TAF Editorial #16 - รู้จักกับ MOAB หรือ Mother of All Bombs

การใช้ระเบิด MOAB เป็นครั้งแรกของสหรัฐนั้นได้รับความสนใจจากคนทั่วโลกเป็นอย่างมาก เนื่องจากถือเป็นการใช้ระเบิด MOAB ที่มีอานุภาพเป็นรองเพียงระเบิดนิวเคลียร์ต่อเป้าหมายจริงเป็นครั้งแรก แต่ TAF มีความเห็นว่าสหรัฐไม่ได้ต้องการส่งสัญญาณในเชิงยุทธศาสตร์ เนื่องจากแรงระเบิดของ MOAB น้อยกว่าระเบิดนิวเคลียร์ในปัจจุบันหลายแสนเท่า TAF Editorial ตอนนี้จึงจะพาไปรู้จักกับระเบิดชนิดนี้เพื่อเป็นข้อมูลและความรู้ให้กับทุกท่านครับ

เมื่อสองวันที่ผ่านมา กองทัพอากาศหรัฐได้ทิ้งระเบิด GBU-43/B Massive Ordance Air Blast (MOAB) หรือที่มีชื่อเล่นที่รู้จักกันดีว่า Mother of All Bombs ลงยังเป้าหมายเครือข่ายอุโมงค์ของกลุ่ม ISIS ในประเทศอัฟกานิสถาน

MOAB ถือเป็นระเบิดที่มีอานุภาพร้ายแรงที่สุดรองจากอาวุธนิวเคลียร์ที่มีใช้งานในกองทัพอากาศสหรัฐ โดยตัวระเบิดมีน้ำหนัก 22,600 ปอนด์ หรือ 10.3 ตัน และเป็นส่วนน้ำหนักหัวรบแบบ BLU-120/B ที่มีน้ำหนักถึง 18,700 ปอนด์หรือ 8.5 ตัน โดยใช้ดินระเบิดคอมโพสิท H6 (ประกอบไปด้วยสารระเบิด RDX, TNT, ผงอลูมิเนียม, ขี้ผึ้งพาราฟิน, และเกลือแคลเซียมคอไรด์) โดยให้แรงระเบิดเทียบเท่า TNT ถึง 11 ตัน หรือให้พลังงานสูงถึง 46 GJ ตัวระเบิดนำวิถีด้วยชุดนำวิถี KMU-593/B GPS/INS ซึ่งนำวิถีด้วยดาวเทียมและแรงเฉื่อย เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับอากาศยานที่ทิ้งระเบิดให้สามารถหลบหนีจากแรงระเบิดได้ และด้วยขนาดของมันทำให้มีอากาศยานเพียงแบบเดียวเท่านั้นที่ถูกกำหนดให้ทำการทิ้งระเบิด นั่นก็คือเครื่องบินปฏิบัติการพิเศษ MC-130 Combat Talon ซึ่งเป็นเครื่องบินลำเลียงแบบ C-130 ที่ถูกปรับปรุงให้เป็นเครื่องบินปฏิบัติการพิเศษสำหรับสนับสนุนการปฏิบัติการของหน่วยปฏิบัติการพิเศษของสหรัฐ

การทิ้งระเบิดจะทำโดยการบรรจุระเบิดบนแผงสัมภาระและติดตั้งเข้ากับด้านท้ายของห้องสัมภาระของ MC-130 การปล่อยจะทำการปล่อยที่ระดับความสูงที่สูงเพื่อทำให้ MC-130 ปลอดภัยจากการโจมตีตอบโต้ของฝ่ายตรงข้าม เมื่อเข้าถึงจุดปล่อย นักบินจะเปิดประตูท้ายของห้องสัมภาระ และการปล่อยจะทำโดยการปล่อยร่มหน่วงความเร็วเพื่อให้กินลมและลากตัวระเบิดออกไป ระเบิดจะสลัดแผงสัมภาระออกและเปิดการทำงานของ KMU-593/B ซึ่งจะเปิดครีบหางและลำตัวออก รวมถึงเริ่มคำนวณแรงเฉื่อยของตัวระเบิดเทียบกับเป้าหมายและตำแหน่งที่ถูกปล่อย ในระหว่างนั้นอุปกรณ์ตรวจจับสัญญาณดาวเทียมจะตรวจจับสัญญาณดาวเทียม GPS เพื่อระบุตำแหน่ง ครีบหางและลำตัวจะคอยปรับตำแหน่งของระเบิดให้พุ่งเข้าสู่เป้าหมายตลอดเวลาจนกว่าจะกระทบพื้นดิน

แต่ MOAB ก็ไม่ใช่ระเบิดธรรมดาที่มีอานุภาพร้ายแรงที่สุดในโลก เพราะหลังจากการทดสอบ MOAB ไม่กี่ปี รัสเซียก็แถลงว่าได้พัฒนาระเบิดที่มีอานุภาพมากกว่า MOAB ถึง 4 เท่า โดยให้แรงระเบิดถึง 44 ตัน TNT จากดินระเบิด Thermobaric บริมาณถึง 7.8 ตัน ให้รัศมีการระเบิด 300 เมตร มากกว่า MOAB ที่มีรัศมี 150 เมตร และให้อุณหภูมิสูงกว่า MOAB ของสหรัฐ 2 เท่า โดยตั้งชื่อเล่นว่า Father of All Bombs


