การเลือกตั้ง #ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้รับความสนใจจากคนทั้งโลกเสมอมา เพราะในฐานะประเทศมหาอำนาจ การเปลี่ยนแปลงผู้นำสหรัฐจะส่งผลกระทบไม่ทางใดก็ทางหนึ่งต่อทุก ๆ ประเทศในโลกนี้อย่างแน่นอน และการเลือกตั้งในครั้งนี้ก็เฉือนกันชนิดต้องตัดสินกันด้วยภาพถ่าย จากการที่ #ทรัมป์ น่าจะชนะได้เป็นประธานาธิบดีอีกสมัย กำลังกลายเป็นไบเดนกำลังปาดหน้าคว้าชัยชนะได้อีกครั้ง

และถ้าไบเดนชนะขึ้นมาจริง ๆ นโยบายของสหรัฐต่อโลกต้องเปลี่ยนแน่นอนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง อาจจะดีขึ้นหรือแย่ลงก็ได้ เป็นสิ่งที่ต้องขึ้นอยู่กับว่าประเทศใดอยู่ในสถานะใดและดำเนินการอะไรอยู่ เช่น ถ้าคุณเป็นอิหร่านหรือยุโรป คุณอาจจะอยากให้ไบเดนขึ้นมาแทนเพราะสหรัฐจะได้กลับสู่ข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านอีกครั้งหรือกลับมาให้สนับสนุนพันธมิตร NATO และกลับเข้าสู่ข้อตกลง Paris เพื่อลดโลกร้อน แต่ถ้าคุณเป็นคนเกาหลี ญี่ปุ่น ไต้หวัน และประเทศอื่นที่มีเรื่องกับจีนอยู่ คุณจะอยากให้ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีอีกสมัย เพราะเขามีนโยบายในการชนกับจีนอย่างชัดเจน

และแน่นอน การเปลี่ยนแปลงผู้นำหรือไม่เปลี่ยนแปลงผู้นำของสหรัฐก็จะส่งผลต่อโลก ต่อภูมิภาค และต่อประเทศไทยไม่ทางใดทางหนึ่ง บทความนี้ TAF จะพยายามวิเคราะห์ว่าถ้าไบเดนเอาชนะและก้าวมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐได้จริง ๆ จะเกิดอะไรขึ้นต่อนโยบายด้านการต่างประเทศ ความมั่นคง การทหาร และแน่นอนประเทศไทยครับ

งบกลาโหม ของสหรัฐและ #การถือครองอาวุธปืน

ในขณะที่ทรัมป์บอกว่าจะไม่มีการจำกัดการถือครองอาวุธใด ๆ ไบเดนมีนโยบายในการแบนปืนจู่โจมเช่น AR-15 ทั่วประเทศ และจะเปิดโครงการซื้อคืนอาวุธปืนจู่โจมรวมถึงแม็กกาซีนกระสุนที่มีความจุสูง การจำกัดการซื้อปืนไว้ที่เดือนละ 1 กระบอก และการตรวจสอบภูมิหลังของผู้ซื้อปืนใหม่มากขึ้น ซึ่งเป็นไปตามแนวนโยบายของพรรคเดโมแครตที่ค่อนข้างเอียงไปทางการจำกัดการถือครองอาวุธของประชาชน

และในประเด็นสำคัญอย่างงบประมาณกลาโหมของสหรัฐซึ่งคิดเป็นสัดส่วนที่มากที่สุดของงบประมาณประเทศ ในสมัยทรัมป์นั้น เขาแก้กฎหมายยกเลิกเพดานงบประมาณกลาโหมและเพิ่มงบประมาณกลาโหมขึ้นค่อนข้างมาก เขาประกาศตั้งกองทัพอวกาศสหรัฐ เพิ่มเงินเดือนให้กับทหาร และกลับมาพัฒนาขีปนาวุธอีกครั้ง ซึ่งขัดกับนโยบายของไบเดนอย่างสิ้นเชิงที่เขามองว่าการเพิ่มงบประมาณทางทหารไม่ใช่สิ่งที่ควรทำ แต่ควรพิจารณาว่าจะบลงทุนงบประมาณด้านการทหารไปในทิศทางไหน โดยเฉพาะควรลงทุนในระบบอาวุธที่มีความสำคัญและส่งผลต่อสงครามในอนาคต ไม่ใช่ระบบอาวุธที่กำลังจะหมดความสำคัญลงไป รวมถึงจะต้องพิจารณาร่วมกันระหว่างสหรัฐและพันธมิตรว่าจะดูแลความมั่นคงของโลกอย่างไร

