TAF Editorial #4 - คราบน้ำมันบนอ่าวพร้าว โอกาสในการพัฒนาที่ควรคว้าไว้


ภาพจาก http://www.pttgc-oilspill.com/Blog/Media/1070

สถานการณ์การรั่วไหลของน้ำมันจากท่อส่งของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด หรือ PTTGC ได้ส่งผลกระทบที่ร้ายแรงต่อประเทศไทย แม้ว่าการรั่วไหลของน้ำมันนั้นจะไม่ได้มากเท่ากรณีการรั่วไหลของน้ำมันหลาย ๆ กรณีทั่วโลก แต่ภาพที่คราบน้ำมันจำนวนมากที่พัดขึ้นชายหาดอ่าวพร้าวจนเปลี่ยนชายหาดที่สวยที่สุดหาดหนึ่งในทะเลตะวันออกให้กลายเป็นสีดำของมลพิษ ซึ่งเชื่อว่าเป็นภาพที่น่าสะเทือนใจของคนไทยจำนวนมาก

แม้ว่าสถานการณ์ของคราบน้ำมันจะคลี่คลายลงไปแล้วด้วยความร่วมแรงร่วมใจจากทุกฝ่าย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับหลาย ๆ หน่วยงานของไทย โดยเฉพาะ PTTGC และกองทัพ

แน่นอนว่า PTTGC จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในฐานะที่เป็นต้นเหตุแห่งปัญหา แต่ทำไมกองทัพจะต้องร่วมแสดงบทบาทด้วย?

ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมัน พ.ศ. 2547 ข้อ 6 กำหนดว่า

"ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า ”คณะกรรมการป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมัน”  เรียกโดยย่อว่า “กปน.”  ประกอบด้วย   รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานกรรมการ  ปลัดกระทรวงคมนาคม  เป็นรองประธานกรรมการ  อธิบดีกรมศุลกากร  อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย  อธิบดีกรมการขนส่งทางอากาศ  อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ   อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง  อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา เจ้ากรมยุทธการทหารบก  เจ้ากรมยุทธการทหารเรือ  เจ้ากรมยุทธการทหารอากาศ   เจ้ากรมอุทกศาสตร์  ผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ผู้แทนกระทรวงมหาดไทย ผู้แทนสํานักงานตํารวจแห่งชาติ  ผู้แทนกรมบัญชีกลาง  ผู้แทนกรุงเทพมหานคร  ผู้แทนการท่าเรือแห่งประเทศไทย  ผู้แทนบริษัท กสท โทรคมนาคม จํากัด (มหาชน)  นายกสมาคมอนุรักษ์สภาพแวดล้อมของกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันหรือผู้แทน เป็นกรรมการ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีกไม่เกินหกคนซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมแต่งตั้งจากผู้มีความรู้หรือความชํานาญเกี่ยวกับนํ้ามัน การเศรษฐกิจ กฎหมาย  องค์การระหว่างประเทศ  การสื่อสารมวลชน  ประชาสัมพันธ์  หรือสิ่งแวดล้อม

ให้อธิบดีกรมการขนส่งทางนํ้าและพาณิชยนาวีเป็นกรรมการและเลขานุการ  ผู้แทนกรมการขนส่งทางนํ้าและพาณิชยนาวี  และผู้แทนสํานักงานปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ"

โดยกปน. จะต้องมีการกําหนดนโยบายเกี่ยวกับการป้องกันและขจัดมลพิษทางนํ้าเนื่องจากนํ้ามันตามข้อ 10 วรรค 1 มีการจัดทําแผนป้องกันและขจัดมลพิษทางนํ้าเนื่องจากนํ้ามันแห่งชาติตามข้อ 10 วรรค 2

นอกจากนั้น ระเบียบในข้อ 12 ยังกำหนดหน่วยปฏิบัติที่ชัดเจนคือ

"ให้หน่วยปฏิบัติการประกอบหน่วยงานของรัฐและเอกชนดังต่อไปนี้

( 1 )  กองทัพบก

( 2 )  กองทัพเรือ

( 3 )  กองทัพอากาศ

( 4 )  กองศุลกากร

( 5 )  กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย

( 6 )  สํานักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ

( 7 )  สํานักงานปลัดกระทรวงคมนาคม

( 8 )  กรมการขนส่งทางนํ้าและพาณิชยนาวี

( 9 )  กรมการขนส่งทางอากาศ

( 10 )  กรมควบคุมมลพิษ

( 11 )  กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

( 12 )  สํานักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

( 13 )  สํานักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย

( 14 ) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

( 15 ) สํานักงานตํารวจแห่งชาติ

( 16 ) การท่าเรือแห่งประเทศไทย

( 17 ) บริษัท  กสท  โทรคมนาคม  จํากัด  (มหาชน)

