dịch vụ seo hcm v cc sản phẩm khc của cng ty chng ti l dịch vụ seo tphcm hay cng ty seo hcm v dịch vụ seo tphcm dịch vụ seo hcm
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
[Skyman] 60 ปีของ "พยัคฆ์น้อย" .... วีรกรรมของทหารไทยในสงครามเกาหลี | 60th years of "The Little Tiger" ... Thai Soldier In Korean War PDF Print E-mail
Written by Administrator   
Thursday, 24 June 2010 01:39

วันที่ 25 มิถุนายนเมื่อปี 2493 การรบอย่างรุนแรงของกำลังพลของสหประชาชาติเริ่มขึ้นในคาบสมุทรเกาหลี การรบอันโหดร้ายนี้จะกินเวลาอันยาวนานไปอีก 3 ปี แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ในจำนวนทหารกว่า 1 ล้าน 2 แสนคนของสหประชาชาติ มีทหารไทยจำนวน 6,326 คนเข้าร่วมกับกองกำลังสหประชาชาติในนามของกรมผสมที่ 21 ซึ่งไทยเป็นประเทศในเอเชียประเทศแรกที่ให้คำมั่นในการส่งกำลังทหารเข้าสู่การรบนี้

มีคำกล่าวว่า ทหารไทยในสงครามเกาหลีนั้น ต่อสู้กับข้าศึกเสมือนหนึ่งปกป้องบ้านเมืองตนเอง โดยเฉพาะการรบครั้งสำคัญที่เนินเขาพอร์คช็อปซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่ทหารไทยตั้งรับการเข้าตีของกำลังฝ่ายข้าศึกถึง 5 ครั้ง แต่กำลังจำนวนมหาศาลของข้าศึกก็ไม่สามารถทำให้ทหารไทยร่นถอยได้

ผ่านไป 60 ปี แม้ว่าสงครามเกาหลีจะยังไม่สิ้นสุดอย่างเป็นทางการ แต่วีรกรรมและความกล้าหาญของทหารไทยในครั้งนั้นก็ทำให้เกียรติยศของกองทัพไทยเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ จนได้รับการขนานนามจากพลเอก เจมส์ เอ แวน ฟลีท ผู้บัญชาการกองทัพที่ 8 ของสหรัฐว่าเป็นพยัคฆ์น้อยหรือ Little Tiger ซึ่งหมายถึงทหารร่างเล็กที่สู้เหมือนเสือ

ในจำนวนทหารทั้งหมดทุกผลัดของไทย มีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 136 นาย และผู้บาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก วาระโอกาสครบรอบ 60 ปีของสงครามเกาหลีในครั้งนี้สมาชิกและทีมงาน ThaiArmedForce.com ขอแสดงการรำลึกถึงทหารไทยที่เสียชีวิตและบาดเจ็บ รวมถึงทหารไทยไปปฏิบัติหน้าที่ในสงครามเกาหลีทุกคนในความเสียสละและกล้าหาญ ที่ทำให้ประเทศไทยและเกียรติภูมิของกองทัพไทยถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์นี้ของโลก

จดหมายถึงชาวไทยของประธานาธิปดีลีมุงบักแห่งสาธารณรัฐเกาหลีเหนือ

ANNIVERSARY

Six decades on, South Korea has not forgotten

 

Fulfilled Promise: The Republic of Korea After 60 Years

Published: 21/06/2010 at 11:23 AM
Newspaper section: News

Sixty years ago in the predawn hours of June 25, 1950, Communist North Korea invaded the Republic of Korea, prompting the Korean War. Freedom in the Republic of Korea and the entire world was put to a historic test.


The Korean War was the first large-scale military confrontation to take place after the start of the Cold War. The United Nations responded by dispatching combat units comprised of troops from 16 member countries and medical support groups from five countries. They fought alongside South Korean soldiers to defend the freedom of ``a country they never knew and a people they never met''.

On the 60th anniversary of the Korean War, I would like to look back at the special relations between the Republic of Korea and Thailand and talk about the prospects for bilateral cooperation in the future.

When the Korean War broke out, Thailand became the first Asian nation to provide assistance to Korea. Except for the Philippines, it was the only Asian nation to send sons and daughters to fight in the Korean War. The number of warriors from the armed forces of Thailand, including a battalion-size unit from  the army, amounted to 6,326. Pulling off brilliant successes in numerous battles, they came to be known as the ``Little Tigers''. During the war, Thailand sustained 1,273 casualties. Had it not been for their noble sacrifices, Korea would not have become what it is today.

The Korean War left the country in complete ruins. But the Thai soldiers helped us lay the foundation for freedom. We have always remembered their noble sacrifices; we did our best to keep the pledge of never letting their sacrifices be in vain. Koreans are proud of the achievements made by the republic over the years, and we also hope that the people of Thailand feel equally proud.

South Korea is now poised to make a positive contribution, however small, to the betterment of humanity. Six decades ago, the republic was barely recovering from the ravages of war with the assistance from the international community. After six decades, however, Korea has now become a member of the OECD Development Assistance Committee, the first former aid recipient to become a donor nation. Learning from our experience of war and poverty, the Korean people will not spare any efforts for the sake of promoting global peace and prosperity around the world. In particular, Korea will provide developing nations with an effective economic development model as well as educational and training programmes in light of its development experiences.

In addition, the Republic of Korea remains fully committed to making contributions to global peace. The republic is already engaged  in peacekeeping missions in 14 countries. On top of this, Korea will play host to the G20 Summit in November and will hold the second Nuclear Security Summit in 2012. Through these major conferences, the republic will further bolster collaboration with other nations in the areas of the economy and security, thereby making increased contributions to the international community.

The stark reality, however, is that Korea remains the only country still divided by Cold War rivalries, and military tensions are still high. On March 26, the North torpedoed one of the South's navy corvettes, the Cheonan. The active cooperation and support of Thailand in the course of responding to the North's provocation again reminded both our countries of the importance of bilateral ties. The goal of the RoK's North Korea policies is not to confront the North but to persuade Pyongyang to alter its wrong course of action. Our ultimate objective is to bring about peace and stability on the peninsula as well as achieve co-prosperity and peaceful reunification of the Korean nation. The Korean peninsula has been synonymous with confrontation and division for too long. It is imperative to transform it into a catalyst for regional and international peace.

