TAF Editorial #18 - ทางออกของกาตาร์ กรณีถูกปิดกั้นน่านฟ้าและน่านน้ำ


ภาพจาก https://en.wikipedia.org/wiki/Qatar_Airways_Flights_15_and_16

การประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตและคว่ำบาตรกาตาร์ของซาอุดิอาระเบีย บาห์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอียิปต์ รวมถึงลิเบียและมัลดีฟส์ ส่งผลสะเทือนทางการทูตและความมั่นคงในตะวันออกกลางเป็นอย่างมาก แม้ว่าสาเหตุและจุดกำเนิดของวิกฤตการณ์ในครั้งนี้อาจมาได้จากทั้งการที่ซาอุดิอาระเบียต้องการลงโทษกาตาร์ที่วางท่าทีเป็นมิตรกับอิหร่าน การที่กาตาร์ให้การสนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายจริง ๆ หรือสาเหตุอื่นที่เรายังไม่รู้ แต่ผลจากการตัดความสัมพันธ์ พร้อมกับการปิดน่านน้ำ น่านฟ้า และชายแดนของแต่ละประเทศส่งผลให้เกิดความตกใจกระจายไปทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาในประเด็นที่กาตาร์เป็นประเทศตะวันออกกลางที่ต้องนำเข้าอาหารจากต่างประเทศ เป็นศูนย์กลางการบินแห่งหนึ่งของโลก และถูกปิดล้อมด้วยประเทศต่าง ๆ ที่เป็นคู่กรณีในเหตุการณ์นี้ ทำให้ต้องพิจารณาในหลายประเด็นว่าการดำเนินการที่นำโดยซาอุดิอาระเบียในครั้งนี้ส่งผลกระทบด้านใดต่อทั้งตัวกาตาร์เอง กลุ่มพันธมิตรของซาอุดิอาระเบีย หรือประเทศอื่น ๆ ด้วย

ThaiArmedForce.com ลองมองข้ามสาเหตุและสถานการณ์ที่นำมาสู่วิกฤตในครั้งนี้ มาวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ในการปิดกั้นน่านน้ำ น่านฟ้า และชายแดนของประเทศคู่กรณีว่าสามารถกระทำได้แค่ไหน พร้อมทั้งวิเคราะห์ทางออกที่พอเป็นไปได้ของการตอบโต้การปิดกั้นเหล่านั้นของกาตาร์สั้น ๆ ใน TAF Editorial ตอนนี้ครับ

บาห์เรน ซาอุดิอาระเบีย อียิปต์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ลิเบีย และมัลดีฟ ต่างประกาศตัดสัมพันธ์ทางการฑูต ปิดน่านฟ้า น่านน้ำ และชายแดนที่ติดหรือเชื่อมต่อกับกาตาร์ทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการห้ามเที่ยวบินเข้าและออกจากกาตาร์ที่ถือว่าส่งผลกระทบอย่างมากต่อกาตาร์ เนื่องจากกาตาร์มีเขตแถลงข่าวการบิน (Flight Information Region: FIR) ที่ห้อมล้อมไปด้วยเขต FIR ของซาอุดิอาระเบีย บาห์เรน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 

แต่ทั้งนี้ ตามอนุสัญญาชิคาโก (Chicago Convention on International Civil Aviation) ที่นำมาสู่แนวคิดการเปิดเสรีน่านฟ้าซึ่งกาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และบาห์เรนต่างให้สัตยาบันนั้นกำหนดให้อากาศยานพาณิชย์ที่ขึ้นลงในประเทศสมาชิกสามารถบินผ่านน่าฟ้าของประเทศสมาชิกได้ ซึ่งนั่นรวมถึงอากาศยานที่ขึ้นลงจากกาตาร์จะสามารถบินผ่านน่านฟ้าของบาห์เรน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้ในทันที ยกเว้นในกรณีของซาอุดิอาระเบียที่ไม่ได้ให้สัตยาบันกับอนุสัญญาชิคาโก จึงมีสิทธิในการไม่อนุญาตให้อากาศยานของกาตาร์บินผ่านอย่างสิ้นเชิงได้

แต่แม้ว่าจะมีสนธิสัญญาระหว่างประเทศกำหนดไว้ ในทางปฏิบัติแล้วกาตาร์ก็จะประสบความยากลำบากในการเดินทางค่อนข้างมาก เช่นในปัจจุบันนี้ที่บาห์เรนเริ่มจำกัดอากาศยานที่ขึ้นลงในกาตาร์ที่ต้องบินผ่านเขตแถลงข่าวการบินของตนให้บินแค่เพียงเส้นทางเดียว ซึ่งจะทำให้เกิดสภาวะเสมือนการจราจรติดขัดบนน่านฟ้าที่จะส่งผลให้เป็นการจำกัดการเดินทางในทางอ้อมต่อกาตาร์ โดยในตอนนี้สายการบินกาตาร์แอร์เวย์ได้ระงับเที่ยวบินไปยังซาอุดิอาระเบียแล้ว แต่ยังคงเที่ยวบินไปยังประเทศอื่น ๆ อยู่ เช่นเดียวกับสายการบินอมิเรตส์ที่ยังคงเที่ยวบินไปยังกาตาร์เช่นเดิม แต่ทั้งนี้ ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะเที่ยวบินอาจเกิดการล่าช้าหรือต้องยกเลิกเที่ยวบินบางส่วนได้เนื่องจากปัญหาด้านการจราจรทางอากาศ 

