ข้อความต่อไปนี้เป็นการถอดความการแถลงข่าวของกองทัพเรือในกรณีการจัดหาเรือดำน้ำลำที่สองและสามของกองทัพเรือ ซึ่ง TAF ถอดความจากการแถลงข่าว ทั้งนี้ เราต้องขอตัดทอนข้อความหลายส่วนออกไปเนื่องจากกองทัพเรือแถลงเรื่องการเมือง และ TAF ไม่สามารถอภิปรายเรื่องการเมืองได้ครับ

โฆษกกองทัพเรือบอกว่า การซื้อยุทโธปกรณ์ไม่ใช่ต้องมาสื่อสารตามหน้าหนังสือพิมพ์ ต้องถือเป็นความลับ ดังนั้นก็จะดำเนินการแบบเป็นความลับต่อไป ทุกกระทรวงมีงบประมาณของตัวเองที่จะทำภารกิจของตนให้สำเร็จ การนำการจัดหายุทโธปกรณ์มาโจมตีถือเป็นการเห็นแก่เรื่องทางการเมืองเป็นหลักเท่านั้นเอง ถือว่าเป็นเรื่องที่เห็นแก่ตัวที่สุด ขอให้สื่อมวลชนอย่าเอาเรื่องของนักการเมืองที่ไม่เป็นจริงมาสร้างความเดือดร้อนให้กับประเทศไทย ซึ่งเงิน 22,500 ล้านบาทไม่ได้ใช้ในปี 2564 ทั้งหมด

โครงการนี้เป็นโครงการต่อเนื่อง ไม่ใช่โครงการเริ่มใหม่ ถือเป็นการผ่อนเหมือนประชาชนผ่อนทีวีหรือรถยนต์ ต้องทะยอยจัดหาเหมือนกัน ไม่ได้เอาเงินทั้งก้อนไปจัดหาทั้งหมด เพื่อมีอาวุธเอาไว้ใช้ในกรณีเกิดความไม่สงบควบคู่กับการช่วยเหลือประชาชน ซึ่งกองทัพเรือช่วยเหลือประชาชนทุกครั้ง เช่นกรณีโควิด-19 ที่กองทัพเรือเข้าไปช่วย และที่ผ่านมา เมื่อรัฐบาลเรียกเงินคืน กองทัพเรือก็คืนเงินให้รัฐบาลเป็นหน่วยงานแรก แต่เมื่อโควิดคลี่คลายไปแล้วหน่วยงานราชการก็ต้องเดินหน้าทำภารกิจต่อไป ซึ่งการซื้อเป็นการซื้อผ่อน 7 ปี

การมีเรือดำน้ำนั้น ประชาชนไทยอาจจะละเลยและหลงลืมไป สมัยก่อนที่มีการรบที่เกาะช้าง ตอนแรกเรือฝรั่งเศสจะมาทำลายฐานทัพที่สัตหีบ แต่พอตรวจพบเรือดำน้ำทำให้ข้าศึกต้องเปลี่ยนความตั้งใจเพราะกลัวเรือดำน้ำจนไปเกิดการรบที่เกาะช้าง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเรือดำน้ำถ้ามีไว้ข้าศึกก็เปลี่ยนใจได้ หรือในช่วงสงครามโลกที่คนไทยขาดแคลนเครื่องใช้เพราะไม่มีอาวุธป้องกันตนเอง ปัจจุบันถ้าเส้นทางทางทะเลถูกกระทบ ประเทศทั้งประเทศอาจจะไม่มีน้ำมันหรือเครื่องอุปโภคบริโภค กองทัพเรือเป็นกองทัพเรือของประชาชน และมีผลงานเป็นคุณงามความดีมาตลอด เงินที่ใช้ซื้อเรือดำน้ำนี้น้อยมากเพื่อไปปกป้องผลประโยชน์ที่สูงกว่ามาก ถือเป็นตรรกะทางเศรษฐศาสตร์

การเจรจาต้องมีกติกา เราต้องเคารถกติกา ตอนนี้โควิดก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นประเทศชาติต้องเดินหน้าต่อไป จะมาพูดเรื่องบประมาณเรือดำน้ำกันทำไม ต้องเดินหน้ากันต่อไป รัฐบาลก็ได้เตรียมการกู้เงินรองรับในการทำงานอยู่แล้ว ไม่ได้จะมาขอเงินคืนอีกรอบ อยากให้บ้านเมืองสงบสุข อย่าให้ใครเอากองทัพเรือมาสร้างความเกลียดชัง และขอเชิญขวนติด Tag ว่า #เชื่อมั่นกองทัพเรือ


