ระบบอาวุธของ AT-6TH เครื่องบินโจมตีผู้มาแทน L-39ZA/ART

กองทัพอากาศเพิ่งดำเนินการปลดประจำการ L-39ZA/ART ไปเมื่อ 31 มีนาคมที่ผ่านมา ถือเป็นการปิดฉากการใช้งานนาน 27 ปีของ L-39ZA/ART ในบทบาททั้งการฝึกนักบินที่จะบินกับเครื่องบินขับไล่ (LIFT) หรือภารกิจโจมตีภาคพื้นดิน ซึ่งภารกิจฝึกนักบินที่จะบินกับเครื่องบินขับไล่นั้นมีเครื่องบินทดแทนแล้วคือ T-50TH จำนวน 14 ลำ ซึ่งในตอนแรกคาดว่ากองทัพอากาศจะทดแทน L-39ZA/ART ด้วย T-50TH เช่นกัน โดยต่อมามีกระแสข่าวว่ากองทัพอากาศจะยุบฝูง 411 เชียงใหม่ไปหลังปลดประจำการ L-39ZA/ART แต่สุดท้ายแนวทางออกมาเป็นการจัดหาเครื่องบินโจมตีควบคู่กับเครื่องบินฝึกขั้นปลายเพื่อทดแทน PC-9 ซึ่งสรุปออกมาได้เป็นเครื่องบินฝึกแบบ T-6TH ซึ่งทำให้เครื่องบินที่จะทดแทน L-39ZA/ART นั้นกลายเป็น AT-6TH แทนนั่นเอง จึงเสมือนย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่ฝูงบิน 411 มีเครื่องบินโจมตีใบพัดประจำการคือ OV-10C เพียงแต่ AT-6TH มีประสิทธิภาพสูงกว่า OV-10C มากไม่ต่างจากเครื่องบินไอพ่นนัก

ข้อได้เปรียบอย่างหนึ่งของ AT-6TH ก็คือประสิทธิภาพของระบบเอวิโอนิกส์และระบบอาวุธที่ใช้งานได้ โดย AT-6TH มีพื้นฐานมาจาก AT-6B Wolverine ที่ใช้สถาปัตยกรรมระบบภารกิจแบบเดียวกับที่ติดตั้งบนเครื่องบินโจมตีแบบ A-10C Thunderbolt II และใช้ชุดเซนเซอร์ที่ปรับปรุงมาจากเครื่องบินลาดตระเวนหาข่าวแบบ MC-12W Liberty ห้องนักบินคาดว่าจะร่วมออกแบบโดย CMC Electronic ซึ่งเป็น Partner กับ R V Connex ของไทยในการออกแบบห้องนักบินของ Alphajet มาก่อนแล้ว

ตามแผนงานคาดว่ากองทัพอากาศจะมีการปรับปรุงค่อนข้างมากในรุ่น AT-6TH โดยจะติดตั้งจรวดอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้แบบ IRIS-T ที่เป็นจรวดมาตรฐานของกองทัพอากาศในปัจจุบัน ถือเป็นครั้งแรกที่ T-6 Texan II จะสามารถติดตั้ง IRIS-T ได้ ซึ่งจะดำเนินการหลักโดย R V Connex ที่เคยร่วมบูรณาการณ์ติดตั้ง IRIS-T บน F-5TH มาก่อน

ระบบอาวุธจะสามารถใช้ปืนขนาด .50 นิ้ว หรือ 20 มม. ในอนาคตจะรวมถึงการติดตั้งระบบ Datalink แบบ Link-TH ซึ่งเป็น Link มาตรฐานของกองทัพอากาศไทย โดยการประกอบขั้นสุดท้ายจะดำเนินการในประเทศไทย คาดว่าจะเป็นที่โรงงานของ TAI และอาจรวมถึงการให้บริษัทเอกชนไทยผลิตชิ้นส่วนบางชิ้นส่วนอีกด้วย

ส่วนระบบอาวุธอากาศสู่พื้นนั้น AT-6TH สามารถติดตั้งได้หลายแบบเช่นจรวด AGR-20 Advanced Precision Kill Weapon System (APKWS II) ซึ่งเป็นการติดตั้งชุดนำวิถีให้กับจรวดแบบ Hydra 70 มีระยะยิง 5 กิโลเมตร หรือจรวดแบบ AGM-114 Hellfire ที่มีระยะยิง 8 km ซึ่งกองทัพบกวางแผนที่จะใช้งานกับเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-6 ซึ่งถ้ากองทัพอากาศนำมาติดตั้งกับ AT-6TH ก็จะช่วยในเรื่องความเข้ากันได้ของระบบอาวุธ