( 18 ) สมาคมอนุรักษ์สภาพแวดล้อมของกลุ่มอุตสาหกรรมนํ้ามัน

( 19 ) เอกชนอื่นนอกจาก (18)"

แต่จากการรับมือที่เห็นในเหตุการณ์ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงความไม่พร้อมของหน่วยงานรัฐ แม้ว่าจะมีโครงสร้างคณะกรรมการที่ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาเฉพาะหน่วยที่เป็นเหล่าทัพแล้ว กองทัพเรือเป็นหน่วยงานที่เหมาะสม จุดที่เกิดเหตุ เพราะอย่างน้อยกองทัพเรือยังมีเรือ มีกำลังพล มีอุปกรณ์กำจัดคราบน้ำมัน แม้ว่าจะมีอย่างจำกัดก็ตาม รองลงมาอาจจะเป็นกองทัพอากาศที่มีอากาศยานลาดตระเวนหรืออากาศยานที่ติดอุปกรณ์ทิ้งน้ำดับไฟป่าที่อาจจะประยุกต์มาใช้กับการขจัดคราบน้ำมันได้

ThaiArmedForce.com เชื่อว่า อุบัติการณ์นี้เป็นสาธารณภัย ขั้นต้นคือ ต้องระดมทรัพยากรทั้งหมดเข้าระงับเหตุก่อน เพื่อจำกัดความเสียหายให้น้อยที่สุด สังคมหรือผู้เกี่ยวข้องไม่ควรและยังไม่ใช่เวลาเกี่ยงกันว่า ต้นเหตุคือใคร หรือใครคนนั้นต้องทำ เพราะหากกรณีนี้เกิดจากเรือต่างชาติล่มกลางทะเล เรียกให้ใครรับผิดชอบได้ การมุ่งขจัดปัญหาและจำกัดความเสียหายให้เร็วที่สุดจึงน่าจะเป็นทางเลือกที่ทุกฝ่ายต้องกระทำเป็นอันดับแรก

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาความพร้อมของหน่วยงานในกองทัพแล้ว จะพบว่า ในด้านความพร้อมนั้น กองทัพเรือมีเรือที่มีความสามารถในการขจัดคราบน้ำมัน 4 ลำ คือ เรือหลวงริ้น เรือหลวงรัง เรือหลวงแสมสาร และเรือหลวงแรด ทั้งนี้ ทั้งหมดเป็น Harbour Tug หรือเรือลากจูง นอกจากนั้น ยังมีเรือจากกองเรือยกพลขึ้นบกและยุทธบริการเช่น เรือหลวงมันใน เรือหลวงอ่างทอง พร้อมเรือระบายพลขนาดเล็ก พร้อมกำลังพลจากกองพลนาวิกโยธินช่วยสนับสนุน

แต่ในส่วนของความไม่พร้อมนั้น เราจะพบว่า Booming & Skimming หรือ สารเคมี ในการสลายคราบน้ำมันมีความพร้อมไม่มากนัก เครื่องมือเครืองใช้ประจำตัวของกำลังพลไม่มี เช่น หน้ากากป้องกันไอน้ำมัน ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เนื่องจากไอน้ำมันเป็นพิษต่อระบบทางเดินหายใจ นอกจากนั้น ความไม่ชำนาญในบางส่วนอาจสะท้อนให้เห็นว่าการฝึกเตรียมความพร้อมกับกำลังพลนั้นยังไม่เพียงพอ

ส่วนกองทัพอากาศนั้น เราไม่มีข้อมูลว่ากองทัพอากาศได้จัดความช่วยเหลือใดต่อสถานการณ์นี้

