TAF Special #81 - ปาฐกถาราชนาวิกสภา "การเจรจาสันติภาพ ทางออกวิกฤตชายแดนใต้"


ภาพจาก TAF Instagram

วันนี้ ที่หอประชุมกองทัพเรือ ราชนาวิกสภาได้จัดการแสดงปาฐกถาประจำปี 2556 เรื่อง การเจรจาสันติภาพ ทางออกวิกฤตชายแดนใต้ โดยมีผู้เข้าร่วมปาฐกถาประกอบด้วยพลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า พลโท ภารดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ และนาวาเอกสมเกียรติ ผลประยูร ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน กองทัพเรือ โดยมีพิธีกรคือคุณกิตติ สิงหาปัด วันนี้ TAF เก็บรายละเอียดจากการปาฐกถานี้มาฝากครับ

พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ
จากการศึกษาปัญหาความขัดแย้งทั่วโลกนั้น มีหาทางออกด้วยการเจรจา 100 กว่าแห่ง ประสบความสำเร็จและมี Peace dialogue จำนวน 41 แห่ง ผมเคยได้ไปคุยกับนายกไอแลนด์เหนือและผู้ประสานงานการพูดคุยที่ไอแลนด์ รวมถึงที่มินดาเนา อินโดนิเซีย ซึ่งประเทศเหล่านี้เปิดการเจรจากับกลุ่มแบ่งแยกดินแดนจนเป็นผลสำเร็จ จุดที่สำเร็จได้คือนักการเมืองมีทักษะในการเจรจา เช่นที่อินโดนิเซีย เป็นต้น แต่บ้านเรามีจุดอ่อนเพราะทางฝ่ายการเมืองไม่ค่อยมีทักษะในการเจรจา นอกจากนั้นเช่นที่ฟิลิปปินส์ก็มีการดำเนินการที่มีความต่อเนื่องในทุก ๆ รัฐบาล โดยเป็นความต่อเนื่องโดยการต่อยอด ไม่ใช่การต่อเนื่องแบบสร้างฐานสูงแบบประเทศไทยที่เปลี่ยนรัฐบาลก็เปลี่ยนคณะเจรจา ซึ่งจริง ๆ แล้วประเทศไทยก็มีการพูดคุยกันมาหลายปีแล้ว เช่นสมัยก่อน สมช.ก็คุยกับพูโล ทางสถาบันพระปกเกล้าก็คุยกับ BRN ตอนนี้น่าดีใจที่ สมช.สร้างบรรยากาศให้มีการพูดคุยได้


คุณกิตติ สิงหาปัด – แต่ก่อนที่คุยแปลว่าเคยมีการคุยกันอยู่แล้ว
พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ

ใช่ แต่ไม่คาดคิดว่าในที่สุดรัฐบาลจะกล้าเปิดการเจรจา เอาของใต้โต๊ะขึ้นมาบนโต๊ะ จากที่ผมศึกษามาในต่างประเทศ การทำ Peace Dialogue นั้นใช้เวลาขั้นต่ำ 3 ปีก่อนจะก้าวไปสู่ Peace Talk เพราะต้องสร้างการยอมรับโดยเฉพาะในพื้นที่ ซึ่งในช่วงเริ่มต้นมักจะมีความรุนแรงมากขึ้นเสมอ ในต่างประเทศบางทีมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นสามเท่า ถือเป็นธรรมชาติ แต่การเริ่มต้นก็คือการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกันก่อน ก่อนจะนำไปสู่ Peace Talk และ Peace Process
การเจรจามีได้หลายทาง เช่น หนึ่ง การที่ทั้งสองฝ่ายนำเสนอ Roadmap ของตนเองเพื่อมาสร้างการยอมรับ สองก็คือประเทศที่สามพยายามบีบให้คู่เจรจาทำตาม Roadmap ของประเทศที่สาม เช่นมาเลเซียมีความพยายามบีบให้ทั้งสองฝ่ายเดินตาม Roadmap ของตนเองและต้องการยกระดับจากผู้อำนวยความสะดวกเป็นตัวกลาง ซึ่งต้องระวัง ทางที่สามคือการเสนอ Roadmap ของภาคประชาชน โดยสถาบันพระปกเกล้าก็มีการรวบรวมความเห็นจากประชาชนด้วย ซึ่งได้ส่งข้อมูลให้ สมช.แล้ว
แต่สิ่งสำคัญคือต้องมีความอดทน โดยเฉพาะการตีความต่าง ๆ เช่นการตีความ youtube ของ BRN ซึ่งต้องระวัง ผมอยากให้เวลาแถลงอะไรให้มองเชิงบวกไว้ก่อน เพราะอย่าง BRN ก็ไม่ได้คิดเรื่องเอกสารหรือรูปแบบการปกครองตนเอง โดยการเจรจาสันติภาพจะต้องมีการดำเนินการควบคู่กันไปทั้งใต้โต๊ะและบนโต๊ะ  และการเจรจาต้องใช้เวลา เช่นที่อาเจะห์ใช้เวลา 7 ปี ที่ไอแลนด์เหนือใช้เวลาถึง 26 ปี หรืออย่างอินเดียก็ยังมีการเจรจาตลอดแม้ว่าจะมีสงครามก็ตาม
Peace Dialogue ครั้งนี้เป็นยุทธศาสตร์ แต่ RBN เขากำลังลงลึกไปถึงยุทธวิธีเนื่องจากถูกบีบจากมาเลเซีย ดังนั้นฝ่ายเราต้องรักษายุทธศาสตร์ไว้ พยายามพูดคุยให้ได้ตาม Roadmap ของเรา และผู้เจรจาไม่ต้องมีจำนวนมาก และต้องค่อย ๆ เดินเป็นก้าวไป


