[dboy] การบริหารจัดการภัยพิบัติ: องค์ความรู้และทักษะที่ต้องพัฒนา

จากสถานการณ์อุกทภัยที่ผ่านมา ผลกระทบที่เกิดขึ้น ภาพของการบริหารจัดการภัยพิบัติของรัฐ ยังเป็นไปตามความคาดหมายของผมที่ติดตามการทำงานของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และ หน่วยงานภาครัฐอื่นในการดำเนินการต่อปัญหาภัยพิบัติอย่างไร้ทิศทาง ผลก็ออกมาอย่างที่เห็น

ประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นคือ

๑. ตัวองค์กรเจ้าภาพ รัฐบาล และ หน่วยราชการหลัก คือกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ยังขาดความเป็นมืออาชีพ โดยเฉพาะการจัดตั้งระบบบัญชาการเหตุการณ์ บูรณาการข่าวสารข้อมูล เป็นเพราะส่วนหนึ่งมาจากข้าราชการในองค์กรดังกล่าวขาดความรู้เรื่องการบริหารจัดการภัยพับติ ผู้บริหารไม่มีระบบการติดตามสถานการณ์และรับรายงาน กว่าจะมีก็ผ่านมาหลายวันแล้ว โดยเฉพาะระบบบัญชาการเหตุการณ์ ที่ตามแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ปี ๕๓- ๕๗ เขียนไว้ (http://61.19.100.58/public/ics/ICS_for_Senior_Officials_402_ไทย_mac.pdf และ http://61.19.100.58/public/group3/nirapai/0nirapai/ics.doc) แต่ก็คงจะเป็นที่ผู้บริหารระดับจังหวัดไม่ค่อยได้สนใจทำให้เมื่อเกิดเหตุการณ์ก็สั่งการอย่างเป็นระบบไม่ได้, ไม่สามารถปฏิบัติตามแผนได้ ซึ่งประการหนึ่ง คือ นักการเมืองที่รับผิดชอบ อาจจะขาดองค์ความรู้ที่แท้จริง หรือ ได้ที่ปรึกษาที่ไม่มีความเข้าใจระบบอย่างแท้จริงทำให้ละเลยระบบที่แผนได้เตรียมไว้
๒. ทุกส่วนไม่ได้มองปัญหาอย่างเป็นระบบ ตัวอย่างเช่น เมื่อถึงฤดูแล้งทุกคนแห่ไปไล่แจกน้ำ ไม่มีใครคิดถึงการเตรียมอ่างเก็บน้ำ การลอกคลอง ท่อ สุดท้ายพอน้ำก็เป็นอย่างที่เห็น หรือ น้ำมา ทุกคนเข้าใจว่าการกั้นน้ำ คือ ทางออก แห่กันก่อกระสอบทราย จนลืมไปว่าน้ำหลากมันกันไม่ได้แน่นอน ไม่ได้เตรียมเรื่องพื้นที่อพยพ การกำหนดจุดรวบรวบรวม การกำหนดเงื่อนไขการตัดสินใจ การบริหารจัดการพื้นที่ การจราจรในพื้นที่ภัยพิบัติ เงื่อนไขการตัดสินใจสั่งอพยพไว้ล่วงหน้า ซึ่งปัญหานี้ต้องอาศัยการเตรียมการตั้งแต่ยังไม่เกิดเหตุ (ตามนิสัยคนไทย คือ ถ้าไม่มีภัยพูดอะไรก็ไม่มีใครฟัง)  หรือ การสร้างเขื่อน หรือ การแก้ปัญหาน้ำท่วม จะวิเคราะห์พื้นที่และสาเหตุของน้ำท่วม เพราะในแต่ละพื้นที่จะมีสาเหตุ ข้อจำกัดต่างกัน แต่อย่างน้อยพื้นที่ที่ลุ่มทางน้ำไหลผ่านต้องมาประชุมร่วมกันไม่ใช่แก้กันรายจังหวัด หรือ ต่างคนต่างทำมีแต่ซื้อเครื่องสูบน้ำ, กั้นเขื่อน หรือ แห่ฮิตเอาตามใจคนส่วนใหญ่ในชุมชนโดยลืมหลักวิชาทางอุทกศาสตร์ การบริหารจัดการภาพรวม ที่คิดแก้ปัญหาตามความคิดเห็นความรู้สึก โดยไม่มีการวางแผนในภาพรวม เอาตามใจเสียงส่วนรวม ของผู้มีอำนาจโดยขาดความรู้ อาจจะถูกต้องตามระบบ แต่ผลกระทบมันมหาศาล
