เปิดตัว KF-21 Boramae การพัฒนาและโอกาสในกองทัพอากาศไทย

KAI เปิดตัว KF-X ในชื่ออย่างเป็นทางการคือ KF-21 Boramae และเปิดตัวต่อสาธารณชนแล้วเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

KF-21 คือโครงการพัฒนาเครื่องบินขับไล่แบบที่สองของเกาหลีใต้ต่อจากเครื่องบินขับไล่เบา T/FA-50 โดยรัฐบาลเกาหลีใต้ลงทุน 60% ภาคเอกชนคือ KAI ลงทุน 20% และรัฐบาลอินโดนีเซียลงทุนอีก 20% โดยมี Lockheed Martin เป็นพันธมิตรด้านเทคโนโลยี ซึ่งมีเป้าหมายที่จะมาทดแทนเครื่องบินขับไล่เบาแบบต่าง ๆ ของเกาหลีใต้ทั้ง F-5 และ F-16 ที่จำนวนการผลิตอย่างน้อย 120 ลำ ส่วนอินโดนีเซียวางแผนที่จะจัดหาเข้าประจำการ 50 ลำ โดยจะใช้เวลาในการพัฒนาตั้งแต่เริ่มต้นโครงการจนถึงการเริ่มส่งมอบเครื่องบินเข้าประจำการราว 25-30 ปี

KF-21 นั้นไม่ใช่เครื่องบินขับไล่ยุคที่ 5 แต่เป็นเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 4.5 ที่มีคุณสมบัติการตรวจจับได้ยากมากกว่าเครื่องบินยุคที่ 4.5 ทั่วไป โดยเกาหลีใต้ตั้งเป้าว่าจะต้องมีขีดความสามารถมากกว่า Eurofighter Typhoon หรือ Rafale แต่ยังไม่จำเป็นต้องมีขีดความสามารถเท่ากับ F-35 ซึ่งเกาหลีใต้ประเมินว่าประเทศเกาหลีใต้มีเทคโนโลยีในการพัฒนาเครื่องขับขับไล่ราว 65% ของเทคโนโลยีที่จำเป็น โดยเทคโนโลยีจำนวน 21 เทคโนโลยีนั้น เกาหลีใต้ได้รับมาจากการเจรจาขอ Offset จากสหรัฐเมื่อครั้งที่เกาหลีใต้ตกลงจัดหา F-35 เข้าประจำการ แต่สหรัฐไม่อนุญาติให้ขายเทคโนโลยี 4 เทคโนโลยีซึ่งเป็นเทคโนโลยีหลักในการพัฒนาเครื่องบินขับไล่คือเทคโนโลยีเรดาร์ AESA เทคโนโลยีระบบค้นหาและตรวจจับเป้าหมายด้วยอินฟาเรด (IRST) เทคโนโลยีกระเปาะชี้เป้าแบบอิเล็กโตร ออปติก และเทคโนโลยีการรบกวนสัญญาณวิทยุ ซึ่งต่อมาทำให้เกาหลีใต้ต้องลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีด้วยตัวเอง

โครงการพัฒนามูลค่า 7 พันล้านเหรียญหรือ 2.2 แสนล้านบาทนี้มีอินโดนีเซียร่วมลงทุนด้วยจำนวน 1.2 พันล้านเหรียญหรือ 4 หมื่นล้านบาทตั้งแต่ปี 2010 ซึ่งอินโดนีเซียให้บริษัท PT Dirgantara Indonesia เข้าร่วมปฏิบัติงานและรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากโครงการ แต่อินโดนีเซียมีปัญหาในการจ่ายเงินล่าช้ามาตลอด โดยคาดว่าในปัจจุบันอินโดนีเซียยังมีหนี้ที่ต้องชำระอีกหลายร้อยล้านเหรียญ ซึ่งอินโดนีเซียพยายามเจรจาให้เกาหลีใต้รับเป็นยุทโธปกรณ์ทางทหารทดแทน แต่ยังไม่มีความคืบหน้า ซึ่งในตอนแรกคาดว่าอินโดนีเซียอาจถูกขับออกจากโครงการ แต่การเปิดตัว KF-21 ล่าสุดยังมีธงชาติอินโดนีเซียและผู้แทนของอินโดนีเซียเข้าร่วม รวมถึงประธานาธิบดีอินโดนีเซียยังส่งสารแสดงความยินดีถึงความสำเร็จของโครงการ ซึ่งทำให้คาดว่าทั้งสองประเทศจะยังคงต้องเจรจาและหาทางออกในการจ่ายเงินค่าลงทุนกันต่อไป


สำหรับการพัฒนาเทคโนโลยีและชิ้นส่วนต่าง ๆ นั้น KF-21 มีบริษัทเอกชนของเกาหลีใต้และบริษัทพันธมิตรจากทั่วโลกร่วมพัฒนาเช่น

