TAF ชวนวิเคราะห์สถานการณ์ในพม่า เรื่องนี้จะจบลงตรงไหน

TAF ได้จัดการเสวนาใน Clubhouse ของเราที่ @thaiarmedforce ในหัวข้อ วิเคราะห์สถานการณ์ในพม่า เรื่องนี้จะจบลงตรงไหน โดยได้รับเกียรติจากหลายท่านที่เช่นเพจ โลกและความมั่นคง – Bear Forum for Security Studies เพจ โครงสร้างพื้นฐาน ประเทศไทย Thailand Infrastructure นาวาตรีบดินทร์ สันทัด ดุษฎีบัณฑิตจากคณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ที่ทำงานดุษฎีนิพนธ์ด้านความมั่นคงในอาเซียน และหัวหน้าโครงการวิจัยเกี่ยวกับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของ สกว. และคุณเหมย Nang Kham Suang จากเพจ สาวพม่านัยน์ตาแปลก:Myanmarese มาร่วมให้ความรู้และแลกเปลี่ยนมุมมองกันทั้งสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเมียนมาร์ตามมุมมองของชาวเมียนมาร์จริง ๆ และข้อมูลของกองทัพเมียนมาร์ รวมถึงมุมมองของสถานการณ์จากฝั่งไทย โดยมีคุณโย Skyman และคุณเดียร์ ม็อตของ TAF ใน Clubhouse ร่วมกันถามดำเนินรายการครับ (และขอบคุณคุณว่านน้ำที่สนับสนุนและช่วยแนะนำ Speaker ด้วยครับ)

TAF ถามคุณเหมยซึ่งเป็นชาวเมียนมาร์ว่าตอนนี้สถานการณ์ในเมียนมาร์เป็นยังไงบ้างแล้ว และทำไมถึงเกิดการประท้วงรุนแรงขนาดนี้ คุณเหมยเล่าว่า คนพม่าก็มีหลายรุ่น คนรุ่นเก่า ๆ ในยุคที่ผ่านการประท้วงในปี 1988 มาก็จะค่อนข้างหัวโบราณ คือผ่านความลำบากในยุคการปกครองของกองทัพมาแต่ก็ผ่านการอยู่ใต้อำนาจของกองทัพมาเช่นกัน จึงค่อนข้างออกตัวน้อย ส่วนคนรุ่นใหม่กว่าที่เป็นคน Gen X Gen Y และ Gen Z นั้นค่อนข้างพยายามต่อสู้ เพราะรู้ว่าถ้ากองทัพเมียนมาร์ทำสำเร็จ คนรุ่นต่อไปก็ต้องอยู่ภายใต้กองทัพ เพียงแต่ตอนนี้คนรุ่นใหม่ยังเสียงแตกเพราะยังคุยกันว่าจะสันติวิธีต่อไปหรือจะขยายไปใช้อาวุธดี

ตอนนี้ผู้ประท้วงไม่ค่อยอยากรอความช่วยเหลือต่างประเทศแล้ว คิดว่าต้องเพิ่งตัวเองเท่านั้น การสื่อสารก็ค่อนข้างลำบาก อินเตอร์เน็ตก็โดนตัด มือถือโดนตัด สัญญาณจะปล่อยเป็นช่วง ๆ ดังนั้นการสื่อสารกับภายนอกก็จะผ่านนักข่าวเมียนมาร์ที่ทำงานให้กับสำนักข่าวต่างชาติส่งออกไป และผ่าน Facebook ที่ชาวเมียนมาร์ช่วยกันเผยแพร่ข่าวสาร… ส่วนเรื่องอาวุธผู้ชุมนุมไม่มีอะไรเลย คนเมียนมาร์ในเมืองไทยพยายามส่งของไปช่วยแต่ก็โดนกองทัพเมียนมาร์ยึด ก็เลยต้องหาทางกันเองแบบที่เห็นในภาพคือทำเกราะกันเอง

