หากต้องรบกันแล้ว ด้วยจำนวนเพียงไม่กี่ลำก็ส่งผลต่อการรบได้ การมีเรือดำน้ำจึงเป็นสิ่งทวีกำลังรบ มีกำลังน้อยก็เหมือนมีมาก เหนือกว่าเรือผิวน้ำหรืออากาศยานทุกประเภท เรือดำน้ำยังเป็นเครื่องมือในการหาข่าวกรองและในการปฏิบัติการพิเศษทางเรือ ชั้นเลิศ ด้วยขีดความสามารถในการซ่อนพรางนั่นเอง

การมีเรือดำน้ำยัง สอดคล้องกับการเป็นกองทัพยุคใหม่ ที่มีกำลังพลและยุทโธปกรณ์ไม่มาก แต่มีขีดความสามารถสูง จึงไม่แปลกที่กองทัพเรือทั่วโลกต่างจัดหาเรือดำน้ำเข้าประจำการ โดยในชาติอาเซียนเองเหลือแต่ไทย กัมพูชา ฟิลิปปินส์ และพม่า ที่ยังไม่มีเรือดำน้ำประจำการเท่านั้น การรักษาสมดุลกำลังรบทางเรือนับเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามได้

ประเทศไทยเองเป็นชาติแรกในอาเซียนที่มีเรือดำน้ำประจำการ แต่หลังจากปลดประจำการเรือดำน้ำ ชุด ร.ล.มัจฉานุ จำนวน 4 ลำ ในปี 2494 กองทัพเรือไทยก็ไม่เคยประสบความสำเร็จในการจัดหาเรือดำน้ำอีกเลย แม้ว่าเรือดำน้ำในชุดดังกล่าวมีบทบาทสูงมากในการต้านทานการรุกรานของฝรั่งเศสในกรณีพิพาทอินโดจีน และประจำการต่อมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่เมื่อญี่ปุ่นเป็นผู้พ่ายแพ้ในสงคราม อะไหล่จึงเกิดการขาดแคลน ประกอบกับกรณีกบฏแมนฮัตตันที่ทหารเรือเป็นผู้ก่อการ ทำให้กองทัพเรือต้องยอมปลดประจำการเรือชุดดังกล่าวไป และหลังจากเหตุการณ์กบฏแมนฮัตตันเป็นต้นมา บทบาทของกองทัพเรือเมื่อเทียบกับเหล่าทัพอื่นก็ถูกจำกัดลงเป็นอันมาก จนการไม่มีปากเสียงของทหารเรือกลายเป็นประเพณีและลักษณะเฉพาะไปเสียแล้ว

แต่ด้วยบทบาทของกองทัพเรือในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลและความมั่นคงของชาติทางทะเล อันเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาทางเศรษฐกิจของไทย ที่ผูกโยงกับการนำเข้าและส่งออกสินค้าทางทะเลเกือบทั้งหมด การรับประกันความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือพาณิชย์ด้วยกำลังทางเรือของกองทัพเรือที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูง จึงไม่อาจละเลยได้และต้องได้รับการพัฒนาไปพร้อมๆ กัน โดยเฉพาะเรือดำน้ำที่เป็นยุทโธปกรณ์สำคัญในการบรรลุเป้าหมายดังกล่าวของกองทัพเรือ การเร่งสร้างขีดความสามารถในการปฏิบัติการด้วยเรือดำน้ำของกองทัพเรือไทยจึง มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด เพราะใช้เวลาหลายปีในการต่อเรือ อีกหลายปีในการทำให้พร้อมใช้งาน และอีกหลายปีในการสั่งสมประสบการณ์จนสามารถใช้ปฏิบัติการได้อย่างเชี่ยวชาญ และได้ประสิทธิผลในการรบสูงสุดด้วยการที่กองทัพเรือขาดการประจำการด้วยเรือดำน้ำมายาวนานหลายสิบปี เข้าทำนองว่ายิ่งช้ายิ่งแพง ยิ่งช้ายิ่งขาดทุน

สำหรับกองทัพเรือแล้ว การมีเรือดำน้ำเป็นสิ่งจำเป็น จะบอกว่าไม่คุ้มเพราะไม่อาจใช้เรือดำน้ำในภารกิจยามสงบ เช่น ช่วยเหลือผู้ประสบภัย เหมือนเรือผิวน้ำอื่นๆ คงไม่ใช่ เพราะภารกิจกองทัพเรือมีหลายหน้า ทั้งการเตรียมและใช้กำลังป้องกันประเทศ การรักษากฎหมาย และการช่วยเหลือประชาชน ซึ่งต้องทำได้ทุกหน้า เหมือนเช่นกองทัพอากาศ ต้องมีทั้งเครื่องบินขับไล่ที่ใช้รบอย่างเดียว และเครื่องบินลำเลียงที่ใช้ได้ทั้งภารกิจทางทหารและช่วยเหลือประชาชน ทั้งนี้แท้จริงแล้ว เรือดำน้ำสามารถใช้ในยามสงบได้ ทั้งการรักษาความมั่นคงทางทะเล การต่อต้านการก่อการร้าย หรือการปราบปราม/การรักษากฎหมายทางทะเล ตัวอย่างเช่นกองทัพเรือโคลัมเบียในการใช้เรือดำน้ำเป็นส่วนประกอบของหน่วยปราบปรามยาเสพติด ในการซุ่มติดตามส่งความเคลื่อนไหวของขบวนการค้ายาเสพติดให้เรือผิวน้ำหรืออากาศยานในการสกัดจับ

ความพยายามของกองทัพเรือที่จะจัดหาเรือดำน้ำเกิดขึ้นหลายครั้ง ครั้งล่าสุด ซึ่งนับว่าใกล้เคียงความสำเร็จที่สุด เป็นโครงการจัดหาเรือดำน้ำ Type 206A (U206A) สภาพดีมากและมีสมรรถนะสูง แต่เกินความต้องการของกองทัพเรือเยอรมนี เนื่องจากต้องการเปลี่ยนแบบเรือดำน้ำในประจำการเป็นแบบ 212A เพียงแบบเดียวเพื่อประหยัดงบประมาณในการซ่อมทำ ในปี 2555 จำนวน 4 ลำ และอะไหล่อีก 2 ลำ พร้อมอะไหล่ อาวุธ เครื่องช่วยฝึก ฯลฯ เป็นแพ็กเกจครบถ้วน ภายใต้งบประมาณเพียง 7,700 ล้านบาทเท่านั้น แต่สุดท้ายก็ล้มเหลว เนื่องจากกระบวนการของกระทรวงกลาโหมของไทยที่กินเวลานานมาก ด้วยเหตุผลที่ทุกวันนี้ยังไม่มีใครทราบว่าเพราะอะไร จนเกินเงื่อนเวลาที่เยอรมนีไม่สามารถทนรอจ่ายค่ารักษาสภาพเรือเอาไว้ได้

หลังจากนั้น กองเรือดำน้ำที่ตั้งขึ้นมารองรับจึงไม่มีเรือในประจำการ แต่กองทัพเรือไม่ได้ย่อท้อ โดยได้สร้างศูนย์ฝึกพร้อมเครื่องช่วยฝึกจำลอง หรือ Simulator อันทันสมัยจากบริษัท Rheinmetall ประเทศเยอรมนี อาคารกองบัญชาการกองเรือ อาคารและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ รองรับไว้ล่วงหน้า อีกทั้งยังส่งกำลังพลไปฝึกยังต่างประเทศ คือ เยอรมนี และเกาหลีใต้ ที่ใช้ระบบการปฏิบัติการด้วยเรือดำน้ำของเยอรมนี เหมือนๆ กัน และมีขีดความสามารถในการสร้างเรือดำน้ำได้

จนล่าสุดเมื่อต้นปี พ.ศ.2558 ที่ผ่านมา รัฐบาลได้อนุมัติให้กองทัพเรือจัดหาเรือดำน้ำอีกครั้ง จำนวน 2 ลำ ภายใต้งบประมาณสูงถึง 36,000 ล้านบาท ซึ่งในครั้งนี้มีผู้เข้าแข่งขันจากหลายประเทศทั้งเยอรมนี สวีเดน รัสเซีย เกาหลีใต้ และจีน อีกทั้งนายทหารชั้นผู้ใหญ่ของกองทัพเรือได้มีโอกาสเดินทางไปดูงานยังประเทศ ดังกล่าวทุกแห่ง ประกอบด้วย