TAF Prediction: แม้ไบเดนจะไม่ได้พูดโดยตรงเกี่ยวกับกองทัพอวกาศของสหรัฐ แต่นโยบายของเขาอาจทำให้เราเห็นการพัฒนา #กองทัพอวกาศ ตามแผนงานเช่นเดิม การลงทุนปรับเปลี่ยนโครงสร้างของนาวิกโยธินสหรัฐที่เสนอที่จะปลดประจำการรถถังทั้งหมดและเพิ่มหน่วยจรวดและอากาศยานไร้นักบินน่าจะยังได้รับการสนับสนุน แต่โครงการขนาดใหญ่อย่าง F-35 หรือโครงการพัฒนายานรบของกองทัพบกหลายโครงการน่าจะมีการเจรจาใหม่เพื่อกดตัวเลขราคาและงบประมาณที่ต้องใช้หรือถูกตัดลดงบประมาณลง และอาจรวมถึงการพิจารณาการพัฒนาขีปนาวุธหลายโครงการอีกด้วย


ความมั่นคงของโลก

สำหรับในประเด็น #นโยบายต่างประเทศ และความมั่นคงระดับโลกนั้น นโยบายของไบเดนมีหลายข้อที่จะเปลี่ยนจากทรัมป์เช่น ในสมัยทรัมป์ซึ่งเขาตัดลดการสนับสนุนและค่าใช้จ่ายในกิจการของ #NATO และฐานทัพในประเทศพันธมิตร พร้อมลดจำนวนทหารสหรัฐในต่างประเทศ เนื่องจากมองว่าสหรัฐไม่ควรจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายจำนวนมากในการรักษาความมั่นคงของประเทศอื่น และกลับกันประเทศอื่น ๆ ควรรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษาความมั่นคงของโลกมากขึ้น ทั้งนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าถ้ามองในมุมคนอเมริกันก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล แต่ก็ขัดแย้งกับมุมมองของรัฐมนตรีกลาโหมและรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐในรัฐบาลของเขาเองหลายคนที่มองว่าพันธมิตรต่างชาตินั้นสำคัญต่อสหรัฐ ซึ่งสุดท้ายรัฐมนตรีเหล่านั้นก็โดนปลดออกไปหมด ผลลัพธ์ของการดำเนินการเช่นนี้ทำให้สหรัฐสูญเสียความเป็นผู้นำในหลาย ๆ ภูมิภาค หลายประเทศเริ่มรู้สึกผิดใจกับสหรัฐที่เหมือนจะส่งสัญญาณว่าต่อไปต้องช่วยเหลือตัวเอง ซึ่งนำมาสู่การที่หลายประเทศพยายามหันไปหาทางเลือกด้านความมั่นคงอื่น ๆ และเริ่มมองสหรัฐว่าไม่ใช่ตัวเลือกที่พึ่งพาได้อีกต่อไป

แต่ไบเดนมีโนบายที่ชัดเจนในการเปลี่ยนทุกอย่างกลับไปเป็นสถานะก่อนที่ทรัมป์จะเข้ามา โดยเขาสัญญาว่าจะฟื้นฟูความเป็นพันธมิตรกับชาติ NATO และพันธมิตรของสหรัฐในภูมิภาคอื่น ๆ ให้กลับมาอยู่ในระดับเดิมและใกล้ชิดกันอีกครั้ง และนี่จะเป็นนโยบายหลักด้านความมั่นคงของโลกของไบเดน เขามองว่าสหรัฐจะต้องกลับมาเป็นผู้นำของโลกอีกครั้ง ซึ่งนั่นรวมถึงการกลับไปเป็น #ตำรวจโลก ด้วย

นอกจากนั้นยังมีประเด็นเรื่องความสัมพันธ์กับ #คิวบา ซึ่งรัฐบาลโอบาม่าเริ่มกลับมาฟื้นฟูความสัมพันธ์กับคิวบาอีกครั้ง และทรัมป์ยกเลิกความพยายามเหล่านั้นไปเป็นจำนวนมาก ไบเดนสัญญาว่าจะเริ่มกลับมายกเลิกข้อจำกัดในการเดินทางของชาวอเมริกันไปยังคิวบา และสนับสนุนความพยายามในการปฏิรูปประเทศคิวบาเช่นเดิม

