dịch vụ seo hcm v cc sản phẩm khc của cng ty chng ti l dịch vụ seo tphcm hay cng ty seo hcm v dịch vụ seo tphcm dịch vụ seo hcm
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
TAF Special #126 - อู่กรุงเทพ กับภารกิจการต่อเรือ OPV Print E-mail
Written by Administrator   
Saturday, 16 April 2016 15:47

กองทัพเรือกำลังอยู่ในระหว่างการจัดสร้างเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งลำใหม่ ซึ่งจะเป็นลำที่สี่ต่อจากเรือหลวงปัตตานี เรือหลวงนราธิวาส และเรือหลวงกระบี่ โดยมีคู่สัญญาเป็นบริษัท อู่กรุงเทพ จำกัด ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของกองทัพเรือที่ยังคงร่วมมือกับบริษัท BAE System ปรับปรุงแบบเรือชั้น River Batch II ให้ตรงกับความต้องการของกองทัพเรือที่เปลี่ยนไปในเรือลำนี้ และคาดว่ากองทัพเรือน่าจะขอพระราชทานชื่อว่าเรือหลวงตรัง

อู่กรุงเทพ ในฐานะรัฐวิสาหกิจที่เก่าแก่กว่า 150 ปีของกองทัพเรือกำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนาและเพิ่งศักยภาพของบริษัทให้สามารถแข่งขันได้ TAF สัมภาษณ์นาวาเอก พิชเยนทร์ ตันประเสริฐ กรรมการผู้จัดการของอู่กรุงเทพ ที่จะมาเล่าให้ฟังถึงเรื่องราวของเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งลำใหม่ของกองทัพเรือไทย และก้าวต่อไปของอู่กรุงเทพในการพัฒนาเพื่อเป็นบริษัทต่อเรือที่มีความสามารถและแข่งขันได้

 

บทบาทของอู่กรุงเทพในการต่อเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง?

ในเรือหลวงกระบี่ลำแรกนั้น อู่ราชนาวีมหิดลทำการต่อ Superstructure และที่เหลือให้อู่กรุงเทพต่อเนื่องจากบุคลากรของกองทัพเรือไม่เพียงพอ ส่วนในลำนี้อู่กรุงเทพทำหน้าที่ส่งมอบพัสดุและให้คำแนะนำทางเทคนิค รวมถึงต่อเรือบางส่วน โดยอู่ราชนาวีมหิดลของกองทัพเรือเป็นคนต่อส่วนที่เหลือ พร้อมทั้งแบ่งงานให้กับบริษัทเอกชนอื่น ๆ ด้วย โดยรวมแล้วอู่กรุงเทพจะต่อทั้งหมด 3 บล็อค บริษัท ช. ทวี ดอลลาเชี่ยนต่อ 10 บล็อค และอู่ราชนาวีมหิดลต่อเอง 7 บล็อค

แบบเรือลำนี้ยังใช้แบบเรือเก่าหรือไม่หรือใช้แบบใหม่เลย?

เรายังใช้ต้นแบบเรือ River class batch II ซึ่งนำมาต่อเป็นเรือหลวงกระบี่ แต่เนื่องจาก Staff requirement ของกองทัพเรือทำให้เรือลำที่สองไม่เหมือนเรือหลวงกระบี่ ทำให้เรานำแบบของเรือหลวงกระบี่มาปรับปรุงให้เป็นเรือลำที่สอง เช่น ดาดฟ้าซึ่งเราต้องย่อ Superstructure ไปประมาณ 3 เมตรเพื่อให้ SH-60B Sea Hawk ลงได้ ตัว Main Deck ก็ต้องแข็งแรงมากขึ้น และ Superstructure เดิมก็ไม่ได้ทำให้รองรับจรวด พอติดจรวดต่อต้านเรือผิวน้ำก็ต้องเสริมความแข็งแรงลงไปจนถึงผนังใต้แนวน้ำ หัวเรือจะมีเป้าหลวง ดังนั้นแบบเรือต้องปรับใหม่หมดเลย ในขณะเดียวกันเรือยนต์และเครนก็เปลี่ยน ทำให้น้ำหนักเปลี่ยนเยอะ

การเปลี่ยนนี้ใครเป็นคนทำแบบใหม่?


