TAF Special #111 - LIMA 2015: บทบาทของบริษัทของรัฐในการพัฒนาอุตสาหกรรมการบินและการทหารของมาเลเซีย

มาเลเซียเป็นประเทศที่พัฒนาอุตสาหกรรมการบนของตนมาอย่างต่อเนื่อง โดยรัฐบาลมีความตั้งใจจริงที่จะผลักดันให้ประเทศเป็นศูนย์กลางทางด้านอุตสาหกรรมการบินและการทหารที่สามารถแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ หนึ่งในกลไกของการสร้างอุตสาหกรรมนี้ก็คือการจัดตั้งบริษัท  National Aerospace & Defence Industries Sdn Bhd หรือ NADI ของรัฐ ซึ่งเมื่อเกือบ 30 ปีก่อน NADI ได้ร่วมทุนกับ Lockheed Aircraft Systems International จัดตั้งบริษัท AIROD ขึ้น โดยมีภารกิจหลักคือการสนับสนุนการซ่อมบำรุงอากาศยานให้กับกองทัพอากาศมาเลเซีย และภายหลัง NADI ได้ซื้อหุ้นคืนจาก Lockheed ทั้งหมดและเป็นเจ้าของ AIROD แต่เพียงผู้เดียว นอกจากนั้นยังมีอีกหลายบริษัทในกลุ่มเช่น SME Ordance, SME Aerospace, หรือ AIROD Aerospace อีกด้วย

NADI พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงแต่ AIROD จะรับหน้าที่ซ่อมบำรุงอากาศยานให้กับกองทัพอากาศมาเลเซียแล้ว ยังสามารถร่วมมือกับรัสเซียและอินเดียในการเสนอโครงการปรับปรุง MiG-29N ของมาเลเซียให้เป็น MiG-29NM ตามมาตรฐาน SMT ส่วน AIROD Aerospace รับปรับปรุงเครื่องบินโดยสารให้กลายเป็นเครื่องบินขนส่งสินค้า หรือการติดตั้งอุปกรณ์ ตกแต่ง ทำสี SME Ordnance มีความสามารถในการผลิตกระสุนและวัตถุระเบิดเพื่อใช้งานในประเทศและส่งออก รวมถึง SME Aerospace ที่สามารถชนะสัญญาในการผลิตชิ้นส่วนเครื่องบินโดยสารของ Airbus และ Boeing

กลุ่ม NADI มีลูกค้ากระจายอยู่ทั่วโลก หนึ่งในนั้นคือกองทัพไทยและสายการบินของไทยที่เป็นลูกค้าของ NADI ในหลายโอกาส

 

AIROD Aerospace กลายเป็นตัวอย่างล่าสุดของความสำเร็จของอุตสาหกรรมการบินของมาเลเซีย บริษัทนี้ก่อตั้งขึ้นจากแนวคิดในการแตกธุรกิจซ่อมบำรุงและปรับปรุงอากาศยานพาณิชย์ (Maintenance, Repair, and Overhaul หรือ MRO) ออกมาเป็นบริษัทใหม่เมื่อ 3 ปีที่แล้ว เนื่องจากผู้บริหารเห็นโอกาสในธุรกิจนี้

AIROD Aerospace ใช้เวลาเพียงสองปีก็สามารถทำกำไรได้ และเริ่มพัฒนาศัยภาพในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน AIROD Aerospace รับซ่อมบำรุงเครื่องบินลำตัวแคบ (Narrow Body) ทีได้รับความนิยมคือ A320 และ Boeing 737 รวมถึงเครื่องบินใบพัดอย่าง ATR42/72 ซึ่งบริษัทได้รับการรับรองความสามารถในการซ่อมบำรุงจากบริษัทผู้ผลิต เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจการบินในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะในสายการบินต้นทุนต่ำในภูมิภาคซึ่งใช้เครื่องบินทั้งสามแบบกว่าพันลำทั่วภูมิภาค

นกแอร์คือลูกค้ารายล่าสุดของ AIROD Aerospace เมื่อ Boeing 737-800 ลำใหม่ 2 ลำถูกทำสีที่โรงงานของ AIROD Aerospace ใน Subang เมื่อไม่นานมานี้

จากการซ่อมบำรุงอากาศยานแล้ว AIROD Aerospace ยังเซ็นสัญญากับ VX Capital บริษัท MRO ชื่อดังจากสหรัฐโดยรับช่วงงานปรับปรุงเครื่องบินโดยสารให้กลายเป็นเครื่องบินขนส่งสินค้า โดย VX Capital จะทำการผลิตชิ้นส่วนลำตัวใหม่ที่ไม่มีหน้าต่างส่งมอบให้กับ AIROD Aerospace เพื่อติดตั้งทดแทนชิ้นส่วนเดิมที่มีหน้าต่างซึ่งจะทำให้อากาศยานแข็งแรงพอที่จะใช้ในการขนส่งสินค้าได้