สำหรับระเบิดนำวิถีนั้น AT-6TH สามารถติดตั้งระเบิดนำวิถีได้หลายแบบเช่น GBU-12 Paveway II ขนาด 500 ปอนด์ ระยะการทิ้งระเบิดที่ 14 km ซึ่งกองทัพอากาศมีใช้งานอยู่แล้ว หรืออาจจะเลือกระเบิดที่ทันสมัยมากขึ้นอย่าง GBU-49 Enhanced Paveway II ระยะการทิ้งระเบิดที่ 14 km เช่นกัน หรืออาจจะมองไปที่ระเบิดที่มีขนาดเล็กลงเพื่อลดความเสียหายรอบ ๆ เป้าหมายเช่น GBU-58/59 ที่มีขนาด 250 ปอนด์ก็ได้ หรือแม้แต่เลือกระเบิดนำวิถีด้วยดาวเทียมแบบ GBU-38 JDAM ขนาด 500 ปอนด์ที่ระยะการทิ้งระเบิดที่ไกลกว่า 28 km

หรือกองทัพอากาศอาจจะเลือกแบบระเบิดนำวิถี FFLMM ของ Thales ซึ่งผู้ผลิต AT-6TH คือ Textron Aviation รับสิทธิทำตลาดในสหรัฐภายใต้ชื่อ Fury ก็ได้อีกด้วย ที่สำคัญคือเป็นระเบิดนำวิถีที่กองทัพอากาศเลือกมาใช้งานกับ RTAF U1M ซึ่งเป็นโดรนติดอาวุธแบบแรกของกองทัพอากาศ ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่กองทัพอากาศจะติดตั้ง Fury บน AT-6TH เช่นกัน โดย Fury มีระยะยิงไกล 4 กิโลเมตร ติดหัวรบขนาดเล็กคือราว 4.5 ปอนด์


ทั้งนี้ การเลือกแบบอาวุธที่จะใช้งานนั้นมีข้อพิจารณาจากภัยคุกคามที่อาจส่งผลต่อ AT-6TH ซึ่งเป็นเครื่องบินโจมตีและสนับสนุนทางอากาศโดยใกล้ชิดที่อาจต้องรับมือกับปืนต่อสู้อากาศยานที่มีระยะยิงไกล 2 – 6 กิโลเมตร หรือจรวดต่อสู้อากาศยานประทับบ่าหรือ MANPADS ที่มีระยะยิงไกลราว 6 กิโลเมตรเช่นเดียวกัน ซึ่งทำให้ระบบอาวุธนำวิถีที่เลือกมาติดตั้งนั้นควรมีทั้งระบบอาวุธระยะใกล้สำหรับการสนับสนุนทางอากาศโดยใกล้ชิดและภารกิจที่มีภัยคุกคามจากอาวุธต่อสู้อากาศยานของข้าศึกน้อย และอาวุธที่มีระยะยิงไกลเกินกว่า 6 กิโลเมตรเพื่อให้ AT-6TH สามารถอยู่นอกระยะยิงของอาวุธต่อสู้อากาศยานของข้าศึกได้ตลอดเวลาเพื่อความปลอดภัยของเครื่อง

อนึ่ง มีข้อพิจารณาก็คือ AT-6TH ติดตั้งเซ็นเซอร์ MX-15Di ซึ่งสามารถชี้เป้าด้วยแสงเลเซอร์ได้ไกล 20 กิโลเมตรจากเพดานบินปานกลาง ดังนั้นจึงสามารถใช้ระเบิดนำวิธีด้วยเลเซอร์ได้นอกระยะยิงของปืนต่อสู้อากาศยานและ MANPADS ของข้าศึกได้ โดยสามารถทิ้งระเบิดที่ระยะราว 8 – 14 กิโลเมตรจากเป้าหมายเพื่อให้ระเบิดเดินทางถึงเป้าหมายโดยไม่ต้องเข้าใกล้

ส่วนการป้องกันตนเองจากเครื่องบินขับไล่นั้น AT-6TH จะใช้งาน IRIS-T ที่มีประสิทธิภาพสูงสำหรับป้องกันตนเองอยู่แล้ว แต่โดยปกติเครื่องบินโจมตีจะมีเครื่องบินขับไล่คุ้มกัน หรือปฏิบัติงานในสภาวะที่ฝ่ายเราครองอากาศได้อยู่ก่อนแล้ว จึงน่าจะมีโอกาสไม่มากนักที่ AT-6TH จะได้ใช้ IRIS-T ป้องกันตนเอง

ซึ่งทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่า การเข้ามาของ AT-6TH จะเพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติภารกิจและการใช้อาวุธให้กับกองทัพอากาศอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับในยุค L-39ZA/ART ซึ่งอีก 2 – 3 ปีเราน่าจะได้เห็นโฉมหน้าของ AT-6TH พร้อมรบที่กองบิน 41 จังหวัดเชียงใหม่กันครับ ระหว่างนี้ถ้ามีข้อมูลที่ยืนยันได้เกี่ยวกับระบบอาวุธของ AT-6TH เราจะนำมาเสนอต่อไปครับ

อ่านเพิ่มเติม

https://www.facebook.com/groups/thaiarmedforce/permalink/2743046252606714/

One thought on “ระบบอาวุธของ AT-6TH เครื่องบินโจมตีผู้มาแทน L-39ZA/ART

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.