ในส่วนของการบินของอากาศยานทางทหารนั้น แต่ละประเทศต่างมีสิทธิที่จะห้ามไม่ให้อากาศยานทางทหารจากชาติอื่นเข้ามายังน่านฟ้าของตนได้อยู่แล้ว ซึ่งจะไม่ครอบคลุมในอนุสัญญาชิคาโก

น่านน้ำเช่นเดียวกับน่านน้ำ ซึ่งอนุสัญญาว่าด้วยกฎหมายทะเลระหว่างประเทศของสหประชาชาติ (United Nations Convention on the Law of the Sea) ซึ่งให้เสรีภาพรัฐต่าง ๆ ในการเดินเรือหรือบินผ่านน่านฟ้าเหนือเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (Exclusive economic zones: EEZ) ซึ่งเป็นเขตที่นับจากเส้นฐาน (Baseline) ของชายฝั่งไป 200 ไมล์ทะเล ซึ่งเรียกหลักการนี้ว่าหลักเสรีภาพในการเดินเรือ (Freedom of Navigation) ซึ่งกาตาร์ ซาอุดิอาระเบีย และบาห์เรนต่างให้สัตยาบันต่ออนุสัญญานี้แล้ว โดยสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์แม้จะยังไม่ได้ให้สัตยาบันแต่ก็ได้ลงนามรับรองอนุสัญญาแล้ว ซึ่งทำให้กาตาร์ ซาอุดิอาระเบีย และบาห์เรนผูกพันธ์ที่จะต้องอนุญาตให้เรือสัญชาติกาตาร์หรือเรือที่เข้าออกจากกาตาร์ผ่านเขตเศรษฐกิจจำเพาะของตนเองได้ แต่ก็ยังมีสิทธิที่จะกำหนดให้เรือดังกล่าวห้ามเข้ามาเทียบท่าในท่าเรือของตนได้เช่นกัน

ซึ่งในประเด็นนี้ กาตาร์จะต้องพิจารณาว่าการดำเนินการของประเทศต่าง ๆ นั้นละเมิดอนุสัญญาหรือสนธิสัญญาใดหรือไม่ ซึ่งในกรณีของทั้งสองกฎนี้ กาตาร์สามารถร้องเรียนไปยังองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization: ICAO) ในกรณีปัญหาด้านการบิน หรืออนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งกฎหมายทะเล (International Tribunal for the Law of the Sea) ในการเข้ามาเป็นตัวกลาง แก้ปัญหา หรือออกมาตรการคุ้มครองบางประการได้ แต่ไม่สามารถที่จะนำเรื่องขึ้นสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือศาลโลกได้ถ้าคู่กรณีไม่ยินยอม เพราะทั้งกาตาร์ ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และบาห์เรน ต่างไม่ได้ให้สัตยาบันในการรับเขตอำนาจศาลโลกที่จะกำหนดให้ประเทศที่ถูกฟ้องต้องขึ้นศาลโดยบังคับ ทำได้แต่เพียงให้คู่ความสมัครใจขึ้นศาลเท่านั้น

ซึ่งทั้งนี้ การยื่นเรื่องให้แต่ละองค์กรตรวจสอบจะต้องใช้เวลาเตรียมการค่อนข้างมาก และจะต้องตามมาด้วยการต่อสู้ทางการทูตและกฎหมายระหว่างประเทศซึ่งจะกินเวลาหลายปี ซึ่งอาจไม่ทันที่จะแก้ปัญหานี้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกาตาร์เป็นผู้นำเข้าอาหารสุทธิซึ่งต้องพึ่งพาอาหารจากต่างประเทศ ทางออกจึงน่าจะมาจากการเจรจาเป็นหลัก โดยมีตุรกีที่เริ่มเสนอตัวเข้ามาเป็นตัวกลางในการเจรจา เนื่องจากตุรกีมีความสัมพันธ์ในระดับปกติกับทั้งซาอุดิอาระเบียและอิหร่าน ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นอีกหนึ่งสาเหตุของการตัดความสัมพันธ์ทางการทูตของซาอุดิอาระเบียในครั้งนี้

ทางออกที่สำคัญอีกทางหนึ่งก็คือการให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติออกมติซึ่งจะมีผลผูกพันธ์ประเทศคู่ขัดแย้งในกรณีนี้ทุกประเทศจะต้องปฏิบัติตาม แต่ข้อเสียเปรียบที่สำคัญของกาตาร์ก็คืออียิปต์ยังเป็นสมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติอยู่จนถึงสิ้นปี 2560 นี้ แม้ว่าอียิปต์ในฐานะสมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงจะไม่ได้มีบทบาทและอำนาจมากเท่ากับสมาชิกถาวรก็ตาม แต่การเป็นสมาชิกของอียิปต์ก็อาจส่งให้ทางลบไม่ทางใดก็ทางหนึ่งต่อความพยายามของกาตาร์ในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้

แต่ที่สำคัญก็คือ เราเชื่อว่ากรณีนี้จะไม่นำไปสู่ความขัดแย้งที่ต้องใช้กำลังหรือสงครามอย่างแน่นอน เนื่องจากรัฐอาหรับต่างไม่ได้ประโยชน์ใด ๆ จากการทำสงครามในตอนนี้

 

2017  ThaiArmedForce.com   globbersthemes joomla templates