F-5TH ของไทยประจำการมานานแล้ว แต่การอัพเกรดรอบล่าสุดซึ่งเป็นรอบสุดท้ายของการประจำการทำให้ F-5TH จะมีประสิทธิภาพสูงขึ้นค่อนข้างมาก ที่สำคัญคือ F-5TH จะเป็นเครื่องบินขับไล่ที่มีขีดความสามารถด้านสงครามอิเล็กทรอนิกส์ครบถ้วนและสมบูรณ์ที่สุดของกองทัพอากาศ ซึ่งถือว่าน่าประทับใจสำหรับเครื่องบินที่ประจำการมานานกว่า 40 ปี โดยการปรับปรุงนี้จะทำให้ F-5TH ประจำการต่อไปได้อย่างน้อยอีก 15 ปี

F-5TH ได้รับการปรับปรุงให้มีชั่วโมงบินเพิ่มจาก 7,200 ชม. เป็น 9,600 ชม. จะติดตั้งจรวดอากาศสู่อากาศพิสัยกลางแบบ i-Derby และ Python 4 และจรวดอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้แบบ IRIS-T ซึ่งมีความทันสมัย โดยเฉพาะเมื่อใช้งานกับหมวกบินติดศูนย์เล็ง DASH 4 รุ่นใหม่ และปรับปรุงห้องนักบินให้เป็นแบบ Glass Cockpit เปลี่ยนเรดาร์ให้เป็นเรดาร์แบบ EL/M-2032

แต่ปัจจัยที่ทำให้ F-5TH โดดเด่นก็คือการติดตั้ง Link-T ซึ่งเป็น Datalink ที่กองทัพอากาศพัฒนาขึ้นและเป็น Datalink มาตรฐานของกองทัพอากาศ นอกจากนั้นยังมีระบบอาวุธที่ทันสมัยคือระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์แบบ Lizard 3 ซึ่งชี้เป้าด้วยเลเซอร์จากกระเปา LITENING III และเพิ่มขีดความสามารถด้านสงครามอิเล็กทรอนิกส์ด้วยกระเปาะ Sky Shield ซึ่งทั้งหมดนี้ กองทัพอากาศระบุว่าจะทำให้ F-5 เปลี่ยนจากเครื่องบินในยุคที่ 3 เป็นยุคที่ 4.5 หรือเทียบเท่ากับ Gripen ได้เลยทีเดียว

สิ่งที่สำคัญก็คือ F-5TH เป็นเครื่องบินขับไล่แบบเดียวที่มีขีดความสามารถด้านสงครามอิเล็กทรอนิกส์ครบ เนื่องจากกระเปาะ Sky Shield สามารถทำการดักรับ ค้นหาตำแหน่ง และแจมเรดาร์ภาคพื้นดินได้ (มี Fnterferometer และ AESA transmitter) มีสมรรถนะสูง คุ้มกัน บ.รบ ทั้งหมู่บิน 4 ลำ ได้ หรือที่เรียกว่าการทำ Escort Jamming ซึ่งขีดความสามารถนี้น่าจะรับมือกับจรวดระยะปานกลางของภูมิภาคนี้อย่างเช่น S-125 Pechora (SA-3 Goa) หรือ 2K12 Kub (SA-6 Gainful) ของรัสเซีย และ KS-1A ของจีนได้อย่างไม่ลำบากมากนัก


ซึ่งขีดความสามารถด้านสงครามอิเล็กทรอนิสก์ของกระเปาะ Sky Shield นี้ทำให้มีความน่าสนใจที่จะใช้ F-5TH ในภารกิจทำลายระบบป้องกันภัยทางอากาศ (DEAD) โดยสมมุติการจัดหมู่อากาศยาน F-5TH 4 ลำ แบบโหลดอาวุธและอุปกรณ์ไม่เต็ม เพื่อให้มีความคล่องตัวสูงขึ้น และลดน้ำหนักบรรทุก อาจจะจัดแบบนี้ คือ

