ทร.แถลงรายละเอียดเรือ OPV ลำที่สองพร้อมยืนยันแบบแผนเบื้องต้นของเรือ/RTN detail the plan and confirm design for second OPV (UPDATE II)

29/02/2559 21.30 น. ThaiArmedForce.com - วันนี้ พล.ร.ท.จุมพล ลุมพิกานนท์ รองเสนาธิการทหารเรือ และโฆษกกองทัพเรือ เป็นประธานในการแถลงข่าวโครงการจัดหาเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง ลำที่ 2

เรือลำที่สองนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนากำลังรบตามยุทธศาสตร์ของกองทัพเรือ เพื่อรองรับกับบทบาทหน้าที่ของกองทัพเรือในด้านการปฏิบัติการทางทหาร ในการป้องกันประเทศ การรักษากฎหมาย และการช่วยเหลือประชาชน โดยให้มีขีดความสามารถในการลาดตระเวนตรวจการณ์รักษาฝั่ง ป้องกันการแทรกซึมทางทะเล คุ้มครองเรือประมง ป้องกันและคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล การช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเล ตลอดจนการรักษากฎหมายในทะเล ตามอำนาจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย โดยกองทัพเรือได้ลงนามในสัญญาซื้อขายแบบเรือและพัสดุ กับ บริษัท อู่กรุงเทพ จำกัด ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ ในสังกัดกระทรวงกลาโหม โดยใช้แบบเรือของ เรือหลวงกระบี่ เป็นแบบพื้นฐานในการปรับปรุงแบบเรือและการส่งมอบพัสดุ

แบบเรือยังคงใช้แบบเรือของบริษัท BAE Systems และมีงบประมาณในการดำเนินงานตั้งแต่ปี 2559-2561 เป็นจำนวนเงินราว 5,482,930,000 บาท มีรายละเอียดประกอบด้วย

1. งบประมาณที่ใช้ในการซื้อแบบเรือและพัสดุสำหรับสร้างเรือ ซึ่งรวมถึงเครื่องจักร อุปกรณ์ อะไหล่ เครื่องมือ ส่วนสนับสนุน สายไฟและสายสัญญาณที่ใช้กับอุปกรณ์ที่กองทัพเรือเป็นผู้จัดหา รวมถึงการบริการทางเทคนิคในการออกแบบ ติดตั้ง เชื่อมต่อ การตรวจรับ การทดสอบทดลองอุปกรณ์ การฝึกอบรมการสนับสนุนการส่งกำลังบำรุง รวมเอกสารคู่มือ การถ่ายทอดเทคโนโลยีการสร้างเรือในสาขาต่างๆ ตามแบบเรือ การประกันภัยและการขนส่ง และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นเงิน 2,832,930,000 บาท

2. งบประมาณที่ใช้ในการจัดหาระบบควบคุม ระบบอาวุธ และการบริหารโครงการ เป็นเงิน 2,650 ล้านบาท ผูกพันงบประมาณ 3 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2559–2561 แยกเป็นการจัดหาระบบควบคุมบังคับบัญชาและตรวจการณ์ วงเงิน 1,400 ล้านบาท จัดหาระบบปืนหลัก (ปืน 76/62 มิลลิเมตร) 370 ล้านบาท จัดหาระบบปืนรอง (ปืนกล 30 มิลลิเมตร) วงเงิน 150 ล้านบาท จัดหาอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้น วงเงิน 360 ล้านบาท และการบริหารโครงการและฝึกอบรม วงเงิน 370 ล้านบาท

ThaiArmedForce.com ได้รับข้อมูลว่าระบบอิเล็กทรอนิกส์หลักของเรือลำนี้จะยังเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ของบริษัท Thales เป็นหลักเช่น ระบบอำนวนการรบ TACTICOS เรดาร์ตรวจการณ์พื้นน้ำ-ควบคุมเฮลิคอปเตอร์ Scout เรดาร์และออปโทรนิกส์ควบคุมการยิง STIR 1.2 EO Mk 2 เป็นต้น ซึ่งแบบแผนของเรือจะได้รับการขยายขนาดใหญ่ขึ้นมาก