(1) HDW class 209/1400mod (Type 209 class) และ HDW class 210mod (modified Ula class) ของบริษัท ThyssenKrupp Marine Systems (TKMS) ประเทศเยอรมนี
(2) A26 ของบริษัท Saab AB ประเทศสวีเดน
(3) Project 636M (exported Project 636.3 improved-Kilo class) และ Amur 1650 (exported Project 677 Lada class) ของบริษัท Rosoboronexport ประเทศรัสเซีย ซึ่งเป็นผู้แทนที่ทำหน้าที่ส่งออกอาวุธของรัฐบาล
(4) HDS-500RTN ของบริษัท Hyundai Heavy Industry (HHI) ประเทศเกาหลีใต้
(5) S26T (modified Type 039A/041 Yuan class) ของบริษัท China Shipbuilding & Offshore International (CSOC) ต่อโดยอู่ China Shipbuilding Industry Corporation (CSIC) ประเทศจีน   
(6) Scorpene จากฝรั่งเศส

แต่ขณะเดียวกัน สถานการณ์ความสัมพันธ์ทางการเมืองการทหารของประเทศไทยกับชาติตะวันตกอย่างสหรัฐฯ และชาติต่างๆ ในยุโรปตะวันตก ไม่สู้ดีนัก แต่ความสัมพันธ์กับชาติตะวันออกในเอเชียเองกลับอยู่ในสถานะที่ดีขึ้นกว่าเดิมมาก โดยเฉพาะความพยายามของจีนในการเข้ามามีอิทธิพลทางการทหารในเอเชีย และการยกระดับความสัมพันธ์ทางทหารกับไทยให้สูงขึ้นแทนที่สหรัฐฯและยุโรปตะวันตกในช่วงนี้ จึงหลีกเลี่ยงได้ยากที่โครงการจัดหาเรือดำน้ำของกองทัพเรือไทยจะดูเหมือนว่าไหลไปตามกระแสความสัมพันธ์ทางการเมืองและการทหารเช่นกัน หมายถึง จีนมีโอกาสมากที่จะคว้าสัญญาต่อเรือดำน้ำครั้งนี้ของไทยไปครอง

อย่างไรก็ดี ในบรรดาตัวเลือกทั้งหมด เชื่อว่าในใจของทหารเรือ โดยเฉพาะที่ปฏิบัติงานหรือเคยปฏิบัติงานในเรือรบมาก่อน คงมีความคิดที่คล้ายกัน คือ ไม่อยากได้เรือรบจากจีน ไม่ว่าประเภทใดก็ตาม เพราะบทเรียนอันขมขื่นที่ผ่านมาเกี่ยวกับโครงการเรือรบจากจีนนั้นมันยังฝังใจอยู่

การจัดหาเรือรบจากจีนในอดีต

ตั้งแต่เรือฟริเกตชุด ร.ล.เจ้าพระยา 4 ลำ ที่ซื้อจากจีนครั้งแรกเมื่อปี 2534 เรือรบจีนแท้ทั้งการออกแบบและระบบการรบที่แม้เป็นเรือฟริเกต แต่สมรรถนะโดยรวมกลับด้อยกว่าเรือที่เล็กกว่าอย่างเรือคอร์เวต ชุด ร.ล.รัตนโกสินทร์ 2 ลำที่ซื้อจากสหรัฐฯก่อนหน้านั้น 5 ปี ใช้ระบบการรบจากเนเธอร์แลนด์ เยอรมนี อิตาลี สหรัฐฯ แต่ยังดีที่กองทัพเรือเลือกเครื่องยนต์และระบบควบคุมจากเยอรมัน กับอุปกรณ์เดินเรือและสื่อสารจากตะวันตก จึงพอใช้เรือจีนชุดแรกนี้ เป็นเรือฟริเกตกึ่งเรือตรวจการณ์ (Patrol Frigate: PF) ต่อตีเรือผิวน้ำหรือระดมยิงฝั่งได้ แต่ไม่อาจรบได้สมบูรณ์ทุกมิติ เพราะยังใช้ปืนต่อสู้อากาศยานเพื่อป้องกันภัยทางอากาศ ใช้ระเบิดลึกติดจรวดขับดัน (Rocket Depth Charge) เพื่อปราบเรือดำน้ำ ขณะที่เรือฟริเกตชาติตะวันตกยุคเดียวกัน ใช้อาวุธนำวิถีพื้น-สู่-อากาศกับตอร์ปิโด ที่ทันสมัยกว่า จนไม่สามารถเป็นเรือรบแถวหน้าของกองทัพเรือไทยได้ นี่คือครั้งแรกกับเรือรบจีน

ต่อมากับเรือฟริเกต ชุด ร.ล.นเรศวร 2 ลำ ในปี 2537 เรือที่กองทัพเรือร่วมออกแบบโดยผสมมาตรฐานตะวันตกเข้าไป ใช้ระบบการรบจีน เนเธอร์แลนด์ สหรัฐฯ เครื่องยนต์สหรัฐฯ ผสมเยอรมนี และตั้งใจให้เป็นเรือฟริเกตสมรรถนะสูง ทันสมัยไม่แพ้เรือจากชาติตะวันตกแต่ในราคามิตรภาพจีน ลบล้างภาพไม่ดีของเรือจีนชุดก่อนหน้า โดยยอมยุ่งยากติดตั้งระบบการรบจากตะวันตกในอู่ของกองทัพเรือเพราะไม่มีใครยอมให้ติดตั้งในอู่จีน แต่สุดท้ายต้องเผชิญปัญหามากมาย ด้วยเทคโนโลยีของจีนที่ไม่อาจใช้ร่วมกับอุปกรณ์ของตะวันตกได้ กลายเป็นเรือที่ต่อแล้วไม่เสร็จ ไม่มีอาวุธนำวิถีพื้น-สู่-อากาศ ตามแบบที่ออกไว้ เนื่องจากประสบปัญหาด้านการบูรณาการระบบเข้ากับระบบอำนวยการรบ อีกทั้งอุปกรณ์อื่นของจีนก็ไม่มีประสิทธิภาพตามที่คาดไว้ สุดท้ายทำงานได้ไม่สมกับเป็นเรือฟริเกตสมรรถนะสูงดังที่ตั้งใจไว้ นี่คือครั้งที่ 2 กับเรือรบจีน ซึ่งครั้งนี้จีนน่าจะเป็นฝ่ายได้ประโยชน์มากกว่าไทย เพราะได้แนวคิดการต่อเรือยุคใหม่ไปมากโขจากทหารเรือไทยที่ไปร่วมในโครงการ และหลังจากนั้นจีนได้ทำการต่อเรือฟริเกตและเรือพิฆาตออกมาเป็นจำนวนน้อยแต่มากรุ่นจนจีนมีเทคโนโลยีเรือฟิวน้ำที่ค่อนข้างอยู่ตัว

จนมาถึงเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง ชุด ร.ล.ปัตตานี 2 ลำ ในปี 2548 ที่ย่อส่วนจากชุด ร.ล.นเรศวร คราวนี้กองทัพเรือจ้างเอกชนจากยุโรปไปควบคุมคุณภาพงานในอู่จีนให้ได้ตามมาตรฐานต่อเรือสากล แต่โชคยังดีที่เป็นเรือรบระดับ Tier 2 ไม่ใช่เรือหลักสมรรถนะสูง มาตรฐานจึงลดต่ำลงได้ และครั้งนี้กองทัพเรือเลือกระบบการรบจากเยอรมนี อิตาลี และเครื่องยนต์จากเยอรมนี โดยติดตั้งที่อู่ของกองทัพเรือและไม่ใช้อุปกรณ์จีนแม้แต่ชิ้นเดียวเพื่อจบปัญหาที่เกิดในเรือชุดที่ผ่านมา แต่แม้ว่ามีแต่ตัวเรือจากจีน คุณภาพการออกแบบก็ก่อปัญหาด้านเทคนิคต้องแก้ไขอีกพักใหญ่จึงผ่านการตรวจรับใช้งานได้ และการซ่อมทำตัวเรือภายหลังพบปัญหาหลายอย่างจากคุณภาพงานโลหะ นี่คือครั้งที่ 3 กับเรือรบจีน ซึ่งบทเรียนครั้งนี้ เหมือนทำให้กองทัพเรือตัดสินใจว่า นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายกับเรือรบจีน เพราะหลังจากนั้นมา กองทัพเรือไม่ซื้อเรือขนาดใหญ่จากจีนอีกเลย ไม่ว่าจะเป็นเรือฟริเกต (เกาหลีใต้) เรือตรวจการณ์ (ต่อเองใช้แบบของอังกฤษ) หรือเรือยกพลขึ้นบก (สิงคโปร์)