คุณเหมย Nang Kham Suang จากเพจ สาวพม่านัยน์ตาแปลก:Myanmarese

คุณเหมยให้มุมมองว่าสิ่งที่กองทัพเมียนมาร์คาดไม่ถึงก็คือการขัดขืนอย่างสงบหรือ Civil disobedience ที่เกิดขึ้นในแวดวงราชการของเมียนมาร์ในหลายพื้นที่ ซึ่งกองทัพเมียนมาร์แปลกใจเพราะการขัดขืนอย่างสงบในรอบนี้เกิดขึ้นนานกว่าปกติ ในบางภาคส่วนนั้นตอนนี้ข้าราชการยังไม่ยอมไปทำงาน ตัวอย่างเช่น กรมรถไฟในมัณฑะเลย์ที่พนักงานรถไฟยังหยุดงานจนถึงทุกวันนี้ แม้จะถูกขู่ว่าจะถูกไล่ออกจากงานหรือไล่ออกจากบ้านพักรถไฟก็ยังไม่ยอมกลับไปทำงาน ซึ่งคุณเหมยมองว่ากองทัพเมียนมาร์ค่อนข้างกลัวและพยายามเชิญขวนให้คนกลับมาทำงาน

TAF ถามต่อว่าในมุมมองของคุณเหมยซึ่งเป็นคนเมียนมาร์นั้น มองว่าการต่อสู้ครั้งนี้ต่างกับครั้งก่อนอย่างไร

ต่างพอสมควร ตอนนี้คนเมียนมาร์รู้สึกว่าอยู่ใต้การปกครองของกองทัพมาเป็นสิบ ๆ ปีถูกกดขี่ กีดกันเชื้อชาติอื่น การศึกษาที่กองทัพวางไว้ก็ไม่ดี อย่างตนเองมีเชื้อสายจีนอยู่ด้วย ก็ถูกกีดกันไม่ออกบัตรประชาชนให้ ทำให้ไม่สามารถทำงานหรือมีธุรกิจได้ ซึ่งหลังปี 2008 กองทัพเมียนมาร์ก็ให้ประชาชนได้ลิ้มลองประชาธิปไตย แม้จะไม่ใช่ประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ก็ตาม คนเมียนมาร์ก็เริ่มรู้ว่านี่คือสิ่งที่ตัวเองสมควรได้รับ และอินเตอร์เน็ตทำให้รู้ว่าเราทำได้ดีกว่านี้ถ้าเราได้รัฐบาลที่ดี รวมถึงคนรุ่นใหม่จะไม่บูชาตัวบุคคล ไม่ยึดกับคนหนึ่งหรือพรรคหนึ่ง แต่จะมองว่าเมียนมาร์ควรมีรัฐบาลที่มาจากประชาชน และรับรู้ว่าเมียนมาร์ประกอบด้วยหลายเชื้อชาติและเราต้องหาทางอยู่กันต่อไป

คุณเหมย Nang Kham Suang จากเพจ สาวพม่านัยน์ตาแปลก:Myanmarese

เมื่อเราพยายามเทียบสิ่งที่เกิดขึ้นในเมียนมาร์กับในประเทศไทยนั้น TAF ถามนาวาตรีบดินทร์ ซึ่งให้ความเห็นว่าในเชิงการเมืองเปรียบเทียบ สิ่งที่เกิดขึ้นในเมียนมาร์นั้นคล้ายคลึงกับบริบทของไทย เช่น การที่คนต่างรุ่นกันมีความเห็นและแนวทางทางการเมืองต่างกัน ซึ่งดูแล้วก็คล้าย ๆ กับประเทศไทยที่คนรุ่นก่อนเคยอยู่ภายใต้การปกครองของกองทัพ ซึ่งคนที่เคยสัมผัสกับอำนาจที่เข้มงวดก็ส่งผลต่อการตัดสินใจที่จะมีส่วนร่วมทางการเมือง แต่รุ่นใหม่อย่าง Gen Y และ Gen Z ยังพอสัมผัสกับผู้นำทางการเมืองที่มาจากพลเรือน และรู้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร ซึ่งก็เป็นกรณีศึกษาของบ้านเราเช่นกัน เพียงแต่เมื่อเทียบในระดับของผู้นำประเทศนั้น ผู้นำเผด็จการทหารของไทยยังค่อนข้างระวังและปราณีปราณอมมากกว่า ทำให้จุดเดือดมันมาช้า