คุณกิตติ สิงหาปัด – มองว่าครั้งนี้คุยถูกคนหรือเปล่า
พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ

ไม่รู้ รู้แต่คนที่ผมคุยกับคุณภารดรคุยเป็นคน ๆ เดียวกัน ความจริงไม่ต้องรู้ว่าตัวจริงหรือเปล่า แต่ให้เขารู้ว่าเราตัวจริงก็พอ เพราะอย่างคุณภารดรต้องคุยผ่านตัวกลาง แต่สถาบันพระปกเกล้าสามารถคุยโดยตรงได้ และทำมานานแล้วหลายรัฐบาล ไม่ว่ารัฐบาลเปลี่ยนก็สามารถเดินผ่านทางสถาบันได้
นอกจากนั้นต้องมีหน่วยค้นหาความจริงร่วมกัน เพื่อพิสูจน์ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นฝีมือใคร


คุณกิตติ สิงหาปัด – Facilitator กับ Mediator ต่างกันยังไง
พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ

ต่างมาก อย่างตอนนี้มีคำถามว่ามาเลเซียทำหน้าที่อะไร เพราะทุกวันนี้มาเลเซียกำลังทำตัวเป็น Mediator แล้ว ซึ่งทำไม่ได้เพราะผิดกฎหมายไทย เนื่องจากต้องให้สภารับรองก่อน


คุณกิตติ สิงหาปัด – ตอนนี้กระบวนการพูดคุยกันไปถึงไหนแล้ว
พลโท ภารดร พัฒนถาบุตร

ตอนนี้ยืนยันว่าเราดำเนินการทุกอย่างไปตามทฤษฎีวิชาการ จากการพูดคุยทางลับไปถึงการเปิดโต๊ะเจรจา เพราะนโยบายเราชัดเจน โดยนโยบายข้อ 8 ของเราคือเราจะเปิดพื้นที่พูดคุย กระบวนการพูดคุยนั้นจะเริ่มต้นจาก Pre talk – Talk – Negotiation – Implementation ตอนนี้เราอยู่ระหว่าง Pre talk กับ Talk อยู่
ตอนนี้ผมยังยืนยันว่ามาเลเซียเป็นแค่ Facilitator เท่านั้น เพราะเขามีหน้าที่แค่จัดที่ประชุมและดูแลความปลอดภัยให้เท่านั้น สมช.กับ BRN ยังพูดคุยโดยตรง แต่มีข้อตกลงกันว่าคู่เจรจาจะสื่อสารกันผ่านผู้อำนวยความสะดวก แต่ผู้อำนวยความสะดวกไม่สามารถให้คำแนะนำได้


คุณกิตติ สิงหาปัด – ก่อนที่จะเอาเรื่องใต้โต๊ะขึ้นมาบนโต๊ะนั้น อะไรที่ทำให้คิดว่าถึงเวลาแล้ว
พลโท ภารดร พัฒนถาบุตร

มันเป็นพัฒนาการ เพราะเราเห็นมาในอดีตแล้วว่าสุดท้ายทางออกคือการเจรจา อย่างตอนนี้เราใช้วิธีทุกอย่างแล้วจนมาถึงรอยต่อระหว่างการใช้กำลังกับการใช้การเจรจา นอกจากนั้นยังมีองค์ประกอบอื่นด้วยเช่น AEC ที่กำลังจะมา เพราะถ้าชายแดนใต้ไม่สงบ พื้นที่ก็จะไม่แข็งแรง และประชาคมอาเซียนก็จะไม่แข็งแรงด้วย ดังนั้นเป็นโจทย์ใหญ่ของไทย มาเลเซีย และอาเซียนเอง ดังนั้นจึงเกิดความร่วมมือกันระหว่างสองฝ่าย โดยทั้งสองฝ่ายให้ สมช. ไทยกับมาเลเซียร่วมมือกัน นอกจากนั้นก็ให้ ศอ.บต. ไทยและสันติบาลมาเลเซียร่วมมือกันด้วย


คุณกิตติ สิงหาปัด – ตอนนี้อยู่ในรอยต่อ Pre talk และ Talk แต่รอมฎอนก็ยังมีความรุนแรง หรือข้อเสนอของ BRN ที่ทางหลายฝ่ายรับไม่ได้ ตรงนี้กระทบกับกระบวนการหรือไม่ และจำทำความเข้าใจยังไง
พลโท ภารดร พัฒนถาบุตร

สิ่งที่ยากคือการทำความเข้าใจกับคนในพื้นที่และนอกพื้นที่ ซึ่งต้องทำความเข้าใจทั้งสองฝ่าย เพราะสุดท้ายถ้าการพูดคุยดำเนินไปถึงจุดสุดท้ายก็ต้องมีการแก้กฎหมาย และการแก้กฎหมายต่าง ๆ ต้องเกี่ยวกับคนนอกพื้นที่ ซึ่งรัฐบาลต้องมีศิลปะในการทำความเข้าใจ


คุณกิตติ สิงหาปัด – ตอนนี้เรายังไม่ถึงขั้นตอนการเจรจา แต่ทำไม BRN ยังมีแถลงการณ์ผ่าน youtube ออกมาเรื่อย ๆ
พลโท ภารดร พัฒนถาบุตร

