TAF Editorial #13 – Su-24 ของรัสเซียกับ F-16 ตุรกี กับความถูกต้องและความเหมาะสมของทั้งสองฝ่าย

เหตุการณ์ที่เครื่องบินขับไล่ F-16 ยิงเครื่องบินโจมตีแบบ Su-24 ของกองทัพอากาศรัสเซียตก โดยอ้างว่าเครื่องบินของรัสเซียรุกล้ำน่านฟ้าของตนนั้นสร้างความตกใจให้กับหลาย ๆ คน เนื่องจากเป็นกรณีที่ร้ายแรงพอสมควร แม้ว่าเราคาดการณ์ได้ว่าจะมีการตอบโต้กันไปมาระหว่างนาโต้และรัสเซียว่าตุรกีมีสิทธิหรือสมควรที่จะยิงเครื่องบินของรัสเซียตกหรือไม่ แต่ ThaiArmedForce.com จะนำเสนอบทวิเคราะห์โดยชี้ให้เห็นว่า ทั้งตุรกีและรัสเซียต่างก็มีเหตุผลที่จะสนับสนุนการกระทำของตนและคัดค้านการกระทำของอีกฝ่าย รวมถึงเหตุการณ์นี้จะไม่นำไปสู่สงครามอย่างแน่นอน

ทั้งสหรัฐและประเทศสมาชิกนาโต้อื่น ๆ รวมถึงรัสเซีย ต่างอยู่ในระหว่างการปฏิบัติภารกิจโจมตีกลุ่มต่าง ๆ ในซีเรีย ซึ่งทำให้เหนือน่านฟ้าซีเรียเต็มไปด้วยเครื่องบินรบจากนานาประเทศที่ต่างมีจุดประสงค์ที่ต่างกัน ทำการโจมตีเป้าหมายที่ต่างกัน และมีหลักปฏิบัติที่ต่างกัน

ในขณะเกิดเหตุ รัสเซียส่งเครื่องบินโจมตี Su-24 เข้าโจมตีเป้าหมายที่เป็นกลุ่มกบฏที่ต่อต้านรัฐบาลซีเรียใกล้ชายแดนตุรกี ภาพจากข้อมูลเรดาร์ที่กองทัพอากาศตุรกีเผยแพร่ออกมานั้นแสดงให้เห็นถึงแนวเส้นทางการโจมตีของ Su-24 ซึ่งถ้าข้อมูลถูกต้อง จะแปลว่ามีการล้ำแดนของ Su-24 สองครั้ง

ในหลักการการป้องกันภัยทางอากาศนั้น การแจ้งเตือนภัยคุกคามไม่ได้เกิดขึ้น ณ ขณะที่อากาศยานไม่ทราบฝ่ายเข้าสู่ชายแดนแล้ว แต่จะแบ่งโซนการป้องกันภัยทางอากาศที่พ้นแนวชายแดนให้เป็นเขตพิสูจน์ฝ่าย ( Air Defense Identification Zone: ADIZ) ที่มีระยะ 100 ไมล์ทะเลนับจากชายแดนออกไป ซึ่งอากาศยานที่ผ่านในโซนนั้นจะต้องทำการระบุตัวตนของตนกับเจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศ

โดยใน 100 ไมล์ทะเลนี้จะแบ่งพื้นที่เป็นสองเขตคือ เขตนอก (Twilight Zone - TIZ) คือเขตที่ห่างจาก ADIZ
ตั้งแต่ 50-100 ไมล์ทะเล และเขตใน (Midnight Zone: MIZ) คือเขตที่ห่างจาก ADIZ ตั้งแต่ 0-50 ไมล์ทะเล โดยมีลำดับการตอบสนองดังนี้

1. เมื่ออากาศยานไม่ปรากฏสัญชาติบินอยู่นอกเขตเขตพิสูจน์ฝ่ายเพื่อการป้องกันภัยทางอากาศล่วงหน้า (Air Defense Identification Buffer Zone: AD-BUZ) นั้น กองทัพอากาศจะทำการพิสูจน์ฝ่าย
2. ถ้าพิสูจน์ไม่ได้จะกำหนดเป้าหมายนั้นให้เป็นเป้าหมายรอการพิสูจน์ฝ่าย (Pending-P)
3. ถ้าอากาศยานนั้นบินเข้ามาในเขต TIZ และยังไม่สามารถพิสูจน์ฝ่ายได้ กองทัพอากาศจะกำหนดให้เป้าหมายนั้นเป็นเป้าหมายไม่ทราบฝ่ายที่มีความสำคัญน้อย (Non-Significant Unknown: NU)
4. ถ้าอากาศยานนั้นบินเข้ามาในเขต MIZ และยังไม่สามารถพิสูจน์ฝ่ายได้ กองทัพอากาศจะกำหนดให้เป้าหมายนั้นเป็นเป้าหมายไม่ทราบฝ่าย (Unknown-U) และจะสั่งการใช้กำลังทางอากาศที่เหมาะสมต่อไป