อีกมุมหนึ่งที่เห็นความต่างระหว่างไทยกับเมียนมาร์ก็คือ ยังแทบไม่มีข้าราชการไทยที่พร้อมจะจ่ายราคาที่ต้องจ่ายหรือทิ้งความก้าวหน้าในการลุกขึ้นมาต่อต้านเหมือนข้าราชการเมียนมาร์ ซึ่งอันนี้ต้องดูว่าถ้าสถานการณ์รุนแรงขึ้นจนทำให้เกิดการสู้รบหรือการกวาดล้าง เป็นไปได้ไหมที่จะมีผู้ลี้ภัยทางการเมืองออกมานอกเมียนมาร์ในอนาคต

นาวาตรีบดินทร์ สันทัด

ในอีกแง่มุมหนึ่ง นาวาตรีบดินทร์ได้ให้มุมมองว่าสาเหตุหนึ่งที่ทำให้กองทัพเมียนมาร์ไม่อยากปล่อยให้อำนาจหลุดมือไปอยู่ในมือของพลเรือนมากนักก็เพราะกองทัพเมียนมาร์มีบทบาทในทางเศรษฐกิจค่อนข้างมาก กิจการหลายกิจการเป็นกิจการผูกขาดและอยู่ภายใต้การบริหารของกองทัพมาหลายทศวรรษ กองทัพอาจจะไม่อยากเสียตรงนี้ไป เลยพยายามกลับมา นี่น่าจะเป็นสิ่งที่อยู่ใต้ภูเขาน้ำแข็งก็เป็นได้

สถานการณ์การชุมนุมค่อนข้างรุนแรงและยาวนานต่อเนื่อง มีผู้เสียชีวิตหลายคน และกองทัพเมียนมาร์เริ่มใช้กำลังเข้าปราบปรามอย่างรุนแรง TAF ถามเพจ BFSS ถึงมุมมองว่าของกองทัพเมียนมาร์ใช้หน่วยหรือวิธีการใดในการรับมือในครั้งนี่ ซึ่ง BFSS ให้มุมมองที่น่าสนใจมาก โดยตั้งข้อสังเกตุว่าทำไมพอขึ้นเดือนมีนาคมจึงมีผู้ชุมนุมเสียชีวิตมาก ซึ่ง BFSS พบข้อมูลว่าในเมืองใหญ่สองเขตที่มัณฑะเลย์กับย่างกุ้งนั้น กองทัพเมียนมาร์ใช้หน่วยทหารราบเบาสองหน่วย คือกองพลทหารราบที่ 77 ที่ปฏิบัติการในย่างกุ้งกับกองพลทหารราบที่ 33 ที่ปฏิบัติการมัณฑะเลย์

หน่วยนี้เป็นหน่วยทหารราบเบาและเป็นหน่วยเตรียมพร้อมคล้าย ๆ กับหน่วย RDF ของไทย เป็นกำลังรบขนาดเล็กที่คล่องตัว เข้าไปคลี่คลายสถานการณ์ด้วยความรวดเร็ว ซึ่งสองหน่วยนี้ไม่ได้รับผิดชอบพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่ขึ้นตรงกับผู้บัญชาการทหารบกโดยตรง และเคยถูกใช้ในเหตุการณ์สำคัญ ๆ เช่น การปราบปรามผู้ชุมนุมในปี 2007 การรบกับคอมมิวนิสต์เมียนมาร์ ปฏิบัติการทางทหารในยะไข่ และการปราบปรามโรฮิงยาและอาระกันก็น่าจะเป็นผลงานของกองพลทหารราบที่ 77 เช่นกันโดยร่วมกับกองพลทหารราบที่ 33 ส่วนกองพลทหารราบที่ 33 เคยปฏิบัติการในคะฉิ่นในปี 2010-2011 ซึ่งทำให้เห็นว่าพอสองหน่วยนี้มาเสริมกับตำรวจในย่างกุ้งและมัณฑะเลย์ สถานการณ์ก็รุนแรงขึ้น

เพจ โลกและความมั่นคง – Bear Forum for Security Studies

เมื่อมองในมุมนี้ TAF จึงสอบถามคุณเหมยเพิ่มเติมถึงบทบาทของชนกลุ่มน้อยและกลุ่มชาติพันธุ์ในเมียนมาร์ว่ามีบทบาทหรือมีมุมมองต่อการสู้ต่อในครั้งนี้อย่างไร