คนไทยทำเอง เพราะลิขสิทธิ์ที่เราได้คือ River class batch II แบบเดียวกับที่ต่อให้ตริริแดดแอนด์โตแปโก ซึ่ง BAE ไม่ได้ทำอะไรเลย ทุกอย่างไม่เหมือนกับเรา ปืนก็ต่างจากเรา พอเรานำมาทำเป็นเรือหลวงกระบี่ก็ทำแท่นปืนหัวใหม่จากปืน 30 มม. ให้เป็นปืน 76/62 ส่วนปืน 30 มม. ที่ติดด้านข้างก็ไม่มีในแบบ เราก็ต้องมาดัดแปลง ในแบบเรือลำใหม่นี้ปืน 30 มม. ยังจะเหมือนกับเรือกระบี่อยู่ แต่ปืนเรือจะเปลี่ยนเป็น 76/62 Super Rapid และเป็นปืนมือหนึ่งของใหม่ ซึ่งต่างจากปืนของเรือหลวงกระบี่ที่เป็นมือสองมาปรับปรุง เมื่อรวมกับจรวด ระบบอำนวยการรบ และอาวุธต่าง ๆ จึงทำให้ลำนี้แพงกว่าเรือหลวงกระบี่

ทำไมกองทัพเรือถึงอยากติดจรวดต่อต้านเรือผิวน้ำ?

ถ้ามองลึก ๆ นั้น กองทัพเรือไม่มีอำนาจการยิงจากเรือโจมตี (อาวุธปล่อยนำวิถี) มาพักหนึ่งแล้ว ซึ่งทำให้อำนาจการยิงลดลงมาก ดังนั้นกองเรือตรวจอ่าวจึงต้องเสริมอำนาจการยิงเพื่อทดแทนอำนาจการยิงเดิม เรือลำใหม่นี้จึงต้องติดจรวด

 

ทำไมถึงไม่มีโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์?

เรือลำนี้จริง ๆ ถูกออกแบบมาให้วิ่งที่ 24 น็อต แต่ลำนี้ตอนแรกคิดว่าจะต่อความยาวเพิ่มอีก 3 เมตร ซึ่งทำให้ความเร็วมากขึ้นโดยไม่ต้องทำอะไรเลย แต่เมื่อยืดความยาวออกมาแล้วจะต้องติดโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์เพื่อให้รับกับ Sea Hawk ก็จะเหมือนกับรถปิ๊กอัพไปใส่หลังคาสูง ซึ่งทำให้ความเร็วลดลงไปเอง และการต่อความยาวออกไปอาจจะทำให้เรือต้องทำ Tank Test ใหม่ ซึ่งจะเพิ่มค่าใช้จ่ายให้กับโครงการ และอาจมีปัญหาด้านการเลี้ยว ดังนั้นเราจึงใช้การลดความยาว Superstructure ลงแต่ก็ไม่ยาวพอที่จะติดตั้งโรงเก็บได้ จึงไม่มีโรงเก็บมาด้วย การลด Superstructure ก็จะเป็นการย้ายตำแหน่งของห้องเก็บอุปกรณ์ของนักบิน และย้ายที่เก็บอาวุธและกระสุนลงด้านล่าง และนำอุปกรณ์ของจรวดไปใส่ไว้บริเวณปล่องควัน ซึ่งจะเห็นได้ว่าที่ถูกใช้เกือบหมดแล้ว ถ้าจะติดอาวุธเพิ่มเช่น จรวดต่อสู้อากาศยาน คงต้องเปลี่ยนแบบเรือใหม่

แต่จริง ๆ แล้วถ้ากองทัพเรือให้งบประมาณเพิ่มก็สามารถทำ Tank Test และปรับแบบได้มากกว่านี้ ซึ่งเรากำลังคุยกับ BAE ที่เป็นเจ้าของแบบว่าสำหรับเรือ 2 ลำหลังนั้นจะเสนอแบบเรือในลักษณะใดให้กับกองทัพเรือ ซึ่ง BAE ก็กำลังเสนอแบบเรือชั้น Khareef ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นและมีโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์มาด้วย

จุดแข็งของแบบเรือ River Class นี้คืออะไร?

จุดแข็งที่เห็นได้ชัดจากการใช้งานจริงคือบริเวณหัวเรือ ซึ่งเราพิสูจน์มาแล้วจากการเดินทางไปร่วมการสวนสนามทางเรือนานาชาติที่ออสเตรเลียที่ต้องผ่านทะเลที่มีความรุนแรงถึง Sea State 5 กับเรือที่เพิ่งส่งมอบและออกทะเลทางไกลครั้งแรก แต่เรือก็มีเสถียรภาพและความคล่องตัวดีมาก

เครื่องจักรใหญ่นั้นมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่?

ยังใช้ตราอักษรเดิม โครงเครื่องเดิม แต่เทอร์โบชาร์จให้มีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อให้เข้ากับกฎเกณ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่จะทำให้ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์น้อยลง แต่ความเร็วและแรงม้าไม่ได้ต่างจากเดิม

เรือลำนี้ต่อเป็นมาตรฐานทางทหารหรือมาตรฐานพลเรือน?