นอกจากการติดตั้งจรวดนำวิถีพื้นสู่พื้นแบบ RGM-84 Harpoon จำนวน 8 ท่อยิงแล้ว ปืนหลักจะเป็นปืนเรือขนาด 76/62 ของ Oto Melara ปืนรอง คือ ปืนใหญ่กล DS30MR Mk 44 ขนาด 30 มม./70 คาลิเบอร์ แท่นเดี่ยว 2 แท่น ของ MSI-DSL/ATK และสามาถรอบรับเฮลิคอปเตอร์ขนาด 11.5 ตันหรือเทียบเท่ากับ S-70B ได้

โดยเรือ OPV ลำใหม่นี้เป็นเรือ OPV ลำแรกของกองทัพเรือไทย ที่มีขีดความสามารถในการป้องกันตนเองจากการถูกโจมตีด้วยอาวุธปล่อยฯ นอกเหนือจากการเป็นเรือ OPV ลำแรก ที่จะได้รับการติดตั้งอาวุธปล่อยฯ ต่อต้านเรือผิวน้ำ

RTN spokesperson give some more detail about the second OPV project.

Aside from the BAE Systems' enhanced design, the ship has helipad capable to accommodate the 11.5-ton helicopter or S-70B in RTN. RGM-84 Harpoon will be installed on board the ship and most of electronic systems are from Thales.

The project value is 5,482,930,000 Baht in which 2,832,930,000 Baht is the construction cost and another 2,650,000,000 Baht is for the weapon systems procurement. The timeframe will be from 2016-2018.


10/11/2558 10.30 น. ThaiArmedForce.com - กองทัพเรือไทยกำลังอยู่ระหว่างเตรียมต่อเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง (OPV) ลำใหม่ ต่อเนื่องจาก ร.ล.กระบี่ โดยกองทัพเรือยังคงเลือกบริษัท Thales Nederland B.V. เป็น lead system integrator และ combat system integrator เช่นเดิม โดยเรือจะมีขีดความสามารถสูงกว่าเดิม ตามแนวทางการพัฒนาเรือ OPV ของกองทัพเรือไทย และจากผลประเมินการปฏิบัติการกับ ร.ล.กระบี่ มานานกว่า 2 ปี นอกจากนี้ Thales ยังเสนอแผนปรับปรุงเรือ OPV ชุด ร.ล.ปัตตานี และนราธิวาส ให้มีขีดความสามารถใกล้เคียงกับเรือลำใหม่อีกด้วย

ในเรือ OPV ลำใหม่ ยังคงใช้ระบบอำนวยการรบ TACTICOS ที่มีคอนโซลแสดงผลและควบคุมการรบ MOC Mk 3 จำนวน 4 ชุด และจอแสดงสถานการณ์ขนาดใหญ่ (collaboration wall) อีก 2 ชุด สำหรับระบบตรวจการณ์และควบคุมการยิง ที่เชื่อมต่อกัน ประกอบด้วย เรดาร์ตรวจการณ์พื้นน้ำ-อากาศ Variant (rotating 2D dual C/X-band TWT) ซึ่งติดตั้งคู่กับ เรดาร์ตรวจการณ์พื้นน้ำ-ควบคุมเฮลิคอปเตอร์ Scout (rotating 2D X-band FMCW LPI solid-state) และระบบถาม/ตอบรับสัญญาณพิสูจน์ฝ่าย (IFF) แบบ Mk X(A) TSB2525 รวมถึง เรดาร์และออปโทรนิกส์ควบคุมการยิง STIR 1.2 EO Mk 2 (dual X/Ka-band solid-state; color TV-LLTV-LWIR-MWIR-laser rangefinder) ระบบตรวจจับสัญญาณเรดาร์ (R-ESM) Vigile Mk 2 นอกจากนี้ยังมี ระบบออปโทรนิกส์ตรวจการณ์ MX-10MS (color HDTV-LLTV-MWIR-laser rangefinder-laser illuminator) ของ L3 Wescam ระบบควบคุมการยิงเป้าลวง SKWS C-Guard ของ Terma เรดาร์เดินเรือ ซึ่งคาดว่าเป็นรุ่น VisionMaster FT ของ Sperry Marine (X-band และ S-band) อย่างละ 1 ชุด รวม 2 ชุด เรดาร์เดินเรือ แบบ ARPA หรือ chart radar (X-band) ของ Furuno อีก 1 ชุด และมีความเป็นไปได้สูงที่จะมี ระบบแสดงตนอัตโนมัติสำหรับอากาศยาน (ADS-B) และ ระบบแสดงตนอัตโนมัติสำหรับเรือ (AIS) โดยระบบทั้งหมด Thales จะเชื่อมต่อเข้ากับระบบ TACTICOS