บทบาทของชนกลุ่มน้อยนั้นต้องท้าวความตั้งแต่แรกคือสนธิสัญญาปางโหลงที่เป็นแนวคิดของนายพลอองซานผู้ที่ช่วยให้เมียนมาร์ประกาศเอกราชได้สำเร็จ โดยกลุ่มชาติพันธุ์ทุกกลุ่มตกลงกันว่าจะลองมาอยู่ด้วยกันสิบปี ถ้าไม่ชอบค่อยว่ากัน แต่ต่อมานายพลอองซานถูกสังหาร และก็เกิดสงครามกลางเมือง ซึ่งเชื่อว่ากองทัพกลัวมากว่าประเทศจะถูกแบ่ง แต่ในมุมมองของคนรุ่นนี้ก็ยอมรับว่าทุกวันนี้ถ้าแบ่งกันเป็นประเทศเล็ก ๆ ก็จะอยู่ได้ลำบาก การจะอยู่รอดยาก จบเรื่องคงต้องมาคุยกันว่าจะอยู่กันอย่างไรมากกว่า

คุณเหมย Nang Kham Suang จากเพจ สาวพม่านัยน์ตาแปลก:Myanmarese

คุณเหมยยังให้ข้อมูลว่าบทบาทของชนกลุ่มน้อยก็แตกต่างกันไป เช่นยะไข่ก็ต้องการเข้าข้างกองทัพเมียนมาร์ แต่ KNU หรือฉานประกาศไม่ยอมรับกองทัพเมียนมาร์ ส่วนว้าอยู่เฉย ๆ ไม่ยุ่งกับใครอยู่แล้ว ซึ่งจริง ๆ แล้วค่อนข้างยากที่ชนกลุ่มน้อยจะมาสู้กับกองทัพพม่า แต่ก็ทำให้คนพม่ามองว่ามีเพื่อนหลายชนชาติที่ต้องต่อสู้ไปด้วยกัน และหลังจากนี้ต้องมานั่งคุยกันว่าจะอยู่ต่อไปกันอย่างไรหลังเหตุการณ์นี้

ทั้งนี้ บทบาทของต่างประเทศหรือชาติมหาอำนาจถูกพูดถึงเป็นวงกว้างว่าน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องไม่มากก็น้อยต่อสถานการณ์นี้ TAF สอบถามเพจโครงสร้างพื้นฐาน ประเทศไทยว่าต่างชาติโดยเฉพาะจีนและไทยมีบทบาทในเมียนมาร์มากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะการลงทุนด้านต่าง ๆ ในเมียนมาร์ ซึ่งเพจโครงสร้างพื้นฐาน ประเทศไทยให้ข้อมูลว่าจีนมีท่อส่งก๊าซจากอ่าวเบงกอล มีแผนจะเชื่อมโยงทางรถไฟจากเมียนมาร์และจีน ซึ่งเมียนมาร์ถือเป็นส่วนหนึ่งที่จีนมองเอาไว้ว่ามีผลต่อความมั่นคงของตน และในทางกลับกันมีโอกาสสำหรับการทำธุรกิจของจีนในเมียนมาร์ค่อนข้างมาก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งจีนมีนโยบายที่การลงทุนจากจีนไปที่ไหนก็จะพยายามนำคนจีนไปที่นั่นด้วย เช่นที่เกิดขึ้นในลาวกับโครงการรถไฟของลาว หรือที่สีหนุวิวล์ที่มีธุรกิจของจีนจำนวนมากแต่ส่วนมากคนได้ประโยชน์คือคนจีน คนท้องถิ่นแทบไม่ได้อะไร

