TAF Editorial #2 - การปลดประจำการเรือเหาะ A40D Sky Dragon บทเรียนที่สำคัญของการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ไทย


Aeros A40D Sky Dargon (ภาพจาก Aria International)

กองทัพบกปลดประจำการเรือเหาะ Aeros A40D Sky Dargon แล้ว หลังประสบปัญหาอย่างต่อเนื่องและยังไม่สามารถปฏิบัติงานได้ตั้งแต่ซื้อมา

กองทัพบกจัดซื้อเรือเหาะ A40D Sky Dargon เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาในราคา 350 ล้านบาท พร้อมกล้องถ่ายภาพความละเอียดสูง 2 ชุด รถควบคุมเคลื่อน ระบบสื่อสาร และระบบแสดงผล เพื่อนำมาใช้ในภารกิจตรวจการณ์และลาดตระเวนในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้ เพื่อทำให้ศูนย์บัญชาการสามารถเห็นภาพได้ในเวลาจริง แต่ที่ผ่านมากลับมีข่าวเกี่ยวกับปัญหาของเรือเหาะรุ่นนี้มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งคุณภาพการผลิตที่พบการรั่วไหลของก๊าซ ฮีเลี่ยมที่มีราคาสูงและมีปริมาณลดลง ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการที่เชื่อว่าสูงถึงเกือบ 2 แสนบาทต่อเที่ยวบินหรือใกล้เคียงกับเครื่องบินขับไล่ ทั้งหมดนี้่ทำให้เรือเหาะยังไม่สามารถทำการบินได้สูงเกินกว่า 1 กิโลเมตร ทั้งที่ตามสเปคแล้วเรือเหาะต้องทำการบินได้สูง 3 กิโลเมตร และปัญหาอื่น ๆ อีกเป็นจำนวนมาก TAF Editorial ในตอนนี้ จึงขอรวบรวมปัญหา ข้อคิดเห็น รวมถึงความเห็นในเรื่องแนวทางการแก้ไขของคณะทำงาน ThaiArmedForce.com

Aeros A40D Sky Dargon มีความยาว 46.6 เมตร ทำความเร็วสูงสุดได้ 82 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความสูงสูงสุดที่ปฏิบัติการได้คือ 3,048 เมตร (10,000 ฟุต) อยู่บนอากาศได้นานที่สุด 24 ชั่วโมง และถ้าบินเดินทางด้วยความเร็วสูงสุดมีพิสัยปฏิบัติการ 563 กิโลเมตร ระยะเวลาบิน 6.5 ชั่วโมง ตัวเรือเหาะใช้เครื่องยนต์ Continental IO-240B ซึ่งมีใบพัดแบบ 3 กลีบ 2 ชุดที่ออกแบบมาให้ลดเสียงดัง สามารถทำการบินด้วยนักบินคนเดียวได้ และมีห้องโดยสารที่จุผู้โดยสารได้ 4 - 5 คน

คณะทำงาน TAF ได้เคยตรวจสอบข้อมูลจากฐานข้อมูลทางการบินเมื่อหลายปีก่อน พบว่าเลขทะเบียนการผลิต (Manufacturing Serial Number:MSN) ของเรือเหาะที่กองทัพบกจัดซื้อนั้นเป็น 21 ซึ่งตรงกับเรือเหาะลำต้นแบบ (Prototype) ที่บริษัทผู้ผลิตคือ Aeros ผลิตขึ้นเพื่อบินทดสอบในการขอรับใบอนุญาตจาก FAA ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับการบินของสหรัฐ ก่อนจะเลิกใช้งานและนำมาขายให้กับกองทัพบกไทย

นอกจากนั้น เรือเหาะยังเคยประสบอุบัติเหตุตกเมื่อเดือนธันวาคม 2555 ที่ผ่านมาระหว่างการลงพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้ของนายกรัฐมนตรีจนต้องงดบินอยู่นาน แต่หลังจากนั้นมีการประเมินกันว่าค่าใช้จ่ายในการซ่อมอาจสูงถึง 20 ล้านบาท และบริษัทผู้ผลิตก็ไม่รับรองว่าเรือเหาะจะกลับมาปฏิบัติงานได้เหมือนเดิม กองทัพบกจึงตัดสินใจปลดประจำการเรือเหาะดังกล่าวลง โดยแหล่งข่าวกล่าวว่า คำสั่งปลดประจำการออกตั้งแต่เดือนมิถุยายน 2556 แล้ว