  • เรดาร์ AESA ลงทุนพัฒนาโดย Hanwa Thales ซึ่งมี Thales ของฝรั่งเศสเป็นผู้ถือหุ้นร่วม และมี Elta ของอิสราเอลให้การสนับสนุนด้านการทดสอบระบบ Saab และ LIG Nex1 ร่วมพัฒนาซอฟต์แวร์และประเมินค่าระบบ โดยเรดาร์ AESA เป็นหนึ่งในสี่เทคโนโลยีที่สหรัฐปฏิเสธไม่ขายให้
  • เครื่องยนต์พัฒนาโดย GE ของสหรัฐและมี Hanwha Techwin รับหน้าที่ผลิตชิ้นส่วนหลักและทำการประกอบขั้นสุดท้ายในเกาหลีใต้ และมี Triumph Group รับหน้าที่พัฒนา Airframe Mounted Accessory Drives เพื่อส่งกำลังที่ผลิตขึ้นจากเครื่องยนต์เป็นยังระบบอื่น ๆ ของเครื่อง
  • United Technologies และ Cobham ของสหรัฐจะรับหน้าที่พัฒนาระบบรับความดันของเครื่อง ระบบหล่อเย็น ระบบการไหลของอากาศ ระบบออกซิเจน ถังเชื้อเพลิงภายนอกลำตัว และเสาอากาศ เป็นต้น
  • Meggitt ของสหรัฐและ Aeronautical Systems ของสเปนรับหน้าที่พัฒนาระบบเบรก ระบบแสดงผลข้อมูลของเครื่อง และระบบเซนเซอร์ภายในตัวเครื่องต่าง ๆ
  • Martin-Baker ของสหรัฐจะพัฒนาเก้าอี้ดีดตัวให้
  • MBDA จะทำการบูรณาการณ์จรวด Meteor เพื่อติดตั้งกับ KF-21

เป็นต้น


แม้ว่าโครงการจะประสบปัญหาความล่าช้าจากความไม่พร้อมด้านเทคโนโลยีและเงินทุนหลายครั้ง แต่เมื่อโครงการประสบความสำเร็จ เกาหลีใต้จะเป็นชาติที่ 8 ของโลกที่สามารถพัฒนาเครื่องบินขับไล่ได้ด้วยตัวเองต่อจากสหรัฐอเมริกา รัสเซีย ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น สวีเดน จีน และสหภาพยุโรปซึ่งประกอบด้วยสหราชอาณาจักร สเปน อิตาลี และเยอรมนี และเมื่อโครงการทำการผลิตเต็มรูปแบบ รัฐบาลเกาหลีใต้คาดว่าจะสร้างงานในประเทศได้ 1 แสนตำแหน่งพร้อมเพิ่มมูลค่าให้เศรษฐกิจเกาหลีใต้ได้อีกอย่างน้อย 1.6 แสนล้านบาท ซึ่งผลกระทบทางบวกจะมากขึ้นถ้าเกาหลีใต้ประสบความสำเร็จในการส่งออก KF-21 ไปยังลูกค้าต่างประเทศ

ลูกค้าต่างประเทศที่เกาหลีใต้มองไว้ โดยทำเป็น Presentation ตั้งแต่วันเปิดตัวก็คืออินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย โคลัมเบีย อิรัก เปรู มาเลเซีย การ์ตา เซเนกัล ตุรกี สหราชอาณาจักร สหรัฐ และเยอรมนี ซึ่งแต่ละประเทศมีโครงการแตกต่างกันไป เช่นสหรัฐกำลังมองความเป็นไปได้ในการจัดหาเครื่องบินขับไล่ยุค 4.9 เข้ามาใช้งานเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการใช้งานเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 5 ซึ่ง Lockheed Martin อาจส่ง KF-21 เข้าแข่งขันเช่นเดียวกับ T-50 หรือฟิลิปปินส์ที่กำลังจัดหา F-16 อาจมีความต้องการจัดหาเครื่องบินขับไล่ฝูงที่สอง และมี T-50 ใช้งานอยู่แล้วเช่นเดียวกับอิรัก

ในส่วนของไทยเอง กองทัพอากาศไทยมีโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่เพื่อประจำการทดแทน F-16ADF ฝูง 102 ในอีก 2 – 3 ปีข้าหน้าเป็นอย่างน้อย ซึ่งอาจจะไม่ทันที่ KF-21 จะเข้าแข่งขัน แต่สำหรับโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่ทดแทน F-16A/B ฝูง 103 ในปี 2571 – 72 นั้น อาจะเป็นโอกาสอันดีที่ KF-21 จะเข้าแข่งขัน ซึ่งยังมีเวลาอีกนานกว่าโครงการจะเริ่ม ทำให้ยังมีปัจจัยอีกมากที่ต้องพิจารณา จึงยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ในตอนนี้มากนัก แต่ถ้ากองทัพอากาศไทยยังไม่ต้องการจัดหาเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 5 เข้าประจำการใน 10 ปีนี้เนื่องจากค่าใช้จ่ายที่สูงมากเกินไป อาจจะพิจารณาจัดหาเครื่องบินขับไล่ยุค 4.5 หรือ 4.9 รุ่นใหม่ที่มีขีดความสามารถสูงกว่าเครื่องบินขับไล่ยุค 4.5 ทั่วไป และมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 5 อย่าง F-35 โดยแลกมากับประสิทธิภาพที่ต่ำกว่าระดับหนึ่ง ซึ่งพอยอมรับได้ และค่อยไปจัดหาเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 5 ตอนจัดหาเครื่องบินขับไล่ทดแทนฝูง 403 ในราวปี 2580 แทนรวมถึงราคาที่เกาหลีใต้วางแผนว่าจะพยายามให้ KF-21 มีราคาราว 65 ล้านเหรียญต่อลำ ซึ่งจะถูกไล่เลี่ยกับเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 4.5 ทั่วไป หรือแม้แต่ถูกกว่า ก็อาจทำให้ KF-21 มีโอกาสในการแข่งขันในอีก 10 กว่าปีข้างหน้าก็เป็นได้ครับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.