ส่วนฝั่งไทยนั้นมีโครงการทวายซึ่งก่อนเกิดรัฐประหาร ไทยมองทวายเป็นทางออกไปด้านอันดามันซึ่งมีการดำเนินการมาหลายปีจนกระทั่งรัฐบาลของ NLD ขอยกเลิกโครงการ ตอนนี้โครงการดูเหมือนจะแผ่วไปแล้วเพราะโครงการใหญ่เกินไป บริษัทผู้รับสัมปทานคือ อิตาเลียนไทยหรือ ITD ทำไม่ไหว ไม่ประสบความสำเร็จในการหาผู้ลงทุนหรือพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับ ITD ก็พยายามไปหารัฐบาลไทย จีน ญี่ปุ่นเพื่อยกระดับโครงการให้เป็นระดับของรัฐบาลและมาช่วยกันทำ โดยตามแผนในเส้นทางนี้ก็จะมีก่อก๊าซและถนนมอเตอร์เวย์ แต่ก็เป็นแค่โครงการยังสร้างไม่ได้ นอกจากนั้นทางไทยก็มีแผนพัฒนาที่ช่องทางแม่สอดและด่านเจดีย์สามองค์ ซึ่งทางไทยกำลังทำรถไฟไปเชื่อมแม่สอดเป็น East-West Corridor ของไทย แต่ทางฝั่งเมียนมาร์ยังไม่ได้สร้างอะไรรองครับ แต่ทั้งสองจุดก็ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์การค้าที่สำคัญของทั้งเมียนมาร์และไทย

เพจ โครงสร้างพื้นฐาน ประเทศไทย Thailand Infrastructure

TAF ถามความเห็นคุณเหมยว่าในมุมมองของชาวเมียนมาร์แล้ว การยกเลิกโครงการทวายที่เกิดก่อนรัฐประหารไม่นานนั้นจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่เร่งให้เกิดการรัฐประหารหรือไม่

เรื่องการยกเลิกทวายก็อาจจะเป็นไปได้ คือกองทัพเมียนมาร์เดินเกมส์พลาดว่าคนเมียนมาร์อาจจะไม่ค่อยเชื่อใจ NLD และเพราะรัฐบาล NLD ทำงานมา 5 ปีแล้วก็ทำงานไม่ค่อยดี และกองทัพเมียนมาร์ก็พยายามดันพรรคตัวเองคือ USDP และพยายามปรับตัวให้เข้าถึงประชาชน แต่ผลลัพธ์ออกมากลับแพ้เลือกตั้งหนักกว่าเดิม เลยพยายามหาจุดจะแทรกแทรงให้ได้

คุณเหมย Nang Kham Suang จากเพจ สาวพม่านัยน์ตาแปลก:Myanmarese

นาวาตรีบดินทร์ให้ความเห็นเช่นกันว่า

ถ้ามอง timeline การเลือกตั้งคือเดือนพฤศจิกายน 2563 แต่เพิ่งมีรัฐประหารในเดือนกุมพาพันธ์ 2564 คำถามคือทำไมเพิ่งมาทำอะไรตอนนี้ และถ้าจะมี จีนก็ไม่น่าจะเป็นประเทศเดียวที่มีอิทธิพลต่อพม่า และการที่กองทัพพม่าจะสามารถกลับมาควบคุมเศรษฐกิจอีกครั้งก็อาจจะเป็นหนึ่งในแรงกระตุ้นให้เกิดรัฐประหารเหมือนกัน และจริง ๆ ไม่ใช่มีจีนประเทศเดียว ยังมีอีกหลายประเทศ อย่างสิงคโปร์ก็มีสายสัมพันธ์กับพม่าแบบลับ ๆ ในการเป็นทางผ่านให้พม่าซื้ออาวุธประเทศอื่นได้ และมีธุรกิจและอิทธิพลทางเศรษฐกิจในเมียนมาร์สูงมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่เราอาจจะมองข้ามไป

นาวาตรีบดินทร์ สันทัด

แต่ในอีกด้าน เพจ BFSS มีมุมมองที่ต่างออกไปคือ

คิดว่าจีนก็รู้ แต่ก็ไม่ได้คิดว่าจะถึงขั้นสนับสนุนหรือ Endorse ให้เกิดการรัฐประหาร ซึ่งเมื่อพิจารณาจริง ๆ แล้ว จีนก็ไม่ได้อะไรจากรัฐประหารครั้งนี้เท่าไหร่ เพราะกลับกันมันก็กลายเป็นการสร้างความไม่แน่นอนขึ้นมาซึ่งจีนไม่ชอบ ถ้าจะยกเรื่องการยกเลิกโครงการของจีนในสมัย NLD นั้น จริง ๆ หลายโครงการของจีนก็ถูกยกเลิกในสมัยรัฐบาลทหารด้วยซ้ำ กองทัพเมียนมาร์เองก็ไม่น่าจะไว้ใจจีนขนาดนั้น เพราะกองทัพก็รู้ว่าจีนสนับสนุนชนกลุ่มน้อยหลายกลุ่ม ซึ่งนี่อาจจะเป็นคำตอบที่ว่าทำไมเมียนมาร์พยายามดึงประเทศอื่นเช่นรัสเซียหรืออินเดียเข้ามาคานอำนาจ และในสถานการณ์รอบนี้จริง ๆ จีนก็ไม่ได้อะไรมากขนาดนั้นจากการเกิดรัฐประหาร และในอีกมุมจีนก็ปล่อยให้มีแถลงการณ์ของ UN เพื่อให้ปล่อยอองซานซูจีน ไม่ได้คัดค้านหรือวีโต้ด้วย

