หลังจาก #กองทัพเรือ เปิดแถลงข่าวชี้แจงในกรณีการจัดหาเรือดำน้ำ #S26T ลำที่สองและสาม มูลค่า 22,500 ล้านในปีงบประมาณ 2564 นั้น ต่อไปนี้คือบทวิเคราะห์และความเห็นของ TAF ครับ ทุกท่านสามารถร่วมแสดงความเห็นได้ด้วยความสุภาพและไม่การเมืองได้ครับ

  • ความจำเป็นและความสำคัญของการมีเรือดำน้ำของไทยเป็นสิ่งที่เราไม่โต้แย้ง

เพราะนี่คือสิ่งที่เราก็พูดมาตลอดกว่าสิบปีว่า สำหรับเราแล้ว การมีเรือดำน้ำย่อมดีสำหรับประเทศไทยมากกว่า ดังนั้นข้อมูลด้านความมั่นคงของกองทัพเรือที่นำมาสนับสนุนการจัดหาเรือดำน้ำนั้น เราไม่มีข้อแย้ง


  • การประเมินภัยคุกคามของกองทัพเรือเกี่ยวกับทะเลจีนใต้

กองทัพเรือ ประเมินว่าสงครามเกิดยาก การมีเรือดำน้ำจึงเป็นเรื่องของการรักษาสมดุลกำลังทางเรือกับเพื่อนบ้าน (#มาเลเซีย และ #พม่า) และเป็นเครื่องมือหนุนหลังในการเจรจาต่อรอง ดังนั้นเรื่องปิด #อ่าวไทย ก็ไม่น่าจะเป็นอะไรที่เกิดได้ง่าย และในการแถลงครั้งนี้ กองทัพเรือไม่ได้พูดถึงประเด็นนี้ เน้นไปที่การสร้างกำลังรบ

ในกรณีสมมุติที่ #จีน รบกับ #อเมริกา และพันธมิตรใน #ทะเลจีนใต้ และไทยโดนปิดเส้นทางขนส่งไปเอเชียตะวันออกและอเมริกา หนึ่งในประเทศที่จะปิดก็คือจีน นั่นเอง เพราะจีนอ้างสิทธิ์ว่าทะเลจีนใต้เป็นของจีน และสร้างฐานทัพบนเกาะเทียมจำนวนมาก คำถามคือ ถ้าเราจะคุ้มครองเส้นทางเดินเรือของเรา นั่นหมายถึง เอาเรือดำน้ำของเราที่ผลิตในจีน ไปยิงเรือผิวน้ำของจีนที่ปิดเส้นทางทางน้ำอยู่หรือไม่?

อีกทั้งเรือดำน้ำในฐานะอาวุธทางยุทธศาสตร์ของไทยแต่ผลิตในจีนซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งในกรณีทะเลจีนใต้โดยตรง จะส่งผลให้จีนระงับการสนับสนุนอะไหล่หรือความร่วมมือต่าง ๆ กับกองทัพเรือหรือไม่ ในกรณีที่ไทยจะต้องเปิดเส้นทางการค้าและการลำเลียงสินค้าอุปโภคและบริโภคทางทะเลที่มายังไทย และต้องเดินทางผ่านพื้นที่ที่จีนอ้างสิทธิ์ ที่อาจทำให้กองทัพเรือไทยต้องจงใจไม่ปฏิบัติตามการปิดกั้นทางเรือของจีน

ดังนั้นถ้ายกเหตุผลนี้ขึ้นมาอ้าง ก็น่าจะเป็นการดีกว่าที่กองทัพเรือไทยจะจัดหาเรือดำน้ำจากประเทศอื่นที่ไม่ใช่คู่ขัดแย้งเช่น เยอรมนี สวีเดน หรือฝรั่งเศส มากกว่าการจัดหาเรือจากจีน ซึ่งอาจมีปัญหาด้านการใช้งานเรือในอนาคตในกรณีที่อาจต้องเผชิญหน้ากับจีน หรือแม้แต่อาจทำให้ประเทศอาเซียนมองว่าไทย “เลือกข้าง” เข้าข้างจีนแทนที่จะเข้าข้างประเทศอาเซียนหรือวางตัวเป็นกลาง (สหรัฐไม่มีเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าต่อขาย)

