TAF Editorial #20 - โรคซึมเศร้า ความรู้ความเข้าใจ และสิ่งที่มักเกิดขึ้นกับกำลังพล

โรคซึมเศร้า คือโรคที่เกิดจากสารสื่อประสาททำงานผิดปรกติ เป็นภาวะทางเคมีของร่างกาย ทำให้เกิดความผิดปรกติทางอารมณ์ ความคิด การตัดสินใจ และการใช้ชีวิต ที่เราได้ยินชื่อโรคนี้บ่อย ๆ ในระยะหลัง อาจจะมาจากทั้งความรู้ความเข้าใจในโรคที่มากขึ้น หรืออาจเป็นเพราะเรามีผู้ป่วยมากขึ้น

องค์การอนามัยโลก ประมาณว่ามีคนทั่วโลก 300 ล้านคนที่เป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งจะทำให้โรคนี้เป็นปัญหาสุขภาพอันดับสองภายในปี 2563 สำหรับประเทศไทยประมาณการว่ามีผู้ป่วยโรคนี้กว่า 3 ล้านราย แต่มีผู้เข้ารับการรักษาเพียงไม่กี่หมื่นราย ที่เหลืออีกสองล้านกว่ารายไม่ได้มาพบแพทย์ ทั้งจากการกังวล ความอับอายที่ต้องมาพบจิตแพทย์ ไปจนถึงไม่รู้ตัวเองว่าเป็นโรคนี้

โรคนี้ไม่ใช่แฟชั่น ไม่ใช่มีแต่คนที่ไม่น่าจะเป็นแต่นึกว่าเป็นอย่างเดียว แต่มีคนจำนวนมากที่เป็นโรคนี้แต่ไม่รู้ตัว ทำให้ขาดการเข้าถึงการรักษาอย่างถูกต้องและเหมาะสม ซึ่งส่งผลให้คุณภาพชีวิตแย่ลง ไปจนถึงตัดสินใจ ฆ่าตัวตาย ทั้ง ๆ ที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ จากสถิติที่มีคนไทยฆ่าตัวตายถึงปีละกว่า 4000 ราย มากเป็นอันดับสามของโลก คงพอจะชี้ให้เห็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงของโรคนี้ได้อย่างดี

สำหรับทหารแล้ว กระทรวงกิจการทหารผ่านศึกของสหรัฐได้ทำการศึกษาโรคซึมเศร้า (Depression) ความผิดปกติที่เกิดหลังความเครียดที่สะเทือนใจ (Posttraumatic Stress Disorder: PTSD) และโรคในกลุ่มความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์และพบข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้

- ประมาณการว่ากำลังพล 14% มีภาวะซึมเศร้าหลังจากออก

ราชการสนาม และมีโอกาสที่ตัวเลขจำนวนนี้จะเพิ่มขึ้นเพราะกำลังพลบางส่วนไม่เข้ารับการรักษา

- 19% ของกำลังพลที่เคยมีประสบการณ์ในการรบจริงรายงานว่าเคยประสบเหตุที่อาจทำให้สมองได้รับบาดเจ็บขั้นรุนแรง ซึ่งอาจนำมาสู่ภาวะซึมเศร้าได้

- การออกราชการสนามบ่อยครั้งและความเครียดสะสมไม่เพียงแต่เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะซึมเศร้า แต่ครอบครัวยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะซึมเศร้าตามไปด้วย ไปจนถึงลูก ๆ ที่มักจะพบการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์และพฤติกรรม

- เด็กที่สูญเสียพ่อแม่ไปในสงครามมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะซึมเศร้าหรือ โรควิตกกังวล (Anxiety Disorder: GAD) หรือการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์และพฤติกรรมในอนาคต โดยอาการที่พบได้บ่อยคือการแยกตัวออกจากสังคม มีอารมณ์โมโหร้าย นิสัยการกินและการนอนเปลี่ยนไป มีปัญหาที่โรงเรียน อารมณ์หงุดหงิด แสดงออกมากเกินปกติ เป็นต้น

- ไม่เพียงแต่เด็กเท่านั้น คู่สมรสหรือญาติที่มีบุคคลอันเป็นที่รักต้องไปราชการสนามมักจะพบกับภาวะวิตกกังวล เศร้า หรือรู้สึกเหมือนอยู่ตัวคนเดียว จากความรู้สึกกังวลถึงความปลอดภัยของบุคคลอันเป็นที่รัก และความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นในบ้านเพื่อบุคคลอันเป็นที่รักไม่อยู่