TAF Prediction: จากข้อเท็จจริงที่ว่ามีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและต่างประเทศหลายคนต้องกระเด็นออกจากตำแหน่งในรัฐบาลทรัมป์เพราะนโยบายลดความสำคัญกับพันธมิตรต่างชาติ น่าจะทำให้เห็นภาพว่าแม้แต่ในพรรคริพับริกันเอง ก็ไม่ได้เห็นด้วยนักกับแนวทางนี้ ดังนั้นถ้าไบเดนขึ้นมาจริง ๆ การยูเทิร์น 180 องศากลับมาให้ความสำคัญต่อพันธมิตรต่างชาติในด้านความมั่นคง และการกลับมาเป็นตำรวจโลกของสหรัฐน่าจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน


นโยบายต่อ #จีน

ในส่วนของนโยบายต่อจีน ซึ่งทรัมป์เข้ามาเปลี่ยนกระบวนทรรศน์ของการดำเนินนโยบายของสหรัฐอย่างสิ้นเชิง ประกอบกับการขึ้นสู่อำนาจของประธานาธิบดีสีเจิ้นผิงที่เป็นสายเหยี่ยวฝ่ายขวา ทำให้สี่ปีที่ผ่านมาสหรัฐกับจีนขัดแย้งและเผชิญหน้ากันในทุกด้านของความสัมพันธ์ โดยเฉพาะสามด้านหลักคือความมั่นคงและเขตแดนใน #ทะเลจีนใต้ #สงครามการค้า และแน่นอนก็คือการระบาดของ #โควิด19

ซึ่งที่จริงแล้ว ไบเดนกล่าวว่าเขาสนับสนุนการดำเนินการบางอย่างของทรัมป์ แต่เขาไม่สนับสนุนการทูตที่ใช้ภาษารุนแรงของทรัมป์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งทัศนคติของอเมริกันต่อประเทศจีนนั้นย่ำแย่ลงมากหลังจากการระบาดของโควิด-19 ทำให้ไบเดนกล่าวว่าเขายังจะกดดันจีนในทุก ๆ ประเด็นที่กระทบต่อสหรัฐต่อไป แต่เขาจะยกเลิกการตั้งกำแพงภาษีฝ่ายเดียวของสหรัฐต่อสินค้าจีน กลับกันเขาสัญญาว่าที่หาทางใหม่ในการร่วมมือกับประเทศอื่น ๆ เพื่อเผชิญหน้ากับจีนในด้านทรัพย์สินทางปัญญาและการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้บริษัทจีน รวมถึงจะลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาและสนับสนุนคนชั้นกลางในการสร้างนวัตกรรมเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของสหรัฐอเมริกาก่อนที่จะทำสัญญาการค้าฉบับใหม่

TAF Prediction: แม้เท่าที่เรามีข้อมูล ยังไม่มีใครเอ่ยตรง ๆ ว่าสหรัฐจะเผชิญหน้าจีนในด้านความมั่นคงอย่างไร แต่เชื่อว่าแม้ไบเดนขึ้นมา สหรัฐก็ไม่น่าจะลดระดับการเผชิญหน้ากับจีน เพราะกระแสต่อต้านจีนในสหรัฐจุดติดแล้ว และกลับกัน การที่ไบเดนประกาศว่าจะพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์กับพันธมิตรขึ้นมาใหม่อีกครั้ง น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่าในการร่วมมือกันปิดล้อมจีน โดยเฉพาะกับเกาหลีใต้และญี่ปุ่น และอาจรวมถึงไต้หวันที่เราเชื่อว่าอาจจะซื้ออาวุธสหรัฐได้ยากขึ้น แต่ก็น่าจะง่ายกว่าแต่ก่อน เพราะไม่ว่ารีพับริกันหรือเดโมแครต ทุกคนในสหรัฐค่อนข้างชัดเจนว่าอยู่ตรงข้ามจีนในทุก ๆ มิติเช่นเดียวกัน