แต่ทั้งนี้ เรื่องการเปลี่ยนผู้ผลิตนั้นเป็นไปได้น้อยและไม่ควรทำแล้ว เพราะกองทัพเรือลงนามจัดหา S26T จากจีนในลำแรกไปแล้ว ลำต่อไปก็ควรจะเป็น S26T ต่อจนครบความต้องการ เพื่อป้องกันปัญหาด้านการปฏิบัติงาน การซ่อมบำรุง และอะไหล่


  • ประเด็นความขัดแย้งกับมาเลเซียในอนาคต

กองทัพเรือยกเหตุผลเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยและมาเลเซียที่ทุกวันนี้กลายเป็นพื้นที่ #JDA ซึ่งเป็นพื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อนระหว่างเรากับมาเลเซีย โดยข้อเท็จจริงแล้ว MoU ระหว่างไทยและมาเลเซียที่ตกลงยกเลิกการอ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่ JDA ชั่วคราวและมาแสวงหาประโยชน์ร่วมกันและแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกันจะหมดลงในปี 2572 ตรงกับเงื่อนเวลาที่กองทัพเรือต้องมีเรือดำน้ำให้ได้พอดี อันนี้ก็อาจเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ในการที่กองทัพเรือคาดการณ์ว่าจะต้องเกิดความขัดแย้งด้านดินแดนในทะเลกับมาเลเซียในตอนนั้น จึงต้องเตรียมกำลังรบไว้รับมือ

แต่ปัญหาก็คือ พื้นที่ JDA นั้น ไทยอ้างสิทธิ์ได้จากการที่เราค้นพบเกาะโลซินซึ่งถือเป็นเกาะตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (United Nations Convention on the Law of the Sea) หรือ #UNCLOS ฉบับเก่า ทำให้ไทยได้ #ไหล่ทวีป และ #เขตเศรษฐกิจจำเพาะ เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก แต่ใน UNCLOS 1982 ฉบับใหม่ ซึ่งไทยลงนามให้สัตยาบันเมื่อปี 2554 แล้วนั้น กำหนดให้เกาะไม่ใช่แค่พื้นที่แห้งเหนือทะเล แต่ต้องเป็นพื้นดินที่มีพื้นที่เพียงพอที่จะดำรงชีวิตและประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากต่างวิเคราะห์ว่าด้วยเหตุนี้ เกาะโลซินที่เป็นเพียงเนินหินอาจเสียสถานะเป็นเกาะ และทำให้ไทยจะไม่สามารถอ้างสิทธิ์ในพื้นที่ JDA ได้หลังจากปี 2572 เป็นต้นไป และแม้ว่า MoU ที่สร้าง JDA ขึ้นจะกำหนดให้ยังสามารถขยายการดำเนินการต่อหลังหมดอายุ แต่ถ้ามาเลเซียเกิดปฎิเสธการร่วมมือกับไทยและถอนตัวจาก MoU ไป สถานการณ์ก็อาจจะเปลี่ยนแปลง เพราะ MoU นั้นไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายกับทั้งสองฝ่าย

ทั้งนี้เป็นเรื่องถูกต้องที่กองทัพเรือจะต้องเตรียมการสำหรับเหตุการณ์ไม่คาดฝันนี้ แต่กองทัพเรือไม่ควรถือว่าพื้นที่ JDA คือเป้าหมายสูงสุดของการสร้างกำลังทางเรือ เพราะอธิปไตยของไทยเหนือ JDA นั้น แม้จะอ้างสิทธิ์ได้ แต่อาจไม่มีกฎหมายรองรับ ซึ่งนั่นอาจทำให้ไทยไม่มีข้อต่อสู้ในเชิงกฎหมาย และกำลังทางเรือที่ต้องการจะเป็นเครื่องมือในการกดดันมาเลเซียนั้นอาจจะไม่ได้ผลในกรณีที่ไทยไม่มีเครื่องมือทางกฎหมายรับรอง


