ปฏิบัติการ Pineapple Express เมื่ออดีตรบพิเศษและ CIA อาสามาแอบช่วยชาวอัฟกันให้เดินทางออกจากอัฟกานิสถาน

อดีตทหารรบพิเศษ รวมถึงทหารรบพิเศษในปัจจุบันของสหรัฐ รวมถึงนักการข่าว กู้ภัย และผ้ที่มีประสบการณ์ในอัฟกานิสถานอาสามาเปิดปฏิบัติการ Pineapple Express เพื่อช่วยเหลือหน่วยรบพิเศษอัฟกานิสถานและล่ามชาวอัฟกานิสถานและครอบครัวของพวกเขาให้ออกจากอัฟกานิสถานได้อย่างปลอดภัยให้ได้มากที่สุด โดยนำทางพวกเขาผ่านโทรศัพท์มือถือให้เดินทางภายใต้ความมืด ตามรายงานของสำนักข่าว ABC News ที่เปิดเผยรายละเอียดของปฏิบัติการเป็นที่แรก

กำลังพลของอาสาสมัครรบพิเศษกลุ่มนี้กล่าวว่าทางกลุ่มปฏิบัติภารกิจในตอนกลางคืนและในพื้นที่ที่อันตรายสูงสุดอย่างไม่เป็นทางการคู่ขนานไปกับปฏิบัติการอย่างเป็นทางการของกองทัพสหรัฐและสถานทูตสหรัฐเพื่ออพยพชาวอัฟกัน ในบางครั้งพวกเขาออกปฏิบัติการเพื่ออพยพคนเพียงคนเดียวหรือคู่เดียว โดยส่วนมากจะทำการอพยพคนทีละน้อย ๆ


ปฏิบัติการ Pineapple Express ช่วยเหลือชาวอัฟกันแล้วราว 630 คน และยังดำเนินอยู่แม้จะมีการวางระเบิดฆ่าตัวตายในกรุงคาบูลจากฝีมือของกลุ่ม ISIS-K ที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 100 คน และในจำนวนนี้มีทหารสหรัฐรวมอยู่ด้วย 13 คน ซึ่งมีสมาชิกของปฏิบัติการ Pineapple Express ที่ได้รับบาดเจ็บด้วย แต่พวกเขายังเลือกที่จะปฏิบัติภารกิจต่อแม้ไม่ได้เป็นภารกิจอย่างเป็นทางการเพื่อช่วยชาวอัฟกันที่เคยปฏิบัติงานร่วมกับพวกเขา โดยเมื่อไปรับชาวอัฟกันเป้าหมายแล้ว ก็จะหาทางเข้ามายังท่าอากาศยานคาบูลเพื่อส่งต่อให้กองทัพสหรัฐรับไปดูแลต่อไป

“บุคคล ครอบครัวพร้อมลูกเล็ก เด็กกำพร้า รวมถึงสตรีที่ตั้งครรภ์จำนวนมากถูกเคลื่อนย้ายอย่างลับ ๆ ไปตามถนนในกรุงคาบูลในตอนกลางคืนจนถึงวินาทีที่กรุงคาบูลถูกระเบิดโดยฝีมือของ ISIS-K เพื่อนำส่งพวกเขาไปยังที่ที่ปลอดภัยและมีเสรีภาพ” พันโท Scott Mann อดีตทหาร Green Beret ที่เป็นผู้บัญชาการภารกิจนี้กล่าวกับ ABC News


โดยปฏิบัติการเหล่านี้เกิดขึ้นจากแนวคิดปฏิบัติการเมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ทางกลุ่มออกแบบภารกิจเพื่อช่วยหน่วยรบพิเศษชาวอัฟกันจำนวน 1 คนที่เคยปฏิบัติการกับพันโท Scott Mann ในอัฟกานิสถานมายังท่าอากาศยานคาบูล หลังจากที่หน่วยรบพิเศษชาวอัฟกันคนนี้ได้รับ SMS ขู่ฆ่าจากตาลีบัน เนื่องจากรู้ว่าเขาทำงานกับหน่วยรบพิเศษของสหรัฐและซีลทีม 6 มาหลายปีเพื่อสังหารผู้นำระดับสูงของตาลีบัน และเมื่อสองเดือนก่อน ตัวเขาก็หลบหนีออกจากฐานปฏิบัติการขนาดเล็กที่ถูกตาลีบันโจมตีทั้งฐานได้อย่างเฉียดฉิว ซึ่งในตอนนั้นเขากำลังรอวีซ่าผู้อพยพพิเศษอยู่