Once again, I offer my heartfelt gratitude for the selfless friendship Thailand showed us 60 years ago. The Korean people will never forget the valiant Thai warriors who fought in defence of freedom in the Republic.

http://www2.bangkokpost.com/opinion/opinion/181985/six-decades-on-south-korea-has-not-forgotten

 


 

'อารีดังกับพยัคฆ์น้อย'

ระลึก 60 ปีร่วมสงครามเกาหลีของชาติไทย

เมื่อ 60 ปีก่อน เบนจามิน นักแต่งเพลงชาวไทยได้อาสาเข้าร่วมรบในสงครามบนคาบสมุทรเกาหลีจากการรุกราน ของประเทศเกาหลีเหนือ เมื่อเขากลับคืนสู่มาตุภูมิประเทศไทยจึงได้แต่งเพลง “อารีดัง” ซึ่งเป็นเรื่องราวความรักความผูกพันระหว่างนายทหารชาวไทยกับหญิงสาวชาว เกาหลี เพลงอารีดังได้ถูกขับร้องโดยนักร้องชื่อดัง สมศรี ม่วงศรเขียว ในปี พ.ศ. 2499 และในปี พ.ศ. 2523 ได้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ภายใต้ชื่อเดียวกันว่า “อารีดัง”

ปีนี้ถือเป็นปีครบรอบ 60 ปีสงครามเกาหลี เมื่อครั้งที่สงครามเกาหลีได้อุบัติขึ้น ประเทศไทยได้ตัดสินใจในทันทีทันใดต่อจากสหรัฐอเมริกาที่จะส่งเสบียงอาหาร เข้าไปช่วยเกาหลีใต้ในตอนแรก และจากนั้นได้ส่งกองกำลังทหารเพื่อไปร่วมรบ โดยประเทศไทยได้ส่งทหารกรมผสมที่ 21 รักษาพระองค์ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จำนวน 6,326 นายไป และจากการส่งทหารไปในครั้งนั้น ทำให้ทหารผู้กล้าชาวไทยเสียชีวิตใน สมรภูมิ 136 นาย และบาดเจ็บสาหัสอีก 1,100 นาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเดือนพฤศจิกายน   พ.ศ. 2495 ในสมรภูมิพ็อคช็อบ ฮิลล์ ที่   ยอนชอน จังหวัดคย็องกีโด ตลอดการสู้รบอย่างกล้าหาญ 10 วัน ทำให้ได้รับชัยชนะ และสามารถขับไล่กองกำลังทหารจีนและทหารเกาหลีออกไปจากพื้นที่ได้ จากการต่อสู้อย่าง      กล้าหาญเด็ดเดี่ยวนี้ ทำให้ทหารไทยได้รับสมญานามว่า “พยัคฆ์น้อย (Little Tiger)” และจากการพลีชีพของวีรชนทหารชาวไทยด้วยจิตใจที่พร้อมพิทักษ์ไว้ซึ่งเสรี ประชาธิปไตยในครั้งนั้น ได้กลายเป็นเสาศิลาหลักแห่งพันธมิตรทางสายเลือดระหว่างประเทศไทยกับ สาธารณรัฐเกาหลี

ในวาระครบรอบ 60 ปีสงครามเกาหลีในปีนี้ถือเป็นปีที่มีความหมายพิเศษเป็นอย่างยิ่งทั้งแก่ วีรชนทหารไทยและแก่ประชาชนชาวเกาหลีใต้เองทุกคนและเพื่อที่จะทำให้อุดมคติ และความฝันแห่งมนุษยชาติเป็นจริงเราคงจำเป็นต้องใคร่ครวญใหม่อีกครั้งว่า เพราะเหตุใดเราจำเป็นต้องขยายและแพร่กระจายเสรีประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจ แบบการตลาดให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ด้วยจิตใจที่เปี่ยมด้วยสำนึกในบุญคุณ แม้จวบจนบัดนี้เวลาจะล่วงเลยมา 60 ปีแล้วก็ตาม แต่ชาวเกาหลีทุกคนก็ยังคงไม่ลืมเลือนและรู้สึกขอบคุณทหารผ่านศึกผู้กล้าชาว ไทยทุกคน ในปีนี้จึงได้จัดให้มี โครงการทหารผ่านศึกเยือนสาธารณรัฐเกาหลี โดยจะเชิญทหารผ่านศึกที่เข้าร่วมรบในสงครามเกาหลีกลับมาเยือนเกาหลีมากกว่า ทุกครั้งที่ผ่านมา เพื่อแสดงความขอบคุณและสร้างความประทับใจ

และสำหรับบุตรหลานของเหล่าทหารผ่านศึกที่เคยเข้าร่วมรบในสงครามเกาหลี เราได้จัด โครงการค่ายสันติภาพเพื่อเยาวชน คัดเลือกนักเรียนนักศึกษาปีละ 100 คนเข้าร่วมโครงการ อีกทั้งรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลียังได้สนับสนุน     “เงินช่วยเพื่อการศึกษาต่อ” โดยให้ทุนเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรี 6 ทุน และระดับบัณฑิตวิทยาลัย 2 ทุน ถือเป็นโอกาสในการทัศนศึกษาสาธารณรัฐเกาหลีในนามผู้ได้รับทุนรัฐบาลเกาหลี อีกทั้งสมาคมชาวเกาหลีในประเทศไทยยังได้มีการมอบทุนการศึกษาแก่บุตรหลานของ ทหารผ่านศึกเกาหลีปีละไม่ต่ำกว่า 70 ทุนอีกด้วย

ชาวเกาหลีใต้ได้รับความช่วยเหลือมากมายจากมิตรประเทศเพื่อที่จะสามารถธำรง ไว้ ซึ่งสันติสุขของโลกและประสบผลสำเร็จทั้งในด้านการเมืองการปกครอง การพัฒนาทางเศรษฐกิจ และความมั่งคั่ง แม้จะมีการแบ่งแยกดินแดนและเกิดความขัดแย้งทางแนวคิดของเหนือใต้ก็ตาม หลังจากสงครามเกาหลีได้ยุติลงด้วยจิตใจที่พร้อมหว่านไถบนผืนดินอันแห้งผาก จากความเพียรพยายามอย่างยิ่งยวดเป็นเวลาหลายสิบปีจนในที่สุดปัจจุบัน สาธารณรัฐเกาหลีถือเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่มีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจอยู่ใน ลำดับที่ 12 ของโลกเป็นประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก ลำดับที่ 10 มีอุตสาหกรรมส่งออกที่สำคัญ อาทิ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ อุตสาหกรรม   ต่อเรือ อุตสาหกรรมรถยนต์ เป็นต้น