  • สรุปแล้ว นี่ไม่ใช่เรือดำน้ำ #ซื้อ2แถม1 แต่เป็นการซื้อเรือดำน้ำ 3 ลำ

เพราะตอนแรกกองทัพเรือพูดว่าการซื้อ S26T จากจีนเป็นการซื้อ 2 แถม 1 แต่ตอนนี้กลับบอกว่าต้องการเรือ 3 ลำ และเรือมีราคาของตัวเองทั้งสิ้น เชื่อว่าเมื่อสองปีก่อนกองทัพเรือคงไม่ได้โกหกประชาชน แต่น่าจะพูดผิดพลาด


  • กองทัพเรือมองแต่ #ความมั่นคง ทั้งที่ประเทศต้องประกอบด้วยพลังอำนาจด้านอื่นด้วย

ซึ่งสิ่งนี้คือสิ่งที่สอนกันในโรงเรียนทหารเป็นปกติอยู่แล้วว่า พลังอำนาจของชาติประกอบไปด้วยด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม การทหาร และวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และเป็นที่ยอมรับกันในวงกว้างว่า พลังอำนาจที่สำคัญที่สุดคือพลังอำนาจด้านเศรษฐกิจ เพราะการมีพลังอำนาจด้านนี้จะส่งผลให้พลังอำนาจด้านอื่นเข้มแข็งตามไป

แต่วันนี้ พลังอำนาจด้านเศรษฐกิจกำลังย่ำแย่เป็นอย่างมาก เราคงไม่ต้องบรรยายว่าวิกฤตเศรษฐกิจที่แย่ที่สุดนับจากต้มยำกุ้งนั้นมันแย่ขนาดไหน

แน่นอนว่ากองทัพซึ่งเป็นหน่วยงานด้านความมั่นคง จะมองเพียงมิติด้านความมั่นคงที่ตัวเองรับผิดชอบก็ไม่แปลก ดังเช่นที่ปลัดบัญชีทหารเรือกล่าวว่า “ยังไม่ได้คิดถึงวิกฤติเศรษฐกิจจากโควิด แต่คิดถึงเศรษฐกิจในอีก 7 ปีข้างหน้า”

แต่ในระดับรัฐบาลหรือในระดับประเทศ จำเป็นที่จะต้องมองมิติด้านอื่นประกอบไปด้วย และที่สำคัญก็คือ กองทัพเรือก็ยอมรับในการแถลงข่าวหลายครั้งว่า ในปีนี้หรือปีหน้า มีโอกาสน้อยมากที่จะมีสงคราม และกองทัพเรือยอมรับว่า การเลื่อนการจัดหาเรือดำน้ำจะกระทบเพียงชื่อเสียงในการเจรจาการค้ากับจีน ราคาและของแถมที่ไปคุยมา หรือแผนการสร้างเสริมกำลังรบที่ต้องเลื่อนไปอีกปี ไม่มีค่าปรับหรือข้อผูกมัดในการต้องจัดหาแต่อย่างใด

ซึ่งเรามองว่า ทั้งหมดนี้เทียบไม่ได้กับผลกระทบด้านเศรษฐกิจ

จริงอยู่นี่คือการผ่อนจ่าย แต่เงินจำนวน 3,925 ล้านบาทที่ต้องผ่อนจ่ายงวดแรกในปี 64 แม้จะดูเป็นเงินไม่มาก แต่สามารถนำไปใช้ในการกู้วิกฤตเศรษฐกิจในครั้งนี้ได้ เพราะเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจเดียวจากสี่เครื่องที่ยังเดินอยู่คือการใช้จ่ายภาครัฐ และเราต้องการน้ำมันทุกหยดเพื่อให้เครื่องยนต์นี้ช่วยลากหัวรถจักรประเทศไทยไปข้างหน้า เงิน 3,925 ล้านบาทก็สามารถนำไปใช้ในโครงการที่จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ซึ่งชัดเจนว่าเร่งด่วนและเป็นเรื่องความเป็นความตายของประเทศ ณ ตอนนี้