คือแบบเรือลำนี้มาจากแบบเรือตรวจอ่าว สหราชอาณาจักรก็ใช้ในกองเรือตรวจอ่าวหรือกองเรือป้องกันฝั่ง ซึ่งข้อมูลจากบริษัทที่เป็นเจ้าของแบบนั้นพบว่าถ้าเป็นฟริเกตุโครงสร้างจะซับซ้อนกว่านี้ จะแข็งแรงและทนต่อการรบมากกว่า แต่เรือลำนี้ก็มี Water Tight Compartments ที่ออกแบบตามแบบของเรือรบ ดังนั้นถึงถูกยิงก็สามารถจำกัดความเสียหายได้ แต่ถ้าเป็นฟริเกตุหรือคอร์แวตต์นั้น การออกแบบหรือว่าเหล็กที่ใช้นั้นมันจะทนต่อความรบกว่า ซึ่งเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งหรือ OPV นั้นยังไม่จัดเป็นเรือรบที่ใช้ในการสงครามโดยตรง

จริง ๆ แล้วถ้าให้คนไทยเราปรับแบบทำกันเอง ขยายแบบเพื่อให้ถึงการต่อเรือฟริเกตนั้นทำได้หรือไม่?

อันนี้ถ้าไม่พูดถึงข้อกฎหมายในด้านลิขสิทธิ์ของแบบที่ BAE เป็นเจ้าของ และลองสมมุติว่าลองยืดกลางลำสัก 15 เมตรให้เป็นเรือในระดับ 110 เมตร ยืนยันว่าคนไทยทำได้ เพราะคนของบริษัทอู่กรุงเทพปัจจุบันที่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีนั้นทำกันเป็นแล้ว เคยมือแล้ว

ถ้าจะต่อเรือฟริเกตุกันจริง ๆ อู่แห้งอู่เดียวเพียงพอหรือไม่?

ไม่พอ ดังนั้นอู่กรุงเทพกำลังพัฒนาพื้นที่ 44 ไร่เพื่อขยายขีดความสามารถในการต่อเรือ โดยการนำพื้นที่เก่าที่ยานนาวาไปให้กรมธนารักษ์เช่า และนำเงินกลับมาพัฒนาอู่ใหม่ ทำให้เราจะมีอู่ของเราเองซึ่งจะอยู่ทางด้านทิศใต้ ติดกับท่าเรือพาณิชย์สัตหีบ ในบริเวณของอู่ราชนาวีมหิดล นอกจากนั้นเราก็รับซ่อมเรือของกองทัพเรือด้วย โดยเฉพาะการซ่อมตัวเรือใต้แนวน้ำที่กองทัพเรือให้เราทำทั้งหมดเพราะกองทัพเรือมีกำลังพลไม่พอ

อู่กรุงเทพมีโครงการจะรับต่อเรือประเภทอื่น ๆ หรือไม่?


ตอนนี้เรากำลังทำแผนยุทธศาสตร์ของบริษัท โดยพัฒนาการต่อเรือจากเล็กไปใหญ่ ปีหน้าเราจะรับต่อเรือลากจูงขนาด 200 ตันของการท่าเรือ และต่อไปในปี 2561-62 เราจะเริ่มต่อเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งลำที่ 5 และ 6 หลังจากนั้นจะก้าวไปที่ฟริเกตุ ซึ่งคงจะต้องจับมือกับพันธมิตรต่างชาติเพราะงานค่อนข้างซับซ้อน ในขณะเดียวกันเราก็จะซ้อมมือด้วยการทำเรือใบสามเสา ซึ่งเราลงนามในสัญญาจ้างกับเอเชียทีค จริง ๆ แล้วเรามีแบบเรือใบเรียบร้อยแล้ว เป็นของบริษัท Damen ถ้ากองทัพเรืออยากจะต่อเรือใบสำหรับฝึกนักเรียนนายเรือแบบโรงเรียนนนายเรือของต่างประเทศก็สามารถทำได้เช่นกัน

Last Updated on Thursday, 19 May 2016 12:27
 

สมาชิกเท่านั้นจึงสามารถแสดงความเห็นได้ โปรดสมัครสมาชิกหรือติดต่อผู้ดูแลระบบ
Only registered user is able to comment. Please register or contact administrator.

Who's Online

We have 76 guests online

Comment ล่าสุด

  • ขอแสดงความเสียใ จและอาลัยใน นบ. ผู้วายชนม์อีกคร ั้...
  • ดีใจกับข้าราชกา รกองบินตำรวจด้ว ยครับที่ได้เครื ่อ...
  • อะไรก็ได้ครับเท ่าที่กองทัพอากา ศผู้ใช้งานจะพิจ าร...
  • ถ้าเป็น an-225 นี่...
  • เข้า เวบบอร์ดไม่ได้ค รัับ

ข้อมูลของผู้ใช้



QR Code for TAF

TAF Social Network



ทุกท่านสามารถติดตาม
ThaiArmedForce.com
ใน Social Network ได้ที่


กด Like TAF ใน Facebook ได้ที่นี่

Follow TAF ใน Twitter ได้ที่นี่

Instagram

กด Follow TAF ใน Foursuare ได้ที่นี่