ขณะที่ระบบอาวุธที่ Thales จะเชื่อมต่อเข้ากับระบบ TACTICOS ประกอบด้วย ปืนหลัก คือ ปืนใหญ่เรือ 76/62 Compact ใช้ป้อมปืน stealth shield ขนาด 76 มม./62 คาลิเบอร์ แท่นเดี่ยว 1 แท่น ของ OTO Melara ปืนรอง คือ ปืนใหญ่กล DS30MR Mk 44 ขนาด 30 มม./70 คาลิเบอร์ แท่นเดี่ยว 2 แท่น ของ MSI-DSL/ATK และอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ คือ อาวุธปล่อยฯ พื้น-สู่-พื้น RGM-84D Harpoon 2 แท่น แท่นละ 4 ท่อยิง ของ Boeing (ไม่มีการระบุตำแหน่งที่จะติดตั้งแท่นยิง) แต่ผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพเรือไทย ยังคงกังวลใจเกี่ยวกับข้อจำกัดการส่งออกอาวุธของสหรัฐฯ ให้กับไทยในช่วงนี้ กองทัพเรือจึงยังคงทางเลือกที่จะติดตั้ง อาวุธปล่อยฯ C-802A (YJ-83) 2 แท่น แท่นละ 2 ท่อยิง ของ China Aerospace Science and Industry Corporation เอาไว้ ซึ่งทาง Thales ยืนยันว่าสามารถติดตั้งใช้งานได้ (เช่นเดียวกับอาวุธปล่อยฯ C-704 ของ China Aerospace Science and Technology Corporation บนเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง ชุด ต.991 และ ต.994 ที่ใช้ระบบอำนวยการรบของ Thales) อย่างไรก็ดี ThaiArmedForce.com เชื่อว่าสหรัฐฯ จะยินยอมขายอาวุธปล่อยฯ Harpoon ให้กับไทย เพราะ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2558 ที่ผ่านมา สหรัฐฯ พึ่งอนุมัติการขายอาวุธปล่อยฯ พื้น-สู่-อากาศ RIM-162B ESSM ของ Raytheon/BAE ไปโดยไม่มีเงื่อนไขใด นอกจากนี้ Thales จะเชื่อมต่อ แท่นยิงเป้าลวง DL-12T 2 แท่น แท่นละ 12 ท่อยิง ของ Terma สำหรับเป้าลวงอาวุธปล่อยนำวิถี ซึ่งจะทำให้เรือ OPV ลำใหม่นี้ เป็นเรือ OPV ลำแรกของกองทัพเรือไทย ที่มีขีดความสามารถในการป้องกันตนเองจากการถูกโจมตีด้วยอาวุธปล่อยฯ นอกเหนือจากการเป็นเรือ OPV ลำแรก ที่จะได้รับการติดตั้งอาวุธปล่อยฯ ต่อต้านเรือผิวน้ำ

Thales ยังติดตั้ง ระบบสื่อสารแบบรวมการ (ICS) FICS และระบบเครือข่ายการสื่อสารไฟเบอร์ออปติก FOCON IP เพื่อเชื่อมต่อการสื่อสารทั้งภายในและภายนอกเรือ ซึ่งนอกจากระบบวิทยุสื่อสารแล้ว ยังรวมถึง ระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลทางยุทธวิธี (datalink) Link Y Mk 2 ของ Thales ที่รับส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบ TACTICOS ทำให้กองทัพเรือไทย สามารถปฏิบัติการร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านได้ ระบบวิทยุสื่อสารผ่านดาวเทียม (SATCOM) แบบ M-VSAT และ/หรือ INMARSAT-M ซึ่งคาดว่าจะเป็นรุ่น Sailor ของ Cobham ระบบวิทยุสื่อสารใต้น้ำ Aquacom ของ Ocean Technology Systems เพื่อสื่อสารกับนักดำน้ำที่ปฏิบัติการร่วมกัน และ ระบบเครื่องขยายเสียงกำลังสูง (LRAD) รวมทั้ง Thales ยังติดตั้งระบบ datalink Link RTN ของ Avia Satcom/Rohde & Schwarz โดยเชื่อมต่อกับระบบ TACTICOS โดยตรง ทำให้สามารถรับส่งข้อมูลกับเรือลำอื่นๆ ของกองทัพเรือเองได้ด้วย