ในข้อมูลเรดาร์จะเห็นว่า กองทัพอากาศตุรกีสั่งใช้กำลังทางอากาศโดยให้เครื่องบินขับไล่แบบ F-16 ขึ้นบินสกัดกั้นและบินวนอยู่ในเขตแดนของตน
ในส่วนของเส้นทางการบินของ Su-24 นั้น ประเมินได้ว่าเป็นการบินวงจรเพื่อทำการโจมตีเป้าหมายที่อยู่ในบริเวณไม่ไกลจากชายแดนตุรกี และอยู่ในเขต MIZ ซึ่งถ้า Su-24 ทำการบินในเขตนี้และไม่ได้ทำการบินตัดแนวชายแดนตุรกีตามเส้นสีฟ้า ตุรกีก็จะไม่สามารถทำการโจมตี Su-24 ได้ แต่ด้วยทิศทางของการโจมตี ทำให้ Su-24 ต้องบินตัดดินแดนของตุรกี ซึ่งตามข้อมูลนั้น ตุรกีระบุว่าได้แจ้งเตือน Su-24 กว่า 10 ครั้งแล้ว ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นการแจ้งเตือนให้ Su-24 ที่ตอนนั้นน่าจะถูกกำหนดสถานะเป็น Unknown-U ระบุตัวตนและให้เบี่ยงทิศทางการบินหลบชายแดนตุรกี แต่อาจไมได้รับการตอบสนอง จนเมื่อเกิดการล้ำแดนครั้งที่ 2 กองทัพอากาศตุกรีจึงสั่งให้ F-16 ฉีกตัวออกจากวงจรการบินเดิมและใช้อาวุธอากาศสู่อากาศยิงทำลาย Su-24
Su-24 คือเครื่องบินรบที่มีความสามารถในการใช้อาวุธสูง และถ้าข้อมูลของตุรกีเป็นจริง การที่เครื่องบินรบสมรรถนะสูงของประเทศอื่นปฏิบัติการเหนือเขตอธิปไตยของตน ก็ไม่แปลกที่ตุกรีจะต้องดำเนินการ โดยเฉพาะในกรณีนี้เป็นการปฏิบัติการในประเทศที่อยู่ในภาวะสงครามอย่างซีเรีย การยิงเตือนหรือยิงขู่นั้น นอกจากว่าอาจจะไม่อยู่ในกฎการปะทะของตุรกีซึ่งใช้กฎการปะทะของนาโต้แล้ว ยังอาจทำให้ Su-24 โจมตีตอบโต้กลับมาได้

 

ดังนั้นในกรณีที่ข้อมูลของตุรกีเป็นจริง คำถามสำคัญคือ ตุรกีมีสิทธิในการทำแบบนี้ได้หรือไม่? และตุรกีทำเกินกว่าเหตุหรือไม่?

คำตอบคือตุรกีมีสิทธิโดยสมบูรณ์ตามกฎหมายระหว่างประเทศ ที่จะใช้มาตรฐานเท่าที่จำเป็นในการป้องกันตนเองจากการรุกล้ำน่านฟ้าของอากาศยานไม่ทราบฝ่าย และมีท่าทีที่อาจไม่เป็นมิตร และถ้าข้อมูลเรดาร์นี้ถูกต้อง Su-24 ก็ทำการล้ำแดนถึง 2 ครั้ง และไม่ได้ตอบสนองการแจ้งเตือนกว่า 10 ครั้งบนทุกช่องทางและคลื่นความถี่ใน MIZ จึงทำให้ตุกรีตัดสินใจยิงทำลายเครื่องบินลำนี้ เช่นเดียวกับที่ตุรกีเคยยิงทำลายเฮลิคอปเตอร์หรืออากาศยานไร้นักบินที่บินลำแดนในบริเวณนี้มาแล้ว และถ้าจะเทียบในกรณีของรัสเซีย ก็เป็นกรณีกับที่โซเวียตเคยยิงทำลายสายการบิน Korean Airlines เที่ยวบินที่ KE007 ที่บินล้ำเข้าไปยังดินแดนของโซเวียตที่เป็นรัสเซียในปัจจุบันโดยไม่ได้ตั้งใจ และรัสเซียเข้าใจผิดว่าเป็นเครื่องบินสอดแนวของชาติตะวันตก จึงทำการยิงทำลาย