ยิ่งกว่านั้น จากการประสบความสำเร็จในการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดดของสาธารณรัฐ เกาหลี ทำให้เกาหลีได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกคณะกรรมการเพื่อช่วยเหลือและการพัฒนา (DAC) ขององค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) จาก “ประเทศที่เป็นผู้รับความช่วยเหลือ” กลายเป็น “ประเทศที่ให้ความช่วยเหลือ” แก่นานาชาติ และในเดือนพฤศจิกายนปีนี้จะมีการประชุม G20 ที่กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลีจะทำหน้าที่สำคัญเสมือนสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่าง ประเทศกำลังพัฒนากับประเทศพัฒนาแล้ว จากประสบการณ์ในอดีตของเกาหลีที่เป็นผู้รู้ซึ้งแก่ใจเป็นอย่างดีกับการเป็น ผู้รับความช่วยเหลือ สาธารณรัฐเกาหลีพร้อมที่จะร่วมรับรู้ความรู้สึกเช่นนี้กับประเทศที่กำลังได้ รับความช่วยเหลือ พร้อมที่จะแบ่งปันประสบการณ์การพัฒนาประเทศเกาหลี อีกทั้งยังพร้อมที่จะร่วมพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอื่น ๆ ให้ก้าวไปด้วยกัน

ในวาระครบรอบ 60 ปีสงครามเกาหลี รัฐบาลและประชาชนชาวเกาหลีทุกคนขอขอบคุณด้วยความซาบซึ้งใจของมิตรประเทศ และวีรชนทหารผู้กล้าทุกคนอีกครั้งที่ได้ร่วมรบในสงครามเกาหลี และ ในวันที่ 25 มิถุนายน  ซึ่งเป็นวันครบรอบ 60 ปีสงครามเกาหลีนี้จะมีการจัดงานย้อนรำลึกวีรกรรมอันกล้าหาญของทหารชาวไทยที่ เสียชีวิตในสงคราม และจัดงานขอบคุณทหารผ่านศึกเกาหลีที่ยังมีชีวิตอยู่ที่กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ฯ จังหวัดชลบุรี

หากปราศจากความช่วยเหลือจากประเทศไทยเมื่อ 60 ปีก่อนแล้วนั้น ณ วันนี้คงไม่เกิดความร่วมมือใด ๆ ระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐเกาหลี และก็คงจะไม่เกิดความพยายามเพื่อความมั่งคั่งร่วมกันของมนุษยชาติ ชาวเกาหลีทุกคนขอปฏิญาณว่าจะขอมีจิตที่สำนึกในบุญคุณของวีรชนทหารกล้าชาวไทย ตลอดจนบุตรหลานของทหารกล้าเหล่านั้นไปตลอดกาล ขอขอบคุณประเทศไทย และทหารผ่านศึกเกาหลีครับ.

ชอง แฮ มุน
เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลี
ประจำประเทศไทย
24 มิถุนายน 2553

http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=486&contentId=73815

 


 

 

ท่านที่สนใจประวัติการรบของทหารไทยในสงครามเกาหลีอย่างละเอียด สามารถหาอ่านได้ในไฟล PDF ที่ชื่อ "วีรกรรมพยัคฆ์น้อยในสมรภูมิเกาหลี" ของกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ โดยสามารถ downloand ตาม link ด้านล่างนี้

http://www.21inf.org/data/phayuknioy.pdf


คำกล่าวของพลตรีธิวา เพ็ญเขตกรณ์ เนื่องในโอกาสครบรอบ 55 ปีสงครามเกาหลี

 

Battles Resume: Thai Soldiers’ War For Korea

ประวัติการรบของทหารไทยในสงครามเกาหลี

โดย พลตรี ธิวา เพ็ญเขตกรณ์
อดีตผู้ช่วยทูตทหารบกไทยประจำกรุงโซล

It was cold, actually freezing cold, at –12 degree Celcius, in Pyongyang, North Korea, at 1900 o’clock on 26 November 1950, especially for Thai Soldiers who was just taking a responsibility of local security from the Philippines.  The Thai soldiers had come from Thailand, leaving Bangkok on 22 October 1950, where it was very hot, compared to Korea, about 30 degree celcius.  They had to work in the opened areas, where shelters were damaged and could not prevent the cold air, and with insufficient winter clothes, which would arrive much later from Busan.

เมื่อ เวลาประมาณ 1 ทุ่มตรง มืดสนิท ของวันที่ 26 พฤศจิกายน 2493 ณ กรุงเปียงยาง เกาหลีเหนือ อุณหภูมิติดลบ 12 องศาเซลเซียส อากาศหนาวมาก หนาวจนแข็ง โดยเฉพาะสำหรับทหารไทย ซึ่งเพิ่งรับมอบภารกิจในการระวังป้องกันสถานที่สำคัญต่างๆ ในกรุงเปียงยาง ต่อจากทหารฟิลิปปินส์  ที่รู้สึกหนาวเย็นเป็นพิเศษ เนื่องจากได้เดินทางจากประเทศไทยเมื่อ 22 ตุลาคม 2493 มาร่วมรบในสงครามเกาหลี ในตอนต้นนั้น ทหารไทยยังมีเครื่องกันหนาวไม่เพียงพอ และต้องปฏิบัติภารกิจเข้าเวรยามและลาดตระเวนในที่โล่งแจ้ง และแม้แต่ในอาคารซึ่งชำรุดพังทลายจากสงคราม ก็ไม่อาจป้องกันลมหนาวได้


This “Battles Resume” is prepared for the 55th Anniversary Commemorating Ceremony for Thai Soldiers in Korean War, being held on Monday 7th November 2005, at the Thai Soldier Monument in Uncheon-ni, Pocheon-si, Gyunggi-do, Republic of Korea.  It is a story about Thai soldiers’ wars, their battles and their memories, in the Korean War.

ประวัติการ รบนี้ เตรียมโดยผู้ช่วยทูตทหารบก สำหรับกล่าวในพิธีครบรอบ 55 ปีที่ทหารไทยเข้าร่วมรบในสงครามเกาหลี ซึ่งจัดขึ้น เมื่อ 7 พฤศจิกายน 2548 ณ อนุสาวรีย์ทหารไทย ตำบลอุนชอน เมืองโปชอน จังหวัดเคียงกิ สาธารณรัฐเกาหลี ประวัติการรบนี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการรบและความทรงจำของทหารไทยในสงครามเกาหลี

Thai Forces, mostly consisted of an Infantry battalion of the 21st Regiment Combat Team, arrived Busan, South Korea, on 7 November 1950, 55 years ago today. 

