TAF Editorial #8 - หมัดต่อหมัด: วิเคราะห์ทฤษฎีการตกของ MH17 จากทั้งสองฝ่าย

กรณีการถูกยิงตกของเที่ยวบิน MH17 ของสายการบิน Malaysia Airlines นั้นถือเป็นกรณีการยิงเครื่องบินโดยสารของพลเรือนตกที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์การบินของโลกจากเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันทั้ง 25 ครั้งในรอบกว่า 100 ปี เพราะมีผู้เสียชีวิตถึง 289 คน และยังเป็นเหตุสะเทือนขวัญของชาวมาเลเซียทั้งประเทศที่พวกเขายังคงต้องเผชิญหน้ากับความมืดมนของกรณีการหายไปของเที่ยวบิน MH370 เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

แน่นอนว่า ในเมื่อกรณี MH17 เกิดขึ้นในสงครามที่ไม่มีการประกาศระหว่างรัฐบาลยูเครนที่มีชาติตะวันตกสนับสนุนและกลุ่มกบฏในภูมิภาคโดเน็กส์ที่มีรัสเซียสนับสนุน กรณีนี้จึงกลายเป็นจุดสนใจของคนทั้งโลก อีกทั้งกลายเป็นจุดศูนย์กลางของการต่อสู้ทางการฑูตและการเมืองระหว่างประเทศของสองขั้วอำนาจเก่าเมื่อครั้งสงครามเย็น จึงทำให้ทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหาซึ่งกันและกันว่าอีกฝ่ายหนึ่งเป็นผู้กระทำ รวมถึงมีการนำเสนอข้อมูล หลักฐาน และการวิเคราะห์ที่น่าเชื่อจากทั้งสองฝ่าย

ThaiArmedForce.com ทดลองหยิบความเป็นไปได้เพียง 2 ทฤษฎีจากทั้งสองฝ่ายมาทำการวิเคราะห์หาข้อเท็จจริงและความน่าเชื่อถือ รวมถึงความเป็นไปได้ของแต่ละทฤษฎีสั้น ๆ เพื่อให้ผู้อ่านพอมีข้อมูลเบื้องต้นในการพิจารณา โดยเราไม่สรุปว่าผู้ร้ายในเหตุการณ์นี้เป็นใคร เพื่อรอรายงานการสอบสวนของคณะผู้สอบสวนสาเหตุการตกนานาชาติที่กำลังทำงานอยู่ในปัจจุบันนี้

และทั้งสองทฤษฎีนั้นมีดังต่อไปนี้

กลุ่มกบฏและรัสเซีย: MH17 ถูกยิงโดยเครื่องบินโจมตี Su-25 ของยูเครน

ทฤษฎีนี้ถูกนำเสนอฝ่ายสื่อของรัสเซียอ้างแหล่งข่าวจากหน่วยงานข่าวกรองของรัสเซียว่ามีเครื่องบินโจมตี Su-25 ของยูเครนทำการบินอยู่ในบริเวณเดียวกันกับเที่ยวบิน MH17 ซึ่ง Su-25 ของยูเครนอาจเข้าใจผิดว่า MH17 คือเครื่องบินลำเลียงของรัสเซีย หรือเครื่องบินโดยสารของประธานาธิปดีรัสเซีย จึงทำให้ Su-25 ยิงเข้าใส่ MH17

น่าจะเป็นไปได้?

Su-25 แม้เป็นเครื่องบินโจมตี แต่ก็สามารถติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศระยะใกล้ได้ โดย Su-25 สามารถติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถี K-13 (ชื่อเรียกของนาโต้คือ AA-2 Atoll) ที่มีระยะยิง 35 กิโลเมตร และ R-60 (ชื่อเรียกของนาโต้คือ AA-8 Aphid) ที่มีระยะยิงไกล 8 กิโลเมตร ซึ่งสามารถยิงถึงเที่ยวบิน MH17 ที่วันที่ถูกยิงตกบินที่ความสูง 33,000 ฟุตได้อย่างไม่อยากเย็น และกองทัพอากาศยูเครนนั้นมีการส่งเครื่องบินรบเข้าปฏิบัติการในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง แต่ไม่มีรายงานของเครื่องบินขับไล่ต่างชาติโดยเฉพาะรัสเซีย ทำให้กองทัพอากาศยูเครนเป็นผู้ต้องสงสัยรายเดียวถ้า MH17 ถูกยิงตก

ไม่น่าเป็นไปได้?