๓.การขาดองค์ความรู้ของประชาชนและผู้บริหารในเรื่องภัยพิบัติ ต่างว่ามีลักษณะอย่างไรและการรองรับควรทำอย่างไร อุกทกภัยโดยทั่วไปแบ่งเป็นสามแบบคือ
Traditional flood
น้ำท่วม แบบดั่งเดิม ตามวงรอบ ซึ่ง จะเป็นวงรอบ ๑ ปี สิบ ปี จนถึงร้อย ปี ซึ่งตรวจสอบได้จากสถิติตามประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้ น้ำท่วมตามฤดูกาล เช่นอยุธยา อ่างทอง เป็นต้น น้ำท่วมแบบนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องใช้การบรรเทา หรือ การรักษาพื้นที่สำคัญเท่านั้น
Swift water
น้ำท่วมแบบ กระแสน้ำแรง มักเกิดขึ้นตามพื้นที่ที่มีความต่างระดับ หรือ เกิดเมื่อน้ำมีความแรงมาก เช่นกรณีของ น้ำป่าอุตรดิษฐ์ น่าน
Coastal Flood
อุทกภัยตามแนวชายฝั่ง เช่นน้ำทะเลหนุนสูง ซึนามิ เป็นต้น
...องค์ความรู้นี้ในต่างประเทศเป็นพื้นฐานสำคัญในการรู้เท่าทันและเตรียมตัวรองรับภัยพิบัติ ซึ่งจุดอ่อนสำคัญของไทยคือเราขาดการอ่านการเรียนรู้ ใช้ความรู้สึกในการแก้ปัญหามากกว่าหารศึกษาวิจัย
ยกตัวอย่างน้ำท่วม หากท่วมที่ไม่ใช่ท่วมขัง ควรกำหนดระดับน้ำที่เป็นอันตราย และประกาศภาวะฉุกเฉิน พื้นที่ตรงนั้นต้องถูกควบคุม อพยพออกทุกกรณี เพราะถึงแม้จะห่วงของ แต่ถ้าท่วมมิดบ้าน ก็อยู่ไม่ได้ ต้องกำหนดพื้นที่ จัดจนท.เฝ้าห้าม เข้า- เพราะสุดท้ายถ้าไม่ทำก็จะมีคนตายเรื่อย ที่ผ่านมาไม่เคยมีคนอดข้าวหรืออดน้ำตาย มีแต่จมน้ำตายหรือ ถูกไฟดูด เหมือนเหตุการณ์ ทั้งที่น่าน อุตรดิษฐ์ หรือ น้ำท่วมใหญ่ในขณะนี้ 
สามข้อนี้ เป็นข้อหลัก แต่ขอให้ อ่านบทความที่ผมส่งมาด้วยจะเข้าใจ ภาพการบริหารจัดการภัยพิบัติ ที่ควรจะเป็น และประเด็นต่างๆได้เป็นอย่างดีซึ่ง บทความนี้น่าจะเป็นประโยชน์ในการ สัมภาษณ์ ตรวจสอบภาครัฐในการบริหารจัดการภัยพิบัติในภาพรวม 
ผลของการขาดความรู้ คือ ภาพของความโกลาหล ด้วยความมุ่งมั่นและความตั้งใจ,น้ำใจที่เต็มเปี่ยมของคนไทย ผมไม่อยากจะไปวิจารณ์การทำงานอะไรตอนนิ้ แต่ มันเป็นสิ่งที่ พวกเราทุกคนต้องนำไปคิดอย่างมีสติ ไม่ใช่ไฟไหม้ฟาง แบบ ที่ผ่านมา ทั้งเชียงใหม่ หาดใหญ่ สุราษฏร์ธานี  อุตรดิษฐ์ น่าน และ อื่น   แต่ สุดท้ายที่ผมมิอาจจะวิจารณ์หรือตำหนิได้คือความมีน้ำใจของคนไทย สื่อมวลชนทุกท่านทุกแขนง ขอชื่นชมและให้กำลังใจครับ

Read more: [dboy] การบริหารจัดการภัยพิบัติ: องค์ความรู้และทักษะที่ต้องพัฒนา

[dboy] Ground Troop Corner - มุมทหารเดินดิน ตอน การค้นหาช่วยชีวิตอากาศยานที่ประสบภัย ... งานที่ต้องปรับปรุงใหญ่