เพจ โลกและความมั่นคง – Bear Forum for Security Studies

สุดท้าย TAF สอบถามถึงความเห็นของแต่ละท่านว่าสถานการณ์ในเมียนมาร์นั้นผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างไร และไทยควรจะวางตัวอย่างไรในสถานการณ์นี้ โดย BFSS ให้ความเห็นว่า ผลกระทบอาจจะมีเรื่องผู้อพยพ แต่ก็เชื่อว่าจะไม่มาก ในส่วนเรื่องการต่างประเทศ ในมุมไทยนั้น ท่าทีของอาเซียนจะคล้าย ๆ กันคือ ไม่ได้ประณามหรือสนับสนุนอะไรซึ่งเป็นท่าทีปกติของอาเซียน ยกเว้นมาเลเซียหรืออินโดนีเซียที่ออกมาเคลื่อนไหวมากหน่อย แต่สำหรับไทยที่มีประเทศติดกัน ก็อาจจะไม่ได้แสดงท่าที่มากไปกว่านี้ เพราะอาจจะเกิดปัญหาในระดับรัฐต่อรัฐก็ได้ BFSS มองว่าท่าทีตอนนี้ก็โอเคในบางอย่าง ไทยก็ปล่อยให้ชาวเมียนมาร์ชุมนุมต่อต้านรัฐประหารในไทยได้อย่างเสรี ซึ่งถ้ามีผู้อพยพไทยก็ต้องรองรับผู้ลี้ภัย แต่ถ้ายกระดับไปถึงการต้องใช้หลัก Responsibility to Protect ซึ่งเป็นการแทรกแทรงเพื่อบรรเทาสถานการณ์โดยกลไกของสหประชาชาตินั้น ไทยก็อาจจะขอเสนอเป็นตัวกลางได้หรือไม่ เพราะเมียนมาร์ก็อาจจะไว้วางใจไทยมากกว่า และก็จะเป็นการแสดงบทบาทของไทยด้วย

ส่วนในผลกระทบของนักลงทุนไทยนั้น เพจโครงสร้างพื้นฐาน ประเทศไทยให้ความเห็นว่าเห็นใจนักลงทุนไทยกลัวจะโดนบอยคอต เพราะสถานการณ์อาจจะยาว ซึ่งมันจะไม่ใช่แค่ไทยหรือเมียนมาร์แต่น่าเป็นกังวลว่าบรรยากาศการลงทุนทั้งอาเซียนจะเสียไปกันหมด เพราะต้องอย่าลืมว่า supply chain มันผูกกันค่อนข้างแน่น ยิ่งถ้ามีสงครามก็จะลำบากมากขึ้นไปอีก

นาวาตรีบดินทร์ให้ความเห็นเช่นกัน โดยคิดว่าทางตรงไม่น่ากระทบมาก แต่ในมุมหนึ่งนั้นจริง ๆ ทุกประเทศถ้าคุยกับใครแล้วรู้เรื่องหรือคุยแล้วจบทีเดียวไม่มีใครค้านก็จะดกว่า นั่นหมายถึงดูเหมือนหลายประเทศคุยกับรัฐบาลเผด็จการน่าจะง่ายกว่าประชาธิปไตยที่ต้องฟังเสียงหลาย ๆ ฝ่าย ความสัมพันธ์ไทยเมียนมาร์ก็ค่อนข้างดีมาก อย่างพลเอกมินอ่องลายก็มีความสัมพันธ์ที่ดีมากกับผู้นำทางการเมืองของไทย ส่วนในประเด็นผู้อพยพ ถ้าปฏิบัติการทางทหารของพม่ายังอยู่แค่นี้ก็อาจจะไม่มีผลถึงขั้นมีผู้ลี้ภัยมากนัก แต่ถ้ายกระดับไทยก็คงต้องรองรับ ส่วนเรื่องการใช้หลัก Responsibility to Protect นั้น คิดว่าถ้าต้องมีนานาชาติก็ไม่น่าจะเลือกประเทศที่มีพรมแดนติดกัน ถ้าจะกระทบก็อาจจะเป็นบริบทของประเทศอื่น ๆ ไปในแต่ละประเทศ