นอกจากนี้ Thales จะเชื่อมต่อ ระบบสะพานเดินเรือแบบรวมการ (IBS) ซึ่งคาดว่าเป็นรุ่น UniMACS 3000 series ของ Imtech Marine เหมือนกับ ร.ล.กระบี่ โดย IBS จะเชื่อมต่อกับเรดาร์เดินเรือทั้ง 3 ชุด และระบบเครือข่ายข้อมูลนำร่อง (NDDS) ที่รับข้อมูลจากอุปกรณ์นำร่องต่างๆ เช่น เข็มทิศไยโร เครื่องวัดความเร็วเรือ เครื่องหาตำบลที่เรือด้วยด้วยดาวเทียม ฯลฯ เรือ OPV ลำใหม่ ยังติดตั้ง ระบบช่วยเดินอากาศทางยุทธวิธี (TACAN) โดยเชื่อมต่อผ่านระบบ ICS ของเรือ จึงมีความเป็นไปได้สูงว่า เรือลำใหม่จะมี ฮ.ประจำเรือ ซึ่งจะบรรทุกไปกับเรือภายในโรงเก็บ ฮ. (ไม่ได้บินมาปฏิบัติการร่วมกันจากฐานบนฝั่ง) เพราะ โดยทั่วไป ตามหลักนิยมของกองทัพเรือไทย จะติดตั้งระบบ TACAN กับเรือผิวน้ำที่มีอากาศยานประจำเรือ อย่างไรก็ดี เชื่อว่าในเรือ OPV ลำใหม่ จะไม่มีการขยายขนาดลานจอด ฮ. ให้ใหญ่ขึ้น โดยจะยังคงรองรับ ฮ. ขนาด 7 ตัน (ฮ. S-76B หรือ Super Lynx 300 หรือ EC645 T2) เช่นเดิม เพียงแต่จะมีการขยายขนาดเก๋งเรือส่วนท้ายที่อยู่ติดกับลานจอด ฮ. ออกไปทางด้านกราบทั้ง 2 ด้าน โดยลดพื้นที่ดาดฟ้าบริเวณกราบเรือที่ออกแบบไว้วางตู้คอนเทนเนอร์ และเพิ่มความสูงให้มากขึ้น เพื่อใช้เป็นโรงเก็บ ฮ. ขนาด 7 ตัน

สำหรับการปรับปรุงเรือชุด ร.ล.ปัตตานี และนราธิวาส Thales เลือกใช้แผนแบบเช่นเดียวกับเรือ OPV ลำใหม่ เพื่อให้มีความคล้ายกันของอุปกรณ์ต่างๆ ให้มากที่สุด ประกอบด้วย การเปลี่ยน ระบบอำนวยการรบ จาก COSYS 100 ของ Rheinmetall เป็น TACTICOS เรดาร์ตรวจการณ์พื้นน้ำ-อากาศ จาก RAN-30X/I ของ Selex เป็น Variant และ Scout ระบบ IFF จากของ Selex Communications เป็น TSB2525 และ เรดาร์และออปโทรนิกส์ควบคุมการยิง จาก TMX/EO ของ Rheinmetall เป็น STIR 1.2 EO Mk 2 โดยจะมีการติดตั้ง R-ESM Vigile Mk 2 ระบบออปโทรนิกส์ตรวจการณ์ MX-10MS ระบบควบคุมการยิงเป้าลวง SKWS C-Guard และ datalink Link Y Mk 2 เพิ่มเติม สำหรับอุปกรณ์ที่มีอยู่เดิม Thales จะเชื่อมต่อเข้ากับระบบ TACTICOS ที่ติดตั้งใหม่ ประกอบด้วย เรดาร์ตรวจการณ์พื้นน้ำ Pilot Mk 2 (2D X-band FMCW LPI solid-state) ของ Saab เรดาร์เดินเรือ-ควบคุมเฮลิคอปเตอร์ NSC-25 SeaScout ของ Raytheon Anschutz (S-band และ X-band) อย่างละ 1 ชุด และ 2 ชุด รวมทั้ง ระบบ ICS และ IBS ของ Raytheon Anschutz อย่างไรก็ดี ในแผนงานไม่มีการระบุถึง datalink Link RTN และ SATCOM แบบ M-VSAT ที่ติดตั้งอยู่ก่อนแล้วบนเรือชุดนี้ แต่เชื่อว่าระบบทั้ง 2 Thales จะทำการเชื่อมต่อให้เช่นเดียวกับบนเรือ OPV ลำใหม่