ผลงานเรือจีนที่ยอมรับใช้งานได้คือ เรือส่งกำลังบำรุงขนาดใหญ่ ร.ล.สิมิลัน ในปี 2539 แต่เพราะเป็นเรือช่วยรบไม่มีระบบอำนวยการรบใดๆ นอกจากปืนกลยิงแบบ Manual กับอุปกรณ์เดินเรือและสื่อสารทั่วไปเท่านั้น เป็นเรือที่ใช้เทคโนโลยีธรรมดาๆ นั่นเอง

แม้เลิกซื้อเรือจากจีน แต่ปัญหาได้หยั่งรากลงลึกแล้ว นั่นคือ พัฒนาการขีดความสามารถกำลังรบทางเรือของไทยถูกกดให้จำกัดไว้นานกว่า 20 ปี ทหารเรือไทยต้องทนปฏิบัติงานกับเทคโนโลยีประสิทธิภาพต่ำ ไม่อาจก้าวทันชาติอื่นได้ ต้องมีโครงการปรับปรุงกันขนานใหญ่ เสียเงินจำนวนมากอย่างไม่ควรในเรือชุด ร.ล.เจ้าพระยา เกือบ 1,000 ล้านบาท ที่ปรับปรุงได้เพียง 2 ลำ คือ ร.ล.กระบุรี และสายบุรี แต่หนีระบบจีนไม่พ้น เพราะไม่คุ้มหากใช้ระบบตะวันตก กับแบบเรือจีนยุค 30 ปีที่ดัดแปลงลำบาก แต่ไม่ทำก็ไม่ได้ เพราะอุปกรณ์จีนอายุสั้น หมดสภาพไปแล้ว แม้แต่ปืนเรือ อาวุธนำวิถีก็ต้องเปลี่ยน สุดท้ายก็ใช้เป็นเรือฟริเกตตรวจการณ์ ทำการรบ 2 จาก 3 มิติ อย่างจำกัดต่อไป เรือชุด ร.ล.นเรศวร 7,500 ล้านบาท รื้อจนเหลือแต่โครง เปลี่ยนระบบการรบใหม่เกือบหมดเป็นของตะวันตก แต่โครงเรือคุณภาพจีนมีสภาพผุกร่อน ต้องซ่อมอีกยกใหญ่ จึงได้เรือที่มีสมรรถนะดังที่ตั้งใจไว้เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ซึ่งจนแล้วจนรอด ก็ไม่นับเป็นเรือฟริเกตสมรรถนะสูงยุคปัจจุบันที่กองทัพเรือต้องการ โครงการเรือฟริเกตสมรรถนะสูง 2 ลำ จากเกาหลีใต้ที่กำลังต่อขณะนี้ ถือได้ว่าเป็นการแก้ตัวโดยแลกกับเงินกว่า 30,000 ล้านบาท

เปรียบเทียบเรือรบใหม่เอี่ยมจากจีนกับจากตะวันตกที่ซื้อในเวลาใกล้เคียงกัน เช่น เรือคอร์เวต ชุด ร.ล.รัตนโกสินทร์ วันนี้มีอายุร่วม 30 ปี แต่ยังทำงานได้อย่างเต็มที่ คุ้มค่าเงินทุกบาททุกสตางค์ที่เสียไป เป็นตัวละครเอกตัวหนึ่งในกองเรือรบผิวน้ำของไทย ด้วยตัวเรือแข็งแรงทนทาน ระบบการรบที่ทันสมัยโดยพื้นฐาน ไร้ปัญหาการซ่อมทำ การปรับปรุงมีแค่บางส่วนตามระยะเวลาที่เหมาะสม อุปกรณ์อัพเกรดให้ทันสมัยได้โดยไม่ต้องรื้อทิ้งแล้วซื้อใหม่ หรือแม้แต่เรือที่ไทยต่อเอง เช่น เรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำ ชุด ร.ล.คำรณสินธุ 3 ลำ อายุกว่า 20 ปี ก็สามารถอัพเกรดให้ทันสมัยได้ไม่ต่างกัน

สรุปสั้นๆ เรือรบจีนนั้นมีไว้ใช้งานทั่วไป แต่ไม่ได้มีไว้รบจริง

ปัญหาของเรือดำน้ำจีน

มาถึงโครงการเรือดำน้ำที่ถือว่าเป็น Ultimate Weapon หรือเป็นยุทโธปกรณ์ชั้นยอดของกองทัพเรือ เชื่อว่าบรรดานายทหารเรือระดับรองๆ ที่ต้องปฏิบัติงานกับเรือชุดนี้ไปอีกหลายสิบปี คงลุ้นว่าขอให้ได้เรือที่ใช้เทคโนโลยีตะวันตก เป็นสากล เชื่อถือได้ และคุ้นเคยจากการใช้งานจริงในเรือลำอื่น ทั้งระบบอำนวยการรบ ตรวจจับ อาวุธ สื่อสาร รวมทั้งเครื่องช่วยฝึก ซึ่งคราวนี้มี 4 ตัวเลือก คือ เยอรมนี สวีเดน ฝรั่งเศส และ เกาหลีใต้ โดยเกาหลีนั้นได้รับเทคโนโลยีจากเยอรมนี และต่อเรือ Type 214 (HDW class 214 หรือ modified Type 212 class) มาก่อน และแม้กองทัพเรือเลือกเรือรัสเซีย เชื่อว่าก็ยังพอยอมรับได้ เพราะอย่างน้อยก็เป็นเจ้าของและต้นกำเนิดเทคโนโลยีตัวจริง มากกว่าจีนที่ซื้อเรือรัสเซียมาลอกเลียนแบบต่อใช้เองและขาย จนรัสเซียไม่ยอมขายเทคโนโลยีที่ดีที่สุดให้ ขณะที่จีนก็ไม่อาจพัฒนาตามทันได้ จนต้องตามซื้อเรือรัสเซียรุ่นใหม่อยู่เรื่อยๆ ล่าสุดซื้อเรือชั้น Lada อีก 4 ลำ ที่ทันสมัยกว่าเรือชั้น Kilo (Project 877EKM และ 636M) ซึ่งจีนลอกเลียนแบบและพัฒนาเป็นเรือชั้น Song (Type 039) และ Yuan (Type 041) จนเป็น S26T ที่เสนอให้ไทย

ถามว่าชาติตะวันตกจะยอมขายอาวุธให้ กองทัพไทย ในสภาพที่มีรัฐบาลจากการรัฐประหารหรือ คำตอบ คือ ขาย เพราะเรือดำน้ำไม่มีผลกับการปฏิวัติยึดอำนาจ  และอีกหลายปีจึงจะรับมอบ ขณะนั้นไทยคงมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งแล้ว ถามว่าขณะนี้ไทย ไม่ได้ซื้ออาวุธจากตะวันตกหรือ คำตอบ คือ ยังซื้อขายกันปกติ ในกองทัพเรือ โครงการต่างๆ ยังเดินต่อไป ไม่ว่าซื้อจากประเทศใด ซึ่งเกือบทั้งหมดก็ซื้อจากชาติตะวันตกอยู่ ไม่มีการระงับไม่ส่งมอบ และหากจะไม่ขายจริง บริษัทจากยุโรปจะเสนอตัวในโครงการเรือดำน้ำเพื่ออะไร