แต่เราย้อนคำถามใหม่ในการถามคุณเหมยซึ่งเป็นชาวเมียนมาร์ว่า ชาวเมียนมาร์มองประเทศไทยอย่างไร คุณเหมยให้มุมมองว่า ตอนแรกที่รัฐบาลไทยเชิญรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมาร์ไปเยือนนั้น ทางกองทัพเมียนมาร์ออกข่าวชัดเจนในทำนองว่าดีใจและภูมิใจที่ประเทศไทยยอมรับรัฐบาลใหม่ของเมียนมาร์ แต่คนเมียนมาร์ก็ค่อนข้างช็อค เพราะเขาก็ไม่คิดว่าไทยจะเชิญไป จริง ๆ คนเมียนมาร์มองว่าอยากให้ไทยไม่ยอมรับรัฐบาลเผด็จการ ซึ่งคนเมียนมาร์ขอแค่นี้เท่านั้น ส่วนเรื่องของเศรษฐกิจและแรงงาน ไม่ว่าจะจบอย่างไรต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจพังหมดแล้ว คนเมียนมาร์ยังหวังว่าต่างชาติจะยังลงทุนต่อไม่ว่าชาติไหน รวมถึงก็ยังหวังว่าจีนจะลงทุนต่อด้วย เพราะถ้าไม่มีการลงทุนก็จะเกิดการว่างงาน ตรงนี้ถ้าสถานการณ์จบลงคนเมียนมาร์ก็ถามตัวเองเหมือนกันว่าจะทำมาหากินกันอย่างไร ถ้าคิดไม่ออกก็ต้องพยายามมาทำงานเมืองไทย มาทำงานก่อสร้าง เด็กปั้ม หรืออะไรก็ได้ เพื่อพยายามเอาตัวรอด

มีมุมมองหนึ่งที่น่าสนใจคือคุณเหมยมองว่าคนรุ่นใหม่ของเมียนมาร์ไม่ได้ต้องการต่อสู้เพื่อให้ NLD หรืออองซานซูจีกลับมา แต่ต้องการรัฐบาลพลเรือนและประชาธิปไตยมากกว่า คุณเหมยบอกว่าคนเมียนมาร์ก็ไม่ได้ยึดติดกับอองซานหรือ NLD แล้ว เพราะ NLD ก็ไม่ได้ทำงานดี อองซานก็อายุมาก ตอนนี้ก็มีคนรุ่นใหม่พยายามเข้าสู่การเมืองมากขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับว่า NLD ยังเป็นพรรคใหญ่ เพราะมองไปตอนนี้ถ้าจะไม่เอา NLD หรืออองซานซูจีก็ยังไม่รู้ว่าจะเอาใครมา เพราะยังไม่มีใครมีบารมีมากเท่า แต่ประท้วงครั้งนี้ไม่ใช่แค่เพื่อให้ปล่อยอองซานซูจี แต่ต้องการประชาธิปไตยจริง ๆ

อยากให้คนไทยมองเมียนมาร์ในมุมมองอีกแบบหนึ่ง เพื่อให้หลายคนเปลี่ยนแแปลงมุมมองของเมียนมาร์ อยากให้รับฟัง รู้สึกว่าหัวอกเดียวกับคนไทยที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และการต่อสู้หลาย ๆ อย่างไม่ง่าย คงต้องแลกมาด้วยความเสียสละและความสูญเสีย แต่ก็เชื่อว่าจะเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ แม้ว่าจะยากมากก็ตาม

คุณเหมย Nang Kham Suang จากเพจ สาวพม่านัยน์ตาแปลก:Myanmarese

ท่านที่สนใจสามารถย้อนกลับไปฟังได้ที่ TAF https://www.facebook.com/100047386231809/videos/739068730133340

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.