บริเวณท้ายเครื่อง MC-130 ที่ใช้ติดตั้งระเบิด MOAB

ความมุ่งหวังของการใช้ระเบิดชนิดนี้คือการทำลายเป้าหมายอาคาร สถานที่ หรือบุคคลขนาดใหญ่ เป้าหมายที่ซ่อนตัวอยู่ในถ้ำหรือหน้าผา รวมถึงการเคลียร์สนามทุ่นระเบิดหรือเคลียร์สิ่งกีดขวางเพื่อสร้างจุดลงจอด และให้ผลกระทบทางจิตวิทยาจากการเบิดที่มีขนาดใหญ่ในปฏิบัติการจิตวิทยาอีกด้วย เนื่องจากแรงระเบิดมีขนาดใหญ่มากกว่าระเบิดทั่วไปหลายเท่า แต่แม้กระนั้น อำนาจทะลุทะลวงของ MOAB นั้นไม่สูงนัก เนื่องจากถูกออกแบบมาให้ทำลายเป้าหมายในแนวราบหรือบนพื้นดิน ทำให้ในกรณีที่ต้องการทำลายบังเกอร์ใต้ดินที่มีขนาดใหญ่ จะต้องเลือกใช้  GBU-57A/B Massive Ordnance Penetrator (MOP) หรือที่รู้จักกันในชื่อ Bunker Buster ที่แม้มีขนาดหัวรบน้อยกว่าคือเพียง 5.3 ตัน แต่มีน้ำหนักถึง 14 ตัน ซึ่งให้พลังงานจลน์มากพอใสการเจาะทะลุพื้นดินหรือเกราะกำบังเพื่อจุดระเบิดจากใต้ดิน

แต่แม้ MOAB จะเป็นระเบิดที่มีอานุภาพรุนแรงเป็นรองเพียงระเบิดนิวเคลียร์ แรงระเบิดของ MOAB ก็น้อยกว่าระเบิดนิวเคลียร์มากมายหลายเท่า ตัวอย่างเช่นเมื่อเทียบกับระเบิดนิวเคลียร์ Little Boy ที่ทิ้งลงที่เมืองฮิโรชิม่า ที่ถือว่ามีอานุภาพน้อยมากเมื่อเทียบกับระเบิดนิวเคลียร์ในปัจจุบันนั้น MOAB ก็ยังให้พลังงานระเบิดน้อยกว่า Little Boy ถึง 1,454 เท่า เมื่อเทียบกับ MOAB ที่ให้แรงระเบิด 11 ตัน TNT กับ Little Boy ที่ให้แรงระเบิด 16,000 ตัน TNT หรือเมื่อเทียบกับหัวรบแบบ W88 ที่บรรจุอยู่ในขีปนาวุธข้ามทวีปแบบ UGM-133A Trident D5 ซึ่งเป็นขีปนาวุธนิวเคลียร์หลักในปัจจุบันของสหรัฐ MOAB ก็มีแรงระเบิดน้อยกว่าถึง 43,181 เท่า เนื่องจาก W88 ให้แรงระเบิดถึง 475,000 ตัน TNT และ Trident D5 สามารถบรรจุหัวรบ W88 ได้ถึง 14 นัด ทำให้ MOAB จะมีแรงระเบิดน้อยกว่าอาวุธนิวเคลียร์ที่สหรัฐมีใช้ในปัจจุบันถึง 604,545 เท่า

ดังนั้น TAF จึงเห็นว่าการใช้งาน MOAB ต่อเป้าหมายกลุ่ม ISIS ในอัฟกานิสถานในครั้งนี้ แม้จะเป็นครั้งแรกที่ MOAB ถูกนำมาใช้จริงหลังจากการพัฒนาเมื่อปี 2546 แต่แรงระเบิดนั้นน้อยมากที่จะส่งสัญญาณใดในทางยุทธศาสตร์ต่อประเทศอื่น ๆ แต่อาจส่งสัญญาณในทางยุทธวิธีต่อกลุ่ม ISIS ที่กำลังสู้รบกับกองกำลังสหรัฐและกองกำลังของอัฟกานิสถานที่สหรัฐให้การสนับสนุนว่าสหรัฐมีอาวุธที่มีอานุภาพร้ายแรงจนสามารถสังหารผู้นำของกลุ่ม ISIS ได้อย่างน้อย 36 คนในเวลาเดียวกัน และได้รับความสนใจจากคนทั่วโลก


ภาพการประเมินความเสียหายจากการโจมตีขณะระเบิด ภาพจากกองทัพอากาศสหรัฐ

2017  ThaiArmedForce.com   globbersthemes joomla templates