แม้ว่าการใช้เรือเหาะจะมีการใช้งานอยู่ในหลายประเทศทั้งในอัฟกานิสถานและอิรัก รวมถึงการใช้งานเพื่อการตรวจการณ์ตามแนวชายแดน โดยจะใช้ในการรวบรวมข่าวกรอง และติดตามสังเกตุการณ์ได้ในเวลานาน ๆ และบินได้นานกว่า UAV หรืออากาศยานไร้คนขับค่อนข้างมาก  แต่แทบทั้งหมดเป็นระบบเรือเหาะไร้คนขับ ซึ่งต่างจากเรือเหาะของกองทัพบกที่เป็นระบบเรือเหาะที่มีคนขับ เพราะปรับปรุงมาจากเรือเหาะเพื่อการท่องเที่ยว

ทั้งนี้สถานการณ์อิรักและอัฟกานิสถานเป็นสถานการณ์ที่ค่อนข้างแตกต่างจากภาคใต้ของเรา เพราะภูมิประเทศของสามจังหวัดชายแดนใต้นั้นเป็นป่าทึบซึ่งแตกต่างจากตะวันออกกลางที่จะเป็นทะเลทรายที่เปิดโล่ง อีกทั้งการก่อเหตุของผู้ก่อเหตุในสามจังหวัดภาคใต้ก็แตกต่างจากในตะวันออกกลางที่มีการใช้เรือเหาะกันแพร่หลาย กล่าวคือผู้ก่อเหตุในภาคใต้เป็นลักษณะของทหารบ้านที่ไม่ได้รวมกับเป็นกลุ่มก้อนอยู่ตามฐานทัพที่เป็นหลักแหล่งเหมือนในตะวันออกกลาง อีกทั้งลักษณะของการก่อเหตุในภาคใต้เกิดขึ้นในเวลาเพียงไม่กี่นาที หรือเกิดขึ้นด้วยกลุ่มคนขนาดเล็กที่ใช้การซุ่มโจมตีซึ่งก็ใช้เวลาไม่นาน ส่วนการก่อเหตุในพื้นที่ในเมืองก็มักจะเป็นการวางระเบิดซึ่งคนทำอาจจะเป็นแค่คนหรือสองคนที่เราแทบจะแยกไม่ออกจากระบบตรวจการณ์ว่าคนไหนคือมือระเบิดถ้าไม่มีการข่าวรองรับก่อน และแม้ว่าตัวเรือเหาะจะมีระบบตรวจจับที่ดีทั้งกลางวันและกลางคืน แม้แต่พื้นที่ในเมืองที่เรือเหาะน่าจะมีประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานสูงสุด ก็ไม่แน่ใจว่าจะทำให้ประสิทธิภาพในการตรวจการเพิ่มขึ้นมากขนาดไหน และคุ้มค่ากับการใช้งานเรือเหาะหรือไม่

ที่สำคัญที่สุดคือ การใช้ระบบที่มีคน ก็ต้องเอาข้อจำกัดของคนเข้าไปใส่ด้วย คนต้องทานอาหาร ต้องเข้าห้องน้ำ มีเหนื่อยล้าบ้าง ซึ่งจะทำให้ระยะเวลาที่จะปฏิบัติการในอากาศลดลงค่อนข้างมาก

ตรงนี้ ThaiArmedForce.com ชื่นชมกองทัพบกและผู้บัญชาการทหารบก ที่กล้าที่จะดำเนินการปลดประจำการเรือเหาะลำนี้เพื่อจำกัดความเสียหายที่เกิดขึ้น ต่างจากโครงการอื่น ๆ หลายโครงการของหลาย ๆ หน่วยงาน ที่แม้จะมีความผิดพลาดในการจัดซื้อหรือใช้งาน แต่ก็ยังจำใจใช้งานต่อไป เพียงเพราะกลัวว่าผู้อนุมัติจะเสียหน้า ซึ่งผลลัพธ์กลับจะทำให้ความเสียหายยิ่งมากขึ้น ดังนั้นการตัดสินใจนี้ของกองทัพบก จึงถือเป็นการตัดสินใจที่น่าชื่นชม