กองกำลัง ทหารไทย จัดจากสามเหล่าทัพ แต่ส่วนใหญ่เป็นกำลังทหารบก คือ กองพันทหารราบ กรมผสมที่ 21 (ปัจจุบัน คือ กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ซึ่งมีที่ตั้งในค่ายนวมินทราชินี จังหวัดชลบุรี) ได้เดินทางถึงเมืองท่าพูซาน เกาหลีใต้ เพื่อเข้าสู่สงครามเกาหลี เมื่อ 7 พฤศจิกายน 2493 ซึ่งครบรอบ 55 ปี ในวันนี้

At about that same time, the United Nations Command (UNC) wished very much to win the Korean War within the Christmas that year.  Therefore, with no time to complete 8 weeks training to acclimatize and familiarize themselves with new US weapons, and no time for UNC to ease Thais into the war, on 18 November 2005, Thai soldiers were ordered to the front line in Pyongyang to be placed under the operational control of the 187th Airborne Regiment Combat Team, 2nd Infantry Division, 9th Corps, US Army.

The advanced forces of Thai Battalion reached Pyongyang on 26 November, the same day the Chinese Communist Forces started a big offensive against the UN forces.  The war did not end that Christmas 1950, but continued for 31 months later until the Armistice Agreement was signed on 27 July 1953.  

ในเวลา เดียวกันนั้น กองบัญชาการสหประชาชาติ มีความปรารถนาเป็นอย่างยิ่งที่จะเอาชนะสงครามให้ได้ภายในคริสตมาสปีนั้น จึงได้สั่งการเมื่อ 18 พฤศจิกายน 2493 ให้กำลังทหารไทยเดินทางสู่แนวหน้าสนามรบบริเวณกรุงเปียงยางอย่างเร่งด่วน โดยไม่มีเวลาให้ทหารไทยได้ฝึกความคุ้นเคยกับอาวุธอเมริกันและสภาพอากาศหนาว เย็นได้ครบตามแผนการฝึก 8 สัปดาห์ กำลังทหารไทยถูกส่งไปขึ้นสมทบ หรือ ขึ้นการควบคุมทางยุทธการ กับ กรมผสมส่งทางอากาศที่ 187 กองพลทหารราบที่ 2 กองทัพน้อยที่ 9 สหรัฐฯ

ส่วนล่วง หน้าของกองพันทหารราบไทยเดินทางถึงกรุงเปียงยางเมื่อ 26 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ กองกำลังทหารอาสาสมัครคอมมิวนิสต์จีน เริ่มต้นการรุกตอบโต้กำลังทหารสหประชาชาติ  สงครามเกาหลีจึงไม่ได้จบภายในคริสตมาสปีนั้น แต่ดำเนินต่อเนื่องยาวนานไปอีก 31 เดือน จนกระทั่งมีการลงนามในข้อตกลงหยุดยิงทางทหาร เมื่อ 27 กรกฎาคม 2496 

And on 27 November 1950, Thailand suffered the first kill casualty, one of 132 deaths during the three years war.

ประเทศ ไทยสูญเสียชีวิตทหารคนแรก เมื่อ 27 พฤศจิกายน 2493 นับเป็นหนึ่งใน 124 ทหารไทยที่เสียสละชีวิตในสงครามเกาหลี ซึ่งยาวนาน 3 ปี กับ 1 เดือน (หลังจากการลงนามข้อตกลงหยุดยิงทางทหารเมื่อ 27 กรกฎาคม 2496 จนถึง 23 มิถุนายน 2515 มีทหารไทยเสียชีวิตเพิ่มอีก 12 คน รวมเป็น 136 คน)


The main forces arrived Pyongyang on 28 November 1950, and Thai forces engaged the Red Chinese for the first time around an area 30 Kilometer east of Pyongyang.  The UN forces could not then resist the Chinese forces, so the Thai Battalion was ordered to retreat with US forces on 4 December 1950 to Kaesong, then finally to Suwon and Osan.

กำลัง ส่วนใหญ่ของกองพันทหารราบไทย เดินทางถึงแนวหน้าสนามรบบริเวณกรุงเปียงยาง เกาหลีเหนือ เมื่อ 28 พฤศจิกายน 2493 และได้ปะทะกับทหารอาสาสมัครจีนเป็นครั้งแรก ในพื้นที่ทางตะวันออกของกรุงเปียงยางประมาณ 30 กิโลเมตร อย่างไรก็ตาม กองกำลังทหารสหประชาชาติ ไม่สามารถต้านทานกองกำลังทหารจีนคอมมิวนิสต์ได้ กองพันทหารไทยได้รับคำสั่ง เมื่อ 4 ธันวาคม 2493 ให้ปฏิบัติการรบแบบร่นถอยไปทางใต้พร้อมกับทหารอเมริกัน ผ่านเมืองแกซอง และไปวางกำลังตั้งรับบริเวณเมืองซูวอน และ โอซาน ในที่สุด

After that first engagement, the Thai Battalion was sent to many kinds of mission, especially much-needed security patrols and posts, and was placed under command of many larger units from US and United Kingdom.  They also fought along side South Korean forces many times.  There were countless battle.   Followings are summary of Thai Soldiers’ war for South Korea, and few memorable battles.

หลังจาก สนามรบแรก กองพันทหารราบไทยถูกส่งไปปฏิบัติภารกิจหลายแบบในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภารกิจการลาดตระเวน การเข้าเวรยาม และการระวังป้องกัน ซึ่งเป็นภารกิจที่มีความจำเป็นมาก ทหารไทยต้องปฏิบัติภารกิจภายใต้การควบคุมทางยุทธการของหน่วยต่างๆของสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรหลายหน่วย นอกจากนี้ ทหารไทยยังได้ปฏิบัติการรบร่วมกับทหารเกาหลีใต้หลายครั้งอีกด้วย ประวัติการรบมีมากมายนับไม่ถ้วน ต่อไปนี้ คือ สรุปการรบของทหารไทยเพื่อชาวเกาหลีใต้ในสงครามเกาหลี

1.  North to Pyongyang, South to Sangju: 28 November 1950 to 8 March 1951, under the operational control of 187th US Airborne Regimental Combat Team and later 5 the US Cavalry Regiment.

เคลื่อน ที่ขึ้นเหนือสู่กรุงเปียงยาง และร่นถอยลงใต้สู่เมืองซังจู ระหว่าง 28 พฤศจิกายน 2493 จนถึง 8 มีนาคม 2494 โดยปฏิบัติการรบภายใต้การควบคุมทางยุทธการของ กรมผสมส่งทางอากาศที่ 187 ของสหรัฐฯ และต่อมาภายใต้ กรมทหารม้าที่ 5 ของสหรัฐฯ

2.  Advance to the Hwachon Reservoir: 26 March to 10 April 1951, started to commit into combat as one battalion of the 8th US Cavalry Regiment, 1st US Cavalry Division.  The first KIA occured in early April 1951 the Thai Battalion finally went into combat in the hills south of the Hwachon Reservoir and lost its first man killed in action to sporadic Chinese fire.