อีกทั้งในสมัยรัฐบาลโอบาม่าซึ่งไบเดนเป็นรองประธานาธิบดี สหรัฐประกาศกลับมาให้ความสำคัญสูงสุดต่อภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งประกอบกับสภาวะแวดล้อมด้านความมั่นคงในปัจจุบัน เราเชื่อว่าสุดท้ายแล้วไบเดนก็จะกดดันจีนในทะเลจีนใต้ต่อไป ไม่น่าจะลดความเข้มข้นลงอย่างแน่นอน


เกาหลีเหนือ

ผลงานชิ้นโบว์แดงของทรัมป์คือการเปิดการเจรจาโดยตรงระหว่างสหรัฐและเกาหลีเหนือเพื่อนำไปสู่การยุติการมีอาวุธนิวเคลียร์คาบสมุทรเกาหลี แลกกับการยกเลิกการ #คว่ำบาตรเกาหลีเหนือ ซึ่งถือเป็นความพยายามทางการทูตที่กล้าหาญและได้ผลลัพธ์ที่ทั่วโลกชื่นชม แม้สุดท้ายแล้วความพยายามจะยังไม่ประสบความสำเร็จ และเกาหลีเหนือเริ่มถอยห่างจากการเจรจาและกลับมาพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์อีกครั้ง แต่ก็ถือได้ว่าเป็นความก้าวหน้าที่มากที่สุดในรอบหลายปี ซึ่งต้องให้เครดิตกับรัฐบาลทรัมป์

ไบเดนกล่าวว่าเขาไม่เห็นด้วยกับการเจรจาโดยตรงกับเกาหลีเหนือ ซึ่งน่าจะหมายความว่าเขาอาจจะกลับไปใช้มาตรการเดิมคือการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือเพื่อกดดัน

TAF Prediction: จริง ๆ แล้วถ้าไบเดนไม่สานต่อความก้าวหน้ากับเกาหลีเหนือในรัฐบาลทรัมป์จริง ๆ ก็ถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะมุกเดิม ๆ ในสมัยเดโมแครตนั้นพิสูจน์แล้วว่าใช้ไม่ได้ผลกับเกาหลีเหนือ แต่ถ้าไบเดนสามารถมีมาตรการใหม่ ๆ ที่สร้างสรรค์ หรือสามารถออกแบบข้อตกลงในลักษณะที่คล้ายกับข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านและลงนามกับเกาหลีเหนือได้จริง ก็น่าจะถือว่าเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญ แม้ว่าไบเดนจะยังไม่ได้พูดเรื่องนี้อย่างชัดเจนก็ตาม


นิวเคลียร์อิหร่าน และ #รัสเซีย

ทรัมป์ถอนตัวจาก #ข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน ที่ทำขึ้นในสมัยรัฐบาลโอบาม่าโดยฝ่ายเดียว ซึ่งพันธมิตรยุโรปยังอยู่ในข้อตกลงและยังคงยึดถือข้อตกลงนี้อยู่ เนื่องจากทรัมป์มองว่าการกดดันอิหร่านอย่างรุนแรงด้วยการคว่ำบาตรเท่านั้นที่จะทำให้อิหร่านยุติความพยายามในการพัฒนา #อาวุธนิวเคลียร์ ได้ ดังนั้นแน่นอนว่าไบเดนประกาศที่จะนำสหรัฐอเมริกากลับเข้าไปอยู่ในข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านอีกครั้ง เพื่อโน้มน้าวให้อิหร่านยอมปฏิบัติตามข้อตำลง ลดการเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียม และอนุญาตให้ผู้ตรวจสอบจากนานาชาติกลับเข้าไปยังอิหร่านอีกครั้ง แลกกับการยกเลิกการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน

เช่นเดียวกับกรณีของรัสเซียที่ทรัมป์เคยประกาศว่าจะไม่ต่ออายุสนธิสัญญาการลดอาวุธกับรัสเซีย (START Treaty) ซึ่งทำขึ้นในสมัยรัฐบาลโอบาม่าและเมดเวเดฟของรัสเซียที่จะหมดอายุในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า และเดินหน้าติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ W76-2 กับวางกำลังจรวดร่อนติดหัวรบนิวเคลียร์ในเรือดำน้ำ และเพิ่มงบประมาณให้กับกองกำลังขีปนาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐ

แม้ไบเดนจะยังไม่แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนในเรื่อง #หัวรบนิวเคลียร์ ของสหรัฐ โดยเฉพาะโครงการพัฒนาขีปนาวุธนิวเคลียร์แบบใหม่ทดแทน LGM-30G Minuteman III ที่ใช้งานมานานเกือบ 50 ปี เนื่องจากการพัฒนาหัวรบนิวเคลียร์รุ่นใหม่ของจีนและรัสเซียซึ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้น และโครงการการพัฒนาหัวรบนิวเคลียร์นี้ก็ได้รับการสนับสนุนจากทั้ง ส.ว. และ ส.ส. ของทั้งสองพรรค แต่ก็มีความกังวลเรื่องบประมาณที่สูง ซึ่งไบเดนเพียงแค่กล่าวว่าเขาจะทบทวนการเพิ่มงบประมาณในสมัยทรัมป์เท่านั้น

TAF Prediction: เราไม่คิดว่าไบเดนจะยกเลิกโครงการขีปนาวุธนิวเคลียร์แบบใหม่ เนื่องจากสหรัฐต้องการสร้างขีดความสามารถให้ทันกับรัสเซียและจีนในด้านนิวเคลียร์ แต่ไบเดนอาจใช้ข้ออ้างในการที่สหรัฐจะต่ออายุสนธิสัญญาลดอาวุธกับรัสเซียเพื่อตัดลดงบประมาณและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับอาวุธนิวเคลียร์ลง


การ #ขายอาวุธ ให้กับต่างชาติ

รัฐบาลทรัมป์ทำให้การขายอาวุธของสหรัฐต่อชาติอื่นนั้นง่ายขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก โดยลดขั้นตอนและข้อจำกัดในการตัดสินใจ และพยายามขายและทำตลาดอาวุธของสหรัฐโดยให้ทูตสหรัฐในต่างประเทศเสนอขายอาวุธให้กับพันธมิตรเพื่อช่วยเพิ่มอิทธิพลของสหรัฐ และที่สำคัญก็คือเพิ่มตัวเลขการส่งออกและการจ้างงานชาวอเมริกันซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจของสหรัฐดีขึ้น รวมถึงย้ายอำนาจในการพิจารณาการขายอาวุธจากกระทรวงต่างประเทศไปยังกระทรวงพาณิชย์เพื่อให้ได้มุมมองด้านเศรษฐกิจมากกว่าด้านการทูต

และทรัมป์ก็ทำได้จริง ๆ ด้วยการขายอาวุธหลายรายการให้ชาติพันธมิตรเช่น #ไต้หวัน โดยไม่สนใจแรงกดดันจากจีน หรือการขายอาวุธมูลค่ามหาศาลกว่าล้านล้านบาทให้กับ #ซาอุดิอาระเบีย ที่ทรัมป์เปิดทำเนียบขาวต้อนรับเจ้าชายซาอุ และโม้เป็นสิบนาทีว่าดีลนี้สร้างตัวเลขการส่งออกและตัวเลขการจ้างงานชาวอเมริกันให้มีงานทำเป็นจำนวนมาก แต่ก็กลายเป็นข้อถกเถียงในคองเกรสว่าสุดท้ายแล้วซาอุดิอาระเบียเอาอาวุธของสหรัฐไปทำสงครามละเมิดสิทธิมนุษยชนใน #เยเมน แทน

ทำให้ไบเดนประกาศว่าเขาจะกลับมาพิจารณายกเลิกการขายอาวุธให้กับซาอุดิอาระเบียอีกครั้ง โดยเขาบอกว่าไม่ต้องการให้สหรัฐเกี่ยวข้องกับการทำสงครามในเยเมนผ่านการขายอาวุธให้ซาอุดิอาระเบีย แต่เขายังไม่พูดอย่างชัดเจนว่าจะเพิ่มข้อจำกัดในการขายอาวุธของสหรัฐในตลาดโลกหรือไม่

TAF Prediction: จริง ๆ ไม่ต้องไปดูที่ไหน ดูที่ประเทศไทยก็ได้คือ ในช่วงรัฐบาลทรัมป์นั้น สหรัฐขายอาวุธหลายรายการให้กับไทย และเป็นระบบอาวุธระดับท็อปหลายรายการ การอนุมัติการขายง่ายขึ้น ซึ่งน่าจะมีความเปลี่ยนแปลงแน่นอนถ้าไบเดนขึ้นมาตามสไตล์ของเดโมแครต แต่ความเปลี่ยนแปลงอาจจะไม่ได้มากนัก เพราะโดยรวมแล้วสหรัฐยังต้องการเม็ดเงินจากการส่งออกอาวุธเข้ามาหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจและสร้างตำแหน่งงานในสหรัฐอยู่ดี รวมถึงความพยายามในการลดอิทธิพลของรัสเซียและจีน ซึ่งการขายอาวุธนั้นเป็นหนึ่งในเครื่องมือดังกล่าวได้ ดังนั้นด้วยปัจจัยเหล่านี้ เรามองว่าในระดับโลกนั้น การขายอาวุธของสหรัฐอาจจะยากขึ้นบ้าง แต่ไม่น่าจะยากมากเหมือนสมัยก่อนแน่นอน