ตอนนี้เป็นช่วงสร้างความไว้ใจ การแถลงผ่าน youtube ก็เป็นการสะท้อนสิ่งที่เขาคิด ซึ่งเขาสะท้อนยิ่งเร็วก็ยิ่งดี อย่างเหตุรุนแรงนั้น ทาง BRN เขาก็ยอมรับว่าเรามีความตั้งใจร่วมกันที่จะสร้างสันติภาพ แต่ก็มีปัจจัยหลายอย่างไม่ใช่แค่ BRN เช่นกลุ่มผลประโยชน์ในพื้นที่ แต่เราก็คุยกับกลุ่มใหญ่ก่อน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีที่เขาสะท้อนได้ ตอนนี้อยู่ที่เนื้อหาที่จะพูดคุยกัน เพราะต้องรู้ประเด็นก่อน


คุณกิตติ สิงหาปัด – ในพื้นที่จริง ๆ มันเกิดอะไรขึ้น เพราะในต่างประเทศมีองค์กรค่อนข้างชัดเจน ในพื้นที่เรามีกลุ่มก้อนแบบนี้ไหม
นาวาเอก สมเกียรติ ผลประยูร

มุมของผมคือผู้ใต้บังคับบัญชาที่ต้องรับนโยบายจากภาครัฐอยู่แล้ว เป็นผู้ปฏิบัติ ซึ่งก็เชื่อว่าทางฝ่ายเขามีระดับนโยบาย เขาก็มีสภา มี 7 กระทรวง และมีระดับปฏิบัติเช่นกัน ในระดับผู้ปฏิบัติก็มองการพูดคุยเช่นกันเพราะทุกส่วนคาบเกี่ยวกัน และตอนนี้เราก็เผชิญกับมวลชนของพวกเขาเช่นกัน โดยส่วนตัวผมเห็นว่าการพูดคุยก็เป็นส่วนสำคัญอยู่แล้ว แต่จุดสำคัญคือเป้าหมาย ถ้าเป้าหมายเขาเด่นชัดว่าไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ต้องมีการแยกประเทศก็โอเค แต่ระดับล่างของเขาซึ่งได้รับการปลุกระดมมามากนั้นอาจจะเข้าใจไม่ตรงกันก็ได้เพราะถูกปลุกระดมมาอย่างต่อเนื่องว่าสำเร็จแน่ ซึ่งถ้าเป้าหมายถูกจำกัดอยู่แค่การสร้างสันติภาพไม่ใช่การสร้างรัฐใหม่ก็ถือเป็นเรื่องที่ดี
ในมุมของผู้ปฏิบัติก็ยังต้องดำเนินควบคู่กันไป โดยผู้ปฏิบัติต้องดำเนินการในการหยุดเงื่อนไขการสร้างสถานการณ์ เพราะคนที่เข้าร่วมกับขบวนการก็เข้าร่วมจากสาเหตุสองประการคือสูญเสียอัตลักษณ์ของตนและการไม่ได้รับความยุติธรรม ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องที่เรากำลังทำงานอยู่


คุณกิตติ สิงหาปัด – แกนนำที่มาเจรจากับรัฐตอนนี้มีความสำคัญกับระดับในพื้นที่แค่ไหน
นาวาเอก สมเกียรติ ผลประยูร

ต้องบอกก่อนว่าในฐานะที่อยู่ในพื้นที่มาเกือบ 3 ปี ทุกคนที่เราถาม แทบทั้งหมดอยากอยู่กับประเทศไทยทั้งนั้น แต่กลุ่มที่ดำเนินการในตอนนี้เชื่อว่ายังเป็นกลุ่มที่มีจำนวนน้อย เพราะถ้าเป็นกลุ่มใหญ่ก็คงรุนแรงกว่านี้ไปแล้ว แต่ต้องยอมรับว่ารากเหง้าที่ตกทอดอยู่ยังไม่หมดไป บางส่วนยังคงมีความรู้สึกว่าอยากมีอำนาจการปกครอง บางส่วนที่มีความรุนแรงด้านศาสนาก็ยอมรับว่ามีจริง เพื่อต้องการเรียกร้องสิ่งที่เขาอยากได้ แต่เชื่อว่าไม่มาก
ในพื้นที่มีมุสลิม 1.8 ล้าน มีไทยพุทธ 4 แสน แต่มีแนวร่วมไม่เยอะ แต่เมื่อมีความรุนแรงก็จะส่งผลสะเทือนไปในวงกว้างเท่านั้นเอง


คุณกิตติ สิงหาปัด – หลังจากข้อตกลงหลังสุดนั้นที่ว่าจะหยุดเหตุในรอมฎอน แต่ก็ยังเกิดเหตุอยู่ เหตุพวกนี้จะมีผลสะเทือนต่อบรรยากาศการพูดคุยไหม
พลโท ภารดร พัฒนถาบุตร

อยู่ที่การทำความเข้าใจ อย่างกรณีแรกรอมฎอนปีนี้เริ่มวันที่ 9 ก.ค. จบวันที่ 7 ส.ค. ช่วง 10 วันแรกของเดือนไม่มีอะไรเลย ทุกคนมีความสุข แต่วันที่ 17 มีเหตุระเบิดที่เจาะไอร้อง หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่จึงติดตามจับกุมและเกิดการปะทะทำให้อีกกลุ่มเสียชีวิต ฝ่ายตรงข้ามจึงมาแก้แค้นด้วยการวางระเบิดที่จะแนะ ซึ่งถ้าเราทำความเข้าใจได้ว่าสถานกรณีไม่ได้เกิดการละเมิดข้อตกลงก็น่าจะจัดการได้


คุณกิตติ สิงหาปัด – ถ้าให้ลองคาดการณ์ภาพบวกที่สุดของเรากับ BRN น่าจะออกมาในรูปแบบไหน
พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ

ประเด็นใหญ่คือความไม่เป็นธรรม เช่นการกดทับอัตลักษณ์ของเขาซึ่งเด็ก ๆ ในพื้นที่สื่อมา ตรงนี้ก็คล้ายกับอีก 6 – 7 ประเทศที่เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ตรงนี้ทางสถาบันพระปกเกล้าพยายามทำเรื่อง Peace communication ควบคู่ไปด้วยโดยการนำสิ่งดี ๆ ในพื้นที่เผยแพร่ออกมา เช่นคนในพื้นที่ชอบกีฬา ชอบฟุตบอลมาก ตอนที่จัดกีฬาในพื้นที่ผู้ว่ายังบอกเลยว่าเห็น RKK มาดูบอลกันเยอะมาก ซึ่งเห็นชัดว่าคนในพื้นที่รักกีฬา แต่ที่ผ่านมาเราไม่ได้สนับสนุนสิ่งที่เขาต้องการมากนัก
ผมมองว่าสุดท้ายนโยบาย 9 ข้อของ สมช. น่าจะบรรลุผลแน่นอน เพียงแต่ตอนนี้มีแต่ สมช. ทำ แต่กระทรวงอื่น ๆ หยุดนิ่งดู สมช. อย่างเดียว ซึ่งมันไม่ใช่ ทุกคนต้องเดินควบคู่กันไปด้วย เพราะถ้าทุกคนทำ ข้อ 8 ของสมช. จะได้มาได้ง่าย ๆ เลย
ตอนนี้มันมีสัญญาณหลายอย่าง อย่างตอนนั้นอดีตเลขา ศอ.บต. ท่านก่อนคือท่านภาณุ อุทัยรัตน์ก็พูดว่าเริ่มเห็นสัญญาณว่าเรื่องใกล้จะจบแล้ว คือเราต้องเปิดพื้นที่ให้มาก ๆ ให้คนในพื้นที่มีส่วนร่วมมากขึ้น และเปิดการพูดคุยในต่างประเทศด้วย เพราะไม่ใช่แค่กลุ่มเดียวที่เราต้องคุย แต่เราต้องตามไปคุยกับทุกคน สุดท้ายถ้าไดข้อเสนอว่าเขาจะอยากมีส่วนร่วมในพื้นที่มากขึ้น เช่น ข้อเสนอของ BRN ก่อนหน้านี้คือ เขาขอให้บทบาทของคนมุสลิมในพื้นที่มีมากขึ้น อย่าง RKK ที่มามอบตัวก็บอกเช่นกันว่าเรื่องนี้สำคัญ เพราะเวลาเขาไปติดต่อราชการเขาคุยกับข้าราชการไม่รู้เรื่องเพราะเขาพูดยาวีแต่เราพูดไทย ซึ่งเรื่องนี้ดูเหมือนเล็กแต่เป็นเรื่องใหญ่ มีตัวอย่างเช่น เคยมีกรณีทหารเจอคนจะเดินไปละมาดตอนเช้ามืด แต่ทหารบอกว่าขอให้รอไว้ก่อนกลัวไม่ปลอดภัย แต่ด้วยความที่สื่อสารกันไม่รู้เรื่องกลายเป็นเขาเข้าใจว่าทหารมุสลิมห้ามละมาด ซึ่งแสดงให้เห็นว่านี่เป็นเรื่องสำคัญ
Peace Talk ของเราน่าจะมีโอกาสจบได้ โดยตอนแรกการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจน่าจะใช้เวลาขั้นต่ำ 3 ปี หลังจากนั้นอาจมีการวางอาวุธและการพูดคุยมากขึ้น เช่นตอนนี้เขาบอกว่าเขาอยากได้แบบจังหวัดอื่นบ้าน เช่นการกระจายอำนาจ โดยเขาอยากมีบทบาทในการปกครองในพื้นที่เหมือนการทำจังหวัดจัดการตนเองใน 42 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งมีการดำเนินการอยู่แล้ว เขาอยากทำตรงนี้
ข้อเสียคือ มันมีกลุ่มที่ไม่รู้ว่าใครคอยสร้างสถานการณ์ ก็คือพวกกลุ่มผลประโยชน์ซึ่งยังมีอย่างต่อเนื่อง


คุณกิตติ สิงหาปัด – ยกเว้นเรื่องศาสนากับภาษา ตอนนี้ในพื้นที่มีอะไรที่ต่างจากพื้นที่อื่นบ้าง?
พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ

ทราบหรือไม่ว่าตอนนี้คนสามจังหวัดซื้อน้ำมันแพงที่สุดในประเทศไทย คนในพื้นที่เขาก็รู้สึกไม่ดี เพราะเขาคิดว่าทั้ง ๆ ที่น้ำมันก็ขุดจากบ้านเขา ท่อก๊าซก็วางผ่านบ้านเขา ทำไมเขายังใช้แพงที่สุด โอเคว่าเรื่องต้นทุนการขนส่งมันก็อธิบายได้ แต่ก็อยากให้หาแนวทางทำตรงนี้ เพราะขนาดส่งไปรษณีย์ยัง 3 บาทเท่ากันทั่วประเทศได้เลย คือตอนนี้แม้แต่คนพุทธก็ไม่พอใจที่ชีวิตฉันไม่มีความสุขจากสถานการณ์ด้วย เรื่องตลกก็คือเคยถามเล่น ๆ ว่าถ้ามีประเทศใหม่ใครจะไปอยู่บ้าง กลับมีคนพุทธยกมือด้วยตั้งหลายคน


