2. VN18 จะเป็นตัวแทน #AAV ในกองพัน #สะเทินน้ำสะเทินบก

ปัจจุบันกองพันสะเทินน้ำสะเทินบกของนาวิกโยธินมียานเกราะสายพาน AAV ประจำการเป็นหลัก และกองทัพเรือเพิ่งว่าจ้างทำการปรับปรุงยานเกราะ AAV ให้เป็นมาตรฐาน RAM/RS จำนวน 3 คัน ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับยานเกราะ AAV ในกองทัพสหรัฐ ซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติภารกิจ ลดรายจ่ายในการซ่อมบำรุง และสนับสนุน #อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ของไทยเนื่องจากเป็นการจ้างบริษัทไทยปรับปรุง

ถ้ากองทัพเรือจัดหา VN18 มาใช้งานในกองพันสะเทินน้ำสะเทินบกทดแทน AAV นั้น ปัญหาเรื่องประสิทธิภาพของตัวรถจะเป็นข้อด้อยที่น่าเป็นห่วงทันที เพราะกองพันสะเทินน้ำสะเทินบกไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้องใช้อำนาจการยิงของปืนใหญ่ 105 มม.ของ VN16 และ VN18 ทำให้ยานเกราะทั้งสองแบบยังไม่ใช่ยานเกราะที่มีประสิทธิภาพเหมาะสมในการยกพลขึ้นบก เมื่อเทียบกับ AAV เนื่องจากจีนไม่มีประสบการณ์ในการยกพลขึ้นบกเลย โดยจีนพยายามเรียนรู้ยุทธวิธีการยกพลขึ้นบกผ่านการฝึกร่วมกับกองทัพเรือไทยในรหัส Blue Strike ที่จัดขึ้นหลายครั้ง และการทดสอบการใช้งาน VN16/18 ที่ผ่านมาก็ให้ผลไม่เป็นที่น่าประทับใจนัก

ในงบประมาณที่เท่ากัน กองทัพเรือสามารถเลือกปรับปรุงรถ AAV เดิม หรือจัดหารถ AAV มือสองเพื่อปรับปรุงให้เป็นมาตรฐาน RAM/RS ซึ่งจะให้ประสิทธิภาพและขีดความสามารถที่สูงขึ้นเทียบกับ AAV ของนาวิกโยธินสหรัฐ อีกอย่างยังเป็นการง่ายในการซ่อมบำรุงและการฝึก เพราะมียานเกราะแบบเดียวใช้งานในกองพันสะเทินน้ำสะเทินบก

หรือถ้าต้องการยานเกราะแบบอื่นจริง ๆ กองทัพเรือก็ควรพิจารณายานเกราะสะเทินน้ำสะเทินบกในประเทศที่มีการพัฒนา ไม่ว่าจะเป็น #R600 ของบริษัท #พนัส แอสเซมบลี จำกัด หรือ #AAPC (Terrex II) ของ #สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ หรือ #DTI ที่มีการทดสอบและพัฒนาอยู่หลายปี

อย่างน้อยที่สุด R600 และ AAPC ก็ควรได้รับโอกาสในการพิสูจน์ตนเองในการเข้ารับการทดสอบ และปรับปรุงให้เข้ากับความต้องการของกองทัพเรือเพื่อกลับมารับการทดสอบอีกครั้ง รวมถึงเปิดโอกาสให้เข้ารับการรับรองมาตรฐานยุทโธปกรณ์ของกองทัพเรือ และถ้ายานเกราะมีคุณภาพและผ่านมาตรฐาน การจัดหายานเกราะที่พัฒนาขึ้นในประเทศ แม้ว่าหนึ่งในนั้นจะเป็นการซื้อแบบมาผลิตในประเทศก็ตาม (AAPC) ก็ควรจะเป็นทางเลือกที่ควรพิจารณาเป็นอันดับแรก

แม้ราคาจะสูงกว่าการจัดหายานเกราะจากจีน แต่การจัดหายานเกราะจากจีน ประเทศไทยจะไม่ได้อะไรเลยนอกจากยานเกราะมาใช้งาน เงินที่ถูกจ่ายออกไปก็จะไปกระตุ้นเศรษฐกิจให้กับจีน แทนที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศบ้างถ้าจัดหายานเกราะของไทย ยิ่งในภาวะที่เศรษฐกิจไทยกำลังย่ำแย่อยู่ในปัจจุบันนี้ เงินงบประมาณมีค่า ควรจะใช้เพื่อประโยชน์หลายด้าน ไม่ใช่เพียงแค่ซื้ออาวุธใหม่อย่างเดียว

เพราะไม่เช่นนั้น คำพูดที่ว่า #กระทรวงกลาโหม ต้องการสนับสนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ หรือรัฐบาลมีนโยบายให้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศเป็น S-Curve ที่ 11 ก็จะเป็นเพียงนโยบายขายฝันที่ไม่มีใครใส่ใจที่จะทำจริง และการพิจารณาเพียงแค่ราคาโดยถือประสิทธิภาพและประโยชน์ต่อประเทศชาติในด้านอื่นเป็นเรื่องรอง ก็ทำให้กองทัพเรือกลายเป็น Discount Navy ที่ใส่ใจแต่ของราคาถูก ไม่ได้สร้างประโยชน์ในการใช้งบประมาณอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยอย่างที่ควรจะเป็น

ดังนั้นถ้าเป็นกรณีการจัดหา VN18 เพื่อทดแทนยานเกราะสะเทินน้ำสะเทินบกนั้น TAF คัดค้าน เนื่องจากกองทัพเรือควรสนับสนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยมากกว่า