เสนาธิการกองทัพเรือแถลงว่าข้อมูลจากการชี้แจงงบประมาณที่ออกมานั้นไม่ครบถ้วน กองทัพเรือจึงต้องการสื่อสารข้อมูลจริง ที่ผ่านมาพยายามจัดหาเรือดำน้ำหลายครั้ง แต่ไม่สำเร็จ ในตอนที่กองทัพเรือจัดหาเรือดำน้ำลำแรกมาจนถึงวันนี้ ประเทศเพื่อนบ้านต่างมีเรือดำน้ำเพิ่มขึ้น บางประเทศก็มีเรือดำน้ำแล้วหลังจากไม่เคยมี

เจ้ากรมยุทธการทหารเรือ ได้เปิดวีดีทัศน์ที่ใช้ชี้แจงกับคณะกรรมาธิการให้ชม โดยเนื้อหาในวิดีทัศน์เป็นใจความว่ากองทัพเรือไม่มีเรือดำน้ำประจำการมา 60 ปี ที่ผ่านมาประเทศเพื่อนบ้านมีเรือดำน้ำจำนวนมาก และกองทัพเรือได้ช่วยเหลือประเทศชาติมาหลายครั้ง โดยเฉพาะจากโควิดที่คืนงบประมาณไปจำนวนหนึ่ง

เจ้ากรมยุทธการทหารเรือยอมรับว่าสงครามอาจจะไม่เกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้นี้ แต่ในทะเลจีนใต้มีความขัดแย้งมากมาย มีการสร้างฐานทัพและสนามบินในทะเลจีนใต้ ซึ่งอาจเป็นเหตุให้มีการปะทะในทะเลจีนใต้ เช่น เรือของจีนชนกับเรือเวียดนาม และสหรัฐอเมริกาได้วางกำลังในทะเลจีนใต้มากขึ้น ซึ่งที่นี่คือเส้นเลือดใหญ่ของประเทศไทย และเป็นเส้นทางคมนาคมมูลค่า 24 ล้านล้านบาทของไทย ซึ่งเป็นหน้าที่ของกองทัพเรือที่จะคุ้มครองดูแล ถ้าไม่มีกำลังที่เข้มแข็งและเพียงพอก็จะกระทบ

รวมถึงพื้นที่ JDA มูลค่าหลายแสนล้านจะสิ้นสุดสัญญาเร็ว ๆ นี้ แต่การจัดซื้อเรือดำน้ำจัดซื้อวันนี้แต่อีก 6 ปีจึงจะได้รับ การเจรจาต่อรองผลประโยชน์ของชาติ ถ้าไม่มีกำลังที่เข้มแข็งก็จะลดอำนาจการต่อรองของไทยไป และเมื่อไม่นานมานี้ กองทัพเรือประเทศเพื่อนบ้านได้เข้ามาลาดตระเวนจับชาวโรฮิงยาในน่านน้ำไทย ซึ่งถ้าไทยไม่มีกำลังที่เข้มแข็งเขาก็จะไม่เกรงใจเรา

จากผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเลมูลค่า 24 ล้านบาท เงินค่าเรือดำน้ำที่จ่ายในปี 64 นั้นเป็นมูลค่า 3,925 ล้านบาท หรือเป็น 0.093% เท่านั้น


ปลัดบัญชีทหารเรือแถลงว่า การจัดหาครั้งนี้เป็นการจัดหาต่อเนื่องเพื่อให้ครบตามที่ได้รับอนุมัติไว้ ไม่ใช่โครงการเริ่มใหม่ แต่เป็นโครงการผูกพันเริ่มใหม่ตั้งปี 2563-2569 ใช้เงินของกองทัพเรือเท่านั้นไม่ได้ขอเพิ่มเติม และอยู่ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายปี 2563 แล้ว โดยกำหนดเงินรายปีไว้ดังนี้

ปี 2563 กำหนด 3,375 ล้านบาท
ปี 2564 กำหนด 3,925 ล้านบาท
ปี 2565 จำนวน 2,640 ล้านบาท
ปี 2566 จำนวน 2,500 ล้านบาท
ปี 2567 จำนวน 3,060 ล้านบาท
ปี 2568 จำนวน 3,500 ล้านบาท
ปี 2569 จำนวน 3,500 ล้านบาท

