TAF Editorial #5 - ศาลโลกกับการอ่านคำพิพากษาคดีตีความคดีปราสาทพระวิหาร: จุดเริ่มต้นของตอนจบ


การกระชุมเตรียมการของทหารฝ่ายไทยก่อนการอ่านคำพิพากษา (ภาพจากกระทรวงการต่างประเทศ)

พรุ่งนี้ 11 พ.ย. 2556 คือวันประวัติศาสตร์วันหนึ่งของประเทศไทย เนื่องจากศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือที่เราเรียกกันสั้น ๆ ว่าศาลโลก จะอ่านคำพิพากษาในคดีที่กัมพูชายื่นคำร้องต่อศาลขอให้ศาลตีความคำพิพากษาเมื่อปี 2505 ที่ศาลโลกพิพากษาให้กัมพูชามีอธิปไตยเหนือตัวปราสาทพระวิหาร

โดยในคำฟ้องครั้งนี้ กัมพูชาระบุว่ามีข้อขัดแย้งกับไทยจนจำเป็นต้องตีความคำพิพากษาเดิมในประเด็นต่อไปนี้

1. ไทยและกัมพูชายอมรับเส้นเขตแดนที่มีมาอยู่ก่อนแล้ว
2. กัมพูชาเห็นว่า เส้นเขตแดนนั้นต้องเป็นไปตามแผนที่ตามภาคผนวก 1 หรือแผนที่ 1:200,000 ซึ่งเป็นแผนที่ที่อ้างอิงในคำพิพากษาเดิม และศาลอาศัยแผนที่ฉบับนี้ในการวินิจฉัยว่าปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา
3. ดังนั้นไทยมีพันธกรณีที่จะต้องถอนทหารออกจากตัวปราสาทและบริเวณใกล้เคียง (Vicinity) และพันธกรณีมีลักษณะทั่วไปและต่อเนื่อง
4. กัมพูชายอมรับว่าไทยไม่ได้อ้างว่าไทยมีอธิปไตยเหนือปราสาท แต่ไทยอ้างว่ามีอธิปไตยเหนือบริเวณใกล้เคียงซึ่งถูกกำหนดโดยเส้นเขตแดน ดังนั้นแปลว่ามีข้อขัดแย้งกันในคำพิพากษาเดิม ซึ่งจะกระทบกับอธิปไตยของกัมพูชาเหนือปราสาทพระวิหาร
5. กัมพูชาจึงขอให้ศาลสั่งให้ไทยถอนทหารออกจากตัวปราสาทและบริเวณใกล้เคียง โดยบริเวณใกล้เคียงให้กำหนดตามเส้นเขตแดนตามแผนที่ในภาคผนวกที่ 1

ซึ่งในการต่อสู้ กัมพูชาได้ใช้หลักเหตุผลว่า ถ้าศาลตัดสินให้ตัวปราสาทเป็นของกัมพูชา โดยอ้างแผนที่ตามภาคผนวกที่ 1 นั่นก็หมายความว่าถ้าแผนที่ตามภาคผนวกที่ 1 ก็คือแผนที่ที่จะกำหนดเส้นเขตแดนของทั้งสองประเทศ หรือในอีกด้านหนึ่ง ถ้าเส้นเขตแดนในแผนที่ในภาคผนวกที่ 1 ไม่ใช่เส้นเขตแดนที่ถูกต้อง ศาลจะตัดสินให้ตัวปราสาทอยู่ในเขตอธิปไตยของกัมพูชาได้อย่าง

ซึ่งถ้าไทยยอมรับแผนที่ตามภาคผนวกที่ 1 แล้ว ก็ควรแปลว่าเส้นตามแผนที่ในภาคผนวกที่ 1 คือเส้นเขตแดน ไม่มีความจำเป็นว่าจะต้องมาพิสูจน์ว่าถูกต้องตามสันปันน้ำหรือไม่ แผนที่ในภาคผนวก 1 เป็นส่วนหนึ่งของคำตัดสิน มีฐานะเป็นสนธิสัญญา จะแยกออกมาจากบทปฏิบัติการไม่ได้ การที่ไทยต้องถอนทหารออกไปนั้นไทยก็ต้องถอนทหารไปในเขตแดนของไทย  ซึ่งเขตแดนของไทยก็ควรจะชัดเจนอยู่แล้วในแผนที่ 1:200000 ที่ประกอบคำตัดสิน แต่ไทยไม่เห็นด้วย ดังนั้นศาลควรต้องตีความคำพิพากษา