ผลกระทบต่อ #ไทย

แม้ไทยจะไม่ได้อยู่ในลิสต์ของพันธมิตรสหรัฐที่ทรัมป์ตั้งเป้าจะให้จ่ายเงินมากขึ้นในการรักษาความมั่นคง เนื่องจากไทยก็ไม่ได้มีบทบาทต่อภูมิภาคมากและเราก็ไม่ได้มีฐานทัพสหรัฐในประเทศ แต่ไทยเป็นเป้าหมายที่ทรัมป์มอง ๆ อยู่ว่าจะเล่นงานดีไหมเพราะไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐปีละกว่า 5 แสนล้านบาท แต่ก็ยังไม่ได้ทำอะไรเพราะสหรัฐยังวุ่นวายกับจีนอยู่

แต่ถ้าไบเดนขึ้นมานั้นเขาประกาศว่าจะยุติสงครามการค้าในสไลต์ตาต่อตาฟันต่อฟันด้วยการขึ้นภาษีหนัก ๆ แบบทรัมป์ และเปลี่ยนไปเล่นงานจีนด้วยวิธีอื่นแทน ซึ่งก็อาจจะทำให้ไทยสบายใจขึ้นได้มากว่าเราคงไม่ใช่เป้าหมายการโดนเล่นงานจากสหรัฐในด้านเศรษฐกิจแล้ว

ในด้านความมั่นคง TAF คิดว่าคงไม่มีอะไรต่างจากเดิมมากนักถ้าไบเดนขึ้นมา เพราะสุดท้ายไม่ว่าเดโมแครตหรือริพับริกัน สหรัฐก็ถือว่าไทยคือพันธมิตรหลักของสหรัฐในเอเชียอยู่เช่นเดิม หรือไป ๆ มา ๆ ไทยอาจจะได้การสนับสนุนด้านความมั่นคงมากขึ้นจากนโยบายของไบเดนที่จะกลับมาซ่อมแซมและฟื้นฟูความสัมพันธ์กับพันธมิตรใหม่อีกครั้งหลังจากเสียหายไปเยอะในสมัยทรัมป์ และรัฐบาลไทยเพิ่มพูนความสัมพันธ์กับจีนเข้ามาอย่างมากในด้านเศรษฐกิจและเพิ่มความสัมพันธ์ในด้านการทหารกับจีนมากขึ้นผ่านการซื้ออาวุธ รัฐบาลของไบเดนอาจจะสนับสนุนไทยมากขึ้นผ่านโครงการเดิม ๆ ในสมัยทรัมป์เช่นโครงการความร่วมมือในลุ่มแม่น้ำโขง หรืออาจจะมีนวัตกรรมโครงการใหม่ ๆ เข้ามา หรือผ่านการขายอาวุธที่ในแม้เราคิดว่าการขายอาวุธให้ไทยไม่น่าจะขายง่ายขายคล่องเหมือนสมันทรัมป์ แต่ก็ไม่น่าจะเต็มไปด้วยข้อจำกัดเหมือนสมัยก่อนแน่นอน

เพราะสุดท้ายแล้ว ไทยคือพันธมิตรที่เก่าแก่ที่สุดของสหรัฐในเอเชีย และไทยกับสหรัฐมีความสัมพันธ์ทางด้านความมั่นคงในระดับสูงมากกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคอย่างชัดเจน รวมถึงสหรัฐต้องการไทยในการปิดล้อมจีนเพื่อลดและคานอิทธิพลจีนในเอเชียแปซิฟิก หรืออย่างน้อยก็ดึงให้ไทยที่เพิ่มความสัมพันธ์กีบจีนนั้นไม่ให้ลดระดับความสัมพันธ์กับสหรัฐตามลงไปด้วยครับ