ปฏิบัติ การรุกเข้าสู่พื้นที่อ่างเก็บน้ำฮวาชน ระหว่าง 26 มีนาคม 2494 จนถึง 10 เมษายน 2994 ในฐานะกองพันทหารราบ ของ กรมทหารม้าที่ 8 กองพลทหารม้าที่ 1 ของสหรัฐฯ ไทยประสบการสูญเสียทหารจากการรบเป็นครั้งแรก ตอนต้นเดือนเมษายน 2494 เมื่อกองพันทหารไทยเข้าสู่การรบอย่างเต็มตัว เป็นครั้งแรกในพื้นที่ภูเขาทางตอนใต้ของอ่างเก็บน้ำฮวาชน

On 26 March 1951, Thai Battaliaon was ordered to be attached to 8th Cavalry Regiment, 1st US Armored Division, around Chuncheon, and become the 4th Battalion of the 8th Regiment, and given a name of “Scrappy Gold.”  During the offensive operation between 3 to 10 April 1951, Thai Battalion could sustain and endure in prolonged combat and attack and occupied all targets assigned by the 8th Regiment, so it was honored as one unit of 1st US Armored Division, and allowed to wear its badge.

กองพัน ทหารไทย ได้รับคำสั่ง เมื่อ 26 มีนาคม 2494 ให้ไปขึ้นสมทบกับ กรมทหารม้าที่ 8 กองพลทหารม้าที่ 1 ของสหรัฐฯ บริเวณเมืองชุนชอน ซึ่งต่อมาได้ถูกบรรจุเป็นกองพันที่ 4 ของกรมทหารม้าที่ 8 และ ได้รับนามหน่วยว่า สแคร็ปปี้โกลด์  ในระหว่างการปฏิบัติการรบด้วยวิธีรุกอย่างยาวนานนั้น กองพันทหารไทยทำการรบอย่างต่อเนื่องอดทน และสามารถรุกเข้ายึดเป้าหมายได้ทุกเป้าหมายตามที่ กรมทหารม้าที่ 8 มอบให้ จนได้รับเกียรติให้เป็นหน่วยหนึ่งของกองพลทหารม้าที่ 1 ของสหรัฐฯ และสามารถประดับเครื่องหมายประจำหน่วยของกองพลได้

3. Action in the Western Sector: 11 April to 16 July 1951, now having a privilege to wear the 1st US Cavalry Division insignia, there were many battles.

การปฏิบัติในสนามรบด้านตะวันออก ระหว่าง 11 เมษายน ถึง 16 กรกฎาคม 2494 ในฐานะหน่วยหนึ่งของกองพลทหารม้าที่ 1 ของสหรัฐฯ

4. Patrolling Clashes: 16 July to 18 November 1951, being a reserve for two weeks then back to the front line around Sammyochon, northwest of Yonchon, aggressive “routine patrolling” in forces, “Outpost Eerie.”

การลาด ตระเวนด้วยกำลัง ระหว่าง 16 กรกฎาคม ถึง 18 พฤศจิกายน 2494 หลังจากเป็นกองหนุน ได้สองสัปดาห์ กองพันทหารไทย ถูกส่งกลับเข้าสู่สนามรบในแนวหน้า บริเวณ ตำบล ซัมมิวชน ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองยนชอน ภารกิจของทหารไทย คือ การลาดตระเวนด้วยกำลัง และการป้องกันจุดตรวจ หรือจุดระวังป้องกันในแนวหน้า ซึ่งต้องปฏิบัติเป็นประจำ และภารกิจนี้มักมอบให้กับทหารไทย ซึ่งสามารถจัดกำลังออกลาดตระเวนได้อย่างเหมาะสม

5.  Change of Attachment: 19 November1951 to 22 October 1952, placed under the 3rd US Division, then later under 9th US Regiment of the 2nd US Division, taking front line to strengthen the main defensive positions for the coming winter.

ปรับการ ขึ้นสมทบ ระหว่าง 19 พฤศจิกายน 2494 ถึง 22 ตุลาคม 2495 กองพันทหารไทยขึ้นสมทบกับกองพลที่ 3 ของสหรัฐฯ และต่อมากับ กรมทหารราบที่ 9 กองพลทหารราบที่ 2 ของสหรัฐฯ โดยวางกำลังในแนวหน้าของสนามรบ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับที่มั่นแนวตั้งรับสำหรับฤดูหนาวที่กำลัง มาเยือน


6. The Battle of Porkchop Hill:31 October to 11 November 1952, numerous battles struggling for the control of key and dominant outpost hills along the front line while having a truce talk at Panmunjeom.  One of the most typical hill battle contests was waged at Porkchop Hill then held by soldiers of the Thai Battalion, resisting and winning the attack by the Chinese Communist Forces.   For this gallant fighting at the Battle of Porkchop Hill alone, the Thais received one Legion of Merit, 12 Silver Stars, and 26 Bronze Stars, and they were further  honored with the name “Little Tigers,” meant the small soldiers fighting like ferocious tigers, given by General James A. Van Fleet, the commander of the 8th US Army.

การรบ ณ เนินเขาพอร์คช็อป ระหว่าง 31 ตุลาคม ถึง 11 พฤศจิกายน 2495 การรบในช่วงนี้เป็นการสู้รบเพื่อแย่งยึดการควบคุมเนินเขาสำคัญและพื้นที่ได้ เปรียบทางการรบตามแนวหน้าการเผชิญกำลัง ในระหว่างที่มีการประชุมเจรจาเพื่อหยุดยิงที่หมู่บ้านปันมุนจอม การรบที่สำคัญอันหนึ่งคือ การสู้รบเพื่อแย่งยึดการควบคุมเนินเขาพอร์คช็อป ซึ่งขณะนั้นยึดครองโดยกำลังทหารไทย ที่ต้องต้านทานการรุกของกำลังทหารจีนและทหารไทยประสบชัยชนะ  ทำให้ทหารไทยได้รับเหรียญกล้าหาญ โดยเฉพาะสำหรับการรบ ณ เนินเขาพอร์คช็อบ เพียงสนามรบเดียว ถึง 39 เหรียญ นอกจากนี้ ทหารไทยยังได้รับเกียรติเพิ่มเติม ด้วยสมญานามว่า พยัคฆ์น้อย จาก พลเอก เจมส์ เอ แวน ฟลีท ผู้บัญชาการกองทัพที่ 8 ของสหรัฐฯ พยัคฆ์น้อย หมายถึง ทหารร่างเล็กที่สู้เหมือนเสือ