ถามว่าหากเป็นเรือดำน้ำจีนในคราวนี้จะแก้ปัญหาด้วยวิธีเดิม คือ ตัวเรือจีนแต่อุปกรณ์ตะวันตกได้หรือไม่ คำตอบ คือ ลำบากแน่

(1) ไม่มีทางที่ชาติตะวันตกใดจะยอมให้บริษัทตัวเองเอาอุปกรณ์ที่มีเทคโนโลยีทันสมัย ในกรณีนี้อุปกรณ์เรือดำน้ำซึ่งเป็น Ultimate Weapon ของชาตินั้นเสียด้วย ไปติดตั้งในอู่จีนแน่ ด้วยเกรงว่าจีนจะลอกเลียนแบบ ซึ่งเคยเกิดแล้วในยุคปี 1980-90 หรือถ้ายอม คงเป็นอุปกรณ์ตกยุคหรือเคยถูกจีนลอกเลียนแบบไปแล้ว เช่น ของฝรั่งเศส หรือของอิตาลี เหมือนที่กองทัพเรือเคยได้รับมาพร้อมกับเรือรบจีน 2 ชุดแรก ซึ่งท้ายที่สุดใช้ไปไม่นานก็ต้องเสียเงินปรับปรุงอีก โดยทำกันขนานใหญ่เหมือนเรือชุด ร.ล.นเรศวร หรือถ้าไม่ทำก็กลายสภาพเป็น ร.ล.เจ้าพระยา และบางปะกง ในปัจจุบัน

(2) อุปกรณ์บนเรือดำน้ำอยู่ภายในตัวเรือ ไม่เหมือนเรือผิวน้ำที่มีทั้งในและนอกตัวเรือ การต่อเรือดำน้ำสมัยใหม่จึงแบ่งตัวเรือเป็นโมดูลหรือบล็อคแล้วติดตั้งอุปกรณ์ภายในจนครบก่อน จากนั้นจึงเชื่อมปิดตัวเรือเป็นชิ้นเดียวกันก่อนปล่อยลงน้ำ ซึ่งทั้งหมดทำในอู่แห้ง แม้แต่เรือจีนเองก็ต่อด้วยวิธีนี้ การวิ่งเรือเปล่าจากอู่จีน แล้วมาติดตั้งระบบการรบในอู่กองทัพเรือจึงเป็นเรื่องผิดวิสัย เพราะต้องตัดเปิดลำตัวเรือใหม่ใส่อุปกรณ์ภายในแล้วเชื่อมกลับอีกที เป็นการเสียเงินเสียเวลาโดยใช่เหตุ

(3) การต่อเรือนอกอู่จีนเพื่อให้ติดตั้งระบบการรบตะวันตกได้ หมายถึงในอู่กองทัพเรือหรือเอกชนไทย โดยให้จีนถ่ายทอดเทคโนโลยีต่อเรือให้แบบที่กำลังพยายามตกลงกับปากีสถานทำในการซื้อเรือ S20 ที่คล้ายกับเรือ S26T แต่เล็กกว่า 8 ลำ ร่วมกับบริษัท CSOC ของจีน หรือขึ้นโมดูลเรือในอู่จีน แล้วขนมาประกอบขั้นสุดท้ายในอู่ของไทยแบบที่บราซิลทำในการต่อเรือชั้น Scorpene ลำแรกจาก 4 ลำ ร่วมกับบริษัท DCNS ของฝรั่งเศสนั้นคงเป็นไปได้ยาก เพราะไม่คุ้มกับเรือไม่กี่ลำ ซึ่งไม่ว่าต่อเรือหรือประกอบเรือก็ต้องลงเงินไม่น้อย ทั้งค่าเทคโนโลยีและค่าลงทุนก่อสร้างสิ่งสนับสนุนอู่เรือ ถ้าไม่ลงเงิน หมายถึงไทยต้องมีเทคโนโลยีอะไรไปแลกกับจีน ซึ่งเราไม่มี และกองทัพเรือไม่ได้มีแผนจะมีเรือดำน้ำประจำการเป็นหลักสิบลำ แต่ถ้าเป็นเรือผิวน้ำขนาดใหญ่ที่กองทัพเรือมีความเป็นไปได้ที่จะจัดหาเป็นจำนวนมาก เช่น กรณีเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง ชุด ร.ล.กระบี่ ลงทุนแบบนี้คุ้มค่าแน่

ถ้าเช่นนั้น หากเป็นเรือดำน้ำจีนแล้ว คงเป็นเรือจีนและอุปกรณ์จีนล้วน

อุปกรณ์จีนก็เป็นของลอกเลียนแบบ แต่จะลอกจากใครก็ยังล้าหลังอยู่ 1 ยุค ไม่ว่ารัสเซียหรือยุโรป และที่สำคัญอุปกรณ์ของจีนมีอายุการใช้งานสั้น เรือจึงมีอายุใช้งาน 25 ปี เทียบกับเรือชาติตะวันตกที่มีใช้ได้อย่างน้อย 45 ปี อุปกรณ์จีนเสียแล้วเสียเลย ถอดทิ้งเปลี่ยนใหม่ทั้งชุด ไม่นิยมอัพเกรดของเดิม เพราะหลักนิยมการทหารของจีน ส่วนใหญ่ยังมุ่งเน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ ซึ่งตรงข้ามกับหลักนิยมตะวันตกที่กองทัพเรือไทยยึดถือปฏิบัติอยู่

ทั้งนี้หากโชคดี กองทัพเรือหาวิธีในการใช้ระบบการรบจากยุโรปที่ทันสมัยในเรือจีนได้จริงๆ ปัญหาก็ไม่ได้จบตรงนี้

บทเรียนที่ผ่านมากองทัพเรือพบว่า โครงสร้างตัวเรือของเรือรบจีนมีปัญหาด้านคุณภาพวัสดุ มาตรฐานการผลิต มีผลต่อการซ่อมทำ เป็นภาระการซ่อมบำรุงมาก จนกลายเป็นว่าเมื่อถึงเวลาต้องเปลี่ยนอุปกรณ์ให้ทันสมัย ก็ลังเลว่าควรหรือไม่ เพราะอาจไม่คุ้ม เนื่องจากสภาพโครงสร้างทรุดโทรม เสียค่าซ่อมอีกมหาศาล แต่นั่นคือเรือผิวน้ำ เรือดำน้ำยิ่งพิเศษกว่า เนื่องจากตัวเรือต้องทนการเปลี่ยนแปลงแรงกดของน้ำที่ความลึกต่างกัน ทนแรงกระแทกเมื่อถูกโจมตีในระยะใกล้ ฯลฯ ดังนั้น แน่ใจได้อย่างไร ว่าปัญหาเดิมนี้จะไม่เกิดขึ้น ยิ่งเป็นเรือดำน้ำยิ่งต้องมีมาตรฐานสูงกว่า โครงสร้างส่งมีผลต่อความปลอดภัยมาก เพราะเรืออยู่ใต้น้ำ โอกาสรอดน้อยกว่า

ถามว่า จะแก้ปัญหาด้วยการส่งคนไปคุมงานอย่างเข้มงวดที่อู่จีนได้หรือไม่ คำตอบคือ ส่งได้ แต่มีใครในกองทัพเรือ เช่น กรมอู่ฯ หรือแม้แต่นอกกองทัพเรือที่ลึกซึ้งเรื่องการต่อเรือดำน้ำบ้าง ถ้าเป็นเรือผิวน้ำมั่นใจว่าคนกองทัพเรือมีแน่นอน เพราะประสบการณ์มีมากมาย