ปัจจุบันนอกจากสายการบินในมาเลเซียจะเป็นลูกค้าของ AIROD Aerospace แทบทุกสายการบินแล้ว AIROD Aerospace ยังสามารถขยายธุรกิจออกไปยังสายการบินในภูมิภาคอาเซียนได้อีกจำนวนมาก แม้ว่าจะเป็นงานที่ยาก เพราะแต่ละประเทศก็มีบริษัท MRO อยู่ในประเทศของตน เช่นที่ไทยมี Thai Aviation Industry (TAI) แต่ก็เป็นโอกาสที่ AIROD Aerospace มุ่งมั่นที่จะเจาะตลาดให้ได้ นอกจากนั้นยังวางแผนที่จะรับการรับรองในการซ่อมบำรุงและปรับปรุงอากาศยานลำตัวกว้างเช่น A330 หรือ Boeing 777 ที่จะสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับ AIROD Aerospace และมาเลเซียได้อีกมาก แต่ปัจจุบัน AIROD Aerospace ยังพยายามแข่งกับตัวเองในตลาดของตัวเองเพื่อพัฒนาศักยภาพของตน ก่อนที่จะก้าวขึ้นไปแข่งขันกับบริษัทชั้นนำในภูมิภาคเช่น ST Aero ของสิงคโปร์ เป็นต้น

ซึ่งวิสัยทัศน์ทางธุรกิจของมาเลเซียที่จะผลักดันตนเองให้ก้าวไปข้างหน้ายังถูกใช้ที่ SME Aerospace ซึ่งเป็นบริษัทของ NADI ที่รับผลิตชิ้นส่วนอากาศยานทั้งทางทหารและพลเรือนให้กับบริษัทผู้ผลิตอากาศยานทั่วโลก

ตลาดนี้เป็นตลาดที่มีมูลค่าสูง เนื่องจากในการผลิตอากาศยานลำหนึ่งจำเป็นที่จะต้องใช้ชิ้นส่วนหลายแสนชิ้น และผู้ผลิตอากาศยานมักจะทำหน้าที่เป็นผู้ประกอบขั้นสุดท้ายโดยไม่ทำการผลิตชิ้นส่วนเองทั้งหมด แต่จะใช้วิธีการให้สัญญาบริษัทที่มีศักยภาพจากทั่วโลกในการผลิตชิ้นส่วนเพื่อป้อนให้กับสายการผลิต และชิ้นส่วนหนึ่ง ๆ จำเป็นที่จะต้องมีผู้ผลิตมากกว่าหนึ่งราย ในหลายประเทศ เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงในกรณีที่ชิ้นส่วนจากบริษัทใดเกิดปัญหา หรือภูมิภาคใดต้องประสบกับภัยธรรมชาติหรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน ก็จะสามารถมีชิ้นส่วนจากบริษัทอื่นเข้ามาทดแทนได้ เพื่อไม่ต้องให้สายการผลิตหยุดชะงักซึ่งจะเกิดความเสียหายเป็นมูลค่ามหาศาล

ผลงานล่าสุดที่ SME Aerospace นำมาจัดแสดงก็คือการผลิตชิ้นส่วน Winglet หรือปลายปีกของ A320 ถือเป็นอีกในหลายสิบชิ้นส่วนในงานที่เพิ่มขึ้นทุก ๆ ปีของ SME Aerospace บริษัทที่เจ้าหน้าที่ของ SME Aerospace บอกว่าถือกำเนิดจากการถ่ายทอดเทคโนโลยีจาก BAE Systems ภายใต้สัญญาการจัดหาเครื่องบินฝึกและเครื่องบินโจมตี Hawk จำนวน 28 ลำ หลังจากนั้น มาเลเซียก็เลือกที่จะส่งมอบเทคโนโลยีที่ได้ให้กับภาคเอกชน ซึ่งมีความคล่องตัวและมีวิสัยทัศน์ในการทำธุรกิจ

และมาเลเซียก็ประสบความสำเจในการทำธุธกิจผลิตชิ้นส่วนอากาศยานมากขึ้นเรื่อย ๆ เพระานอกจาก SME Aerospace แล้ว ยังมีอีกหลายบริษัที่รับผลิตชิ้นส่วนอากาศยานและวัสดุผสม ซึ่งกลายเป็นธุรกิจมูลค่าหลายพันล้านในปัจจุบัน

