ในปีงบประมาณ 2564 นั้น กองทัพเรือได้ยื่นของบประมาณสำหรับการจัดซื้อเรือดำน้ำสองลำมูลค่ากว่า 22,500 ล้านบาท พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกอีกกว่าพันล้านบาทอีกครั้ง เนื่องจากในปี 2563 นั้น โครงการถูกยกเลิกไปเพราะรัฐบาลต้องการนำงบประมาณไปใช้ในการแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากโควิด-19

ทั้งนี้เมื่อวานนี้ สภาพัฒน์ได้ประกาศตัวเลขการเติบโตเศรษฐกิจของประเทศไทยในไตรมาสที่ 2 ของปี 2562 อยู่ที่ -12.2% ซึ่งถือว่าเป็นการติดลบมากที่สุดในรอบเกือบ 20 ปี รองจากตอนวิกฤติเต้มยำกุ้งในปี 2540 ที่เศรษฐกิจไทย -12.5% จึงทำให้มีเสียงวิจารณ์ว่า กระทรวงกลาโหมควรจะรอไปอีกอย่างน้อย 1 ปี คือในปี 2565 ก่อนที่จะจัดซื้อเรือดำน้ำอีกครั้ง เนื่องจากประเทศไทยน่าจะต้องใช้เงินอีกจำนวนมากจากทั้งเงินภาษีและเงินกู้ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

ณ ปัจจุบันนี้ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายปี 2564 กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร โดยคณะกรรมาธิการได้มีมติให้แขวนโครงการจัดหาเรือดำน้ำไว้ก่อน ซึ่งหมายถึงการยกโครงการเอาไว้เพื่อรอการพิจารณาอีกครั้งว่าสภาฯจะอนุมัติหรือไม่ โดยคณะกรรมมาธิการได้ตั้งข้อสังเกตุถึงความจำเป็นของการจัดหาเรือดำน้ำว่า มีความจำเป็นเพียงใดในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันนี้

โดยกองทัพเรือชี้แจงว่ากองทัพเรือต้องการเรือดำน้ำให้ครบ 3 ลำ โดยการจัดหาเรือดำน้ำพร้อมกันอีกสองลำจะทำให้ประหยัดงบประมาณได้ 990 ล้าน เมื่อเทียบกับแยกจัดหาทีละลำ รวมถึงมีความจำเป็นที่จะต้องเสริมสร้างกำลังรบอย่างต่อเนื่องเพื่อให้พร้อมสำหรับการมีเรือดำน้ำใช้งานในปี 2569 และมีข้อสังเกตุว่า กองทัพเรือระบุว่า ได้มีข้อสัญญาเอาไว้กับทางจีนแล้วว่า จะต้องจัดหาเรือดำน้ำอีกสองลำภายในปีนี้ (ซึ่งถูกตัดงบประมาณไปแล้ว ส่วนงบประมาณปี 2564 ยังไม่ผ่านสภาฯ) จึงทำให้มีความจำเป็นที่จะต้องจัดซื้อ โดยอาจเป็นการเซ็นสัญญาซื้อตั้งแต่ปีงบประมาณ 2563 และใช้งบประมาณปี 2564 ในการจ่ายค่าเรือดำน้ำแทน

ด้านล่างนี้คือเอกสารที่กองทัพเรือชี้แจงกับคณะกรรมมาธิการที่ตั้งข้อสังเกตุเรื่องการจัดหาเรือดำน้ำไว้ TAF ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่า เมื่อพิจารณาจากภาวะเศรษฐกิจและกำลังรบของประเทศ เห็นด้วยหรือไม่ในการจัดหาเรือดำน้ำปีใน 2564 อีกสองลำ ขอเชิญแสดงความคิดเห็นกันได้ครับ