เมื่อวานตอน 4 ทุ่ม 26 นาที บริษัท #สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ #NOK แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ว่า คณะกรรมการบริษัทได้อนุมัติให้ NOK ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง และเสนอบริษัทผู้จัดทำแผนฟื้นฟูกิจการพร้อมกันไปด้วย

นี่ทำให้ NOK เป็นสายการบินที่สองในปีนี้ต่อจากบริษัท #การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ #THAI ที่ต้องเข้าสู่กระบวนการ #ฟื้นฟูกิจการ ต่อศาลล้มละลายกลาง เนื่องจากสภาวะของ NOK นั้นย่ำแย่มาหลายปี และถูกตอกฝาโลงด้วยวิกฤตโควิด 19 ในครั้งนี้

NOK เป็นสายการบินที่ก่อตั้งโดย THAI และรัฐวิสาหกิจอีกหลายแห่ง โดยมีคุณพาที สารสินเป็นผู้บริหารคนแรก และต่อมากลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อีกคนหนึ่งด้วย โดยมุ่งหวังที่จะเป็น #สายการบินต้นทุนต่ำ หรือ Low-cost Airlines สัญชาติไทยเพื่อสู้กับสายการบินต้นทุนต่ำของต่างชาติ และเป็นหนึ่งในบริษัทลูกของ THAI ที่ช่วยแย่งส่วนแบ่งการตลาดการบินในประเทศที่ THAI สู้ไม่ได้ด้วยต้นทุนที่สูงกว่า

แต่จากภาวะราคาน้ำมันที่สูงเป็นประวัติการณ์เมื่อราว 10 ปีก่อนจนทำให้ราคาน้ำมันดิบขึ้นมาสูงสุดที่ 150 เหรียญต่อบาร์เรล ทำให้การลงทุนขยายเส้นทางการของ NOK ประสบปัญหาจนทำให้บริษัทเกิดวิกฤตในช่วงแรก ต้องตัดลดเส้นทางและลดจำนวนเครื่องบินลงเพื่อรักษาสภาพคล่อง และหลังจากนั้น NOK ก็ไม่เคยกลับมาสู่จุดเดิมได้อีกเลย


ว่ากันว่ามีหลายสาเหตุที่ NOK พบกับภาวะตกต่ำ หนึ่งในนั้นคือต้นทุนการเช่าเครื่องบินที่สูง และการทำสัญญาซ่อมบำรุงที่มีค่าใช้จ่ายสูงมากกว่าสายการบินอื่น แต่กลับไม่สามารถซ่อมบำรุงเครื่องบินได้อย่างมีประสิทธิภาพจนประสบปัญหาเครื่องดีเลย์อยู่หลายปีจนกระทบกับความเชื่อมั่นของลูกค้า ต้นทุนการดำเนินงานที่สูงทำให้ NOK ไม่มีทุนมากพอที่จะสู้ในสงครามราคาได้ ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ของไทยและตลาดการบินของไทยที่มีการแข่งขันกันสูงมาก มีผู้เล่นจากทั้งมาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนามเข้ามาแย่งตลาด รวมถึงความขัดแย้งในการบริหารงานภายในและกระแสความขัดแย้งกับ THAI ซึ่งเป็นบริษัทแม่ เป็นสาเหตุที่ประกอบกันทำให้ NOK ตกอยู่ในภาวะอันตราย

NOK มีการเพิ่มทุนหลายครั้ง และช่วงหลัง THAI ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ปฏิเสธการจ่ายเงินเพิ่มทุน ทำให้กลุ่ม #จุฬางกูร เข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มทุนและซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นเดิมจนกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ด้วยสัดส่วนการถือหุ้นมากกว่า 75% และ THAI ลดสัดส่วนลงเหลือ 13% ซึ่งมีการคาดหวังว่ากลุ่มจุฬางกูรจะสามารถฟื้นบริษัทได้ แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ และมีกระแสข่าวหลายครั้งว่าไทย แอร์เอเชีย หรือ AAV ต้องการซื้อกิจการ NOK เพื่อให้ได้สล็อตการบินของ NOK แต่เมื่อทำการตรวจสอบสถานะบริษัทหรือ Due Diligence แล้วก็ยกเลิกการเข้าซื้อเนื่องจากหนี้ของ NOK เยอะเกินไป