รวม 22,500 ล้านบาท ซึ่งควรจะมีการลงนามในปีนี้ แต่เมื่อเกิดวิกฤตโควิด รัฐบาลได้เรียกงบประมาณกลับไป ซึ่งกองทัพเรือตระหนักถึงความจำเป็นและเจรจากับจีนว่าจะขอดำเนินโครงการต่อไป แต่จะขอคืนงบประมาณก้อนแรกหรืองดการจ่ายเงินในปีแรกคือ 3,375 ล้านบาท หรือชะลอโครงการ เพื่อนำไปรวมกับงบประมาณอื่น ๆ ที่คืนได้รวม 4,130 ล้านบาท และมีข้อตกลงที่จะลงนามแบบรัฐต่อรัฐภายในเดือนกันยายนนี้ และปรับการจ่ายใหม่เป็น

ปี 2564 กำหนด 3,925 ล้านบาท
ปี 2565 จำนวน 2,640 ล้านบาท
ปี 2566 จำนวน 2,500 ล้านบาท
ปี 2567 จำนวน 3,060 ล้านบาท
ปี 2568 จำนวน 3,500 ล้านบาท
ปี 2569 จำนวน 3,500 ล้านบาท
ปี 2570 จำนวน 3,375 ล้านบาท

รวม 22,500 ล้านบาทเท่าเดิม ถือเป็นการตั้งงบประมาณผูกพันปกติ เป็นไปตามหลักการและมีขั้นตอน ยึดหลักความประหยัดและคุ้มค่า โดยในปี 2564 นี้ มีโครงการเริ่มใหม่เพียงโครงการเดียวคือการจัดหาเรือลากจูง 1 ลำมูลค่า 366 ล้านบาท รวมถึงเรือดำน้ำจะได้ 3,006 ล้านบาท ซึ่งถือว่ามีเงินซื้ออาวุธน้อยมาก เพราะกองทัพเรือต้องจัดหาเรือดำน้ำจึงยกเลิกโครงการอื่น ๆ เพื่อนำเงินไปจัดหาเรือดำน้ำ

นอกจากนั้นยืนยันว่า โครงการที่อยู่ในสภาฯแล้ว กองทัพเรือไม่สามารถแก้ไขโครงการได้ แต่ยอมรับว่าถ้าไม่สามารถจัดซื้อลำที่สองและสามได้ก็ไม่มีค่าปรับแต่อย่างใด และยอมรับว่ายังไม่ได้คิดถึงวิกฤติเศรษฐกิจจากโควิด แต่คิดถึงเศรษฐกิจในอีก 7 ปีข้างหน้า


สำนักงานจัดหายุทโธปกรณ์ทหารเรือแถลงว่า ยืนยันว่าการลงนาม G2G นั้นถูกต้อง มีเอกสารรองรับ แต่เมื่อไปชี้แจงแล้วก็มีผู้นำข้อความบางข้อความไปพูด ถือว่าแผ่นเสียงตกร่อง ซึ่งกำลังที่เข้มแข็งนำไปสู่อำนาจการต่อรองที่เข้มแข็ง และนำไปสู่ความมั่งคั่ง ซึ่งนำไปสู่ความผาสุขของประชาชน การจัดหาเรือดำน้ำเพื่อนำมาเสริมอำนาจต่อรองเพื่อให้ผู้เจรจาต่อรองมีเครื่องมือไปเจรจาได้

กองทัพเรือพิจารณาแล้วว่า ในโลกนี้มีอู่ต่อเรือ 6 อู่ ข้อเสนอที่ดีที่สุดคือข้อเสนอจากจีน และเห็นว่าการจัดซื้อแบบ G2G เป็นไปด้วยความเหมาะสม จึงเสนอตามขั้นตอน และคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ผู้บัญชาการทหารเรือหรือผู้แทนเป็นผู้แทนรัฐบาลไทยไปลงนามกับฝ่ายจีนคือ State Administration of Seicence and Technology for National Defense ของรัฐบาลจีนและให้อู่ CSOC เป็นผู้แทนในการลงนาม ยืนยันว่ากองทัพเรือไม่ได้พูดเท็จกับประชาชน