แต่การกระทำของตุรกีนั้นเกินกว่าเหตุหรือไม่ ก็เป็นเรื่องที่มีมุมมองได้หลายมุม เพราะแม้ว่าตุรกีจะมีสิทธิที่จะทำได้ แต่มีความจำเป็นหรือไม่ที่ตุรกีจะต้องทำในทันที เพราะอาจจะมีหลายช่องทางเช่น การแจ้งเตือนผ่านช่องทางติดต่อสื่อสารของนาโต้กับรัสเซีย ที่แม้จะล่าช้าไปบ้าง และอาจไม่ทันการที่จะหยุดการล้ำแดนของ Su-24 แต่ตุรกีก็สามารถนำกรณีนี้ไปแจ้งเตือนต่อรัสเซียว่าตุรกีจะยอมให้เกิดขึ้่นเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ซึ่งน่าจะป้องกันไม่ให้เหตุการณ์การล้ำแดนได้ในอนาคตได้ ซึ่งน่าจะเป็นการง่ายกว่าการแก้ปัญหาความตึงเครียดที่เกิดขึ้นเมื่อเครื่องบินรัสเซียถูกยิงตกไปแล้ว

ซึ่งในมุมนี้ แล้วแต่การพิจารณาตามสถานการณ์

แต่ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นนั้น อยู่บนสมมุติฐานที่ว่า ข้อมูลเรดาร์ของตุรกีนั้นถูกต้อง แต่ถ้าข้อมูลของรัสเซียต่างหากที่เป็นฝ่ายถูกต้องล่ะ เพราะเมื่อดูจากเส้นสีแดงในภาพของรัสเซีย จะเห็นว่า Su-24 ไม่ได้รุกล้ำน่านฟ้าของตุรกีเลย แต่ยังปฏิบัติการอยู่ในเขตซีเรียด้วยซ้ำ

และเส้นทางการบินหรือ Flight Path ที่แตกต่างกันในลักษณะนี้ ก็ไม่ใช่ความผิดพลาดหรือความคลาดเคลื่อนของระบบนำร่องและระบุพิกัดระหว่าง GPS และ GLONASS แน่นอน เนื่องจากมีเส้นทางและวงเลี้ยวต่างกัน (เพราะถ้าเป็นที่ความคลาดเคลื่อนของระบบระบุตำแหน่ง เส้นทางการบินจะต้องเหมือนกัน แต่ตำแหน่งต่างกัน)

ดังนั้นในกรณีนี้ จะต้องมีเพียงคนเดียวที่พูดเรื่องจริง

และถ้าเป็นฝ่ายรัสเซียที่พูดเรื่องจริง นั่นทำให้ตุรกีจะทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง และรัสเซียมีสิทธิที่จะตอบโต้ในทุกวิถีทาง ซึ่งในประเด็นว่าใครกันแน่ที่พูดจริงนั้น ยังไม่มีหลักฐานชัดเจน

ต่อมาในคำถามสำคัญอีกหนึ่งคำถามก็คือ เหตุการณ์นี้จะนำไปสู่ส่งครามระหว่างนาโต้ซึ่งตุรกีเป็นสมาชิกอยู่และรัสเซียหรือไม่

ThaiArmedForce.com วิเคราะห์อย่างมั่นใจว่า แทบไม่มีโอกาสที่จะเกิดสงคราม หรือแม้แต่การปะทะกันเพื่อตอบโต้ระหว่างกองกำลังของทั้งสองฝ่าย