  • กองทัพเรือจัดหาเรือดำน้ำโดยประเทศไทยไม่ได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

เพราะกองทัพเรือจ่ายเงินซื้อเรือดำน้ำจีนโดยประเทศไทยไม่ได้อะไรนอกจากได้เรือดำน้ำ นั่นคือวลีที่ TAF ย้ำเสมอคือการทำแบบนี้คือ #การกระตุ้นเศรษฐกิจจีนแต่ละเลยเศรษฐกิจไทย เพราะเรือดำน้ำก็ต่อที่เมืองอู่ฮั่นต้นกำเนิดโควิด การได้คำสั่งซื้อจากไทยไป 3 ลำพร้อมการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ รวมกว่า 4 หมื่นล้านบาทก็น่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจจีนได้มาก

ก็อย่างที่เราต้องย้ำอีกครั้งก็คือ กองทัพเรือมองแต่มิติด้านความมั่นคง และพยายามย้ำกับทุกคนว่าจำเป็นต่อความมั่นคงของประเทศ ซึ่งไม่ได้ผิดเพราะกองทัพเรือคือหน่วยงานความมั่นคง แต่กองทัพเรือก็ต้องยอมรับว่า ประเทศนี้มีมากกว่าความมั่นคง และตอนนี้เรื่องอื่นเร่งด่วนกว่า ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจที่ภาคส่วนอื่นจะต่อต้านกันมาก

ซึ่งก็อย่างที่เราต้องย้ำอีกครั้งคือ ถ้ากองทัพเรือจัดหาเรือดำน้ำโดยประเทศไทยได้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ปัญหาการคัดค้านน่าจะลดลงไปมาก

มาเลเซียซื้อเรือดําน้ำ Scorpene จากฝรั่งเศส โดยให้ฝรั่งเศสซื้อ #น้ำมันปาล์ม และ #สินค้าเกษตร กลับไป รวมถึง #ถ่ายทอดเทคโนโลยี ให้มาเลเซียพัฒนาอุตสาหกรรม เพื่อลดการสูญเสียเงินตราและช่วยเกษตรกร ส่งผลให้โดยรวมแล้วมาเลเซียประหยัดเงินไปได้ 50% ของโครงการ โดยเกษตรกรและบริษัทของมาเลเซียขายของได้ด้วย

แต่ไทยซื้อเรือดำน้ำจากจีน โดยจีนไม่ต้องตอบแทนอะไร อู่ต่อเรือที่อู่ฮั่นรับเงินอย่างเดียว นี่คือจุดตายของกองทัพเรือที่ไม่ว่าจะย้ำประเด็นด้านความมั่นคงเท่าไหร่ ก็ไม่สามารถลบข้อเท็จจริงที่ว่าประเทศไทยจะไม่ได้อะไรนอกจากเรือดำน้ำ