ในปี 2562 NOK มีทรัพย์สิน 15,170.96 ล้านบาท แต่มีหนี้สิน 18,639.17 ล้านบาท ทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบถึง -1,095.47 ล้านบาท แม้จะมีการเพิ่มทุนมาหลายครั้ง เนื่องจาก NOK ขาดทุนติดต่อกันมาหลายปี ปีละ 1 – 2 พันล้าน จากราคาหุ้น IPO ที่เป็นราคาที่เสนอขายให้กับประชาชนเป็นครั้งแรกที่ 26 บาท ณ วันนี้ราคาหุ้นเหลือ 0.72 บาท รวม Dilution Effect จากการเพิ่มทุนแล้ว ถือว่าใครที่ซื้อหุ้น NOK ตั้งแต่เข้าตลาดมาวันนี้จะขาดทุนมากกว่า 500%

จริง ๆ แล้วสถานะทางการเงินของ NOK นั้นวิกฤตยิ่งกว่า THAI มาหลายปี การยื่นขอฟื้นฟูกิจการเป็นสิ่งที่ทุกคนคาดการณ์กันมานานแล้ว ซึ่งคุณวุฒิภูมิ จุฬางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ NOK กล่าวว่าการยื่น #ศาลล้มละลาย ในครั้งนี้ไม่ได้ต้องการขอล้มละลายเพื่อเลิกบริษัทแน่นอน แต่ต้องการหาทางพลิกฟื้นบริษัท ปรับปรุงโครงสร้างองค์กร และแน่นอนคือปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของบริษัท เพื่อให้บริษัทกลับมาแข่งขันได้อีกครั้ง

คุณวุฒิภูมิยังกล่าวอีกว่า ในภาวะวิกฤต #โควิด19 ที่ทำให้นักท่องเที่ยวลดลงไปมาก การเดินทางทางอากาศก็ลดลง การขอฟื้นฟูกิจการในช่วงนี้จึงเป็นจังหวะที่ดีที่จะทำได้อย่างคล่องตัว โดยตั้งเป้าหมายที่จะนำบริษัทออกจากแผนฟื้นฟูให้ได้ก่อนวิกฤต #COVID19 จะจบลง เพื่อให้พร้อมสำหรับการให้บริการผู้โดยสารได้อย่างมีคุณภาพเมื่อภาวะตลาดการบินกลับมาสู่ภาวะปกติ


TAF ขอกล่าวเช่นเดียวกับตอนการบินไทยก็คือ เราเป็นกำลังใจให้นกแอร์ก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้ ตลาดการบินของไทยควรจะมีผู้เล่นที่เป็นคนไทยเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดจากสายการบินต่างชาติบ้าง ไม่ใช่ปล่อยให้มีแต่สายการบินต่างชาติเข้ามาทำกำไรจากประเทศไทย แต่การบริหารก็ต้องดีด้วย เพราะปัจจุบันลูกค้ามีสิทธิ์เลือก เขาไม่ได้เลือกบินกับสายการบินใดเพียงเพราะสายการบินนั้นเป็นของไทยหรือต่างชาติ แต่เขาเลือกจากราคา คุณภาพ และการบริการ ซึ่งต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา ทั้งสองสายการบินไทยแท้ ๆ สู้สายการบินต่างชาติไม่ได้เลย อย่างแอดเองแม้จะอยากสนับสนุนคนไทย แต่ก็ไม่ค่อยได้เลือกบินสายการบินของไทยด้วยเหตุผลข้างต้น

ถ้าที่ผ่านมาคือความผิดพลาด วิกฤตในครั้งนี้ก็เป็นโอกาสแก้ตัวอีกครั้งของสายการบินสัญชาติไทยทั้งสองสายการบินเพื่อให้กลับมาแข่งขันได้ เรายังเชื่อเหมือนเดิมว่าทั้งการบินไทยและนกแอร์ควรอยู่ต่อไป เพราะยังมีโอกาสรอดและมีต้นทุนที่จะแข่งขันได้ในอนาคต แต่นั้นต้องมาพร้อมกับการปรับโครงสร้างการบริหารครั้งใหญ่ และจะทำอะไรแบบเดิมไมได้อีกแล้วครับ/TAF