คุณกิตติ สิงหาปัด – แบ่งแยกดินแดนนั้นเราปิดประตูแน่นอนเพราะผิดรัฐธรรมนูญ แต่ข้อเสนอสุดท้ายของเขาน่าจะเป็นอะไร
พลโท ภารดร พัฒนถาบุตร

ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น ด้วยข้อเท็จจริงต้องยอมรับว่าเป้าหมายสุดท้ายเป็นเรื่องของการปกครอง แต่การปกครองตรงนี้อาจหมายถึงการมีส่วนร่วมในการปกครอง ซึ่งรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้จำกัดไว้ ผมคาดว่าข้อเสนอสุดท้ายของเขาไม่น่าจะหลุดจากข้อเสนอ 5 ข้อที่เขาเสนอมา ถ้ามาดูข้อเสนอ 5 ข้อคือ 1) การหารือเป็นการพูดคุยระหว่างนักต่อสู้ปัตตานีกับรัฐบาลไทย 2) ให้ยกสถานะมาเลเซียเป็นคนกลาง 3) ให้มีผู้สังเกตการณ์จากต่างประเทศ 4) รัฐบาลไทยรับรองการเป็นเจ้าของของชาวมาลายูปัตตานีโดยชาวปัตตานีเอง 5) ให้ปล่อยนักโทษ ซึ่งเห็นว่าข้อที่มีนัยยะสำคัญคือข้อ 4
พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ
ต้องยอมรับว่าเป้าหมายสูงสุดของเขาคือเอกราช แต่พวกแกนนำรุ่นเก่านั้นสู้มาตั้งแต่อายุ 20 กว่าจนตอนนี้ 70 กว่าปีแล้ว เขายอมรับแล้วว่าไม่มีทางเป็นเอกราชได้ แต่เขาพูดตรง ๆ กับคนของเขาไม่ได้ว่าไม่ต้องการเอกราชแล้วเพราะนักปฏิวัติรุ่นใหม่จะไม่ยอมรับ ซึ่งจริง ๆ แล้วมีแนวทางการจัดการตนเองหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกผู้ว่าเอง หรือการตั้งปัตตานีมหานครที่มีข้อเสนอมา ซึ่งตรงนี้เป็นการเปิดพื้นที่ให้เขาแสดงความเห็นตามระบอบประชาธิปไตย เพราคนในพื้นที่รักประชาธิปไตย สังเกตว่าคนสามจังหวัดมาเลือกตั้งกันเยอะมาก ดังนั้นผีการแบ่งแยกดินแดนต้องจบได้แล้ว เพราะชัดเจนว่าคนในพื้นที่พร้อมเข้าร่วมกับรัฐไทยทุกกระบวนการ ดังนั้นคนจะแบ่งแยกดินแดนเป็นคนส่วนน้อย แต่เป็นคนส่วนน้อยที่มีอาวุธ


คุณกิตติ สิงหาปัด – ความไม่ยุติธรรมนั้นมันมีอะไรบ้าง
นาวาเอก สมเกียรติ ผลประยูร

อย่างที่บอกไปก็คือมีสองอย่างที่ทำให้เขาเข้าร่วมขบวนการ คนเหล่านี้ที่ผมพูดคุยก็จะเริ่มต้นด้วยประวัติศาสตร์ แต่สิ่งนี้ยังไม่ใช่สิ่งที่นำเขาเข้าไป แต่ความไม่เป็นธรรมต่าง ๆ ที่เขาสะท้อนขึ้นมาซึ่งหลายอย่างต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องจริง อย่างการศึกษาในพื้นที่นั้น เด็กที่จบปอเนาะหลายพันคนนั้นไม่สามารถไปแข่งขันได้ จึงเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ ไม่มีงานทำ ไม่มีรายได้ สุดท้ายก็จบที่การไปนั่งสูบใบกระท่อมท้ายหมู่บ้านแล้วโดนชักชวนเข้าไปในขบวนการ ซึ่งขบวนการก็ใช้จุดนี้ในการชักชวนเข้าไป พยายามปลูกฟังให้เห็นว่ารัฐไม่ให้ความเป็นธรรม โดยมักจะยกกรณีตากใบขึ้นมาซึ่งตรงนี้ก็ต้องยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่รัฐจริง ๆ เพราะอย่างมะรอโซก็เป็นผลผลิตจากเหตุการณ์ที่ตากใบ และสุดท้ายเขาก็จะใช้การบิดเบือนศาสนาเข้ามาจนทำให้คนเหล่านี้เข้าสู่ขบวนการอย่างสมบูรณ์
ถ้าทุกหน่วยงานช่วยกันหยุดเงื่อนไขนั้นก็จะสามารถช่วยได้มาก เพราะความไม่เป็นธรรมมีอยู่จริง อย่างเรื่องการศึกษานั้นสำคัญมาก ก่อนที่จะเป็น RKK นั้นใช้เวลาสองปี จากการที่กระบวนการเริ่มดูตัวด้วยการเก็งตัว มาสู่การบ่มเพาะและการเข้าสู่การทดสอบจิตใจ อย่างทีบอกไปคือเรื่องประวัติศาสตร์ไม่ใช่เงื่อนไขเดียว แต่เขาใช้เรื่องความไม่ยุติธรรมและการบิดเบือนศาสนาเข้ามาด้วย


คุณกิตติ สิงหาปัด – ฟังดูแล้ว 5 ข้อของ BRN ก็ไม่ได้ยากนักที่จะรับ
พลโท ภารดร พัฒนถาบุตร