- การศึกษาทหารผ่านศึกจาก สงครามเวียดนาม พบว่า ทหารผ่านศึกมีอัตราการหย่าร้างและปัญหาชีวิตคู่สูงขึ้น พบการทำร้ายคู่สมรสมากขึ้น

- ทหารผ่านศึกที่เพิ่งกลับจากราชการสนามมักจะพบการแยกตัวออกจากชีวิตประจำวันปกติ ซึ่งส่งผลให้การสานความสัมพันธ์กับครอบครัวยากขึ้นไปอีก

- มีถึง 75% ที่รายงานว่าพบประเด็นด้านการปรับตัวเข้ากับครอบครัวในทหารผ่านศึก และราว 54% ของทหารผ่านศึกยอมรับว่าลงมือ ทำร้ายคู่สมรส ภายในไม่กี่เดือนหลังจากกลับจากราชการสนาม

สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางที่ผู้ที่มีภาวะซึมเศร้าต้องเผชิญ ทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว บวกกับความกดดันจากความรับผิดชอบในฐานะสมาชิกครอบครัวและหน้าที่การงาน ความกังวลว่าการเข้ารับการรักษาจะทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงหรือถูกสังคมตราหน้าว่าเป็น คนบ้า ยิ่งทำให้ปัญหาซับซ้อนมากขึ้นไปอีก และปัญหาจะส่งผลโดยตรงต่อครอบครัวซึ่งนำมาสู่ความสูญเสียทางสังคมจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม โรคซึมเศร้าเป็นโรคที่รักษาได้ด้วยยาและพฤติกรรมบำบัด การไปพบแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ การทานยาอย่างต่อเนื่องและเคร่งครัดตามที่แพทย์สั่ง การงดเว้นการดื่มเหล้า การอยู่คนเดียว และการนำตัวเองออกห่างจากสิ่งกระตุ้นภาวะซึมเศร้า ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การรักษาโรคประสบความสำเร็จ

แอดมินเองก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ประสบกับภาวะซึมเศร้ามานาน ครั้งแรกคือเมื่ออายุ 17 ปี รักษาจนถึงอายุ 22 ปีจึงหยุดยาได้ และกลับมาเป็นใหม่เมื่อสามปีที่ผ่านมา และยังรับการรักษาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

แอดอยากจะบอกทุกท่านว่าโรคนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน โรคนี้ไม่ใช่ความผิดปรกติหรือน่ารังเกียจ แต่เป็นเพียงภาวะไม่พึงประสงค์ที่สามารถแก้ไขได้ การไปพบจิตแพทย์ไม่ใช่เรื่องน่าอายหรือจะดูเหมือนว่าเป็นคนบ้า แต่กลับกันเป็นการแสดงให้เห็นว่าเราเป็นคนที่มีความฉลาดทางอารมณ์ รู้เท่าทันตนเอง และมีความรู้มากพอที่จะรักษาและดูแลตัวเองด้วยวิธีการที่ถูกต้อง

ถ้าท่านมีอาการดังต่อไปนี้คือ

- อารมณ์แปรปรวน

- มองโลกในแง่ร้าย ตลอดเวลา

- สมาธิแย่ลง

- ไม่สามารถสลัดความคิดออกจากสมองได้

- อ่อนเพลีย ไม่มีแรง นอนไม่หลับ หรือหลับมากเกินไป การกินอาหารผิดปรกติ

- มีปัญหาความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง

- มี ปัญหาในการทำงาน

- มีอาการเหล่านี้มาในระยะหนึ่ง อาจจะสองสัปดาห์ขึ้นไป

- และอาการเหล่านี้เริ่มส่งผลต่อการใช้ชีวิตของท่าน

ท่านอาจจะเป็นหรือไม่เป็นโรคซึมเศร้าก็ได้ เราไม่รู้ ดังนั้นควรไปพบแพทย์ เพราะถ้าเป็นโรคซึมเศร้าจริง ๆ การรักษาตั้งแต่ต้นนั้นจะทำให้หายได้เร็ว ส่วนถ้าแพทย์วินิจฉัยว่าท่านไม่ได้เป็นโรคนี้ ก็อาจจะได้ยามาทาน หรือเคล็ดลับในการปรับความคิด ซึ่งจะช่วยให้ท่านพ้นจากภาวะนี้ได้โดยเร็ว