ทั้งนี้ เราพิจารณาจากการที่กองกำลังทั้งสองฝ่ายแทบไม่เคยทำการรบกันโดนตรงตั้งแต่เริ่มสงครามเย็นในปี 1946 จนถึงปัจจุบัน และทั้งสองฝ่ายต่างมีช่องทางในการติดต่อสื่อสารและการดำเนินการทางการทูตในทุกระดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่างฝ่ายต่างมีตัวแทนหรือเป็นสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติหรือ UNSC ซึ่งความขัดแย้งด้านความมั่นคงของทั้งสองฝ่ายในอดีต มักจบที่การโต้เถียงกันในที่ประชุม UNSC และการตอบโต้ในเชิงสังคมและเชิงเศรษฐกิจอย่างอ่อน เนื่องจากทั้งสองฝ่ายไม่มีใครเต็มใจที่จะเปิดสงครามเต็มรูปแบบระหว่างกัน ด้วยเพราะทั้งสองฝ่ายต่างมีกำลังที่เข้มแข็ง และเพียงพอที่จะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเสียหายอย่างใหญ่หลวง ซึ่งผลลัพธ์คือความสูญเสียทั้งทางการเมืองและโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางเศรษฐกิจที่กำลังเปราะบางของทั้งสองฝ่าย นั่นคือทั้งสองฝ่ายต่างอยู่ในสถานะสมดุลทางอำนาจและทางทหาร ซึ่งต่างจากกรณีรัสเซียกับจอร์เจีย ที่ศักยภาพของคู่ขัดแย้งแตกต่างกันมากจนทำให้รัสเซียสามารถตัดสินใจใช้กำลังกับจอร์เจียได้โดยไม่ต้องกลัวการตอบโตที่จะสร้างความเสียหายใหญ่หลวงจากจอร์เจีย

ThaiArmedForce.com เชื่อว่า การตอบโต้นั้น น่าจะจำกัดอยู่ที่การตอบโต้ในเชิงการทูต และน่าจะนำไปสู่การเจรจาในระดับนานาชาติหรือการเจรจาผ่านกลไกของ UNSC ที่อาจนำมาสู่ข้อมติที่จะป้องกันการเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ในอนาคต เช่น การจัดตั้งข่ายการสื่อสารระหว่างกันของกองกำลังในซีเรีย หรือการจัดตั้งฝ่ายอำนวยการร่วมที่จะทำการแลกเปลี่ยนและอำนวยการการใช้กำลังทางอากาศร่วมกัน ในลักษณะที่ไมได้แบ่งปันข่าวกรองเป้าหมายให้กัน แต่เป็นการแบ่งปันการจัดการห้วงอากาศกัน ซึ่งน่าจะเป็นกรณีที่เป็นไปได้มากที่สุดที่จะเกิดขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริง

ทั้งนี้ มีบทเรียนสำคัญของทั้งตุรกีและรัสเซียที่สามารถเรียนรู้ได้จากเหตุการณ์นี้

1. แม้ว่าจะมีสิทธิอย่างเต็มที่ในการปกป้องอธิปไตยของตนเอง แต่ในอนาคตตุรกีอาจใช้โอกาสนี้ในการพูดคุยกับรัสเซียเพื่อจัดตั้งการสื่อสารที่จะป้องกันเหตุการณ์ในลักษณะนี้ในอนาคต รวมถึงถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก และแม้ว่าตุรกีจะแจ้งเตือนรัสเซียมาหลายครั้งเกี่ยวกับการรุกล้ำน่านฟ้าของตน ตุรกีก็น่าจะใช้ความอดกลั้น ในการแจ้งเตือนอย่างต่อเนื่อง และขยายการดำเนินการไปสู่การนำเรื่องเข้าสู่ช่องทางระหว่างประเทศเพื่อทำการตอบโต้ทางการทูต ก่อนที่จะตัดสินใจใช้กำลังที่น่าจะใช้ได้ถ้ารัสเซียยังคงรุกล้ำน่านฟ้าในครั้งต่อไป

2. รัสเซียมีความผิดพลาดในการจัดการห้วงอากาศและการวางแผนการบิน ซึ่งอาจเป็นเพราะรัสเซียยังไม่มีระบบเรดาร์ควบคุมและบังคับบัญชาในซีเรีย หรือเป็นการตัดสินใจโดยนักบินของรัสเซียเองที่มุ่งความสำเร็จของภารกิจ โดยเชื่อว่าตุรกีอาจไม่ทำการตอบโต้อะไรมากไปกว่าการแจ้งเตือน ทั้งนี้ รัสเซียสามารถแก้ไขประเด็นนี้ได้ในทันทีด้วยการส่งเครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือนล่วงหน้าของตนเข้ามาควบคุมปฏิบัติการในซีเรีย หรือในกรณีที่หลีกเลี่ยงไมได้ ควรทำการแจ้งเตือนตุรกีล่วงหน้าถึงความเป็นไปได้ที่อาจจะเกิดการรุกล้ำน่านฟ้า แม้ว่าจะไม่กี่สิบนาทีก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ขึ้นก็ตาม


2017  ThaiArmedForce.com   globbersthemes joomla templates