แนวทางการออกแบบเรือดำน้ำ โดยเฉพาะรูปทรงตัวเรือ การจัดวางเครื่องจักร และมาตรการอื่นๆ ต้องลดการแพร่เสียง ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติการ การรับรองความพร้อมปฏิบัติการ การออกแบบผิดพลาดจะกลายเป็นเสียของ เพราะ แทบแก้ไขอะไรไม่ได้ ถ้าเสียงดังก็จบ เพราะ ความเงียบไม่ให้ถูกตรวจพบคืออาวุธสำคัญของเรือดำน้ำ แต่เรือดำน้ำจีนล้าหลังกว่าชาติอื่น 1 ยุค เทคโนโลยีการลดเสียงก็ยากที่จะทำให้เงียบกว่าได้ เรือ S26T แม้ดัดแปลงจากเรือชั้น Yuan แต่ยังไม่เคยสร้างมาก่อน หากเรือชั้น Yuan เงียบในระดับยอมรับได้ ก็ไม่ได้รับประกันว่า เรือ S26T จะเงียบในระดับเดียวกัน แม้เรือชั้น Yuan เอง ก็ยังเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ เป็นเพราะแบบเรือยังไม่นิ่ง ยังไม่อยู่ในระดับที่น่าพอใจใช่หรือไม่ ถ้าดีหรือพอใจคงไม่เปลี่ยนกันบ่อยแน่ ถ้าเรือไม่เงียบจริง จะมี 3 ลำ 4 ลำ 5 ลำ ไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะออกไปกี่ลำ ก็ถูกตรวจพบและตกเป็นเป้าอยู่ดี

อีกประการหนึ่ง หากเรือจีนมีสมรรถนะดีจริง ไม่ได้ล้าหลังตะวันตกมากอย่างที่ใครๆ คิดกัน ถามว่าเป็นไปได้หรือที่จีนจะยอมมอบเทคโนโลยีเรือดำน้ำที่มีขีดความสามารถสูงสุดและถือเป็นความลับทางทหารของตนให้กับไทย หมายถึง ยอมต่อเรือ S26T ของไทย ให้มีสมรรถนะสูงเท่ากับเรือชั้น Yuan รุ่นล่าสุด Type 039C ซึ่งเป็นเรือดำน้ำโจมตีดีเซลไฟฟ้า ที่เป็นกำลังเรือดำน้ำหลักของกองทัพเรือจีนในปัจจุบันและอนาคต ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่า ไทยเองมีความสัมพันธ์ทางทหารที่ดีมากกับชาติตะวันตกมาโดยตลอด โดยเฉพาะสหรัฐฯ คู่แข่งทางยุทธศาสตร์โดยตรงของจีน แม้ในช่วงรัฐบาลนี้อาจดูแย่ลง แต่หลังจากนี้ไม่มีใครรับประกันได้ว่า ความลับเรือดำน้ำจีนจะไม่ถูกเผยแพร่ไปสู่มือของฝ่ายตรงข้ามกับจีน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ยิ่งเป็นไปได้ยากที่กองทัพเรือจะได้เรือดำน้ำคุณภาพสูงสุดจากจีน และหมายถึงกองทัพเรือจะได้เรือที่ถูกลดระดับสมรรถนะลงในหลายด้าน ถ้าเรือจีนปกติมีคุณภาพไม่ดีอยู่แล้ว สิ่งที่กองทัพเรือจะได้รับจะแย่ยิ่งกว่านั้นอีก

การออกแบบด้านความปลอดภัยและความปลอดภัยของอุปกรณ์ในเรือดำน้ำเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเรือผิวน้ำขัดข้องก็ยังลอยน้ำ แต่เรือดำน้ำขัดข้องก็จมก้นทะเล มาตรฐานต้องสูง ซึ่งสำหรับจีนยังน่าสงสัย เพราะเมื่อปี 2546 เรือดำน้ำชั้น Ming (Type 035G) ขัดข้องจนลูกเรือเสียชีวิตยกลำมาแล้ว และนอกจากปลอดภัยแล้ว หากสุดวิสัย การหนีออกจากเรือก็สำคัญ การหนีด้วยแนวความคิดแบบตะวันตกจะใช้การหนีด้วยการใช้เวลาให้น้อยที่สุดเพื่อให้ไม่เกินเวลาที่จำกัดด้วยการละลายของไนโตรเจนในกระแสเลือดซึ่งกำลังพลจะต้องออกจากตัวเรือและขึ้นสู่ผิวน้ำให้เร็วที่สุด โดยที่ไม่ต้องทำการลอยพักเพื่อระบายไนโตรเจนออกจากร่ายกายซึ่งมีความเสี่ยงสูงในการเกิดความผิดพลาดและยุ่งยากในการปฏิบัติ ในขณะที่ Website ของกองทัพเรือจีนได้นำเสนออย่างชัดเจนว่าเรือดำน้ำจีนยังคงใช้การหนีออกจากเรือดำน้ำด้วยเครื่องช่วยหายใจแบบวงจรปิด และหนีออกทางท่อตอร์ปิโดเป็นหลัก ซึ่งเป็นวิธีแบบเก่าจากสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มีขั้นตอนการปฏิบัติที่ซับซ้อนและมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุสูงเนื่องจากสารดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์จะเป็นพิษหรือเกิดการระเบิดในกรณีที่น้ำทะเลรั่วเข้าสู่ระบบ ที่ผ่านมามีนักดำน้ำขั้นเชี่ยวชาญเสียชีวิตจากการใช้อุปกรณ์ประเภทดังกล่าวมาแล้วหลายนาย

นอกจากนั้น ชาติตะวันตกรวมถึงยุโรปนั้นมีเรือดำน้ำน้อย ดังนั้นการใช้ต้องใช้ให้คุ้มค่า ต่างจากจีนที่มีมากและสามารถออกรุ่นใหม่มาได้ตลอด จีนใช้จำนวนเพื่อสร้างความได้เปรียบและไม่จำเป็นที่จะต้องวางแผนการปรับปรุงหรือยืดอายุเพราะเรือหมดอายุก่อนและสามารถออกรุ่นใหม่ในราคาถูกได้ เนื่องจากมีขีดความสามารถสูงในการผลิตได้เองในราคาถูก และมีการเปลี่ยนเทคโนโลยีเร็วเพื่อพยายามก้าวให้ทันต่างประเทศ

นั่นทำให้ S26T ที่เป็นเรือดำน้ำที่ออกแบบใหม่อยู่บนกระดาษ กองทัพเรือจีนไม่มีใช้ และไม่การันตีการปรับปรุงในอนาคตแล้ว ยังอาจเป็นเรือที่จะมีเพียง 3 ลำในโลก ยกเว้นว่าจะมีเรือ S26M (Myanmar) หรือ S26B (Bangladesh) ในอนาคตอันใกล้นี้

เรือดำน้ำเป็นอาวุธทางยุทธศาสตร์ เป็นอาวุธที่มีความสามารถสูงกว่าในระดับที่คนอื่นไม่สามารถทัดเทียมได้ จึงจะเป็นการป้องปรามประเทศอื่นได้ แต่ตอนนี้ขีดความสามารถของเรือดำน้ำจีนนั้นไม่สามารถเทียบเท่ากับเรือดำน้ำ ที่เป็นภัยคุกคามในภูมิภาคได้ ซึ่งจะลดทอนความสามารถในการป้องปรามลง

การฝึกศึกษาไม่ใช่การถ่ายทอดเทคโนโลยี

ถ้าไปดูตัวเลขการเติบโตของ GDP ตัวเลขการส่งออก ตัวเลขเงินเฟ้อ ตัวเลขการลงทุนภาคเอกชน ไม่มีสักตัวทีดูดี

ซื้อเรือดำน้ำตอนนี้กับเงิน 3.6 หมื่นล้าน เกือบได้รถไฟฟ้า 1 สาย ยากที่ชาวบ้านจะเข้าใจและเราสามารถพูดเรื่องการเตรียมกำลังรบ พูดเรื่องต้องเตรียมพร้อมเอาไว้ ต้องป้องกันประเทศ อันนี้พูดได้เรื่อย ๆ เพราะพูดอีกก็ถูกอีก แต่เศรษฐศาสตร์‬เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยการจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดเพื่อตอบสนองความต้องการที่ไม่จำกัดของมนุษย์ ดังนั้นในเวลาใด ๆ เราต้องพิจารณาว่าอะไรที่สำคัญกว่า เช่นในกรณีนี้คือระหว่างเศรษฐกิจและการป้องกันประเทศ เพราะเราไม่สามารถตอบสนองทั้งสองอย่างได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นเราต้องเลือกที่จะให้น้ำหนักอะไรมากกว่าและอะไรน้อยกว่า รัฐบาลในหลาย ๆ ประเทศ มองว่าการลงทุนจัดหาอาวุธจากต่างประเทศเป็นการลงทุนที่สูญเปล่าทางเศรษฐกิจ ประเทศไม่ได้อะไรนอกจากอาวุธ ดังนั้นทำให้เวลาประเทศมีปัญหา งบประมาณซื้ออาวุธจะต้องถูกตัดเป็นอย่างแรก