ดังนั้น แอดอยากฝากถึงทุกคน โดยเฉพาะพี่น้อง ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ที่ปฏิบัติหน้าที่ให้ประเทศชาติในภาวะที่กดดันว่า ถ้าเรารู้สึกไม่ดี รู้สึกไม่สบายใจ รู้สึกเครียด วิตกกังวล นอนไม่หลับ หรือภาวะการไม่สบายใจใดก็ตาม สามารถเข้าไปพบจิตแทพย์ได้ทั้งสิ้น ท่านสามารถบอกเล่าเรื่องที่กังวลหรือต้องการให้ช่วยเหลือให้กับแพทย์ได้ และถ้าท่านรู้สึกว่าไม่สะดวกใจที่จะเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องกับแพทย์ปัจจุบันของท่านไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ท่านสามารถแจ้งเปลี่ยนแพทย์ได้กับพยาบาลประจำแผนกโดยไม่มีความผิดแต่อย่างใด

อย่ากลัวถ้ามีคนไม่เข้าใจท่านหรือปฏิบัติต่อท่านไม่ดี แอดเองมีทั้งคนที่มาบอกว่าแอดเป็น โรคจิต เป็น โรคประสาท คิดมากไปเอง ทำไมไม่ไปเข้าวัดฟังธรรม จะคิดมากทำไม ทำไมไม่คิดถึงครอบครัวหรือตัวเองบ้าง ฯลฯ แอดทราบดีว่าคำพูดเหล่านี้ นอกจากจะไม่ได้ช่วยอะไรท่านแล้ว ยังทำให้ท่านและอาการของท่านแย่ลงไปอีก ทางที่ดีที่สุดก็คือการพูดคุยกับคนที่เข้าใจท่าน หรือไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างถูกต้อง จิตแพทย์ในประเทศไทย โดยเฉพาะในโรงพยาบาลรัฐนั้นมีค่าใช้จ่ายที่ไม่แพงเลย

ที่สำคัญ อย่าเพิ่งตัดสินตัวเองหรือคนอื่นว่าเป็นโรคซึมเศร้า เป็น โรคเครียด หรือแค่รู้สึกแย่เฉย ๆ เพราะเราไม่มีความรู้มากพอที่จะประเมินอาการได้ แม้แต่แพทย์เองยังประเมินอาการได้ยากเลย ดังนั้น ทางที่ดีที่สุดคือการเข้าไปพบ จิตแพทย์ เพื่อให้แพทย์วินิจฉัยอาการให้ท่าน ไม่ต้องอายหรือกลัวใด ๆ ทั้งสิ้นครับ และทางที่ดีที่สุด ควรพาบุคคลรอบข้างหรือคนในครอบครัวไปพบแพทย์ด้วย เพื่อที่บุคคลเหล่านั้นจะได้มีความเข้าใจในตัวท่านมากขึ้น และยังช่วยป้องกันความเสี่ยงที่จะทำให้บุคคลรอบตัวท่านต้องประสบกับภาวะซึมเศร้าตามไปด้วย

แอดขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่กำลังเป็น หรือมีญาติ พี่น้อง หรือบุคคลอันเป็นที่รักกำลังรักษาหรือจะต้องเข้ารับการรักษาโรคซึมเศร้า ขอบอกว่าท่านไม่ได้อยู่คนเดียว ยังมีพวกเราที่ผ่านภาวะนี้มาแล้ว และรอดชีวิตกลับมาสู่สังคมและครอบครัวได้คอยให้กำลังใจท่านเสมอ ขอให้เชื่อว่าท่านเข้มแข็งพอที่จะผ่านมันไปได้ ไม่ว่าจะนานแค่ไหน แอดเชื่อว่าท่านจะกลับมาเป็นคนเดิมและพร้อมทำงานเพื่อประเทศชาติและครอบครัวของท่านเช่นเดิม

ถ้านึกไม่ออกจริง ๆ ว่าจะเริ่มยังไง ปรึกษาแอดได้ครับ แอดชี้ทางไปพบแพทย์ได้ หรือแนะนำ สายด่วนสุขภาพจิต 1323 โทรเลยครับ

อ้างอิง

- U.S. Department of Veterans Affairs, "PTSD: National Center for PTSD", https://www.ptsd.va.gov/professional/treatment/family/pro_deployment_stress_children.asp

- healthline.com, "Depression and Military Families", http://www.healthline.com/health/depression/military-service#1

- Post Today, "คนไทยฆ่าตัวตายสูงเป็นอันดับสามของโลก", http://www.posttoday.com/social/health/418681

-  ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี  มหาวิทยาลัยมหิดล, "โรคซึมเศร้าโดยละเอียด", http://med.mahidol.ac.th/ramamental/generalknowledge/general/09042014-1017

2017  ThaiArmedForce.com   globbersthemes joomla templates