ในอีกด้านหนึ่ง เรามีความเห็นว่ากองทัพเรือควรพูดให้มากกว่านี้ ปัญหานี้เป็นเป็นหาที่พบเจอมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมองกลับไปยังกรณีเรือดำน้ำที่กองทัพเรือไม่พูดในเวลาที่ควรพูด สุดท้ายก็เลยกลายเป็นพระเอกที่ไร้นางเอก การเงียบมาโดยตลอดของกองทัพเรือแม้จะทำให้มึภาพเป็นสุภาพบุรุษ แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้การปฎิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ครั้งนี้ก็เช่นกัน แม้จะไม่หนักหนาเท่า แต่การที่กำลังพลของกองทัพเรือที่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถในการปกป้องท้องทะเลของไทยมีอุปกรณ์ไม่เพียงพอนั้น เราเห็นว่ากองทัพเรือควรจะกล้าที่จะของบประมาณจากทั้ง PTTGC และรัฐบาลในการจัดซื้อจัดหาเครื่องมือต่าง ๆ (เพราะรัฐบาลก็สามารถฟ้องร้องกลับไปยัง PTTGC ให้ชดใช้ให้รัฐบาลได้ภายหลัง) และยิ่งกว่านั้นถ้าเกิดปัญหาติดขัด ควรต้องกล้าที่จะประกาศว่าการที่งบประมาณที่เสนอขอไปนั้นไม่ได้รับการอนุมัติ ติดขัดที่ไหนอย่างไร เพื่อจะได้ดำเนินการแก้ไขหรือตรวจสอบ

ทั้งหมดนี้ เกี่ยวข้องโดยตรงกับสวัสดิภาพและสุขภาพของกำลังพลผู้เสียสละที่ทำงานอย่างยากลำบากในการขจัดคราบน้ำมัน ถ้าอุปกรณ์ไม่พร้อม ผู้บริหารกองทัพเรือควรจะเร่งกระตุ้นให้ PTTGC หรือรัฐบาลจัดหาอุปกรณ์ให้โดยเร็วกว่านี้

ในส่วนของโอกาสในการพัฒนากำลังทางเรือเพื่อรับมือกับสถานการณ์ในลักษณะนี้ในอนาคต เราเห็นว่า เรือสนับสนุนการปฏิบัติการทางเรือที่กองทัพเรือกำลังสั่งต่อจากบริษัท มาร์ซัน จำกัด น่าจะเป็นคำตอบหนึ่งของการรับมือทั้งสถานการณ์น้ำมันรั่วไหล หรือสถานการณ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากเรือแบบนี้สามารถปรับเปลี่ยนภารกิจได้โดยการติดตั้งโมดูลซึ่งเป็นตู็คอนเทนเนอร์บนตัวเรือ ที่จะทำให้กองทัพเรือมีเรือเพียงแบบเดียวแต่สามารถปฏิบัติภารกิจได้หลากหลาย เพิ่มความอ่อนตัวและลดความหลากหลายของแบบเรือได้เป็นอย่างดี

รวมถึงประเด็นด้านการฝึกกำลังพลที่ควรทำอย่างจริงจัง ทั้งการฝึกภาคบังคับการและการฝึกภาคสนามที่ควรจะมีการฝึกที่ออกแบบมาเพื่อสร้างความชำนาญให้กับกำลังพลอย่างแท้จริง ไม่ใช่การฝึกเชิงสาธิตเหมือนการฝึกในหลาย ๆ การฝึกที่หลายหน่วยงานดำเนินการอยู่ นี่จะช่วยสร้างทักษะที่ยั่งยืนให้กับกำลังพลที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่ เพื่อความปลอดภัยของกำลังพลเองและความเสียหายที่อาจลดลงได้ เพราะเหตุการณ์ในลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปแล้ว

แม้อาจจะมองว่าประเด็นนี้ไม่ใช่ภารกิจหลักของทั้งกองทัพเรือและกองทัพอากาศ แต่เรื่องนี้ก็เป็นหนึ่งในภารกิจของกองทัพเรือและกองทัพอากาศในฐานะหน่วยงานของรัฐที่ได้รับมอบภารกิจตามแผน เราเชื่อว่าประสบการณ์จากเหตุการณ์นี้น่าจะเป็นประสบการณ์ที่มีค่าที่จะทำให้กองทัพนำไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ในอนาคตต่อไป

สมาชิกที่สนใจพูดคุยในประเด็นนี้สามารถแลกเปลี่ยนความเห็นได้ในกระทู้ต่อไปนี้ในเว็บบอร์ด

กองทัพเรือกู้วิกฤติท่อน้ำมันดิบแตกกลางอ่าวไทย

http://www.thaiarmedforce.com/distribution/viewtopic.php?f=6&t=3572

อ้างอิง

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมัน พ.ศ. 2547, http://www.md.go.th/safety_environment/04_3_pdf/Regulations_Prime_Minister.pdf

2017  ThaiArmedForce.com   globbersthemes joomla templates