แต่กองทัพก็อยากได้อาวุธ แล้วจะทำยังไง? คำตอบคือเกิดการร่วมมือกันระหว่างรัฐบาล กองทัพ และเอกชน ถ้าต้องซื้ออาวุธจากต่างประเทศ ผู้ผลิตจะต้องขอการชดเชยทางการค้าหรือ ‪‎Offset‬ เพื่อที่ประเทศจะได้อะไรกลับมาทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ดีกว่าเสียเงินซื้ออาวุธเฉย ๆ

Offset หมายถึงเราลงทุนซื้อเรือดำน้ำ 3.6 หมื่นล้านบาท เราสามารถตั้งโจทย์ให้ประเทศผู้ผลิตว่า ต้องส่งมอบ Offset กลับให้ประเทศไทยเป็นจำนวนเท่าใด สมมุติว่า 100% หรือ 150% ผู้ผลิตก็มีทางเลือกสองอย่าง นั่นคือส่งมอบ Direct Offset ซึ่งเป็น Offset ที่เกี่ยวข้องกับโครงการที่จัดซื้อ เช่น ร่วมทุนกับอู่ของประเทศไทยถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตชิ้นส่วนและสั่งซื้อชิ้นส่วนนั้นจากประเทศไทยไปใช้ในเรือดำน้ำ หรือ Indirect Offset ซึ่งเป็น Offset ที่ไม่เกี่ยวข้องกับโครงการที่จัดซื้อ เช่น ผู้ผลิตสัญญาจะจ้างให้บริษัทของไทยผลิตรถเกราะให้ มาลงทุนเดินรถไฟรางคู่ หรือเข้ามาลงทุนผลิตอุปกรณ์มือถือในประเทศไทย ผลิตผ้าอ้อมเด็ก ปลูกลำไยส่งกลับไปขาย ฯลฯ

ทั้งหมดนี้ เราจะเอามูลค่าเงินลงทุนจากต่างประเทศ x ตัวคูณที่เป็นการคำนวณว่ามีเงินเพิ่มเข้ามาในระบบเศรษฐกิจเท่าไหร่ = มูลค่า Offset เช่นสมมุติผู้ผลิตลงทุน 2.7 หมื่นล้านในประเทศไทย ทำให้เศรษฐกิจเติบโต โดยคิดเป็นตัวคูณที่ 2 = 27,000,000,000 x 2 =54,000,000,000 หรือ 150% ของมูลค่าเงินที่เราจ่ายออกไป

ดังนั้น ทำให้เราซื้ออาวุธแล้วเราได้เงินกลับมา ได้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ได้เทคโนโลยีที่นำไปผลิตในเชิงพาณิชย์ เกิดการจ้างงาน ในอนาคตระยะยาวสามารถส่งออกทำรายได้ให้ประเทศได้ เช่นการบินไทย ที่ซื้อเครื่องยนต์ Rolls Royces เป็นจำนวนมาก จน Rolls Royces ยอมมาสั่งผลิตชิ้นส่วนเครื่องยนต์ในประเทศไทย ดังนั้นต่อไป Rolls Royces ขายเครื่องยนต์ได้ที่ไหน ผู้ผลิตชิ้นส่วนในไทยก็ขายชิ้นส่วนได้เช่นกัน เกิดเป็นรายได้จากการส่งออกด้วย และเมื่อเรายิ่งซื้อเขาก็ยิ่งสั่ง จนตอนนี้ไทยคือฐานการผลิตชิ้นส่วนเครื่องยนต์อากาศยานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของ Rolls Royces คนไทยก็มีงานทำ มีออเดอร์จากต่างประเทศ

การซื้อแล้วได้ Offset แบบนี้เรียกว่าคุ้ม ซื้อแล้วเศรษฐกิจเติบโต คือการซื้ออาวุธเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างเสริมความมั่นคง

มีคำถามว่า แล้วถ้าเป็นการซื้ออาวุธใครเขาจะยอม? คำถามนี้ต้องตอบกลับเป็นว่า ทุกวันนี้แทบไม่มีใครไม่ขอ Offset เช่น ประเทศรอบ ๆ บ้านเรา มาเลเซีย อินโดนิเซีย ทุกประเทศขอ Offset ด้วยกันทั้งนั้น ใครไม่ให้ก็ไม่ซื้อ

S26T ก็เช่นกัน ถ้าประเทศไทยได้รับ Offset ที่ดูดี เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมน่าจะได้ประโยชน์ การจัดหา S26T ก็เป็นสิ่่งที่น่าสนับสนุน แต่ถ้าไม่มี Offset เลยและดูแค่ประสิทธิภาพ ไม่มีทางที่ S26T จะชนะแบบเรือของผู้ผลิตรายอื่นได้

ทั้งนี้ กองทัพเรือเคยแถลงว่าการจัดหา S26T นั้นจะได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี ซึ่งการที่บอกว่าจะได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีนั้น ยังไม่รู้ว่าคือเทคโนโลยีอะไร เพราะ

1) ถ้าเป็นเทคโนโลยีการซ่อมบำรุง อันนี้อาจไม่เรียกว่า Offset แต่เป็น Training มากกว่า เพราะเราผู้ใช้งานต้องได้รับการอบรมให้ซ่อมเป็นอยู่แล้ว ไม่แปลก ซื้ออะไรก็ต้องได้

2) มันไปถึงภาคเอกชนหรือมีกิจกรรมเชิงพาณิชย์หรือเปล่า ถ้าไม่ถึงเราอาจไม่เรียก Offset เช่นกัน (สังเกตดูว่าจะต้องมีตัวคูณทางเศรษฐศาสตร์ทุกครั้งถึงจะเรียกว่า Offset ได้ ถ้าไม่มีตัวคูณก็ไม่ใช่ Offset) ถ้ากองทัพเก็บเทคโนโลยีส่วนมากไว้กับตัว แบบ Gripen ที่ได้เทคโนโลยีมาเยอะแต่ ทอ.ไม่ให้ใคร แบบนี้ก็ไม่เรียกว่า Offset นั่นคือไม่เกิดประโยชน์อะไรกับเศรษฐกิจไทย

ปากีสถานซื้อเรือ ดำน้ำ S20 จากจีน 8 ลำ ในการนี้ปากีสถานได้ให้จีนถ่ายทอดเทคโนโลยีการต่อเรือดำน้ำและอาจรวมถึง การบูรณาการระบบอาวุธบางแบบให้กับบริษัทอู่ต่อเรือในประเทศ และอาจจะรวมถึงการต่อเรือบางลำในประเทศด้วย ในครั้งนั้นปากีสถานไม่พิจารณาเรือดำน้ำเยอรมัน เพราะเยอรมันไม่อยากจะถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับอู่ต่อเรือในประเทศปากีสถาน นี่ครับ แบบนี้ยิ่งซื้อยิ่งเจริญ เพราะในต่างประเทศเขาคุยกันว่า ปากีสถานจะใช้เทคโนโลยีที่ได้รับเพื่อต่อเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ของตน เอง

แต่กับการขายเรือ S26T ให้กับกองทัพเรือไทย จีนเสนอเพิ่งการฝึกการใช้เรือดำน้ำและการซ่อมบำรุงเท่านั้น ซึ่งไม่ถือว่าเป็น Offset แต่เป็น Training มากกว่า แต่แหล่งข่าวจากต่างประเทศระบุชัดเจนว่า กลับเป็นเยอรมันและเกาหลีใต้ที่เสนอความร่วมมือด้านอุตสาหกรรม เช่น การถ่ายทอดเทคโนโลยีในการผลิตชิ้นส่วนและเทคโนโลยีบางสาขา การเสนอความร่วมมือให้กับอู่ในประเทศไทยในการรับเทคโนโลยีการต่อเรือ รวมถึงการเสนอถ่ายทอดเทคโนโลยีและการลงทุนในประเทศไทยจำนวนมาก