ความพยายามในการช่วยเหลือเขาและครอบครัวอีก 6 คนมาถึงจุดที่ตึงเครียดสูงสุดในสัปดาห์ที่ผ่านมาเนื่องจากทางกลุ่มต้องปฏิบัติภารกิจในการเคลื่อนย้ายอย่างลับ ๆ จำนวนมาก และประสานงานกันระหว่างชุดปฏิบัติการที่มีกำลังพลราว 50 คนที่สื่อสารกันผ่านห้องแชตเข้ารหัส โดยพันโท Scott Mann กล่าวว่าตลอดทั้งคืนมีเหตุการณ์ระทึกขวัญที่เหมือนดูตัวอย่างหนัง Jason Bourne ทุก ๆ 10 นาที

ซึ่งในระหว่างที่ชาวอัฟกันกลุ่มนี้เดินทางมาพบกับทีมต้องผ่านนักรบตาลีบันหลายคนที่ตีพวกเขา แต่ไม่เคยขอดูบัตรประจำตัวพวกเขา ซึ่งถ้าขอดูอาจจะเปิดเผยตัวตนของพวกเขาซึ่งเคยทำงานช่วยเหลือสหรัฐในกาสังหารตาลีบันมาสองทศวรรต

“ปฏิบัติการระดับนี้คงไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ถ้าไม่มีวีรบุรุษอย่างไม่เป็นทางการภายในท่าอากาศยานคาบูล ซึ่งพวกเขายอมขัดคำสั่งห้ามช่วยเหลือชาวอัฟกันภายนอกท่าอากาศยาน ด้วยการคลานออกมาตามท่อระบายน้ำเพื่อดึงตัวชาวอัฟกันเหล่านี้ที่ระบุตัวได้ด้วยการแสดงภาพสัปปะรดในมือถือของพวกเขา” พันโท Scott Mann กล่าว


ซึ่งจากคำสั่งที่ไม่อนุญาตให้ทหารสหรัฐช่วยเหลือชาวอเมริกันและอัฟกันนอกสนามบิน ทำให้กองกำลังสหรัฐในคาบูลแอบให้การดูแลให้รอการประสานงานการเคลื่อนย้ายจากทีมปฏิบัติการพิเศษ Pineapple Express ซึ่งจะมีฐานะเป็นผู้อำนวยเหตุการ นำโดยร้อยเอก Zac Lois ที่รู้จักกันภายใต้นามเรียกขานว่า “วิศวกรผู้สร้างทางรถไฟใต้ติน” (Underground Railroad’s Engineer)

ชาวอัฟกันที่ถูกช่วยเหลือจะได้รับนามเรียกขานว่า “ผู้โดยสาร” (Passenger) ซึ่งพวกเขาจะได้รับคำสั่งและเส้นทางในการเดินทางผ่านระบบการสื่อสารโดยอดีตหน่วยรบพิเศษและอดีต CIA ที่มีนามเรียกขานว่า “คนเลี้ยงแกะ” (Shepherds)

ซึ่งโดยรวมแล้วจะมีวิศวกร 1 คน มีผู้อำนวยเหตุการณ์ 2 – 3 คน รวมถึงกำลังพลที่ช่วยรวบรวมข่าวกรอง ซึ่งข่าวกรองจะถูกนำมาแบ่งปันกันในห้องแชตเข้ารหัสแบบ Real Time ซึ่งรวมถึงการระบุตำแหน่งให้กับชาวอัฟกันเดินทางไปยังพิกัด GPS ในแผนที่เพื่อรอในความมืดจนกว่าจะถูกสั่งให้ไปพบกับผู้ประสานงานที่มาพร้อมกับไฟสีเขียวเพื่อแสดงตัว ชาวอัฟกันเป้าหมายจะต้องแสดงรูปสัปปะรดบนพื้นสีชมพูเพื่อยืนยันตัวตน


ในวันที่เกิดเหตุระเบิดฆ่าตัวตายภายนอกท่าอากศยานคาบูลนั้น ชาวอัฟกันที่ถูกนำทางมายังท่าอากาศยานขาดการติดต่อโดยไม่ทราบสาเหตุ ในขั้นต้นนั้นพวกเขาคิดว่าเป็นเพราะตาลีบันทำลายเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์มือถือ แต่ภายหลังพบว่าเป็นเพราะกองกำลังสหรัฐใช้แจมเมอร์รบกวนสัญญาณวิทยุเพื่อป้องกันการจุดระเบิด ซึ่งไม่นานหลังจากนั้นเมื่อระบบสื่อสารกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง พวกเขาก็กลับมานำทางชาวอัฟกันเหล่านั้นให้เดินทางมายังท่าอากาศยานในช่วงเช้ามืดก่อนพระอาทิตย์ขึ้น

Jason Redman อดีตสมาชิกซีลของสหรัฐซึ่งได้รับบาดเจ็บจากการรบในอัฟกานิสถานและอาสามาเป็นผู้นำทางชาวอัฟกันในฐานะคนเลี้ยงกล่าวอย่างผิดหวังว่า “สิ่งนี้คือสิ่งที่รัฐบาลของเราไม่ยอมทำ พวกเราทำในสิ่งที่ควรทำ ในฐานะชาวอเมริกัน”