การจัดหาในครั้งนี้เป็นการจัดหาด้วยมิตรไมตรี จึงไมได้เรียกว่าสัญญาแต่เรียกว่าข้อตกลงหรือ Agreement ในกรอบ G2G ซึ่งจะได้การฝึกอบรมและการฝึกให้ทำการรบได้จริง และเจรจาจนลำที่สองและสามถูกกว่าเรือลำแรกที่ลำแรกมีราคา 12,000 ล้านบาท ที่เหลือคือตัวเรือ แต่ลำที่สองและสามเฉลี่ยลำละ 11,250 ล้านบาท และยังได้ส่วนเพิ่มคือจีนให้อุปกรณ์มาเพิ่ม เช่น แผ่นยางลดเสียงสะท้อนตัวเรือ ระบบสื่อสารดาวเทียม ระบบสื่อสารข้อมูลทางยุทธวิธี อาวุธปล่อยนำวิถี และทุ่นระเบิดซึ่งมาจากการเจรจาต่อรองทั้งสิ้น ซึ่งาวมอาวุธและขีดความสามารถอื่น ๆ ที่ได้เพิ่มเป็นมูลค่า 2,100 ล้านบาทเพิ่มเติมมา ถือว่าคุ้มค่ากับภาษี

ถ้ามีเรือดำน้ำสามลำ ก็จะสามารถหมุนเวียนเรือได้ แต่ถ้ามีเรือสองลำ ถ้าเรือลำหนึ่งซ่อม และถ้าข้าศึกรู้ว่าเรืออีกลำอยู่ที่อ่าวไทย ก็จะแปลว่าไม่มีเรือดำน้ำในอันดามันแน่นอน และถ้าย้อนกลับไปตอนสงครามฟอล์กแลนด์ อาร์เจนติน่ามีเรือดำน้ำทำให้อังกฤษต้องเปลี่ยนยุทธวิธี การปราบเรือดำน้ำเหมือนการตีแมวดำในห้องมืด เพราะฟังได้แต่เสียง แต่เรือดำน้ำได้ยินเรืออื่นไปนานแล้ว

ตอนนี้สัญญาอยู่ที่กระทรวงกลาโหมเพื่อรอเข้าคณะรัฐมนตรีต่อไป ถ้าไม่ดำเนินกาตามที่เจรจา ในอนาคตก็อาจทำมาค้าขายกับจีนไม่ได้ เพราะไทยผ่อนผันหลายรอบ ใบเสนอราคาของจีนจะหมดอายุในเดือนกันยายน 2563 ถ้าเลยระยะเวลาไปแล้วต้องมาตกลงกันใหม่ และถ้าเรือดำน้ำมาช้ากว่านี้ แล้วประชาชนจะอยู่อย่างเป็นสุขได้อย่างไรถ้าประเทศโดนบีบคั้นจากประเทศที่ใหญ่กว่า เราจะเสียเขตแดนทางทะเลหรือไม่


เสนาธิการทหารเรือได้สรุปว่า

  1. กระบวนการจัดหาเรือดำน้ำแบบ G2G ดำเนินการถูกต้อง การกล่าวหาว่าดำเนินการไม่ถูกต้องถือว่าบิดเบือนและใส่ร้ายกองทัพเรือ
  2. กองทัพเรือเจรจากับจีนจนได้ข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย ซึ่งบรรลุข้อตกลงแล้ว แต่เนื่องจากสถานการณ์โควิดจึงขอเลื่อนการจ่ายเงินรอบแรกไปปี 2564 ถ้าชะลอไปอีกก็จะทำให้ประเทศไทยขาดความน่าเชื่อถือในการทำการค้ากับต่างประเทศ
  3. งบประมาณเป็นงบประมาณของกองทัพเรือ ไม่ได้จัดสรรเพิ่มเติมเป็นการเฉพาะ กองทัพเรือเห็นว่าต้องสร้างความมั่นคงทางทะเล และในอนาคตจะต้องเจรจาเขตแดนทางทะเล การจัดหาเรือดำน้ำจะช่วยเพิ่มอำนาจการต่อรองให้กับประเทศไทย แต่ต้องใช้เงินสูงและต้องใช้เวลาสร้างหลายปี กองทัพเรือจึงได้ชะลอการเสริมสร้างกำลังรบด้านอื่นเพื่อมาซื้อเรือดำน้ำ ซึ่งถือเป็นความจำเป็น
  4. การเลื่อนออกไปอีกปีทำให้ประเทศขาดศัยภาพไปอีกปี และไม่ได้จ่ายเงินทีคราวเดียวแต่ผ่อนใช้ และยืนยันว่าใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าและยืนยันว่าจะอยู่เคียงข้างประชาชน กองทัพเรือไม่ได้ประชาสัมพันธ์เก่ง แต่ทำงานจริงจังและพูดความจริงกับประชาชน