ดัง นั้นการซื้อเรือดำน้ำ S26T ในครั้งนี้ จึงเป็นการปฏิเสธการซื้อเรือดำน้ำพร้อมกับเทคโนโลยีและการลงทุนจากต่าง ประเทศ เป็นการซื้อเรือดำน้ำตัวเปล่าเพียงอย่างเดียว ซึ่งจะทำให้ในอนาคตไทยจะต้องผูกติดกับจีนเท่านั้น ไม่สามารถพัฒนาขีดความสามารถอื่นใดได้ การสั่งซื้อชิ้นส่วน การซ่อมบำรุง จำเป็นต้องพึ่งพาจีนไปตลอด 25 ปีของอายุการใช้งานเรือ และถ้าไทยมีปัญหากับจีน นั่นคือจุดจบของกองเรือดำน้ำไทย

ข้อเสนอของจีนไม่ใช่ข้อเสนอที่ดีที่สุด

เปรียบเทียบข้อเสนอของจีนกับประเทศอื่น และระบบ AIP

เมื่อทราบว่ากองทัพเรือจะผลักดันโครงการเรือดำน้ำอย่างจริงจังอีกครั้งอย่างแน่นอน TAF จึงใช้เวลาตั้งแต่ต้นปีรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข่าวต่างประเทศที่คุ้นเคย โดยเฉพาะในวงการสื่อมวลชนในต่างประเทศ และรวบรวมข้อมูลที่น่าเชื่อถือและคาดว่าจะเป็นข้อเสนอหลักที่เสนอให้กับกองทัพเรือไทยได้ในระดับหนึ่ง

กองทัพเรือไทยไม่ได้กำหนดให้ ระบบ AIP เป็นความต้องการหลักของการจัดหาในครั้งนี้ โดยกองทัพเรือกำหนดให้ผู้ผลิตต้องเสนอเรือดำน้ำจำนวน 2 ลำ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกและสิ่งอุปกรณ์สนับสนุน เพื่อให้กองทัพเรือสามารถปฏิบัติงานได้ตั้งแต่วันแรก

ผู้ผลิตในยุโรปเสนอเรือดำน้ำจำนวน 2 ลำ และตอร์ปิโดจำนวน 14 ลูก พร้อมข้อเสนอในการมอบอุปกรณ์การฝึกและคลังเก็บ ปรับปรุงท่าเรือ และปรับปรุง Simulator ปราบเรือดำน้ำของกองทัพเรือให้ฟรี และทำโรงซ่อมทำให้ใหม่ และผู้ผลิตจากเอเชียที่ได้รับเทคโนโลยีจากยุโรปก็เสนอตอร์ปิโดจำนวน 8 ลูก และสร้างศูนย์ฝึก (Training Center) ให้พร้อมอุปกรณ์สนับสนุนครบ และดูจะมากกว่าผู้ผลิตในยุโรป พร้อมทั้งมอบโรงซ่อม และ Simulator ให้เช่นกัน ทั้งสองแบบต่างเสนอให้การถ่ายทอดเทคโนโลยีในระบบสำคัญของเรือดำ น้ำ รวมถึงเทคโนโลยีการต่อเรือบางส่วนอีกด้วย ในขณะที่ S26T เสนอตอร์ปิโดให้เพียง 6 ลูก เท่านั้น ดังนั้น ข้ออ้างที่ว่าเรือจีนเท่านั้นที่เป็นแบบเรือเดียวที่เสนอระบบอาวุธให้ จึงเป็นข้อมูลที่ไม่น่าจะตรงกับความเป็นจริง

ข้อสำคัญของข้อสนับสนุนของการจัดหา S26T นั้นคือการได้รับระบบ AIP กับอาวุธปล่อย

โดยเฉพาะอาวุธปล่อยนั้นมีประเด็นเรื่องการหาเป้าและการเปิดเผยตัวเอง เนื่องจากอาวุธปล่อยไม่ใช่อาวุธหลักของเรือดำน้ำ เนื่องจากการยิงเป็นการเปิดเผยตัวเองซึ่งกระทบต่อคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของเรือดำน้ำซึ่งได้แก่การซ่อนพราง นอกจากนั้นหากมองที่ระยะการใช้จะพบว่าอาวุธปล่อยที่แม้ยิงได้ไกลกว่าตอร์ปิโดซึ่งมีระยะใกล้เคียงกับระยะตรวจจับของเรือดำน้ำแต่ก็จะเกิดปัญหาด้านข้อมูลเป้าที่เรือดำน้ำไม่สามารถได้มาจากอุปกรณ์ตรวจจับของตนเองได้ ต้องมีหน่วยอื่นส่งข้อมูลให้ ซึ่งก็ย้อนกลับมาขัดกับหลักปฏิบัติพื้นฐานของเรือดำน้ำเองได้แก่การสื่อสารเฉพาะกับศูนย์ปฏิบัติการเรือดำน้ำเท่านั้น แต่จะไม่มีการสื่อสารโดยตรงกับหน่วยชี้เป้า จึงมีความเป็นไปได้ต่ำที่จะสามารถปฏิบัติได้สำเร็จ ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือเรือเป้าสามารถตรวจพบอาวุธปล่อยได้พร้อมกับเตรียมการป้องกันตนเอง ต่างจากการใช้ตอร์ปิโดที่ตามหลักการจะใช้ Passive Mode ซึ่งเราเป้าไม่สามารถตรวจจับได้

ตา ข้อมูลที่ได้รับจากแหล่งข่าวในประเทศจีนนั้น AIP ของจีนได้ประสิทธิภาพในการทำความเร็วแค่ 3 นอต และดำต่อเนื่องได้นาน 10 วันเท่านั้น ไม่ใช่ 21 วัน เพราะ AIP ของจีนให้พลังงานออกมาน้อย ซึ่งความเร็วเท่านี้ช้ากว่าเรือประมงด้วยซ้ำ

นอกจากนั้น S26T ยังทำความเร็วเร่ง (Sprint Speed) ได้ 17 นอต เมื่อแบตเตอรี่เต็ม และทำความเร็วต่อเนื่องได้เพียง 1 ชั่วโมง ซึ่งน้อยที่สุดในบรรดาแบบเรือทั้งหมด (โดยปรกติเรือดำน้ำนั้น จะมีความเร็ว Transit ใต้น้ำที่ 6 - 8 นอต) ซึ่งความเร็ว Sprint Speed นั้นควรจะมากพอที่จะทำความเร็วออกจากพื้นที่สังหารได้ (Escapability) และในกรณีปรกตินั้นแบตเตอรี่ไม่ได้เต็มตลอดเวลาอยู่แล้ว ดังนั้น Sprint Speed ก็จะยิ่งน้อยไปใหญ่ การออกจากพื้นที่สังหารจะยากมาก

AIP ส่วนใหญ่ใช้ในการแทรกซึมและอยู่เงียบ ๆ ไม่ส่งข่าว เพราะความเร็วที่ได้จากระบบ AIP นั้นน้อยมาก และโดยปรกติแล้วเรือดำน้ำจะต้องขึ้นมาส่งข่าวบ้างไม่สามารถหายไปได้เลย เพราะต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลการข่าวและรายงานสถานภาพกับกองบัญชาการเป็นห้วง ๆ เช่น การจัดสรรพื้นที่ไม่ให้ทับซ้อนกับเรือผิวน้ำเพื่อการป้องกันการยิงพวกเดียวกันเอง