During the period from 31 October through 11 November 1952, in an-all out effort to capture Porkchop Hill, the Chinese Communist Forces attempted 5 times, first two to probe the defense strength and last three to take the hill, but all were resulted in vain on account of the gallant stand of the heroic Thailand troops

การรบใน ช่วง 31 ตุลาคม ถึง 11 พฤศจิกายน 2495 ด้วยความมุ่งมั่นที่จะยึดเนินเขาพอร์คช็อป กองกำลังทหารจีน ได้เข้าโจมตีที่มั่นของทหารไทย 5 ครั้ง โดย 2 ครั้งแรก เพื่อทดสอบกำลังตั้งรับ และ 3 ครั้งสุดท้ายเพื่อยึดเนินเขาดังกล่าวให้ได้ แต่ทั้ง 5 ครั้งต้องล้มเหลวอันเนื่องมาจาก การต่อสู้อย่างกล้าหาญและยอมตายของทหารไทย

The Thailanders won the fighting, over the overwhelming number of Chinese forces, not simply by the superior weight of friendly air and artillery power, but because the Thai infantry, man for man in the hand-to-hand fighting, out-gamed the Chinese Communist infantrymen at Porkchop Hill.

สาเหตุ ที่ทหารไทยชนะการสู้รบดังกล่าวต่อทหารจีน ซึ่งมีกำลังมากกว่าอย่างมากมายนั้น  มิใช่ด้วยอำนาจการยิงสนับสนุนของกำลังฝ่ายพันธมิตรและปืนใหญ่ แต่เนื่องจาก ณ เนินเขาพอร์คช็อบในวันนั้น ทหารราบของไทย คนต่อคน ต่อสู้ด้วยมือต่อมือ เหนือกว่าทหารราบของจีน

7. Winter Lull: 11 November 1952 to 28 February 1953, still under 9th US Infantry Regiment.

การรบใน ช่วงฤดูหนาว ระหว่าง 11 พฤศจิกายน 2495 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2496 กองพันทหารไทย ยังคงขึ้นสมทบกับ กรมทหารราบที่ 9 ของสหรัฐฯ

8. The Last Spring: March to June 1953, spent most time in training and as 9th US Corps reserve, then relocated to Kyo-dong, west of Uncheon on 4 May.

ฤดูใบไม้ ผลิสุดท้าย ระหว่าง มีนาคม ถึง มิถุนายน 2496 กองพันทหารไทย ใช้เวลาส่วนใหญ่กับการฝึก และเป็นกองหนุนของ กองทัพน้อยที่ 9 ของสหรัฐฯ ต่อมาทหารไทยได้ย้ายที่ตั้งหน่วยไปอยู่ที่หมู่บ้านคิวดง ทางตะวันตกของเมืองอุนชอน เมื่อ 4 พฤษภาคม 2496

9. The Battle in the vicinity of Boomerang: 14 to 27 July 1953, northwest of Kumhwa, still under 9th Regiment.

การรบใน พื้นที่บูมเมอแรง ระหว่าง 14 ถึง 17 กรกฎาคม 2496 ทหารไทยยังคงขึ้นสมทบกับ กรมทหารราบที่ 9 และปฏิบัติการรบในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองคึมฮวา จนกระทั่งการหยุดยิงทางทหารเมื่อ 27 กรกฎาคม 2496

10. Post-Armistice: 28 July 1953 to 23 June 1972.    The Little Tigers had stood alert, working long, hard hours in the preparation of new defensive positions, and guarding against any further possible outbreak of war.  In September 1954, the Little Tigers were detached from the 2nd Division and placed under the 7th US Division control, until leaving ROK in on 23 June 1972.  The Thai Battalion was reduced to Thai Company from July 1956.  They stationed at Uncheon from 1954 to 1970 before moved to station in Uijongbu during the last two years.

หลังการ หยุดยิงทางทหาร ระหว่าง 28 กรกฎาคม 2496 ถึง 23 มิถุนายน 2515 ทหารไทย ภายใต้สมญานาม พยัคฆ์น้อย ยังคงทำงานหนัก เพื่อเตรียมที่มั่นตั้งรับ และพร้อมตลอดเวลาเพื่อป้องกันมิให้เกิดสงครามเกาหลีขึ้นอีกครั้ง   เมื่อ กันยายน 2497 กองกำลังทหารไทย ปรับไปขึ้นสมทบกับ กองพลทหารราบที่ 7 ของสหรัฐฯ จนกระทั่งจบสิ้นภารกิจและเดินทางออกจากเกาหลีใต้กลับประเทศไทยเมื่อ 23 มิถุนายน 2515 กองกำลังทหารไทย ปรับลดกำลังจาก กองพันทหารราบ เป็นกองร้อยทหารราบ ตั้งแต่ กรกฎาคม 2499  ทั้งนี้ กำลังทหารไทย ตั้งอยู่ ณ เมืองอุนชอน ตั้งแต่ปี 2497 จนถึงปี 2513 ก่อนที่จะย้ายไปตั้ง ณ เมืองอุยจองบู ใน สองปีสุดท้าย

Finally, It is more appropriate to conclude this story by pointing out what Thai Soldiers remember most.  First is being cold, second the confusion, third the Americans, and finally the Koreans.  These words are taken from the book, “ Their Wars For Korea,” by Allan R. Millett.

ตอนสุด ท้ายของประวัติการรบนี้ จะขอกล่าวถึง สิ่งที่ทหารไทยจดจำได้ หรือ มีความประทับใจ มากที่สุด ประการแรก ความหนาว ประการที่สอง ความสับสน ประการที่สาม อเมริกัน และประการที่สี่ คนเกาหลี   คำกล่าวของทหารผ่านศึกของไทยในสงครามเกาหลีต่อไปนี้ คัดลอกมาจากหนังสือ “สงครามสำหรับเกาหลีของพวกเขา” เขียนโดย อัลแลน อาร์ มิลเลท์

What the Thais remember most is “being cold.  The different in Temperature between Thailand and ROK in Winter is normally about 40 degree Celcius.  This is not accounted for wind, and especially the war and loneliness.

สิ่งที่ ทหารไทยจำได้มากที่สุดคือความหนาว ความแตกต่างของความร้อนในไทย กับ ความหนาวในเกาหลีมีสูงถึง 40 ถึง 50 องศา ซึ่งความหนาวนี้ยังไม่รวมถึง ความหนาวที่เกิดจากแรงลม การรบ และความเหงา  ทหารไทยหลายคนถึงกับรำพึงว่า แม้แต่แสงแดดในเกาหลียังหนาว

General Surapol Tonpreecha, who was a platoon leader during the Korean War in 1950, remember that winter vividly.  He said in Bangkok in1998, “We Thais had no experience with such harsh cold.  Our wool American uniform, even when cut down for our small body, were too heavy, too cold when wet.  We could hardly stand up, let alone walk.  We didn’t have adequate cold weather clothing until we developed our own later in the war.”