จากประเด็นทั้งหมด ไทยมีข้อต่อสู้ว่า คำฟ้องของกัมพูชาไม่ใช่การตีความแต่เป็นการฟ้องคดีใหม่  ไทยได้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลทั้งหมดแล้ว แต่กัมพูชาพยายามใช้เล่ห์กลเพื่อซ่อนเจตนาที่จะอ้างสิทธิในพื้นที่ทับซ้อนไปเป็นของกัมพูชา สร้างข้อมูลเท็จเพื่อทำให้ศาลเข้าใจผิด เป็นการกระทำที่ไม่ชอบ ทั้ง ๆ ที่แผนที่ 1:200000 มีความผิดพลาดเยอะมาก ไม่สามารถวางลงในภูมิประเทศจริงได้ กัมพูชาขีดเส้นดินแดนอย่างผิดพลาดและคลาดเคลื่อนมาก และไม่มีหลักฐานว่าคำพิพากษาได้เอ่ยถึงพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตร.กม. อย่างที่กัมพูชากล่าวอ้าง

พื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตร.กม. ไม่เกี่ยวข้องกับคำพิพากษาเมื่อปี 2505 ก่อนหน้านั้น กัมพูชาไม่เคยประท้วงและยอมรับการดำเนินการของไทยในพื้นที่่ทับซ้อน 4.6 ตร.กม. รวมถึงให้การยอมรับเส้นเขตแดนตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2505 แล้ว แต่ต่อมากลับรุกล้ำพื้นที่ของไทยโดยการสร้างวัดและชุมชน ซึ่งไทยประท้วงมาโดยตลอด ข้อพิพาทนี้เป็นการกระทำของกัมพูชาฝ่ายเดียว คำพิพากษาเมื่อปี 2505 ของศาลโลกไม่ได้พิจารณาในเรื่องเขตแดนดังกล่าว และฝ่ายกัมพูชาไม่เคยขอให้ศาลพิจารณาเขตแดน

ไทยชี้ว่าแผนที่ 1:200000 มีความคลาดเคลื่อนสูงมาก คำพิพากษาของศาลไม่ได้พูดถึงเลยว่ารับรอง แผนที่ 1:200000 กัมพูชาไม่มีข้อเสนอใดในการกำหนดเขตแดนในภูมิประเทศจริง ดูเหมือนเส้นเขตแดนของกัมพูชาจะเคลื่อนไหวได้ บางเส้นลากมาที่ตีนบันไดปราสาท ถ้าเป็นอย่างนี้ กัมพูชาจะเอาแผนที่นี้มากำหนดเขตแดนได้อย่างไร การทำเช่นนี้ทำให้กัมพูชาอ้างสิทธิในพื้นที่ทับซ้อนได้โดยไม่สนใจความถูกต้องของแผนที่เลย เพราะแผนที่ของกัมพูชาเองยังขัดกันเอง ซึ่งศาลได้กำหนดขอบเขตของปราสาทพระวิหารไว้แล้วในแผนที่ 85D ซึ่งตัดมาจากแผนที่ใหญ่ (The Big Map) ซึ่งเป็นของศาลโลกเอง ที่มีเส้นใกล้เคียงกับเส้นตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2505 มาก

กัมพูชาพยายามขอตีความส่วนหนึ่งของเหตุผลของคำพิพากษาและให้ผนวกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของบทปฏิบัติการ ที่จริงแล้วศาลในปี 2505 ได้เคยปฏิเสธที่จะทำเช่นนั้น เพราะต้องไม่เอาเหตุผลไปใส่ในคำพิพากษา ดังนั้นจึงไม่สามารถทำให้เกิดการตีความใหม่ได้เพราะบทปฏิบัติการก็ชัดเจนอยู่แล้ว สาระสำคัญของคำพิพากษามีเพียงปราสาทประวิหารอยู่ในดินแดนของกัมพูชา และไทยต้องถอนทหารออกเท่านั้น การที่จะมาขอตีความใหม่นั้นไม่เป็นเหตุเป็นผล และกัมพูชาก็พอใจการดำเนินการของไทยไปแล้ว ศาลไม่ได้พิพากษาตามข้อเรียกร้องของสองประเทศว่าปราสาทพระวิหารอยู่ในเส้นเขตแดนของใคร เพียงแต่พิพากษาว่าปราสาทอยู่ในประเทศกัมพูชาและให้ถอนกำลังเท่านั้น คำพิพากษาไม่ได้กำหนดเส้นเขตแดนแต่อย่างใด ไทยไม่เคยยอมและจะไม่ยอมให้ศาลกำหนดเขตแดนของไทยให้ไม่ว่าจะเป็นที่นี่หรือที่อื่นใด และตามข้อกำหนดของการรับอำนาจศาลนั้นศาลไม่สามารถกำหนดเขตแดนได้ด้วยการตีความ