จำนวน 3 ลำที่กองทัพเรือไทยได้รับ ยังไม่ตรงกับสิ่งที่กองทัพเรือกำหนดคือการจัดหาเรือดำน้ำจำนวนเพียง 2 ลำ ทั้งนี้ แม้ว่าจำนวนที่มากกว่าอาจจะดูดีกว่า แต่ถ้าเรือมีปัญหา ก็อาจจะทำให้ประสบปัญหามากกว่าเช่นกัน
การมีเรือ 3 ลำ โดยลำหนึ่งนั้นออกปฏิบัติการในทะเล อีกลำหนึ่งเข้ารับการส่งกำลังบำรุง และอีกลำเข้าซ่อมทำนั้นเป็นแนวคิดที่ดี แต่เรือควรจะเป็นเรือที่ทำ Preventive Maintenance System อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เสียแล้วค่อยซ่อม และถ้าเป็นเรือที่เสียบ่อยก็ไม่มีประโยชน์มากเพราะต้องซ่อมทำบ่อย ดังนั้น Magic Number นี้ควรจะเป็นเรือที่มีคุณภาพสูง แต่ถ้าเรือที่เสียบ่อย มีเยอะก็ยังเป็นภาระต่อการซ่อมบำรุง ซึ่งจะเกิดขึ้นเหมือนตอนที่กองทัพเรือใช้เรือชุด ร.ล.เจ้าพระยาหรือเรือชุด ร.ล. นเรศวร

เรือดำน้ำในฐานะ Ultimate Weapon

เรือดำน้ำควรเป็น Ultimate Weapon ของกองทัพเรือ ทำงานได้จริง มีประสิทธิภาพ เรือดำน้ำเป็นเครื่องมือสร้างสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ แต่กับจีนแล้ว ไม่ควรมองข้ามปัญหาที่กองทัพเรือต้องแบกรับไปอีกนาน ทั้งขีดความสามารถ ความเชื่อถือได้ของอุปกรณ์ อายุใช้งาน ซึ่งด้อยกว่าตะวันตก ด้วยหลักคิดแบบจีน ไม่ต้องดีมาก สร้างเยอะไว้ก่อน พังสร้างใหม่ได้ ขณะที่กองทัพเรือไทยไม่มีทางจัดหาเรือใหม่ได้บ่อย ก็จะกลายเป็นใช้ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ไปเป็นสิบๆ ปี การป้องปรามทางยุทธศาสตร์ ก็อาจจะทำได้ไม่เต็มที่ เพราะฝ่ายตรงข้ามก็รู้ว่าเรือจีนมีสภาพยังไง

ท่าทีของกองทัพเรือคราวนี้ดูแปลกไป มองภาพกว้างว่าต้องมีเรือดำน้ำให้ได้ คือ เอามาก่อนดีกว่าไม่ได้เลย แม้ได้ของไม่ดีนักและไม่ถูกใจก็ตาม เพราะจีนทุ่มสุดตัวในนาทีสุดท้าย ลดแลกแจกแถมถึง 3 ลำ ทั้งที่กองทัพเรือต้องการ 2 ลำ เพื่อเอาชนะคู่แข่งรายอื่น จนหลายคนยอมมองข้ามปัจจัยคุณภาพของเรือ ทั้งที่จริงแล้วการมียุทโธปกรณ์จำนวนมากแต่ขาดคุณภาพจะตามมาด้วยปัญหาและภาระการซ่อมบำรุง ซึ่งกองทัพเรือก็มีบทเรียนมาแล้วหลายครั้ง และไม่ได้นานจนอาจลืมไป กองทัพเรือควรพิจารณาหรือไม่ว่า ถ้าจะมีเรือดำน้ำแล้ว จะต้องทำงานรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล และเป็นเครื่องมือป้องปรามการรุกรานทางทะเลได้อย่างแท้จริง ใช้ได้อย่างคุ้มค่า คุ้มกับเงินภาษีของประชาชน และสร้างความอุ่นใจให้กับกำลังพลที่จะลงไปดำน้ำอยู่กับเรือนานครั้งละเป็นเดือน

จึงเป็นที่น่าติดตามว่า ความพยายามของกองทัพเรือในการจัดหาเรือดำน้ำครั้งนี้ จะพากองทัพเรือไปในทิศทางใด เทียบได้กับเมื่อครั้งที่กองทัพอากาศจัดหา Gripen, Saab 340 AEW และระบบ datalink ที่นับว่าเป็น Ultimate Weapon ของกองทัพอากาศ จนนำไปสู่ความเป็น Digital Air Force ได้อย่างทุกวันนี้ การตัดสินใจของกองทัพเรือครั้งนี้ เหมือนกับการติดกระดุมเม็ดแรก ถ้าติดผิดแล้ว ย่อมส่งผลกระทบต่อเนื่องยาวนาน จนสุดท้ายในอนาคตต้องมาจัดหาเรือดำน้ำสมรรถนะสูงชดเชยความผิดพลาดในอดีตซ้ำรอยเดิมอีกหรือไม่

สนับสนุนหรือคัดค้านอย่างสร้างสรรค์

ท้ายที่สุดแล้วถ้ากองทัพเรือและรัฐบาลตัดสินใจเลือกแบบเรือใดเราอาจต้องยอมรับตามนั้น เพราะกองทัพเรือและรัฐบาลคือผู้รับผิดชอบในการตัดสินใจของตนเอง แต่เราขอสงวนสิทธิ์ที่จะวิจารณ์ในกรอบที่กฏหมายอนุญาต ในฐานะที่เป็นประชาชนผู้เสียภาษี และกองทัพก็ชอบพูดว่าเราจะใช้เงินภาษีของประชาชนให้คุ้มค่าที่สุด

เราไม่สามารถมั่นใจได้โดยปริยาย (Trusted by Default) ว่ากองทัพเลือกมาดีแล้ว เขารู้มาก เขาเป็นทหาร นี่เป็นเรื่องทหารทหารต้องรู้ดีที่สุด ขอให้มั่นใจเพราะ ถ้าคำพูดนี้เป็นจริงทุกครั้ง คงไม่มีกรณี ‪‎GT200‬ ที่จนถึงทุกวันนี้ ยังไม่มีใครถูกสอบสวนเลย

เป็นสิทธิ์ของเราในฐานะคณะทำงานที่จะพูด ไม่ใช่ในนามของ TAF และเป็นสิทธิ์ของทุกท่านที่จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ได้ พวกเราเปิดโอกาสเต็มที่ให้กับทุกคนที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยเข้ามาแลกเปลี่ยนหรือถกเถียงกัน

สิ่งที่จะเรียกร้องกับทุกท่านก็คือ อย่าเชื่อกองทัพเพียงเพราะว่ากองทัพบอกให้ท่านเชื่อ ขอให้เชื่อกองทัพเพราะท่านพิจารณาแล้วกองทัพทำในสิ่งที่เหมาะสม หรือถ้าจะไม่เชื่อกองทัพ ก็ขอให้ไม่เชื่อเพราะว่าท่านพิจารณาแล้วเห็นว่ากองทัพทำไม่เหมาะสม ไม่ใช่ไม่เชื่อเพราะเราแค่ไม่ชอบกองทัพ

และสังคมไทยก็จะกลายเป็นสังคมที่ใช้เหตุใช้ผลได้ในที่สุด ทุกวันนี้เราก็ประสบความสำเร็จแล้ว ลองมองไปสิบปีที่แล้ว กองทัพจะซื้ออะไรจะทำอะไร ไม่มีใครมาอธิบายให้ประชาชนฟัง การโต้เถียงกันแบบนี้คือสิ่งที่พวกเราทุกคนช่วยกันสร้างขึ้นมา และจะเป็นแรงกดดันต่อกองทัพหรือใครก็ตามว่า ถ้าเขาจะทำอะไร เขาไม่สามารถนึกจะทำอะไรก็ได้ง่าย ๆ อีกต่อไป ถ้าเขาทำดีเราจะปกป้องเขา ถ้าเขาทำไม่ดี แม้เขาอาจจะทำสำเร็จ แต่เขาจะมีอุปสรรคมากมายและไม่ได้ทำได้ง่าย ๆ แน่นอน

สมาชิกที่สนใจสามารถร่วมพูดคุยได้ในกระทู้

MERGED: โครงการจัดหาเรือดำน้ำของ ทร.

http://www.thaiarmedforce.com/distribution/viewtopic.php?f=6&t=739

2017  ThaiArmedForce.com   globbersthemes joomla templates