ชาวอัฟกันที่พวกเขานำทางส่วนใหญ่เดินทางมายังประตู Abbey และคลานเข้ามาในท่าอากาศยานผ่านท่อระบายน้ำเพื่อพบกับทหารสหรัฐที่จะใส่แว่นกันแดดสีแดงเป็นสัญลักษณ์ พวกเขาจะต้องแสดงโทรศัพท์มือถือพร้อมรูปสัปปะรดเพื่อให้ทหารคนนั้นนำพวกเขาเข้าไปยังท่าอากาศยาน อีกส่วนหนึ่งจะมีทหารเรนเจอร์ที่ติดแพตธงชาติอเมริกันและแพตสัญลักษณ์ของเรนเจอร์


ร้อยเอก Zac Lois กล่าวว่าทีมปฏิบัติการประสบความสำเร็จและสร้างประวัติศาสตร์ในการนำชาวอัฟกันมายังท่าอากาศยานเป็นร้อย ๆ คนเมื่อสัปดาห์ก่อน “ถือว่าเป็นจำนวนที่มหาศาลเมื่อเทียบกับที่พวกเขาเพิ่งรวมตัวก่อนไม่กี่วันก่อนที่จะเริ่มปฏิบัติการและสมาชิกของกำลังพลส่วนใหญ่ไม่เคยเจอตัวจริงกันเลย” โดยเขาบอกว่าเขาออกแบบปฏิบัติการนี้โดยใช้ตัวอย่างจากปฏิบัติการของ Harriet Tubman หญิงชาวอัฟริกัน-อเมริกันที่นำทางทาสหนีผ่านเครือข่ายรถไฟใต้ติดไปสู่อิสระภาพก่อนที่จะเกิดสงครามกลางเมืองในสหรัฐอเมริกา

“ผู้โดยสาร” ชาวอัฟกานิสถานเหล่านี้คือตัวแทนของสงครามสองทศวรรตของสหรัฐในอัฟกานิสถาน ตามคำกล่าวของพันเอก Jim Gant อดีตทหารกรีนเบเรต์ที่รู้จักกันในนาม Lawrence of Afghanistan จากการที่เขาเคยปฏิบัติภารกิจในอัฟกานิสถานด้วยการแต่งตัวแบบชาวอัฟกัน

“ผมเคยเข้าร่วมกับภารกิจที่ยิ่งใหญ่หลายภารกิจที่หน่วยรบพิเศษเคยเข้าร่วม แต่ไม่มีภารกิจครั้งใหญ่ยิ่งใหญ่เท่าครั้งนี้ ความกล้าหาญและความมุ่งมั่นของชายและหญิงซึ่งเป็นพี่น้องของผมในชุมชนสัปปะรดนี้ยิ่งใหญ่กว่าความมั่งมั่นของสหรัฐในสนามรบเสียอีก” พันเอก Jim Gant กล่าว

“ผมแค่ต้องการนำคนของผมออกมา” เขาเสริม


ในอีกด้านหนึ่ง Dan O’Shea อดีตทหารซีลของสหรัฐซึ่งเป็นอดีตที่ปรึกษาด้านการต่อต้านการก่อการร้ายในอัฟกานิสถานกล่าวว่าเขาประสบความสำเร็จในการนำเจ้าหน้าที่อัฟกันซึ่งตอนนี้เป็นพลเมืองสหรัฐ และอยู่ในอัฟกานิสถานในฐานะสายลับ รวมถึงพ่อและน้องชายชาวอัฟกันออกมาได้อย่างเฉียดฉิวด้วยการนำทางพวกเขาเดินเท้ามายังทางเข้าทีละคน ๆ เป็นเวลาหลายชั่วโมง พวกเขาต้องหลบจุดตรวจและทีมลาดตระเวนของตาลีบันเพื่อเข้ามายังท่าอากาศยานเพื่อขึ้นเครื่องบินออกจากคาบูล

Dan O’Shea กล่าวว่า “เขา (สายลับอัฟกัน) ไม่ต้องการทิ้งพ่อและน้องชายไว้ข้างหลัง แม้มันจะหมายถึงว่าเขาจะต้องตายก็ตาม เขาก็จะไม่ทิ้งครอบครัวไว้ การทิ้งใครไว้ข้างหลังไม่ใช่ปรัญชาของซีล ชาวอัฟกันหลายคนยังมีวิสัยทัศน์เกี่ยวกับคุณค่าของประชาธิปไตยของเรามากกว่าคนอเมริกันหลายคนเสียอีก”

ทุกท่านสามารถอ่านบทความต้นฉบับและชมรูปจริงได้ที่ https://abcnews.go.com/Politics/us-special-operations-vets-carry-daring-mission-save/story?id=79670236

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.