แม้ว่าไทยจะไม่ยอมรับอำนาจศาลโลกไปแล้วตั้งแต่ปี 2505 ภายหลังคดีปราสาทพระวิหารสิ้นสุดลง แต่คำพิพากษาก็ยังมีผลต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ และในเมื่อไทยไม่ได้ยอมรับอำนาจศาลแล้ว กัมพูชาก็ไม่สามารถฟ้องไทยได้ในคดีอื่น เช่นในพื้นที่ปราสาทตาควาย ตาเมือนธม ดังนั้นทางที่กัมพูชาจะทำได้ก็คือต้องให้ศาลตีความคำพิพากษาให้เข้าข้างฝั่งกัมพูชา นั่นคือการใช้แผนที่ 1:200,000 ในการกำหนดเส้นเขตแดน

ในการขอตีความ ไทยอาจไม่ไปขึ้นศาลก็ได้ แต่ถ้าไทยไม่ไปขึ้นศาล ศาลก็มีสิทธิที่จะตัดสินตามที่ฝ่ายกัมพูชาร้องขอ นั่นคือการที่แผนที่ 1:200,000 จะต้องกลายเป็นแผนที่ที่กำหนดเขตแดนระหว่างไทยและกัมพูชา ตลอดแนวเขตแดนตั้งแต่จังหวัดอุบลราชธาณีถึงจังหวัดตราด

ทุกท่านอาจจะพอทราบแล้วว่า ทางไทยวิเคราะห์และคาดการณ์คำพิพากษาออกมาได้ 4 ประเด็น นั่นคือการตัดสินตามคำร้องของกัมพูชา การตัดสินตามคำร้องของไทย การให้คู่กรณีไปเจรจาตกลงกัน หรือการไม่รับตีความทั้งหมด

แม้ว่าความหวังสูงสุดของคนไทยคงจะเป็นการที่ให้ศาลโลกตัดสินตามคำร้องของไทย แต่เมื่อพิจารณาจากกรณีการยื่นขอตีความในอดีตแล้ว มีถึง 3 ใน 4 กรณีที่ศาลโลกไม่รับตีความ นั่นคือคดีพิพาษในการที่นักการฑูตของโคลัมเบียในเปรูให้นาย Victor Raul Haya de la Torre หัวหน้าพรรคการเมืองในเปรูลี้ภัย คดีอำนาจอธิปไตยเหนือคาบสมุทร Bakassi ของแคเมอรูนและไนจีเรีย และคดีการจับกุมชาวเม็กซิโกของสหรัฐ โดยส่วนใหญ่ศาลไม่รับตีความด้วยเหตุผลที่ว่าการยื่นตีความของคู่กรณีเป็นการยื่นตีความเกินขอบเขตคำพิพากษาเดิม ส่วนคดีเดียวที่ศาลรับตีความคือคดีอำนาจอธิปไตยเหนือไหล่ทวีปในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนของตูนิเซียกับลิเบีย แต่ข้อสังเกตุก็คือคดีนี้เป็นการที่ทั้งสองฝ่ายยื่นขอตีความด้วยกัน และศาลก็ตีความให้ตามที่ทั้งสองฝ่ายร้องขอ โดยกำหนดจุดอ้างอิงให้ในแผนที่ แต่ศาลก็ตีความว่า จุดอ้างอิงที่กำหนดให้นั้นเป็นเพียงจุดอ้างอิงโดยประมาณ ทั้งสองฝ่ายจำเป็นต้องไปเจรจาหาพิกัดในพื้นที่จริงเอง

นอกจากนั้นยังมีอีกหลายกรณีที่แม้ไม่ได้เป็นการยื่นตีความ แต่ศาลก็มักจะพิพากษาให้คู่กรณีกลับไปเจรจากันเอง กรณีที่เห็นได้ชัดก็คือกรณีข้อพิพาษของเกาะ Pedra Branca ซึ่งศาลโลกตัดสินให้เกาะ Pedra Branca เป็นของสิงคโปร์ แต่เกาะ Middle Rocks เป็นของมาเลเซีย ดังนั้นจึงเกิดพื้นที่ทับซ้อนกันในทะเลซึ่งมีเกาะ South Ledge ตั้งอยู่ ดังนั้นศาลจึงให้ทั้งคู่ไปเจรจากันเองในการกำหนดเขตน่านน้ำ และถ้า South Ledge อยู่ในน่านน้ำของใครก็ให้ถือเป็นของประเทศนั้น

จึงสังเกตุได้ว่า โดยทั่วไปศาลโลกมักจะไม่ค่อยรับตีความคำพิพากษา เพราะคู่กรณีมักจะยื่นขอตีความคำพิพากษาเกินกว่าขอบเขตของคำพิพากษาเดิม และแผงมาด้วยการอุทธรณ์หรือการขยายขอบเขตคำพิพากษาเดิม เช่นในกรณีของกัมพูชาที่ขยายขอบเขตของคำพิพากษาเดิม โดยพยายามให้ศาลตัดสินเส้นเขตแดนระหว่างไทยและกัมพูชาว่าให้เป็นไปตามแผนที่ 1: 200,000 ซึ่งศาลไม่มีอำนาที่จะทำเช่นกัน และคำร้องและคำพิพากษาเดิมก็ไม่ได้ระบุถึงประเด็นนี้