พลเอกสุ รพล ต้นปรีชา นายทหารเกษียณราชการ ซึ่งเป็นผู้บังคับหมวดทหารราบในระหว่างสงครามเกาหลีเมื่อปี 2493 จำฤดูหนาวในปีนั้นได้อย่างแจ่มชัด  พลเอกสุรพล กล่าวที่กรุงเทพ เมื่อ ปี 2541 ว่า “พวกเราคนไทย ไม่เคยมีประสบการณ์กับความหนาวอย่างรุนแรงเช่นนี้มาก่อน เครื่องแบบที่ทำจากผ้าวูลของอเมริกันของเรา แม้ว่าถูกตัดให้เหมาะกับร่างกายเล็กๆ ของเราแล้ว แต่ก็หนักเกินไป และหนาวเกินไปเมื่อเปียก  เราแม้แต่จะยืนขึ้นยังยาก คงไม่ต้องพูดถึงเดิน  พวกเราไม่มีเสื้อผ้ากันหนาว ที่เหมาะสม จนกระทั่งเราสามารถพัฒนาของเราขึ้นเองได้ในภายหลังในระหว่างสงคราม”

General Surapol also remembered that the Thais were as confused as the Americans about the massive Chinese offensive against the 8th Army.  Thai Forces were in Pyeongyang less than 10 days when they ordered to retreat.  He said, “In total confusion we retreated south with the Americans to Suwon, which we reached on December 14.  We wondered what we had gotten into.”

นอกจาก นี้ พลเอกสุรพล ก็ยังคงจำได้ว่า ทหารไทย สับสน เช่นเดียวกับทหารอเมริกัน เกี่ยวกับ การรุกอย่างหนักของกองกำลังทหารจีนคอมมิวนิสต์ ต่อ กองทัพที่ 8 ของสหรัฐฯ กองกำลังทหารไทย เดินทางมาถึงกรุงเปียงยางและปฏิบัติการบได้ไม่ถึง 10 วัน ก็ถูกสั่งให้ร่นถอย  พลเอกสุรพลกล่าวว่า “ด้วยความสับสันอย่างสมบูรณ์ พวกเราร่นถอยไปทางใต้กับอเมริกัน ไปจนถึงเมืองซูวอน เมื่อ 14 ธันวาคม พวกเราประหลาดใจว่า เราได้เข้าไปเจออะไรกันแน่” 

Thais also remember the fighting in many battles, but what they remember most is the fighting with the American soldiers, and the American food which was so foreign to them.  Major General Prayoon Nootkan-janakool, who commanded the Thai Battalion in 1951, shared his experience by saying in 1998,

ทหารไทย สามารถจำการรบต่างๆได้ แต่ที่ประทับใจมากที่สุดคือการร่วมรบกับทหารอเมริกัน (ซึ่งทำให้ความเป็นมิตรระหว่างทหารอเมริกันกับทหารไทยเจริญมาได้จนทุก วันนี้) และอาหารอเมริกัน ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากอาหารไทย  พล ตรีประยูร นุตกาญจนกุล นายทหารเกษียณราชการ ซึ่งเป็นผู้บังคับกองพันทหารไทย เมื่อปี 2494 ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ที่กรุงเทพ เมื่อปี 2541 ว่า

“… We got to enjoy US Army food prepared in kitchens and carried in insulated containers to our positions.  Whenever we got a really good meal – ice-cream, steaks, real eggs – we knew someone wanted us to attack a tough position, usually with a night combat patrol.  Senior American officers would visit the battalion when an operation was about to begin.  Lots of smiles, lots of handshakes.  The more VIPs, the more handshakes, the more dangerous the mission.”   

“... พวกเราได้มีโอกาสเพลิดเพลินกับอาหารของทหารบกอเมริกัน ซึ่งจัดเตรียมในครัวและขนส่งในภาชนะกันความร้อนไปให้พวกเราที่ฐานปฏิบัติการ ในแนวหน้า  เมื่อไรก็ตามที่พวกเราได้รับอาหารที่ดีจริงๆ เช่น ไอศกรีม สะเตก ไข่แท้ๆ เป็นต้น พวกเราจะรู้ทันทีว่า บางคนต้องการให้พวกเรารุกโจมตีที่หมายยากลำบาก ซึ่งปกติมักจะประกอบด้วยการลาดตระเวนรบในเวลากลางคืน  นายทหารอเมริกันระดับสูง หลายคน จะมาเยี่ยมกองพันทหารไทย ก่อนที่จะมีการปฏิบัติการ  มีรอยยิ้มและการจับมือทักทายจำนวนมาก วีไอพีมากเท่าไร จับมือกันมากเท่าไร หมายถึง ภารกิจที่อันตรายมากขึ้นเท่านั้น”

Thais especially remember the Koreans, even until today, the friendship that Thai Soldiers and Korean Civilians gave to each other.  The evidence is clearly illustrated by the figures of a Korean man and a Thai soldier on top of the monument.   “KAP CHI KAP CHI DA, Thais and Koreans, we go together.”   Thai soldiers remember what and how much hardship the Koreans received and endured during and after the war.  That is why all veterans are so glad and happy for the Koreans now, that South Korea is one of the world top advanced and prosperous country, and that Koreans are now happy and can enjoy their life, freedom and democracy.  Their sacrifice has been for nothing.

โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง จนกระทั่งวันนี้ ทหารไทยจำคนเกาหลีได้ และยังคงประทับใจคนเกาหลีและความเป็นมิตรที่ทหารไทยและคนเกาหลีมอบให้ซึ่ง กันและกัน  หลักฐานอย่างชัดเจน คือ อนุสาวรีย์ทหารไทยแห่งนี้ ซึ่งส่วนสำคัญ คือ รูปปั้นทหารไทยโอบกอดกับคนเกาหลี เพื่อช่วยกันเดินไปข้างหน้า สู่ชีวิตที่ยังมีความหวัง ไทยกับเกาหลี เราไปด้วยกัน  ทหารไทยจำได้ว่าคนเกาหลีต้องทนทุกข์ทรมาณอย่างหนักในระหว่างและหลังสงคราม สิ่งนี้เองทำให้ทหารไทยที่เคยมาปฏิบัติภารกิจในเกาหลีใต้ ต่างรู้สึกยินดีและมีความสุขกับคนเกาหลีในปัจจุบัน  ที่ เกาหลีใต้ในวันนี้ คือ ประเทศที่ทันสมัยและรุ่งเรืองมากที่สุดประเทศหนึ่งของโลก  และที่คนเกาหลีวันนี้ มีความสุข และสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างสบาย มีเสรีภาพและประชาธิปไตย  การเสียสละของทหารเมื่อ 50 กว่าปีที่แล้ว ไม่สูญเปล่า


Finally, especially thanking notes is to the Koreans for remembering Thai soldiers. So, this story is finished when every one at the 55th Commemorating Ceremony saying,  “TO THE THAI SOLDIERS, WE WILL REMEMBER THEM.”