บทความนี้ เป็นการนำบทความเก่ามาปัดฝุ่น เนื่องจากเหตุการณ์ อากาศยาน ฮท.๑ และ ฮท. ๖๐ ตกของกองทัพบกเมื่อ ๑๙ ก.ค. ๕๔ ที่ผ่านมา ซึ่งดูเหมือนจะจริงจัง แต่สุดท้ายเป็นไฟไฟมฟางอีกตามเคยกับระบบบการค้นหาช่วยชีวิตของไทยซึ่ง ดูเหมือนฝึกบ่อย แต่จริงเป็นเพียงการแสดงจัดฉากแสดงอากาศยานเท่านั้น เมื่อไรจะจริงจังกับระบบนี้ซะที

กล่าวนำ

จากเหตุการณ์ เครื่องบินเล็กของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งตกในพื้นที่เขาใหญ่ การค้นหาช่วยเหลืออากาศยานของ ประเทศไทย ยังไม่สามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์ นอกจากนนี้ยังไม่รวมเหตุการณ์ ที่สายการบินวัน ทูโก ประสบอุบัติเหตุ ที่สนามบินภูเก็ต ซึ่งภาพที่ปรากฏไม่เหมือนกับประสิทธิภาพ ภาพการสาธิต , ข้อความที่ประชาสัมพันธ์จากการฝึกซ้อมการค้นหาช่วยเหลือ SAREX Search and Rescue Exercise ที่มีการฝึกเป็นประจำทุกปี ในทุกปี การฝึกการค้นหาและช่วยเหลืออากาศยานที่ประสบภัย เป็นการฝึกภายใต้ความรับผิดชอบ ของกรมขนส่งทางอากาศ กระทรวงคมนาคม เพื่อปรับมาตรฐานการค้นหาและช่วยเหลือฯ เพื่อสนับสนุนยุทธ์ศาสตร์การ เป็นศูนย์กลางการบินนานาชาติของประเทศไทย โดยจะมีการหมุนเวียน การรับเป็นแกนกลางในการจัดงานระหว่าง , กองทัพบก, กองทัพอากาศ,กองทัพเรือ , กรมการขนส่งทางน้ำ ( กรมเจ้าท่าเดิม ) , กรมการขนส่งทางอากาศ( กรมการบินพานิชยเดิม ) , ซึ่งมักจะเน้นการสาธิต เพื่อให้ภาพเกิดความสวยงาม มากกว่าการฝึกหน่วย

แต่สภาพความเป็นจริง งานค้นหาช่วยเหลือ หรือที่เรียกว่า SAR นั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องของการบินค้นหาเท่านั้น การหาไม่เหมือนที่ทำการสาธิตวันเด็กหรืองานSAREXเท่านั้น แต่ ต้องเป็นการบูรณาการ ขีดความสามารถในการค้นหาทั้งมวล ของทุกส่วนงาน ตั้งแต่ ระบบควบคุมการจราจรทางอากาศ จนถึง หน่วยกู้ภัย ที่อยู่บนพื้นดินที่อยู่ในบริเวณที่คาดว่าอากาศยานจะตก เพื่อให้สามารถตอบสนองได้ในทุกพื้นที่และสภาพอากาศ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเครื่องตกขณะที่ สภาพอากาศไม่ดีนัก ไม่สามารถใช้อากาศยานในการค้นหาได้ ทางเดียวที่จะเข้าไปค้นหาได้คือ การใช้ชุดค้นหาที่เดินเท้า ซึ่งหลายปีของการฝึกที่ผ่านมา ไม่เคยมีการฝึกอย่างจริงจังในภาพรวมในเรื่องการค้นหาช่วยเหลือ , ระบบบัญชาการเหตุการณ์ที่ควรจะสมบูรณ์พร้อมในการที่จะให้ข้อมูลประสานงาน , แจ้งเตือนหน่วย , นำข้อตกลงที่ได้ประชุมสัมนามาเชิงปฏิบัติการมาใช้ในทางปฏิบัติจริง และผลที่ออกมากลับไม่เป็นเหมือนที่ฝึกสาธิตกันทุกปี หลายปีที่ผ่านมา การฝึก SAREX เป็นการฝึกซ้อมเชิงสาธิต มีการจัดลำดับการเข้าออกของแต่ละส่วน คล้ายกับ การสร้างฉากภาพยนต์ ทำให้ และมุ่งเน้นการค้นหาในภาคอากาศ เท่านั้น โดยไม่ได้มีการฝึก ในขั้นตอนของการค้นหาภาคพื้นดิน หรือ การจัดตั้ง ที่บัญชาการ ณ พื้นที่เกิดเหตุ ซึ่งในการฝึก ภาพที่สวยหรู มักจะสมมติเหตุการณ์ว่าเกิดขึ้นใกล้สนามบิน และ ท้ายที่สุดได้ภาพที่ดูอลังการณ์ แต่ไร้ซึ่ง ผลผลิตที่ควรจะได้จากการฝึก ซึ่งการค้นหาช่วยเหลือยังคงต้องใช้กำลังทุกส่วนมิใช่เพียงแต่ การค้นหาทางอากาศอย่างที่คนในบุคคลกร วงการการบินโดยทั่วไปเข้าใจ

Read more: [dboy] Ground Troop Corner - มุมทหารเดินดิน ตอน การค้นหาช่วยชีวิตอากาศยานที่ประสบภัย ......

