เมื่อวานนี้ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ร่วมกับ กองบัญชาการกองทัพไทย และเหล่าทัพต่าง ๆ ลงนามในบันทึกข้อตกลงการสั่งซื้อ-สั่งจ้างผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ โดยเป็นกรอบความร่วมมือ 4 ปี ตั้งแต่ปี 2564 – 2567

ทั้งนี้ ไม่มีรายละเอียดว่าการลงนามในบันทึกข้อตกลงนี้เพื่อจะทำให้มีการดำเนินการในลักษณะใด โดยสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมกล่าวว่า MoU นี้เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่สามารถผลิตขึ้นใช้ได้เอง สะท้อนการพึ่งพาตนเอง ลดการนำเข้ายุทโธปกรณ์จากต่างประเทศ เป็นการวางรากฐานการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศด้วยการวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศให้มีความก้าวหน้า รวมทั้งต่อยอดนวัตกรรมที่ทันสมัย

ที่ผ่านมาศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธ ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์หลายแบบ ทั้งที่เป็นการพัฒนาและผลิตเองเช่น ปืนใหญ่ขนาด 105 มิลลิเมตรอัตตาจรล้อยาง กระสุนปืนใหญ่ ขนาด 105 และ 155 มิลลิเมตร เครื่องยิงลูกระเบิดต่าง ๆ หรือเป็นการร่วมมือพัฒนา หรือซื้อสิทธิบัตรการประกอบมาจากต่างประเทศ เช่น เครื่องยิงลูกระเบิดขนาด 120 มิลลิเมตรอัตตาจรล้อยางจากประเทศอิสราเอล หรือปืนใหญ่อัตตาจรล้อยางขนาด 155 มม. แบบ ATMOS 2000 เป็นต้น

(Link ข่าวประชาสัมพันธ์จากสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม https://www.facebook.com/532893983895032/posts/1096255777558847/)


จริง ๆ แล้ว การลงนาม MoU นี้เป็นเรื่องที่ดี เป็นการแสดงความตั้งใจของหน่วยผู้ใช้ในการสั่งซื้อและสั่งจ้างผลิตผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่กระทรวงกลาโหมผลิตขึ้นเองได้ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องและควรทำ เพราะกระทรวงกลาโหมก็มีขีดความสามารถในการผลิตผลิตภัณฑ์เหล่านี้ได้ในระดับหนึ่ง

แต่โดยหลักการแล้วเหล่าทัพไม่จำเป็นต้องลงนาม MoU ก่อนถึงจะจัดหาอาวุธจากศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธ โดยระเบียบราชการและระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างนั้น กองทัพสามารถดำเนินการจัดหาอาวุธที่ศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธได้อยู่แล้ว เช่นใช้การโอนงบประมาณ หรือใช้การจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีพิเศษหรือเฉพาะเจาะจงจากศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธ หรือในทางกลับกันถ้าเหล่าทัพจะจัดหาอาวุธจากต่างประเทศ ก็ควรจะมาดูขีดความสามารถของศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธก่อนว่ามีขีดความสามารถรองรับได้หรือไม่ ถ้ารองรับได้ก็ไม่ควรจัดหา หรือถ้ารองรับได้ไม่ครบถ้วนแต่มีขีดความสามารถบางอย่างที่จะสนับสนุนได้ ก็ควรให้ศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธเข้ามามีส่วนร่วม เช่นในกรณีของการจัดหาปืนใหญ่ ATMOS 2000 ที่กองทัพบกและกองทัพเรือจัดหาไป ซึ่งศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธทำการประกอบชิ้นส่วนที่ผลิตจากอิสราเอลขึ้นมาเป็นปืนใหญ่ เป็นต้น

แต่ที่ผ่านมา เหล่าทัพก็ยังไม่ได้ใช้ขีดความสามารถตรงนี้ให้เต็มที่ เช่นกระสุนปืนเล็กหรือปืนพกต่าง ๆ ก็ยังต้องจัดหาจากต่างประเทศ ทั้งที่ศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธหรือผู้ประกอบการไทยสามารถผลิตได้ หรือกระสุนที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเช่น 20 มม. 30 มม. หรือกระสุนปืนใหญ่ 105 มม. หรือ 155 มม. ที่จัดหาในประเทศแค่บางส่วนเท่านั้น ซึ่งปีหนึ่งก็จัดหาจำนวนไม่มาก ทั้งที่จริง ๆ แล้วควรเน้นที่การจัดหากระสุนที่สามารถผลิตได้ในประเทศก่อน หรือกระสุนพิเศษต่าง ๆ เช่นกระสุนปืนใหญ่ต่อระยะหรือกระสุนปืนใหญ่รถถังที่จริง ๆ แล้วศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธก็ควรลงทุนพัฒนาขีดความสามารถในการผลิตให้ได้ และเหล่าทัพก็ควรมาจัดหาจากศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธเช่นกัน


ทั้งนี้ กระทรวงกลาโหมควรจะมีนโยบายที่บังคับให้เหล่าทัพต่าง ๆ เลือกจัดหาอาวุธจากศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธก่อน ถ้าศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธไม่สามารถสนับสนุนได้ค่อยไปจัดหาจากต่างประเทศ เพราะกระทรวงกลาโหมลงทุนหลายพันล้านบาท รวมถึงคนและสถานที่ในการสร้างขีดความสามารถนี้ขึ้นมา แต่ที่ผ่านมาก็ยังใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่ และจำนวนสั่งผลิตก็ยังไม่มากพอที่จะทำให้สายการผลิตมีความคุ้มค่า สายการผลิตจึงหยุดมากกว่าเดินเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งถ้า MoU นี้ลงนามเพื่อแก้ปัญหานี้ก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ MoU นั้นไม่มีสภาพบังคับ เหล่าทัพสามารถไม่ปฏิบัติตาม จะไปซื้อจากต่างประเทศก็ได้ไม่มีการลงโทษหรือผิดกฎหมาย และ MoU นี้ก็มีการกำหนดวันหมดอายุ ซึ่งถ้าหมดอายุไปแล้วและไม่มีการต่อจะทำอย่างไร

แต่ถ้ากระทรวงกลาโหมออกระเบียบมาเพื่อบังคับใช้ ก็จะทำให้เป็นหลักเกณฑ์การทำงานที่มีสภาพบังคับให้เหล่าทัพต้องปฏิบัติตามได้ และจะทำให้กระทรวงกลาโหมสามารถใช้ขีดความสามารถที่มีได้คุ้มค่าและตอบสนองกับความมั่นคงของชาติได้จริงอย่างที่ตั้งใจครับ