แม้แต่อุตสาหกรรมทางทหารก็เป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่ NADI ให้ความสำคัญ นอกจาก SME Ordnance จะรับผลิตกระสุนและวัตถุระเบิด ที่ได้รับการับรองจากบริษัทระดับโลกหลายบริษัว่าใช้งานกับระบบอาวุธของตนได้ บริษัทยังมีความสามารถในการผลิตอาวุธต่าง ๆ เช่นการซื้อสิทธิบัตรผลิตปืนเล็กยาว M4 เพื่อส่งมอบให้กับกองทัพบกมาเลเซีย เป็นต้น

อีกหนึ่งบริษัทลูกของ NADI คือบริษัท Aerospace Technology Systems Corp Sdn Bhd หรือ ATSC ซึ่งยื่นข้อเสนอให้กองทัพอากาศมาเลเซียทำการปรับปรุง MiG-29N จำนวน 10 ลำให้เป็นมาตรฐาน MiG-29NM ที่เทียบเท่ากับมาตรฐาน SMT โดยจะร่วมมือกับบริษัท RAC MiG ของรัสเซียและ HAL ของอินเดียในการออกแบบการปรับปรุงและผลิตชิ้นส่วน ดยการเปลี่ยนแปลงนี้จะรวมถึงการเปลี่ยนเรดาร์ใหม่ การปรับปรุงห้องนักบินและติดตั้งจอภาพอเนกประสงค์จำนวน 2 จอ ติดตั้งคันบังคับ HOTAS ติดตั้งระบบ Datalink ปรับปรุงระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์และระบบ Optronic ยืดอายุการใช้งานของอากาศยานให้กลายเป็น 6,000 ชั่วโมงบินหรือ 40 ปี เพิ่มความจุเชื้อเพลิง และสามารถใช้อาวุธได้เหมือนกับ Su-30MKM

ATSC กล่าวว่า ถ้ากองทัพอากาศมาเลเซียรับข้อเสนอของบริษัท การเจรจาสัญญาอาจใช้เวลาราว 1 ปี ครึ่ง โดยการปรับปรุงจะดำเนินการในมาเลเซียด้วยชาวมาเลเซียเอง และจะได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีมาสู่มาเลเซียให้สามารถสนับสนุนเครื่องบินต่อไปได้

จะเห็นได้ว่ารัฐบาลและกองทัพมาเลเซียมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างและสนับสนุนอุตสาหกรรมการิบนและการทหารในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้การจัดซื้ออาวุธจากต่างประเทศเป็นเครื่องมือหนึ่งในการพัฒนา ซึ่งรัฐบาลมาเลเซียต้องการให้บริษัทจากต่างชาติจับคู่ทางธุรกิจกับบริษัทของมาเลเซีย และให้ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้สู่ภาคอุตสาหกรรมของมาเลเซีย เพื่อที่ภาคเอกชนของมาเลเซียจะได้นำเทคโนโลยีนั้นไปต่อยอดเพื่อสร้างธุรกิจ ทีช่วยลดการสูญเสียเงินตราออกต่างประเทศ แต่กลับกันเป็นการสร้างรายได้จากการดำเนินธุรกิจและสามารถส่งออกสินค้าและบริการไปยังต่างประเทศ ซึ่งสุดท้ายผู้ที่ได้ประโยชน์โดยตรงก็คือรัฐบาลและกองทัพมาเลเซียนั่นเอง

ในโครงการ MRCA2 ของมาเลเซีย ซึ่งกองทัพอากาศมาเลเซียกำลังพยายามให้รัฐบาลใส่เข้าไว้ในแผนพัฒนามาเลเซียในระหว่างปี 2559 - 2563 นั้น การได้รับการลงทุนจากต่างประเทศ หรือการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากผู้ผลิต (Offset) จะเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกว่าใครจะเป็นผู้ชนะในโครงการนี้ ซึ่งถือเป็นโมเดลการพัฒนาที่ประเทศที่ต้องการสร้างอุตสาหกรรมทางทหารอย่างแท้จริงมักจะนำมาใช้เสมอ และการพัฒนาอย่างถูกต้องและต่อเนื่อง ไม่เพียงแต่ทำให้มาเลเซียพึ่งพาตนเองได้เท่านั้น แต่จะทำให้มาเลเซียสามารถก้าวขึ้นไปแข่งกับผู้เล่นในระดับภูมิภาค รวมถึงเป็นพันธมิตรกับบริษัทระดับโลก ที่จะปักหมุดมาเลเซียในฐานะชาติผู้ส่งออกอาวุธได้ในที่สุด

2018  ThaiArmedForce.com   globbersthemes joomla templates