แต่ทั้งนี้ ThaiArmedForce.com คิดว่า เราคงต้องกลับมาทบทวนการดำเนินการจัดหายุทโธปกรณ์ในลักษณะนี้ว่า ต้องมีการปรับปรุงแก้ไขอะไรบ้าง เพราะแม้ว่าเรือเหาะนี้จะไม่ได้สร้างความเสียหายมากเท่ากับเครื่องตรวจมวลสาร GT-200 ที่มีความเสียหายในวงกว้างจำนวนกว่าพันล้านบาท แต่ก็มีความเสียหายถึงสามประเด็นก็คือ

1. งบประมาณในการจัดซื้อเรือเหาะ 350 ล้านบาท รวมถึงงบซ่อมบำรุงที่ใช้จ่ายไปแล้ว 50 ล้านบาทนั้น ถือว่าเป็นจำนวนที่มาก ทั้งที่เรือเหาะลำนี้ยังไม่เคยออกปฏิบัติงานจริงเลย

2. กระบวนการการจัดซื้อและการทดสอบนั้นมีความน่าเชื่อถือหรือไม่ เพราะแม้กองทัพจะมีระบบกมย. หรือคณะกรรมการมาตรฐานยุทโธปกรณ์ ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นเพื่อทำการตรวจสอบและรับรองมาตราฐานยุทโธปกรณ์ที่จะนำมาใช้ในกองทัพก่อนเสมอ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ดี แต่ที่ผ่านมา ขั้นตอนที่ถูกต้องเหล่านี้มักจะถูกละเลยโดยผู้มีอำนาจเสมอ

3. ประเด็นนี้สร้างความเสียหายให้กับความน่าเชื่อถือของกองทัพบกค่อนข้างมาก และนำมาสู่ข้อครหาจากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการที่ ThaiArmedForce.com รับทราบมาทั้งโดยตรงและทางอ้อม กำลังผลของกองทัพบกจำนวนมากก็ไม่เห็นด้วยที่จะจัดหาเรือเหาะแบบนี้มาตั้งแต่ต้น

ในการดำเนินการต่อไป ThaiArmedForce.com มีความเห็นว่า กองทัพบกควรเรียกร้องให้บริษัทผู้ผลิตชดเชยความเสียหายให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเรียกร้องได้ และหาทางใช้ประโยชน์จากกล้องความละเอียดสูงจำนวน 2 ชุด และระบบสื่อสารต่าง ๆ เพื่อทำให้งบประมาณทีใช้ไปแล้วเกิดประโยชน์สูงสุด โดยอาจศึกษาการติดต่อกล้องบนเฮลิคอปเตอร์หรืออากาศยานแบบอื่น ซึ่งน่าจะได้ประโยชน์มากกว่า

และเหตุการณ์นี้น่าจะเป็นบทเรียนที่สำคัญให้กับกองทัพบก รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติทั้งหมดตั้งแต่ต้นทั้งในและนอกกองทัพบก เราไม่ควรใช้วิกฤตภาคใต้เป็นโอกาสในการจัดซื้อยุทธโธปกรณ์แบบเร่งด่วนจนข้ามกระบวนการที่ถูกต้องไป ความล่าช้าในระบบราชการนั้นแม้จะมีจริง ทางแก้ปัญหาก็คือเร่งรัดกระบวนการไม่ใช่ก้าวข้ามหรือให้บุคคลอื่นเข้ามามีอำนาจเหนือกระบวนการ เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต และเพื่อไม่ให้กำลังพลผู้ปฏิบัติงานเสี่ยงโดยไม่จำเป็นกับยุทธโธปกรณ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน

2017  ThaiArmedForce.com   globbersthemes joomla templates