TAF Editorial #9 - กองทัพไทยยุคที่ 4 ... ก้าวสู่ Network Centrics Warfare

เมื่อสัปดาห์ก่อน กองทัพเรือได้จัดพิธีสวนสนามและพิธีย่ำพระสุริย์ศรีเพื่ออำลาชีวิตราชการของผู้บัญชาการทหารเรือ พลเรือเอกณรงค์ พิพัฒนาศัย โดยในส่วนของกองเรือยุทธการนั้น ได้จัดพิธีสวนสนามทางเรือ โดยผู้บัญชาการทหารเรือรับการสวนสนามของกองเรือและอากาศยานในกองเรือยุทธการบนเรือหลวงจักรีนฤเบศร

ครั้งนี้จึงถือเป็นครั้งแรกที่เรือหลวงจักรีนฤเบศรออกทะเลหลังจากเสร็จสิ้นการปรับปรุงครั้งใหญ่ตั้งแต่เรือขึ้นระวางประจำการในกองทัพเรือไทยเมื่อกว่าสิบกว่าปีที่ผ่านมา การปรับปรุงครั้งนี้รวมถึงการถอดเรดาร์ AN/SPS-52C ออกและทดแทนด้วยเรดาร์ Sea Giraffe AMB การติดตั้งระบบ Datalink และการติดตั้งระบบอำนวยการรบ 9LV Mk.4 ทดแทนระบบอำนวยการรบเดิม โดยสัญญามูลค่า 820 ล้านบาทนี้จะสิ้นสุดการดำเนินการในปีหน้า

และหลังจากการทดสอบในท่าเป็นที่เรียบร้อย เมื่อวันที่ 22 กันยายนที่ผ่านมา เรือหลวงจักรีนฤเบศรได้ออกทำการทดสอบระบบ Datalink ในทะเลอีกครั้ง ครั้งนี้เป็นการทดสอบการเชื่อมต่อระบบของกองทัพเรือเข้ากับระบบของกองทัพอากาศ โดยมีเครื่องบินขับไล่ Gripen และเครื่องบินแจ้งเตือนล่วงหน้า Saab 340 AEW ทำการบินในทะเลเพื่อทดสอบระบบอีกด้วย

การทดสอบระบบนี้ถือเป็นอีกก้าวหนึ่งของผลจากการตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างสองกองทัพในการบูรณาการณ์การปฏิบัติการร่วมกันของอากาศยานและเรือของทั้งสองฝ่าย สิ่งที่ยากก็คือการออกแบบหลักนิยม (Doctrine) และแนวความคิดในการปฏิบัติ (Concept of Operations) ที่ไม่ใช่เพียงการทำให้หลักนิยมและแนวความคิดในการปฏิบัติหลักการร่วมระหว่างสองเหล่าทัพเท่านั้น แต่ยังเป็นการออกแบบหลักการต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับการปฏิบัติการภายใต้แนวคิดการใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง (Network Centrics Warfare) ซึ่งจะแตกต่างจากการปฏิบัติการในอดีตค่อนข้างมาก และเป็นสิ่งที่ผู้บัญชาการทหารเรือให้ความสำคัญผ่านนโยบายการเป็นกองทัพเรือยุคใหม่จากระบบ C3I ไปสู่ C4ISR และไปสู่ Network Centrics Warfare ที่กองทัพเรือไทยดำเนินการต่อเนื่องมาหลายปี

 

เพราะ Datalink ไม่ใช่จอกศักดิ์สิทธิที่เมื่อติดตั้งแล้วจะสามารถสร้างความได้เปรียบได้ในฉับพลัน หากแต่เป็นการออกแบบแนวทางและวิธีการใช้ประโยชน์จาก Datalink ต่างหากที่จะทำให้กองทัพสามารถสร้างส่วนทวีกำลังรบ (Force Multiplier) ขึ้นได้ Datalink จึงเป็นเพียง Plateform หรือช่องทางเพื่อให้ผู้ใช้งานหาวิธีใช้งานให้เกิดประโยชน์สูงสุดเท่านั้น

ประโยชน์หนึ่งของระบบ Datalink คือการสร้างภาพสถานการณ์ร่วม (Common Operational Picture) ที่ทำให้หน่วยที่ปฏิบัติการสามารถเห็นภาพเดียวกันได้ นั่นหมายถึงการลดโอกาสในการยิงฝ่ายเดียวกันเอง และทำให้หน่วยต่าง ๆ สามารถรับรู้ความเป็นไปของสถานการณ์ได้ทั้งหมด ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแนวทางการสร้างการตระหนักรู้สถานการณ์ (Situation Awareness) อย่างหนึ่งนั่นเอง

เป็นเรื่องปรกติที่จากความจำเป็นและการบังคับของสภาวะแวดล้อมในการปฏิบัติการที่ทำให้ในหลาย ๆ ประเทศกองทัพอากาศและกองทัพเรือจะเป็นผู้ริเริ่มให้เกิดการปฏิบัติการในแนวคิดการใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลางก่อน โดยกองทัพบกจะตามมาทีหลัง ไม่เว้นแม้แต่หนึ่งในประเทศแม่แบบการปฏิบัติการภายใต้แนวคิดการใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลางอย่างประเทศสหรัฐอเมริกา แต่การเปลี่ยนแปลงนี้ถือได้ว่าเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนากองทัพไทย

หากเราจะลองจัดแบ่งยุคของการพัฒนากองทัพไทยคร่าว ๆ อาจจะจัดแบ่งได้เป็น

- ยุคที่ 1 หรือยุคการรบโบราณที่ใช้ช้าง ม้า และพลทหารถือดาบในการดำเนินกลยุทธ์
- ยุคที่ 2 หรือยุคการปฏิรูปกองทัพให้เป็นไปตามมาตรฐานกองทัพของยุโรป ซึ่งดำเนินการในสมัยรัชการที่ 4 ซึ่งเป็นการปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัยครั้งใหญ่ และให้ผลต่อเนื่องไปจนสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2
- ยุคที่ 3 หรือยุคสงครามเย็น ซึ่งกองทัพไทยเริ่มปฏิรูปกองทัพอีกครั้งตามแบบของสหรัฐ และเข้าสู่ยุครถถัง เรือรบ และเครื่องบินขับไล่ที่ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ในการปฏิบัติการอย่างเต็มที่

จึงน่าจะกล่าวได้ว่า การริเริ่มใช้แนวคิดการใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง ก็น่าจะทำให้กองทัพไทยเริ่มเข้าสู่ยุคที่ 4 ซึ่งเป็นยุคของการใช้ข้อมูลข่าวสารเป็นหัวใจหลักในการปฏิบัติการ และเป็นยุคที่กองทัพไทยซึ่งเริ่มแยกตัวจากการเป็นกองทัพเดียวในยุคที่ 1 สู่การเป็นหลายกองทัพคือกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศในยุคที่ 2 จะกลับมาปฏิบัติการร่วมอีกครั้งภายใต้แนวคิดที่ว่าการมีหลายกองทัพแต่ต้องปฏิบัติการร่วมกันให้ได้

พลอากาศเอกประจิน จั่นตอง เคยกล่าวไว้กับ ThaiArmedForce.com ว่า ในบรรดาตัวอักษรทั้งหมดของ C4ISR (Command, Control, Communications, Computers, Intelligence, Surveillance และ Reconnaissance) นั้น Intelligence หรือการข่าวสำคัญที่สุด เพราะอำนาจการยิงของกองทัพไทยลดลงเป็นเพราะการข่าวของกองทัพไทยไม่ดี ข้อความนี้หมายความว่า แม้เราจะมีอาวุธที่ดีขนาดไหน แต่ถ้าเราไม่ทราบว่าข้าศึกของเราคือใคร อยู่ที่ไหน ทำอะไร และจะทำอะไรต่อไปได้ ประสิทธิผลของอาวุธนั้นก็จะลดลงเนื่องจากเราไม่สามารถที่จะรู้ว่าเราจะยิงถูกคนและยิงถูกวัตถุประสงค์หรือไม่

ดังนั้น กองทัพไทยในยุคที่ 4 นี้ การมีอาวุธที่ทรงประสิทธิภาพจึงกลายเป็นเพียงเรื่องราวเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น หากแต่เรื่องราวอีกครั้งหนึ่งคือการพัฒนาระบบตรวจจับและระบบหาข่าวให้มีประสิทธิภาพเพื่อสร้างข้อมูลที่จะทำให้เรานำศักยภาพของอาวุธที่เรามีมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด นั่นคือการพัฒนาให้ Sensor กับ Shooter ถูกพัฒนาไปในทิศทางเดียวกันนั่นเอง

แมว่าในช่วงไม่กี่ปีนับจากนี้ จะมี Sensor และ Shooter เพียงไม่กี่ระบบที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงข่าย Datalink ของกงอทัพเรือและกองทัพอากาศเช่น ระบบควบคุมและบังคับบัญชาทางอากาศ (Air Command and Control System: ACCS) ระบบควบคุมและบังคับบัญชาของกองทัพอากาศ (C4I) เครื่องบินขับไล่ Gripen เครื่องบินขับไล่ F-16 เครื่องบินขับไล่ F-5 เครื่องบินโจมตี Alphajet เรือหลวงจักรีนฤเบศร เรือชุดเรือหลวงนเรศวร และเรือฟริเกตุสมรรถนะสูง เป็นต้น เนื่องจากสภาพงบประมาณที่มีจำกัด แต่ก้าวแรกของการทดสอบระบบในครั้งนี้ น่าจะเป็นก้าวสำคัญที่นำพา Sensor และ Shooter ที่เหลือเข้ามาสู่เครือข่ายนี้ พร้อมกับการเชื่อมต่อกับกองทัพบก และกองบัญชาการกองทัพไทย เพื่อให้เกิดการรบร่วมที่แท้จริง แม้ว่าจะต้องใช้เวลาอีกหลายปี รวมถึงการเปลี่ยนทัศนคติอีกจำนวนมากของผู้บริหารกองทัพและกระทรวงกลาโหม แต่เชื่อว่าถ้าทุกฝ่ายร่วมมือกันจนสำเร็จ ผลลัพธ์ที่ปลายทาง น่าจะคุ้มค่าและช่วยทำให้กองทัพสามารถประหยัดงบประมาณแต่ยังสามารถเพิ่มศักยภาพในการปฏิบัติการเพื่อรอบรับภัยคุกคามในอนาคตได้ต่อไป

ภาพจากพิธีสวนสนามทางเรือ

สมาชิก TAF ที่สนใจ สามารถร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นได้ที่กระทู้ต่อไปนี้

เรือจักรีนฤเบศเราสามารถอัพเกรดระบบอาวุธได้แค่ไหนครับ ??

http://www.thaiarmedforce.com/distribution/viewtopic.php?f=6&t=513

ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติ ให้เป็น NCW Air Force

http://www.thaiarmedforce.com/distribution/viewtopic.php?f=7&t=2247

คณะทำงาน ThaiArmedForce.com ขอขอบคุณ

- กองประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกองทัพเรือ
- คณะกรรมการจัดทำสารคดีและสื่อโทรทัศน์ กองทัพเรือ
- กรมกิจการพลเรือนทหารเรือ

2017  ThaiArmedForce.com   globbersthemes joomla templates