[dboy] Ground Troop Corner - มุมทหารเดินดิน ตอน การดูแลผู้บาดเจ็บในการรบทางยุทธวิธี (Tactical Combat Casualty Care) หัวใจของการอนุรักษ์กำลังรบที่แท้จริง

ระบบการแพทย์ฉุกเฉิน (EMS: Emergency Medical Service) ของพลเรือนทั่วไปที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้มีวิวัฒนาการมาจากระบบการแพทย์ทหารที่ใช้ในสงคราม ซึ่งสมัยสงครามเวียดนาม เราเริ่มมีการวิวัฒนาการนำเอาอุปกรณ์การแพทย์สนามมาใช้ ในสหรัฐที่เป็นประเทศต้นแบบของการแพทย์สนามของทหารไทย ประมาณปีค.ศ.1960 ก็ยังในสหรัฐเองยังไม่มีการจัดทำมาตรฐานระบบแพทย์ฉุกเฉินระดับประเทศ อาสาสมัคร, ตำรวจ, และเจ้าหน้าที่ดับเพลิงทำหน้าที่ปฐมพยาบาลเบื้องต้นเอง ส่วนห้องฉุกเฉินในโรงพยาบาลก็ไม่มีทุกแห่งเหมือนปัจจุบัน รถที่ใช้ขนคนเจ็บ มักจะใช้รถขนศพที่ออกแบบพิเศษมานำส่งผู้บาดเจ็บ Trauma Case แทนรถพยาบาล(อันนี้เหมือนประเทศไทย)  ส่วนกรณีการเจ็บป่วย มักนำส่งโดยเพื่อนหรือญาติ  ประมาณปี 1965 สถิติการเกิดการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนนมีสูง และระบุว่า การนำส่งส่วนมากปฏิบัติโดยรถพยาบาลที่ท้องถิ่นจัดขึ้นโดยเน้นที่ “การนำส่งที่รวดเร็ว” โดยไม่มีการดูแล ระหว่างการนำส่ง เพราะในตอนนั้นยังไม่มีการกำหนดมาตรฐานของเจ้าหน้าที่ในรถพยาบาล ซึ่งเป็นผลให้ ปี คศ.1966 รัฐบาลกลางสหรัฐ ได้จัดตั้ง United States Department of Transportation ขึ้นเพื่อจัดการปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนน โดยมีหน้าที่จัดการให้การขนส่งเกิดความรวดเร็วและปลอดภัยทั่วทั้งสหรัฐอเมริกา ปี 1971 United States Department of Transportation จัดพิมพ์หลักสูตรเจ้าหน้าที่กู้ชีพระดับประเทศขึ้นเป็นครั้งแรก และในปี 1973 กฎหมายเรื่องเกี่ยวข้องกับการแพทย์ฉุกเฉินครั้งแรก (Emergency Medical Act)  ผ่านความเห็นชอบของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ให้ทุนพัฒนาและปรับปรุงระบบการช่วยชีวิตก่อนถึงโรงพยาบาล (Pre-hospital Trauma life support) ทำให้ระบบการแพทย์ฉุกเฉินเติบโตอย่างรวดเร็วและมีการให้บริการอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ หลังปี 1970 บทเรียนจากการแพทย์ในสนามรบในสงครามเวียดนามส่งผลต่อการพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินอย่างมาก ส่งผลให้มีการฝึกเจ้าหน้าที่การแพทย์ฉุกเฉินขั้นสูง (EMT-Paramedic) ขึ้น ซึ่งต้องทำความเข้าใจก่อนว่างานการแพทย์ฉุกเฉินขั้นสูงเป็นงานที่ต้องการการฝึกทักษะเฉพาะ ไม่ใช่ว่าเป็นหมอแล้วจะสามารถปฏิบัติได้ทุกคน ซึ่งมีข้อสังเกตุดังนี้

Read more: [dboy] Ground Troop Corner - มุมทหารเดินดิน ตอน การดูแลผู้บาดเจ็บในการรบทางยุทธวิธี (Tactical...