ในส่วนของระบบอาวุธ Thales จะเชื่อมต่อเฉพาะ ปืนใหญ่เรือ 76/62 Compact 1 แท่น เข้ากับระบบ TACTICOS เท่านั้น โดยไม่รวมถึง ปืนใหญ่กล GI-2 ขนาด 20 มม./93 คาลิเบอร์ แท่นเดี่ยว 2 แท่น ของ Denel Land Systems เนื่องจากเป็นปืนที่ทำการยิงได้เฉพาะในแบบ manual (ใช้คนยิงที่ป้อมปืน) และไม่มีการกล่าวถึงอาวุธปล่อยฯ Harpoon ในแผนงาน แม้ว่า ร.ล.ปัตตานี และนราธิวาส จะได้รับการออกแบบให้ติดตั้งอาวุธปล่อยฯ ได้ตั้งแต่ต้นที่สร้างเรือก็ตาม

Thales reveals configuration of the RTN's new OPV and proposed Pattani-class upgraded plan.

Royal Thai Navy is on the preparation process of building its new OPV, the second of the Krabi class, and they still choosing Thales Nederland as lead system and combat system integrator. The second ship will have a higher capability. Thales also proposed the upgrade plan for the Pattani-class that, if implemented, will bring the capability to the standard of what it is on Krabi class.

TACTICOS still a combat suite for the yet-to-be name OPV. 4 MOC Mk.3 console station will be installed along with two large collaboration wall displaying the situation picture. The air-surface surveillance radar will be the rotating 2D dual C/X-band TWT Variant radar along with rotating 2D X-band FMCW LPI solid-state Scout surface-helicopter control radar. Mk X(A) TSB2525 and STIR 1.2 EO Mk 2 is the main fire control. R-ESM capability rely on Vigile Mk 2. L3 Wescam MX-10MS optronic surveillance system and Terma SKWS C-Guard, X-Band and S-Band Sperry Marine VisionMaster radar, Furuno ARPA radar will also be installed.

The ADS-B and AIS are also believed to be install on board.

Main gun will be Oto Melara 76/62 compact stealth shield and two MSI-DSL/ATK 30 mm DS30MR Mk.44. There are also an preparation for the anti-ship missile to be installed. RTN is looking at the RGM-84D Harpoon, but if there is any export ban RTN will shift to C-802A instead. But ThaiArmedForce.com believe that the Harpoon deal, if it is exist, will go through consider United States just approve the additional sale of RIM-162B ESSM to the RTN. The two Terma DL-12T will make this ship the first RTN ship that capable of avoiding the anti-ship attack.

Thales also providing the FICS integrated communication system and FOCON IP phone. Network centric mission will go through Thales Link Y Mk.2 that enable the ship to share information with allied force. Thales also integrating the Link RTN developed by Avia Satcom/Rohde & Schwarz. SATCOM will be using Cobham Sailor and underwater communication will be using Ocean Technology Systems Aquacom to communicate with diver. The LRAD also be installed for law enforcement mission.

Imtech Marine UniMACS 3000 series integrated bridge system will handle all bridge word. TACAN will be also installed. ThaiArmedForce.com's opinion is this is the indication that the new OPV will have an on-board 7 tons helicopter.