ทั้ง ๆ ที่กองทัพเรือสามารถขอให้หน่วยงานราชการอื่นเข้ามาช่วยกันเจรจาให้ประเทศได้ผลตอบแทนสูงสุด เช่น เงินมูลค่า 22,500 ล้านบาทกับเรือดำน้ำ 2 ลำ ถ้าให้จีนซื้อข้าว ยางพารา หรือลำไยกลับไปสัก 15,000 ล้าน และให้บริษัทไทยเข้าไปมีส่วนร่วมในการต่อเรืออีกสัก 5,000 ล้าน เชื่อว่าอย่างน้อยชาวนา ชาวสวนลำไย และชาวสวนยางน่าจะออกมาสนับสนุนการซื้อเรือดำน้ำนี้ เพราะเมื่อไทยซื้อเรือดำน้ำ จีนก็จะต้องมาซื้อข้าว ซื้อยาง ซื้อลำไยไป คนไทย เกษตรกรไทยก็ขายผลผลิตได้ บริษัทไทยที่ไปรับเทคโนโลยี นอกจากจะได้ทำงานที่ไม่เคยทำ ได้ค่าจ้างกลับมายังประเทศไทย ยังสามารถใช้เทคโนโลยีและประสบการณ์เหล่านี้ในการพัฒนาอุตสาหกรรมต่อไปได้ ซึ่งทั้งหมดนี้จะส่งผลให้เกิดการจ้างงานและช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ และจะวินวินด้วยกันทุกฝ่าย จีนขายของได้ กองทัพเรือได้เรือดำน้ำ เกษตรกรไทยได้ขายผลผลิต อู่ต่อเรือไทยได้งาน รัฐบาลไทยประหยัดเงินจากภาษีรายได้ ไม่มีใครเสีย มีแค่ต้องเจรจาให้เป็นเท่านั้น

ห้ามพูดว่าทำไม่ได้ เพราะกองทัพบกเคยทำให้ดูแล้วในโครงการจัดหาปืนใหญ่ 105 มม. จากประเทศอังกฤษ และกองทัพอากาศกำลังทำให้ดูในโครงการจัดหาเครื่องบินฝึก T-6 จากประเทศสหรัฐ หรือในต่างประเทศ ปากีสถานที่ซื้อเรือดำน้ำจีนแบบเดียวกับไทย ก็ได้เทคโนโลยีและได้นำเรือบางส่วนมาต่อในประเทศเช่นกัน


  • ทั้งหมดนี้ TAF จึงเห็นว่า “เรือดำน้ำจำเป็น แต่ไม่ใช่ตอนนี้”

เราเห็นว่าการรออีก 1 – 2 ปีไม่ได้กระทบกับความมั่นคงของประเทศมากขนาดนั้น แต่มันจะช่วยให้รัฐบาลยังมีกระสุนเหลือไป #กระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะการซื้อเรือดำน้ำไม่ได้ช่วยเศรษฐกิจของชาติเลย กระแสต่อต้านที่เกิดขึ้นจากทั่วประเทศทุกวันนี้ กองทัพเรือและ #รัฐบาล อาจจะไม่สนใจก็ได้ เพราะอย่างที่เราเคยวิเคราะห์ คือ สำหรับโครงการนี้มีพลังพิเศษ ถ้าจะดันกันจริง ๆ ยังไงก็ให้ผ่าน

แต่จะดีกว่าไหม ถ้ากองทัพเรือและรัฐบาลเลือกจะฟังเสียงประชาชนบ้าง เซฟตัวเอง ไม่ต้องถูกด่าโดยไม่จำเป็น เลื่อนโครงการออกไปอีก 1 ปี ค่อยจัดหาในปี 2565 เมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นขึ้นมา ซึ่งก็ยังสามารถสร้างเสริมกำลังรบได้ทันอยู่เช่นเดิม

ยิ่งถ้าในเวลาอีก 1 ปี กองทัพเรือสามารถกลับไปออกแบบและเจรจาโครงการให้ประเทศไทยได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการจัดหาเรือดำน้ำได้ ก็จะดียิ่งขึ้น และเพิ่มโอกาสมากขึ้น

ยกเว้นแต่จะมองว่า เสียงของประชาชนนั้นไม่ต้องสนใจครับ

หมายเหตุ: ในลิงก์นี้เรารวบรวมบทความยาวที่เราเคยทำไว้ตั้งแต่ปี 2554 เรื่อยมาจนถึงปี 2563 เป็นบันทึกประวัติศาสตร์ในช่วงเวลานั้น ๆ ของความพยายามในการจัดหาเรือดำน้ำของ #กองทัพเรือ สามารถอ่านเป็นข้อมูลได้ครับ