ในช่วงนี้เป็นช่วงที่หน่วยงานราชการต่าง ๆ กำลังจัดทำงบประมาณประจำปี 2565 เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีอนุมัติ สำหรับกองทัพเองก็เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ต้องจัดทำงบประมาณเช่นกัน ซึ่งในตอนนี้คาดว่า #กระทรวงกลาโหม กำลังอยู่ในชั้นตอนสุดท้ายว่าจะเสนอโครงการใดของเหล่าทัพใดบ้าง

อย่างที่ทราบกันดีก็คือปัจจุบันประเทศไทยกำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจจากโควิด-19 ทำให้รัฐบาลตัดลดงบประมาณจากหน่วยงานราชการหลายหน่วยงานลงจำนวนมาก และหน่วยงานที่ถูกตัดมากที่สุดหน่วยงานหนึ่งก็คือกระทรวงกลาโหมนั่นเอง เพื่อนำงบประมาณมากระตุ้นเศรษฐกิจ และลดภาระการกู้เงินของรัฐบาลลง ซึ่งตรงนี้ TAF ค่อนข้างสนับสนุนรัฐบาลในการดำเนินการในลักษณะนี้ เพราะปัจจุบันโรคระบาดและความอยู่รอดของระบบเศรษฐกิจถือเป็นความเร่งด่วนกว่าความมั่นคง การจัดหาอาวุธควรมองไปที่การจัดหาอาวุธที่ผลิตในประเทศ หรือมีการลงทุนในประเทศไทย หรือซื้อสินค้าจากประเทศไทยตอบแทน ซึ่งจะได้ประโยชน์ทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความมั่นคงไปในตัว


สำหรับ #กองทัพเรือ นั้น ที่ผ่านมากองทัพเรือผลักดันการจัดหา #เรือดำน้ำ อย่างเต็มที่ แต่ในงบปี 2565 ที่จะถึงนี้ มีกระแสข่าวที่ค่อนข้างยืนยันได้ ซึ่งปรากฎในหน้าหนังสือพิมพ์และจากการตรวจสอบเบื้องต้นของ TAF เอง พบว่ากองทัพเรือส่งสัญญาณชัดเจนในการเลื่อนการจัดหาเรือดำน้ำออกไป เพื่อลดแรงปะทะต่อสังคม และจะมุ่งเน้นในการสร้างความเข้าใจกับประชาชนถึงความสำคัญของเรือดำน้ำอย่างจริงจัง ก่อนที่จะยื่นข้อเสนอโครงการจัดหาเรือดำน้ำใหม่เมื่อเวลาเหมาะสมกว่านี้ ซึ่งกรณีนี้เราก็สนับสนุนจุดยืนของกองทัพเรือเช่นกัน

เราเห็นว่ากองทัพเรือควรจะต้องทำความเข้าใจชี้แจงกับประชาชนตั้งแต่เนิ่น ๆ คือตั้งแต่วันนี้ ยาวเรื่อยไปจนถึงปีที่มีการเสนอของบประมาณ อย่าคิดว่าชี้แจงไปก็ไม่มีใครฟัง หรือทหารเรือพูดไม่เก่ง หรือไม่มีนโยบายจัดหาอาวุธผ่านหน้าหนังสือพิมพ์เพราะ

  1. ถ้าคิดว่าชี้แจงก็ไม่มีใครฟังแล้วเลือกที่จะไม่ชี้แจง ก็จะทำให้สุดท้ายไม่มีใครได้ฟังจริง ๆ เหมือนเป็นการยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่รบ และการที่บอกว่าไม่มีใครฟังนั้น จะทราบได้อย่างไรว่าไม่มีใครฟัง และถึงคนจำนวนหนึ่งไม่ฟัง ก็ยังมีคนอีกจำนวนหนึ่งที่้พร้อมจะรับข้อมูลที่ถูกต้อง การชี้แจงคือการเปิดโอกาสให้คนเหล่านี้รับข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อพิจารณา
  2. ทหารเรือพูดไม่เก่ง ชี้แจงไม่เก่ง ข้อนี้จริง ๆ แก้ไขได้ง่ายมาก คือฝึกทำให้เก่ง ทหารใหม่ นายสิบ นายร้อยที่มาใหม่ ก็ไม่มีใครรบเก่ง เราก็ต้องมาฝึกจนเขารบได้เก่ง ฉันใดก็ฉันนั้น ถ้าทหารเรือพูดไม่เก่ง ก็ต้องพยายามฝึกให้เก่ง หาคนเก่งมาสอน หรือรับถ่ายทอดเทคโนโลยีจากเหล่าทัพอื่นที่เก่งในการชี้แจงก็ได้ เช่น กองทัพบกที่ชี้แจงและทำประชาสัมพันธ์ได้มีประสิทธิภาพ เป็นต้น ทั้งหมดก็เพื่อประโยชน์ของกองทัพเรือเอง
  3. การที่บอกว่ากองทัพเรือไม่มีนโยบายจัดหาอาวุธผ่านหน้าหนังสือพิมพ์นั้น ถือเป็นการวางยุทธศาสตร์ที่ผิดพลาด เพราะไม่ว่าจะซื้ออาวุธแบบใด สมรภูมิแรกที่อาวุธนั้นจะต้องรบคือหน้าหนังสือพิมพ์ทั้งสิ้น ทุกเหล่าทัพโดนเหมือนกันหมด แต่บางเหล่าทัพทัพเลือกที่จะสู้ด้วยการชี้แจงประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของเงินภาษี ซึ่งก็มีหลายโครงการที่ถ้าโครงการดีจริง ประชาชนก็พร้อมจะรับฟังและสนับสนุน แต่กองทัพเรือกลับเลือกไม่สู้ในสมรภูมินี้เลย แต่เลือกพูดกับรัฐบาลและสภาเท่านั้น เหมือนรบผิดสมรภูมิ และสุดท้ายกองทัพเรือก็ต้องพ่ายแพ้แบบปีที่ผ่านมา เพราะรัฐบาลกับรัฐสภาก็ต้องฟังเสียงกดดันจากประชาชนจนต้องถอนการสนับสนุนการซื้อเรือดำน้ำของกองทัพเรือในที่สุด