ไม่ยาก เพราะจากการที่ไปรับฟังความเห็นมาในพื้นที่นั้น ในพื้นที่ก็รับได้ แต่ตอนนี้เรากำลังขอความชัดเจนชัด ๆ จาก BRN ในข้อ 4 จาก BRN ว่าเขาต้องการอะไรกันแน่
อย่างที่ผมไปคุยกับเขามาสองสามรอบตั้งแต่ 9 โมงจนถึง 5 ทุ่ม เขาก็จะพูดเรื่องประวัติศาสตร์เยอะมาก BRN ที่นั่งฟังก็จะร้องห่มร้องไห้ไปด้วย ซึ่งตรงนี้เป็นการผลิตซ้ำทางความคิด แต่ประวัติศาสตร์มันก็คือประวัติศาสตร์ มันจบไปแล้ว ต้องมาดูว่าอะไรคือปัญหาจริง ๆ ซึ่งสุดท้ายเขาก็พูดเรื่องการกดทับทางความคิดและการอำนวยความยุติธรรม นี่เป็นเรื่องสำคัญ เพราะสุดท้ายเขาไม่มีพื้นที่ในการแสดงออกเพราะรัฐไม่เคยไว้ใจเขา เขาเลยต้องมาจับอาวุธสู้


คุณกิตติ สิงหาปัด – แต่ก่อนมีคำสั่งที่ 66/23 ซึ่งนำมาสู่การยุติการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ สำหรับกรณีนี้การดำเนินการด้านกฎหมายคืออะไร
พลโท ภารดร พัฒนถาบุตร

ตอนนี้มีมาตรา 21 ของพ.ร.บ.ความมั่นคงซึ่งเปิดโอกาสอยู่แล้ว แต่ตอนนี้มีการทับซ้อนกันอยู่ระหว่างเรื่องความมั่นคงกับคดีอาญา แต่ถ้ารัฐไทยสามารถอำนวยความสะดวกในการยุติธรรมได้ก็จะช่วยได้มาก แม้ว่าเขาจะบอกว่าอยากให้ยกคดีให้หมดก็ตาม แต่เราก็ทำได้เพียงการอำนวยความยุติธรรมให้เป็นไปตามกฎหมายได้เท่านั้น เพราะการยกเลิกคดีทั้งหมดก็เป็นไปไม่ได้ แต่เราสามารถพาให้เขาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้
พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ
เรื่องนี้มีหลายโมเดล เพราะสุดท้ายนั้นต้องมีการแก้กฎหมาย อย่างในอินโดนิเซียนั้นก็มีหลายโมเดล เช่นในอาเจะห์นั้น การป้องกันประเทศ ทหาร การต่างประเทศ ก็จะให้รัฐบาลดูแล แต่การปกครองตนเองก็ให้คนในพื้นที่ดูแลกันเอง
เรื่องแบบนี้รากเหง้าของบาดแผลมันมีมาก เช่นในอาเจะห์นั้นเขาเป็นมลายู มีกษัตริย์ของตนเอง สู้กับเนเธอแลนด์จนตายไปเยอะหลายหมื่นคน แต่พอเนเธอแลนด์ให้เอกราชกลับเอาเขาเข้าไปรวมกับอินโดนิเซีย นอกจากนั้นเรายังไม่มีการเยียวยาด้านจิตใจ เพราะต้องยอมรับว่ากรณีตากใบและกรือเซะนั้นสร้างบาดแผลไว้มาก แต่แทบไม่มีการเยียวยา เพิ่งมีการเยียวยาด้านการเงินไปเมื่อเร็ว ๆ นี้เอง แต่ก็ยังไม่มีการเยียวยาด้านจิตใจอยู่ดี บาดแผลตรงนี้ทำให้เป็นเงื่อนไขสำคัญของการเข้าร่วมขบวนการ
เคยไปคุยกับ RKK เขาบอกว่าในพื้นที่จะมี RKK ทุกหมู่บ้านหมู่บ้านละ 10 คน จะมอนิเตอร์ความเคลื่อนไหวทหารตลอดเวลา ใครเข้าออกตอนไหนรู้หมด และจะมีเทคนิคการสร้างความเกลียดชังต่อทหาร เช่นมีกรณีการที่ครูเอาแอปเปิลไปแจกเด็ก ๆ ซึ่งเด็ก ๆ ก็ชอบกันเพราะเป็นผลไม้ต่างประเทศไม่ค่อยได้กิน แต่พอวันต่อมาพอเด็ก ๆ จะมารอรับแอปเปิล เหมือนเดิมกลับได้กล้วยแทน พอเด็กถามว่าทำไมไม่มีแอปเปิลก็บอกว่าทหารเอาแอปเปิลไปหมดแล้ว เด็ก ๆ ก็เสียใจและมีทัศนคติลบต่อทหาร เรื่องง่าย ๆ แบบนี้ก็สร้างความเกลียดชังได้ และความเกลียดชังมันบ่มเพาะมาหลายสิบปีแล้วไม่ใช่แค่ปี 2547


คุณกิตติ สิงหาปัด – จะแก้เรื่องความเกลียดชังทหารอย่างไร
นาวาเอก สมเกียรติ ผลประยูร

มวลชนตอนนี้มีอยู่ในหมู่บ้านซึ่งเราต้องรับมือ ตอนนี้มีหมู่บ้าน 136 ที่ที่มีมวลชนเขาอยู่มาก นอกจากนั้นจะอยู่ในโรงเรียนต่าง ๆ โรงเรียนสอนศาสนา หรือในมหาวิทยาลัย เขาพยายามจะบ่มให้เกิดความเกลียดชังทหาร มีนิทานเรื่องเล่าที่จะทำให้เด็ก ๆ เกลียดทหาร เด็ก ๆ ดังนั้นตอนนี้เราพยายามจะเดินเข้าไปหา เดินเข้าไปทุกหมู่บ้านเพื่อหยุดการปลุกระดม หยุดการเกลียดชัง ไปสร้างความสัมพันธ์กับครูสอนศาสนาหรือโรงเรียนต่าง ๆ เพื่อสร้างความสัมพันธ์และความเข้าใจที่ดี เพราะถ้าเราอยู่แต่ในฐานะมันก็ไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์ได้ ถ้าเราพร้อมใจกันหยุดเงื่อนไขในพื้นที่พร้อม ๆ กับการพูดคุยในระดับบน ก็จะช่วยแก้ปัญหาได้มาก