นอกจากนั้นศาลโลกยังมักจะให้คู่กรณีเจรจากันเองในหลายครั้ง จึงเป็นที่มาของการคาดการณ์จากหลายฝ่ายว่าคำตัดสินของศาล ถ้าศาลตัดสินใจรับตีความ ก็น่าจะออกมาในรูปของการให้ทั้งสองฝ่ายไปเจรจาเอง แต่ TAF ก็คาดการณ์ว่า การที่ให้ทั้งสองฝ่ายไปเจรจากันนั้น ศาลอาจจะกำหนดรูปแบบและวิธีการในการเจรจา เช่น กำหนดหลักการในการกำหนดบริเวณใกล้เคียงตัวปราสาท หรือกำหนดจุดอ้างอิงเป็นพิกัด เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายมีข้อมูลที่จะนำไปสู่การหาทางออกร่วมกันได้ ซึ่งนั่นก็หมายความว่า เราอาจจะต้องลุ้นกันว่า ถ้ามีการกำหนดพิกัดอ้างอิงจริง พิกัดตรงนั้นจะอยู่ที่ใด

แม้ว่าเรื่องนี้จะไม่เกี่ยวข้องกับการทหารโดยตรง แต่ก็ถือว่าเกี่ยวพันกับการป้องกันประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ TAF ติดตามการเตรียมการของทีมทนายฝ่ายไทยมาหลายปี ตั้งแต่การเตรียมตัว จนถึงเมื่อครั้งที่กัมพูชายื่นฟ้องต่อศาล การให้การด้วยเอกสาร การให้การด้วยวาจา และจนมาถึงวันที่ศาลกำลังจะมีคำตัดสิน ผ่านช่วงเวลามามากกว่า 4 - 5 ปี ผ่านมาหลายรัฐบาล และรัฐมนตรีต่างประเทศหลายท่าน ด้วยการพิจารณาข้อเท็จจริงตามบริบทของ TAF ที่เราจะไม่นำการเมืองไม่ว่าฝ่ายใดเข้ามาอยู่ในการพิจารณาในทุกประเด็นของเรา

เรามีความเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่า ทุกท่านที่เกี่ยวข้องทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถแล้วในการต่อสู้ในครั้งนี้ ซึ่งเป็นการต่อสู้ภายใต้ข้อจำกัดของความเสียเปรียบที่เกิดขึ้นจากคำพิพากษาในปี 2505 แม้ว่าเราจะไม่สามารถเรียกร้องตัวปราสาทพระวิหารคืนมาได้อีกแล้ว แต่เรายังคงต้องมีพันธะในการรักษาพื้นที่ที่เหลืออยู่ต่อไป อีกไม่นานเราก็จะได้รู้กันว่าผลลัพธ์สุดท้ายของข้อขัดแย้งนี้จะเป็นอย่างไร จนถึงวันนี้คงไม่มีใครทำอะไรได้แล้วนอกจากรอ และช่วยกันภาวนาว่าคำพิพากษาจะเกิดผลที่ดีที่สุดกับประเทศไทย หรืออย่างน้อยที่สุด ก็ก่อผลเสียหายน้อยที่สุดกับไทย

ถ้าความยุติธรรมยังมีอยู่จริง

 

สำหรับสมาชิก TAF ที่สนใจแลกเปลี่ยนความเห็นในประเด็นนี้ สามารถร่วมพูดคุยได้ในบทความและกระทู้ต่อไปนี้

ศาลโลกนัดอ่านคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหาร 11 พ.ย.นี้ (UPDATE)

http://www.thaiarmedforce.com/taf-military-news/58-other-thai-news/333-icj-provisional-massure-2011.html

TAF Special #75 - เกาะติดการให้การด้วยวาจา คดีการตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหาร 2505 (UPDATE VII)

http://www.thaiarmedforce.com/taf-special/595-tafspecial75.html

RENAMED: ความเคลื่อนไหวสถานการณ์ไทยกัมพูชา

http://www.thaiarmedforce.com/distribution/viewtopic.php?f=32&t=2290

TAF มีรายงานสดประโยคต่อประโยคเหมือนเดิมที่ http://twitter.com/ThaiArmedForce พบกันได้ 4 โมงเย็นของวันที่ 11 พ.ย. แล้วมาร่วมลุ้นคดีประวัติศาสตร์นี้ไปด้วยกันครับ

2017  ThaiArmedForce.com   globbersthemes joomla templates