Su-25 มีเพดานบินเพียง 22,000 ฟุต และจะลดลงเหลือ 16,000 ฟุตถ้าติดอาวุธเต็มพิกัด ซึ่งต่ำกว่า MH17 อยู่ถึง 17,000 ฟุต หรือ 5.18 กิโลเมตร ซึ่งระยะทางไกลขนาดนี้นักบินอาจไม่สามารถระบุเป้าหมายได้ด้วยตา เพราะ Su-25 ไม่มีระบบเรดาร์หรือระบบค้นหาและตรวจจับด้วยอินฟาเรด (Infra-Red Search and Track: IRST) เพื่อตรวจจับเป้าได้ ทำให้นักบินไม่น่าจะสามารถยิง MH17 ตกด้วยจรวดได้เพราะ Su-25 ไม่น่าจะจับเป้าได้ อีกทั้งบทบาทของ Su-25 เป็นเครื่องบินโจมตีไม่ใช่เครื่องบินขับไล่ ภารกิจหลักจึงไม่ควรเป็นการยิงเครื่องบินฝ่ายข้าศึก และจุดมุ่งหมายของการติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศระยะใกล้ก็เป็นเพียงการป้องกันตนเองเท่านั้น

ยูเครนและชาติตะวันตก: ถูกยิงตกโดยจรวดต่อสู้อากาศยาน Buk-M1 ของรัสเซีย

ทฤษฎีนี้ถูกเสนอโดยหัวหน้าหน่วยข่าวกรองยูเครนเปิดเผยว่า MH17 ถูกยิงตกจากระบบจรวดต่อสู้อากาศยาน Buk-M1 ของรัสเซียที่ถูกส่งมาสนับสนุนกลุ่มแบ่งแยกดินแดน โดยเข้าใจผิดว่า MH17 คือเครื่องบินลำเลียงของยูเครน หลังจากที่กลุ่มแบ่งแยกดินแดนสามารถยิงเครื่องบินของกองทัพยูเครนตกได้หลายลำ

น่าจะเป็นไปได้?

ในช่วงสัปดาห์ก่อนหน้าที่ MH17 จะถูกยิงตก กลุ่มแบ่งแยกดินแดนสามารถยิงเครื่องบินของกองทัพยูเครนตกได้หลายลำ และหลังจากกรณี MH17 ทางกลุ่มก็ยังสามารถยิงเครื่องบินของกองทัพยูเครนตกได้อีก ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากลุ่มแบ่งแยกดินแดนมีศักยภาพในการยิงอากาศยานของฝ่ายตรงข้าม กลับกันในเมื่อไม่มีสัญญาณว่ารัสเซียส่งอากาศยานเข้ามาสนับสนุนการรบของกลุ่มแบ่งแยกดินแดน ก็อาจไม่จำเป็นที่ยูเครนจะต้องวางกำลังจรวดต่อสู้อากาศยานในบริเวณนั้น จึงเชื่อได้ว่ามีเพียงกลุ่มแบ่งแยกดินแดนเท่านั้นที่มีการยังจรวดต่อสู้อากาศยานในบริเวณดังกล่าว ประกอบกับรูปซากของ MH17 ที่มีชิ้นส่วนส่วนหางของจรวดที่มีลักษณะคล้ายกับจรวดของ Buk-M1 ที่ชี้ว่า Buk-M1 น่าจะเป็นระบบที่ใช้ยิง MH17 จนตก

ไม่น่าเป็นไปได้?

โดยหลักการแล้วการยิงอากาศยานใด ๆ นั้นจำเป็นต้องทำการพิสูจน์ทราบก่อนว่าเป็นอากาศยานทหารหรือพลเรือน หรือเป็นอากาศยานฝ่ายใดด้วยระบบพิสูจน์ฝ่าย (Identification Friend or Foe: IFF) ซึ่งบนอากาศยานทุกลำและระบบจรวดต่อสู้อากาศยานจะติดตั้งระบบนี้ที่จะระบุตัวตนของอากาศยานซึ่งสัญญาณระบุฝ่ายของเครื่องบินพลเรือนและเครื่องบินทหารจะแตกต่างกันอย่างชัดเจน ทำให้ผู้ยิงจะต้องทราบว่าอากาศยานนั้นเป็นอากาศยานทหารหรือพลเรือน และถึงแม้ว่า MH17 จะถูกยิงตกโดย Buk-M1 จริง ก็ยังไม่มีหลักฐานที่ชี้ชัดเพียงพอว่าเป็นจรวด Buk-M1 จากฝ่ายรัสเซียที่ส่งมาสนับสนุนกลุ่มแบ่งแยกดินแดน

2017  ThaiArmedForce.com   globbersthemes joomla templates