คำถามจากผู้เข้าฟังสัมมนา – การคุยกันเป็นเรื่องที่ดี แต่ผู้เจรจาต้องมีจุดหมายเดียวกันจึงจะประสบความสำเร็จ ตรงนี้มีความเห็นอย่างไร เพราะดูแล้วทั้งสองฝ่ายดูเหมือนไม่มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน
พลโท ภารดร พัฒนถาบุตร

ตรงนี้มีจุดมุ่งหมายเดียวกันแน่นอนคือการสร้างสันติภาพในพื้นที่ ดังนั้นยืนยันว่าเป้าหมายเดียวกัน
พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ
ในแง่ความขัดแย้ง จุดยืนที่ต่างกันเราจะพยายามไม่เอามาคุยกัน เช่นเรื่องศาสนาจะไม่เอามาคุยกัน เพราะคุยกันก็มีแต่ทะเลาะกัน แต่จุดสนใจร่วมกันก็คือการสร้างความปลอดภัยในพื้นที่ ซึ่งตรงนี้ตรงกัน และสามารถต่อยอดการพูดคุยได้โดยไม่ทะเลาะกัน แต่เรื่องอื่น ๆ ยังไม่ค่อยเห็นนักที่ตรงกัน แต่เรื่องอื่นฝ่ายรัฐทำแล้วแต่อาจจะยังไม่เห็น เช่นในอดีตเคยมีความพยายามจะนิรโทษกรรมในพื้นที่มาแล้ว แต่มีการคัดค้านและการไม่ยอมรับจนความพยายามตกไป
ผมเคยบอกกับคนในพื้นที่ว่า ถ้าอยากให้คนส่วนอื่นในพื้นที่ให้ความสำคัญกับเขา เขาก็ควรประกาศว่าเขาจะดูแลคนต่างศาสนาให้มีความสุขได้ ซึ่งเขาก็เริ่มมีพูดบ้างแล้ว ซึ่งตรงนี้ต้องมีการสานต่อเพื่อนำไปสู่การบรรจุใน MoU ให้ได้


คำถามจากผู้เข้าฟังสัมมนา – มาเลเซียมีความต้องการจะได้ดินแดนสามจังหวัดภาคใต้หรือไม่ ในอีกเรื่องหนึ่งอยากเสนอว่าการเจรจาควรดำเนินการควบคู่ไปกับการปฏิบัติการทางทหาร
พลโท ภารดร พัฒนถาบุตร

ด้วยสภาวะแวดล้อมต่าง ๆ ยังเชื่อว่ามาเลเซียไม่สามารถส่งเสริมการแบ่งแยกดินแดนได้
พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ
รัฐบาลมาเลเซียเขากังวลพื้นที่ของเขาอยู่แล้วเพราะพื้นที่ส่วนเหนือเป็นพื้นที่ของฝ่ายค้าน ซึ่งแค่นี้ก็แย่แล้ว เขาคงไม่เอาพื้นที่ของไทยไปอีก นอกจากนั้นเห็นด้วยที่ว่าการเจรจาก็ไม่ต้องหยุดด้านการทหาร ไม่มีที่ไหนในโลกทำกัน การเจรจาจะต้องควบคู่ไปกับการทหาร แต่การทำสงครามนั้นจะยุติได้ไม่ใช่ด้วยการทหารอย่างเดียวแต่ต้องมีการเจรจาด้วย


คำถามจากผู้เข้าฟังสัมมนา – เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นยังมีอยู่ต่อเนื่อง จริง ๆ แล้ว BRN สามารถควบคุมคนของเขาได้หรือไม่
พลโท ภารดร พัฒนถาบุตร

รอมฏอนนี้มีเหตุการณ์ราว 20 เหตุ แต่เป็นของกระบวนการเพียง 5 เหตุเท่านั้นเทียบกับ 16 – 1 7เหตุในอดีต และทั้ง 5 เหตุการณ์นั้นก็ไม่ใช่ BRN คนเดียวอย่างเหตุการณ์ของครูนั้นเราก็วิเคราะห์ว่าเป็นของขบวนการ ซึ่งเขาก็ยอมรับว่าใช่เพียงแต่เกิดความผิดพลาดจนไปโดนครู ซึ่งเขาก็ยังมีปัญหาอยู่บ้างในการควบคุมการปฏิบัติการ แต่ก็มีสัญญาณที่ดีขึ้น
พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ
BRN เคยบอกว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นฝีมือเขาแค่ 30% อีก 70% ไม่รู้ว่าใคร เพราะมีกลุ่มอื่น ๆ เข้ามาผสมเยอะ กลุ่มพวกนี้ก็กลัวไม่มีบทบาทและไม่ได้รับการเยียวยา
นาวาเอก สมเกียรติ ผลประยูร
ตอนนี้ BRN สายบังคับบัญชาไม่แน่นเหมือนทหาร องค์กรลับแบบนี้ระดับปฏิบัติการอาจจะรู้จักแค่ระดับบนนิดหน่อยเท่านั้น ดังนั้นต้องใช้เวลาสักพักเพื่อทำให้เซลล์ต่าง ๆ สามารถรู้จักกันได้และสั่งการกันได้
ทุกวันนี้เงื่อนไขความไม่เป็นธรรมและไม่เท่าเทียมค่อนข้างชัดมาก โดยเฉพาะเรื่องการศึกษา ตรงนี้สำคัญ และเรื่องบาดแผลในหัวใจที่ยังไม่ได้ชำระ ซึ่งควรต้องดำเนินการโดยเร็ว เพื่อหยุดการเติมเยาวชนเข้าสู่กระบวนการซึ่งทำได้ด้วยการต้องหยุดเงื่อนไข