สุดท้าย นี้ ขอส่งความขอบคุณต่อชาวเกาหลีทุกคนที่ยังคงระลึกถึงทหารไทย และประวัติการรบนี้ ขอจบด้วยทุกท่านในพิธีครบรอบ 55 ปีของทหารไทยในสงครามเกาหลี ร่วมกันกล่าวว่า ถึงทหารไทยทุกคน เราจะระลึกถึงท่านตลอดไป

http://www.rta-seoul.com/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1/C%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B5.html

 

 


 

เพลงประกอบจากภาพยนต์เรื่องอารีดังซึ่งออกฉายในปี 2523 ครับ

เพลงอารีดัง หรืออารีรัง

เสียงครวญจากทหารไทย

เสียงครวญจากเกาหลี

Last Updated on Thursday, 08 July 2010 04:16
 

Comments  

 
+6 #1 coffeemix 2010-06-24 15:16
ใครอยากฟังเพลงอ ารีดัง ที่ขับร้องโดยคุ ณสมศรี มุ่งศรเขียวหลัง ไมค์มาได้นะครับ
 
 
0 #2 skyman 2010-06-24 16:31
ผมลองไป serach ในยูทูป เจอเพลงรุ่นที่ต ัดมาจากหนังเลยค รับป๋า

เพลงเพราะมากเลย นะครับ
 
 
0 #3 skyman 2010-06-24 16:33
หนังสมัยปี 2523 ผมยังไม่กลายเป็ นวุ้นด้วยซ้ำเลย นะเนี๊ย
 
 
0 #4 coffeemix 2010-06-24 16:38
ผมมีเป็น MP3 ครับ remaster มาจากแผ่นเสียง !!!
 
 
0 #5 skyman 2010-06-24 16:44
งั้นจัดมา ๆ ๆ
 
 
0 #6 fighter 2010-06-24 16:51
คุณปู่ของผมก็เป ็นหนึ่งในทหารที ่ไปรบครับ ตอนที่ไปถ้าจำไม ่ผิดน่าจะยศพันโ ทครับ
 
 
0 #7 coffeemix 2010-06-24 18:40
And on 27 November 1950, Thailand suffered the first kill casualty, one of 132 deaths during the three years war.

ประเทศ ไทยสูญเสียชีวิต ทหารคนแรก เมื่อ 27 พฤศจิกายน 2493 นับเป็นหนึ่งใน 124 ทหารไทยที่เสียส ละชีวิตในสงคราม เกาหลี ซึ่งยาวนาน 3 ปี กับ 1 เดือน (หลังจากการลงนา มข้อตกลงหยุดยิง ทางทหารเมื่อ 27 กรกฎาคม 2496 จนถึง 23 มิถุนายน 2515 มีทหารไทยเสียชี วิตเพิ่มอีก 12 คน รวมเป็น 136 คน)

งงกับตัวเลขผู้เ สียชีวิตครับ
 
 
+1 #8 skyman 2010-06-24 19:17
Quoting coffeemix:
And on 27 November 1950, Thailand suffered the first kill casualty, one of 132 deaths during the three years war.

ประเทศ ไทยสูญเสียชีวิต ทหารคนแรก เมื่อ 27 พฤศจิกายน 2493 นับเป็นหนึ่งใน 124 ทหารไทยที่เสียส ละชีวิตในสงคราม เกาหลี ซึ่งยาวนาน 3 ปี กับ 1 เดือน (หลังจากการลงนา มข้อตกลงหยุดยิง ทางทหารเมื่อ 27 กรกฎาคม 2496 จนถึง 23 มิถุนายน 2515 มีทหารไทยเสียชี วิตเพิ่มอีก 12 คน รวมเป็น 136 คน)

งงกับตัวเลขผู้เ สียชีวิตครับ


ผมก็งงครับ เพราะนับตัวเลขท หารไทยที่เสียชี วิตในแผ่นจารึกต รงอนุเสาวรีย์ทห ารไทยที่เกาหลีท ี่มีคนไปถ่ายมาก ็จะได้แค่ 115 คน ส่วนในเว็บ 60 ปีสงครามเกาหลีข องรัฐบาลเกาหลีบ อกว่าเสียชีวิต 129 สูญหาย 5 รวมเป็น 134 คน
 
 
+2 #9 PhantomIntheSky 2010-09-05 07:59
Quoting coffeemix:
ใครอยากฟังเพลงอ ารีดัง ที่ขับร้องโดยคุ ณสมศรี มุ่งศรเขียวหลัง ไมค์มาได้นะครับ

......
ผมเคยได้ยินแต่เ สียงของคุณสมศรี ม่วงศรเขียว น่ะครับ ... มีอีกคนนึงเหรอค รับ อิอิอิ ( ล้อเล่นนะ )
 

สมาชิกเท่านั้นจึงสามารถแสดงความเห็นได้ โปรดสมัครสมาชิกหรือติดต่อผู้ดูแลระบบ
Only registered user is able to comment. Please register or contact administrator.

Who's Online

We have 92 guests online

Comment ล่าสุด

  • ชอบรูปคอบร้าติด จรวดเต็มยศแบบนี ้จริงๆ
  • ดีทุกอย่างครับ แต่ขอติอย่างเดี ยวครับ เรื่องระบบจุ...
  • m-113 ในภาพเดียวกับที ่มีฮัมวี่เป็นเว อร์ชั่น (var...
  • เป็นการจัดซื้อท ี่คุ้มค่าที่สุด โครงการหนึ่งของ ทอ...
  • นอกเหนือจากต้อง การปรับปรุงให้ม ีความทันสมัยมาก ขึ...

ข้อมูลของผู้ใช้



QR Code for TAF

TAF Social Network



ทุกท่านสามารถติดตาม
ThaiArmedForce.com
ใน Social Network ได้ที่


กด Like TAF ใน Facebook ได้ที่นี่

Follow TAF ใน Twitter ได้ที่นี่

Instagram

กด Follow TAF ใน Foursuare ได้ที่นี่