ลำที่ 1 : 2x I-Derby, 2x drop tank, 1x Litening
ลำที่ 2-3 : 1x Lizard, 2x IRIS-T, 2x drop tank
ลำที่ 4 : 2x I-Derby, 2x drop tank, 1x Sky Shield

ซึ่งเป็นการใช้ระเบิด Lizard 3 ขนาด 500 ปอนด์ ที่ติดต้้งได้ 1-2 ลูก (ใต้ลำตัว 1 ลูก ใต้ปีก 2 ลูก) ต่อลำไปใช้ใช้ทำลายเป้ายานยนต์เคลื่อนที่ โดยใช้ร่วมกับกระเปาะ LITENING III เพื่อค้นหา ติดตาม และชี้เป้าด้วยเลเซอร์ เพื่อทำลายระบบจรวดต่อสู้อากาศยานที่ติดตั้งบนยานยนตร์ โดยใช้กระเปาะ Sky Shield ในการตรวจหาระบบเรดาร์ของจรวดต่อสู้อากาศยานของข้าศึก และคาดว่าสามารถส่งพิกัดฐานเรดาร์ให้ลำที่มีกระเปาะ Sky Shield ให้กับลำที่ติดกระเปาะ LITENING III เพื่อโจมตีได้ ซึ่งลำที่ติดตั้ง LITENING III จะใช้กล้องยืนยันเป้าหมาย และใช้เลเซอร์ชี้เป้าหมายเพื่อให้ F-5TH ลำที่ติดระเบิด Lizard 3 ทิ้งระเบิดทำลายระบบตรวดต่อสู้อากาศยานของข้าศึก


ซึ่งวิธีนี้จะทำให้สามารถทิ้งระเบิดได้จากความสูงปานกลาง ซึ่งจะพ้นระยะยิงของปืนใหญ่ต่อสู่อากาศยานและจรวดต่อสู้อากาศยานประทับบ่า และจรวดต่อสู้อากาศยานพิสัยใกล้และกลางจะไม่สามารถทำงานหรือยิงเข้าใส่หมู่บิน F-5TH ได้เนื่องจากถูกรบกวนสัญญาณจากกระเปาะ Sky Skield ซึ่งถือว่า F-5TH เป็นเครื่องบินขับไล่แบบเดียวที่มีขีดความสามารถครบ ทั้ง Escort jamming pod, Datalink, และระเบิด LGB

แต่ข้อจำกัดของ F-5TH คือพิสัยบินที่บินได้ไม่เกิน 300 กิโลเมตรเมื่อติดตั้งอาวุธเต็มพิกัด ถ้าติดตั้งถังเชื้อเพลิงภายนอกและติดตั้งอาวุธน้อยกว่าพิกัดน่าจะเพิ่มระยะบินได้อีกระดับหนึ่ง ซึ่งทำให้อาจสามารถบินทำลายที่ตั้งยิงจรวดพิสัยไกลอย่าง S-300 ได้ ภายใต้เงื่อนไขที่ต้องไม่มีเครื่องบินขับไล่ของข้าศึกขึ้นมาสกัดกั้นจนต้องยกเลิกภารกิจ

ซึ่งทั้งหมดนี้ ถือได้ว่า F-5TH เป็นเครื่องบินขับไล่ที่อายุมากกว่า 40 ปี แต่ถูกปรับปรุงให้มีขีดความสามารถเทียบเท่ากับเครื่องบินขับไล่สมัยใหม่ได้ และ F-5TH จะประจำการไปอีกอย่างน้อย 15 ปี ซึ่งก็ยังมีความทันสมัยมากพอที่จะรับมือภายคุกคามในภูมิภาคนี้ได้เช่นกันครับ

ร่วมพูดคุยเกี่ยวกับประเด็นนี้ได้ที่โพสในกลุ่ม ThaiArmedForce.com Main Discussion Group

https://www.facebook.com/groups/thaiarmedforce/permalink/2863248667253138/