คุณกิตติ สิงหาปัด – สรุป หลังจากครบรอมฎอนจะประเมินอย่างไร
พลโท ภารดร พัฒนถาบุตร

ในหลักการที่ตกลงกันไว้นั้นคือจะเอาสถิติมาดูกันว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นจากใคร จากความชัดเจนตรงนี้ถ้ามันชัดเจนว่าสามารถลดเหตุได้ก็แสดงว่าเราพูดคุยได้ถูกตัวและมีเป้าหมายตรงกัน แต่แน่นอนว่ายังมีเหตุที่ยังมีปัญหาอยู่ ซึ่งมันก็จะชี้ให้เห็นว่าทางเขาก็ยังมีปัญหา แต่มันก็จะแสดงให้เห็นว่ามีแนวทางแก้ปัญหาได้ จากที่คุยกันมาผู้อำนวยความสะดวกมาเลเซียก็บอกว่าในกรณีของเราน่าจะมีบรรยากาศที่ดีได้เร็ว น่าจะสองปีด้วยซ้ำไป จากนโยบายที่ชัดเจน ตอนนี้มาสู่วิธีการที่ต้องเดินหน้าพร้อม ๆ กันทั้งการพูดคุยและการดูแลความปลอดภัยในพื้นที่ ซึ่งเชื่อว่าถ้าทำพร้อมกันทั้งหมดก็จะไปได้เร็ว โดย Roadmap ของ สมช. นั้นเรามองว่าน่าจะใช้เวลา 2 ปีโดยพิจารณาจากการเข้าสู่ AEC ที่ทุกประเทศคาดหวังร่วมกันว่าจะต้องรีบจบโดยเร็ว ซึ่งมันจะเอื้อให้เราดำเนินการไปสู่เป้าหมายในที่สุด แต่เท่าที่ดูแล้วยืนยันว่าตัวแบบของไทยน่าจะสำเร็จเร็วกว่าในประเทศอื่น ๆ
นาวาเอก สมเกียรติ ผลประยูร
มีหลายคนที่ถามว่าในมุมผู้ปฏิบัตินั้นจะใช้เวลานานเท่าไหร่กว่าจะยุติ ผู้ปฏิบัติตอนนี้มองไปที่ว่าในพื้นที่มีกองกำลังอยู่ เช่นในพื้นที่ของ นย. มีกองกำลังของเขาอยู่ราว 150 คน ซึ่งเราใช้วิธีเดินเข้าไปหาบ้าน โดยเฉพาะบ้านที่มีผู้เสียชีวิตเราก็จะยิ่งเดินไป เพื่อสร้างความเข้าใจ เราหวังว่าถ้าเราดำเนินการไปในทุกมิติ และเริ่มมีการทยอยมอบตัวบางส่วน ถ้าไม่มีการเติมจำนวนนี้จะค่อย ๆ ทยอยลดลง และถ้าไม่มีคนใหม่มาเติมสัก 3 – 5 ปี สถานการณ์น่าจะเปลี่ยนไป โดยพิจารณาจากที่ว่าเด็ก ๆในรุ่นนี้ที่โตขึ้นไปและมีอนาคตก็จะไม่จับอาวุธ ซึ่งก็อยู่ในเงื่อนไขที่ว่าต้องสลายเงื่อนไขการไม่ได้รับโอกาสของเขาด้วย
พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ
ตรงนี้ต้องชมเชย นาวาเอก สมเกียรติ ในการทำงานด้วย เพราะมีความต่อเนื่อง อย่าง นาวาเอก สมเกียรติ ทำมาสองปีต่อเนื่อง และมีหน่วยที่อยู่ประจำในพื้นที่มาทำงานเต็มที่ ผมฝันอยากให้มีแบบนี้ในทุกพื้นที่ โดยมีหน่วยในพื้นที่เป็นคนรับผิดชอบหลัก หน่วยอื่นเป็นหน่วยเสริม ตรงนี้ นาวาเอก สมเกียรติ ทำงานด้านการช่วยเหลือมวลชนดีมาก แต่ในส่วนอื่น ๆ น่าเสียดายที่ 6 เดือนก็ต้องเปลี่ยนทีนึงแล้ว
ความจริงภาคใต้ของไทยมีโอกาสมากสำหรับประเทศไทย เพราะสามารถเป็นประตูสู่อาเซียนของไทยได้ จะสามารถเป็นตลาดผู้นำการส่งออกอาหารฮาลาลได้ และคนในพื้นที่มีฝีมือด้านการเย็บปักถักร้อยมาก ซึ่งอยากให้รัฐสนับสนุนโครงสร้างเหล่านี้ในพื้นที่ ให้ทั้ง 66 กรมลงพื้นที่มาก ๆ อย่าทำงานนอกพื้นที่ และความหวังที่ สมช. ไปเจรจาก็จะนำไปสู่ความสำเร็จได้

2018  ThaiArmedForce.com   globbersthemes joomla templates