Another plan that Thales proposed to RTN is the Pattani-class OPV upgrade plan. Over specification will be

 



 

เรือหลวงกระบี่

17/09/2558 17.30น. ThaiArmedForce.com - กองทัพเรือลงนามจัดหาแบบเรือและวัสดุสำหรับเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งลำใหม่ พร้อมสั่งต่อเรือลากจูงขนาดกลาง

เมื่อเวลา 14.00 ของวันที่ 17 ก.ย. 2558 ผู้บัญชาการทหารเรือได้ลงนามกับบริษัท อู่กรุงเทพ จำกัด และบริษัท อิตัลไทย มารีน จำกัด ในการสัญญาการซื้อขายแบบเรือและพัสดุสำหรับสร้างเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งลำใหม่ ณ กองบัญชาการกองทัพเรือ

กระทรวงกลาโหม ได้อนุมัติให้กองทัพเรือซื้อแบบและพัสดุสำหรับสร้างเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง พร้อมเครื่องจักร อุปกรณ์ อะไหล่ เครื่องมือ ส่วนสนับสนุน สายไฟและสายสัญญาณที่ใช้กับอุปกรณ์ที่กองทัพเรือเป็น   ผู้จัดหา รวมถึงการบริการทางเทคนิคในการออกแบบติดตั้ง เชื่อมต่อ การตรวจรับ การทดสอบทดลองอุปกรณ์ การฝึกอบรม การสนับสนุน การส่งกำลังบำรุงรวม เอกสารคู่มือ การถ่ายทอดเทคโนโลยีการสร้างเรือ ในสาขาต่าง ๆ ตามแบบเรือ การประกันภัยและการขนส่ง และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ในราคายกเว้นค่าอากรทางศุลกากรแต่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีอากรอื่น ๆ ค่าขนส่งและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ จาก บริษัทอู่กรุงเทพ จำกัด โดยส่งมอบแบบแปลนรายละเอียดสำหรับการสร้างเรือและพัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการ สร้างเรือในลักษณะ Package Deal และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องให้กองทัพเรือดำเนินการสร้างเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง รวมทั้งส่งมอบแบบรายละเอียดที่ใช้ในการสร้างเรือจริง โดยใช้แบบเรือ เรือหลวงกระบี่ เป็นแบบพื้นฐาน จนกระทั่งส่งมอบ ณ อู่ราชนาวีมหิดล กรมอู่ทหารเรือ จังหวัดชลบุรี

ทั้งนี้กองทัพเรือยังไม่ได้เปิดเผยแบบเรือที่จะต่อออกมา โดยคาดว่าจะมีการปรับปรุงแบบจากแบบเรือหลวงกระบี่ของบริษัท BAE System ที่ใช้เป็นพื้นฐาน โดยหนึ่งในการปรับปรุงนั้นอาจรวมถึงการเพิ่มลานจอดเฮลิคอปเตอร์บนตัวเรือ ซึ่งคาดว่างบประมาณของโครงการจะอยู่ที่ 2850 ล้านบาท

นอกจากนั้น กองทัพเรือยังได้ลงนามในสัญญาจ้างสร้างเรือลากจูงขนาดกลางจำนวน 1 ลำ พร้อมระบบอุปกรณ์ อะไหล่ เครื่องมือ เอกสาร ส่วนสนับสนุน การทดสอบทดลอง น้ำมันเชื้อเพลิง น้ำมันหล่อลื่น การฝึกอบรม การตรวจรับและพิธีกรรมต่าง ๆ ในราคายกเว้นค่าอากรทางศุลกากร แต่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มภาษีอากรอื่น ๆ ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ จนกระทั่งส่งมอบเรือกับบริษัท อิตัลไทย มารีน จำกัด เช่นเดียวกัน

สมาชิกที่สนใจสามารถร่วมพูดคุยเกี่ยวกับประเด็นนี้ได้ที่กระทู้

โครงการเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง (ตกก.) ชุดใหม่

http://www.thaiarmedforce.com/distribution/viewtopic.php?f=6&t=865

On 17 September, Royal Thai Navy signed the contract with Bangkok Dock and Italthai Marine for drawing, materials, and associated equipment and services to be used in the construction of its new offshore patrol vessel (OPV)

Royal Thai Navy is looking to build its next OPV based on the modified BAE River-class OPV. The first ship - HTMS Krabi - already enter into service several years ago and rumors said that Royal Thai Navy will modified the second ship further, including adding the helicopter deck.

The ship will be built at Mahidol dockyard. Overall project value is believe to be around 2850 mil Baht or 80 Mil USD.

Also, Royal Thai Navy signed contract with Italthai Marine to construct its new tug boat.

2017  ThaiArmedForce.com   globbersthemes joomla templates