[dboy] Ground Troop Corner - มุมทหารเดินดิน ตอนที่ 2 อุปกรณ์ช่วยเสริมประสิทธิภาพในการใช้อาวุธและความคล่องแคล่วในการเคลื่อนที่

บทความต่อจากบทความในตอนแรกที่

http://www.thaiarmedforce.com/taf-article/66-dboy/220-ground-troop-corner-1.html

๒. อุปกรณ์ช่วยเสริมประสิทธิภาพในการใช้อาวุธ

อุปกรณ์เสริมประสิทธิภาพในการใช้อาวุธ เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้ทหาร สามารถใช้อาวุธได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ นอกจากความรวดเร็วในการยิงอย่างแม่ยำแล้ว การเปลี่ยนซองกระสุน , การชักปืนพกอย่างรวดเร็ว เพื่อยิงเมื่อปืนเล็กยาวหรือปืนหลักของตนเองติดขัด   เวลาเพียงเสี้ยววินาทีของการทำให้ปืนพร้อมใช้งาน , หมายถึงชีวิต ดังนั้น ผู้ที่เป็นทหารตำรวจอาชีพจะให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้มากที่สุด

Read more: [dboy] Ground Troop Corner - มุมทหารเดินดิน ตอนที่ 2...

[dboy] Ground Troop Corner - มุมทหารเดินดิน ตอนที่ 1 เครื่องป้องกันส่วนบุคคล (Personal Protective Equipment)

การเข้าทำการรบไม่ว่าจะที่ใด สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ คือ กำลังพลที่เดินดินเข้าปฏิบัติการ ในบทความทางทหารที่ผ่านมาส่วนมากมักจะกล่าวถึง ยุทโธปกรณ์ ทางยุทธการ และ ยุทธศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบิน ,เรือรบ หรือ รถรบแบบต่างๆ ส่วนอุปกรณ์สำหรับช่วยให้ กำลังรบเดินดิน ทำงานได้คล่องแคล่ว ปลอดภัยมากขึ้นมักจะค่อยจะมีมากเท่าใดนัก และก็ไม่ได้รับความสนใจจากบรรดานายทหารระดับสูงเพราะท่านเหล่านั้นไม่ค่อยจะได้รับผลกระทบจากความไร้ประสิทธิภาพของอุปกรณ์เหล่านั้น ซึ่งหากมีปัญหาทหารจะสอนให้อดทนและห้ามบ่น และเน้นเรื่องความประหยัด แต่ในทางกลับกันการใช้จ่ายในระดับกองบัญชาการงานพิธีกรรมต่าง มัดขัดกับคำชี้แจงของหน่วยเหนืออย่างมาก คอลัมน์นี้จะเป็นหน้าต่าง,มุมมองของผู้ปฏิบัติการที่ต้องใช้ร่างกาย,จิตใจและไหวพริบปฏิภาณ เป็นหลักในการปฏิบัติการ โดยทั่วไปเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการมักจะไม่มีโอกาสที่จะได้แสดงความคิดเห็นมากนัก ได้แต่บ่นไปวันๆในวงรับประทานอาหาร ส่วนที่พอมีฐานะก็ไปจัดซื้อกันมาเอง ด้วยเงินสด , ถ้าไม่มีฐานะก็ใช้การผ่อนชำระไปตามระเบียบ หรือ ดัดแปลงตามมีตามมีตามเกิด  ทั้งนี้เพื่อสวัสดิภาพในการทำงานและภารกิจที่อยู่เหนือสิ่งอื่นใด ซึ่งสิ่งที่เขียนต่อไปนี้อาจจะค้านกับความคิดของหลายๆท่านที่เคยปฏิบัติงานในยุคสงครามเย็น ซึ่งมักจะมีคำพูดว่า “สมัยก่อนไม่เห็นมีเขาก็รบกันได้” หรือ “ใส่ทำไมให้รุงรัง มันจะรบได้หรือหว่า”แล้วแต่จะสรรหา ขอให้ลองพิสูจน์ด้วยตนเองก่อน ในสถานการณ์ปัจจุบันชีวิตของทหารแต่ละคนเมื่อถึงเวลาวิกฤติที่มีแต่ตัวของเขาเอง, เพื่อนร่วมรบในทีมและข้าศึก

Read more: [dboy] Ground Troop Corner - มุมทหารเดินดิน ตอนที่ 1 เครื่องป้องกันส่วนบุคคล (Personal Protective...
2017  ThaiArmedForce.com   globbersthemes joomla templates