ดังนั้น การที่กองทัพเรือเลือกที่จะมาชี้แจงประชาชน โดยการเปิดเพจ เรือดำน้ำไทย Thai Submarines ที่ https://www.facebook.com/ThaiSubmarines/ นั้นถือเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว แม้น่าจะเสียดายที่กองทัพเรือต้องเปิดเพจใหม่อีกครั้ง ทั้ง ๆ ที่น่าจะใช้เพจเดิมในการทำงานต่อ แต่อย่างน้อยก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไร


ทั้งนี้ ตามข้อมูลเบื้องต้นคือ ในปี 2565 นั้น งบประมาณที่เกี่ยวข้องกับเรือดำน้ำนั้นมีเพียงระบบการสื่อสารควบคุมบัญชาการเรือดำน้ำมูลค่า 300 ล้านบาท โรงจอดและอู่ซ่อมบำรุง 650 ล้านบาท ซึ่งมีการจัดประมูลและล้มประมูลหลายครั้งเพราะไม่มีเอกชนมายื่นข้อเสนอ แม้จะเป็นการจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจงตัวเอกชน ไม่ต้องมีการแข่งขันแล้วก็ตาม โดยทั้งหมดนี้เป็นโครงการเพื่อสนับสนุนเรือดำน้ำ S26T ลำแรกที่ลงนามจัดหาในปี 2560 และน่าจะได้รับในปี 2566 เท่านั้น

แต่ทั้งหมดนี้ เอกชนไทยไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมอะไร เนื่องจากเป็นการจัดหาหรือว่าจ้างจากต่างประเทศทั้งสิ้น

ในขณะที่งบก้อนใหญ่ กว่า 1 หมื่นล้านบาท กลายเป็นอากาศยานไร้นักบิน การปรับปรุงเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเล การปรับปรุงเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง ต่อเรือสำรวจ และจัดซื้อยานเกราะ

ซึ่งไม่รู้ว่ากองทัพเรือต้องการลดกระแสต่อต้านจากประชาชนด้วยตัวเอง หรือได้รับคำสั่งจากกระทรวงกลาโหมให้ชะลอไปก่อนเพื่อลดผลกระทบต่อรัฐบาล ตรงนี้ไม่อาจตอบได้ แต่ก็ถือเป็นท่าทีที่แตกต่างจากยุคก่อนหน้าอยู่เช่นกัน

ในงบหมื่นล้านของปี 2565 นี้ เอกชนไทยอาจเข้าไปมีส่วนได้ 1 โครงการ คือ เรือสำรวจอุทกศาสตร์ประมาณ 1 พันล้าน ถ้าต่อในประเทศ และอู่ไทยทำได้อยู่แล้ว ส่วนยานเกราะ 800 ล้าน ถ้าเป็นของจีนคือยานเกราะ VN-16 นั้นไทยจะไม่ได้อะไร แต่ถ้าเป็นยานเกราะ AAPC ที่มีการประกอบในประเทศและเกิดจากการพัฒนาขึ้นในประเทศน่าจะดีกว่าแน่ ๆ ทั้งในแง่ของการสนับสนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และการช่วยเหลือเศรษฐกิจในประเทศ ส่วนอากาศยานไร้นักบินราคา 5 พันล้าน เป็นการจัดหาจากต่างประเทศอย่างเดียวก็จะไม่ได้อะไร แต่ถ้าดำเนินการเหมือนกับกองทัพอากาศในลักษณะ Purchase and Development นั้นเอกชนก็จะได้ประโยชน์ด้วย

ซึ่งหลังจากนี้ TAF จะทะยอย ๆ ลงลึกถึงโครงการในปี 2565 ของแต่ละเหล่าทัพ และอัพเดตความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมต่อไป รอติดตามกันได้ครับ

ท่านที่สนใจร่วมพูดคุยในประเด็นนี้ได้ที่ https://www.facebook.com/groups/thaiarmedforce/permalink/2888698721374799/