TAF ON Tour “ไปทุกที่ ที่มี สห.” EP.1 พิพิธภัณฑ์ทหารกลางแจ้งกองทัพภาคที่ 3 และพิพิธภัณฑ์ทหารกองพลทหารราบที่ 4

หากใครศึกษาประวัติศาสตร์การทหารของไทยจะทราบว่าพื้นที่ชายแดนภาคเหนือของไทยในอดีตนั้นเป็นพื้นที่ที่่เต็มไปด้วยการศึกสงครามมาโดยตลอดตั้งแต่ครั้งสงครามปราบฮ่อในสมัยรัชกาลที่ 5 เรื่อยมาจนถึงสงครามบ้านร่มเกล้า เมื่อปี 2531 แม้กระทั้งในปัจจุบันก็ยังมีการปราบปราบยาเสพติด การลักลอบตัดไม้ ให้เราเห็นกันในข่าวอยู่บ่อยๆ

แน่นอนครับในทุกการรบย่อมมีประวัติศาสตร์ให้เราคนรุ่นหลังได้เรียนรู้และเข้าใจถึงความเสียสละของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในห้วงเวลานั้น และ พิพิธภัณฑ์ทหาร คือพื้นที่ในการศึกษาเรื่องราวเหล่านั้นที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง

พิพิธภัณฑ์ทหารกลางแจ้งกองทัพภาคที่ 3 และพิพิธภัณฑ์ทหารกองพลทหารราบที่ 4 ตั้งอยู่ภายในกองพลทหารราบที่ 4 ค่ายสมเด็จพระนเรศรวรมหาราช จังหวัดพิษณุโลก เป็นพื้นที่รวบรวมประวัติศาสตร์การรบของหน่วยทหารภาคเหนือทั้งหมดตั้งแต่สงครามปราบฮ่อในสมัยรัชกาลที่ 5 จนถึง สมรภูมิบ้านร่มเกล้า ในปี 2531 ภายในพิพิธภัณฑ์จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักคือ

“ พิพิธภัณฑ์ทหารกองพลทหารราบที่ 4 ” จัดแสดงอาวุธประเภทต่างๆ เช่น ปืนเล็ก ปืนกล ปืนซุ่มยิง สิ่งของที่ยึดได้จากข้าศึก รวมทั้งเป็นที่รวบรวมวีรกรรมของเหล่าทหารผู้ซึ่งเสียสละชีวิตในการรบเพื่่อรักษาผืนแผ่นดินไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

พ.อ หลวงหาญสงคราม ผู้บัญชาการกองพลที่ 4 ท่านแรก
กรณีพิพาท อินโดจีน
สงครามเวียดนาม

” พิพิธภัณฑ์ทหารกลางแจ้งกองทัพภาคที่ 3 “ ส่วนนี้จะเป็นการจัดแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีใช้งานในหน่วยต่างๆของกองทัพภาคที่ 3 ซึ่งหลายชิ้นที่ตั้งแสดงอยู่ซึ่งล้วนแต่ผ่านการใช้งานจริงมาแล้วทั้งนั้น ปืนใหญ่บางกระบอกอาจเรียกได้ว่ามีแค่ที่นี้ที่เดียวด้วยซ้ำ

ฮ.ท. 1 UH-1H “HUEY”
Type 95 Ha-Go light tank
ปืนใหญ่ภูเขาแบบ 63(ป.63)
ปืนใหญ่เบากระสุนวิถีโค้ง แบบ 97 ขนาด 75 มม.
China Type 56 85 mm Divisional Gun

เนื่องจากตัว พิพิธภัณฑ์ ตั้งอยู่ภายในพื้นที่ของ กองพลทหารราบที่ 4 การเข้าเยี่ยมชมต้องแจ้งล่วงหน้าก่อนครับและแนะนำว่าให้มาเป็นหมู่คณะจะสะดวกกว่า

สามารถติดต่อขอรายละเอียดที่ เบอร์ 065-293-5419 ในวันและเวลาราชการ

ThaiArmedForce.com

ขอขอบคุณ

พล.ต.อภิเชษฐ์ ซื่อสัตย์ ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 4

พ.อ.เทอดศักดิ์ งามสนอง รองผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 4 (ท่านที่1)

พ.ท.ทรงพล อุ่นสมบัติ หัวหน้าฝ่ายกิจการพลเรือน กองพลทหารราบที่4

ร.ต.ภาณุสรณ์ ราชสุวอ นายทหารประวัติศาสตร์ กองพลทหารราบที่ 4

กองทัพบก ประวัติศาสตร์ทางทหาร Today

มารู้จักกับ #FMS กันดีกว่า

จากข่าวการจัดหารถเกราะ #M1126 #Strkyer จากสหรัฐอเมริกาผ่านโครงการ FMS จำนวน 37 คัน และได้มาเพิ่มอีก 23 คัน รวมเป็น 60 คัน เท่ากับว่าตอนนี้จะเหลือราคาคันละ 50 ล้านบาทแล้ว (ถือว่าถูกมาก เมื่อเทียบกับรถระดับ Stryker ที่ราคามือหนึ่งสูงราว 140 ล้านบาท) TAF จึงขอเชิญชวนมาทำความรู้จักกับโครงการ FMS กันดีกว่าครับ

FMS หรือ Foreign military sales นั้นเป็นโครงการของกระทรวงกลาโหมสหรัฐเพื่อขายอาวุธให้กับประเทศพันธมิตร โดยเป็นโครงการที่มีเฉพาะสหรัฐเท่านั้น (เพราะประเทศอื่นใช้ชื่ออื่น!?! ไม่มุกนี่พูดจริง 🙂 ) ซึ่งเป็นโครงการที่ลูกค้าต่างชาตินั้นไม่ได้ซื้ออาวุธโดยตรงจากบริษัทของสหรัฐ แต่จะเป็นการซื้อผ่านรัฐบาลสหรัฐซึ่งจะทำหน้าที่บริหารโครงการและจัดการการฝึกและส่งกำลังบำรุงให้

โดยกระทรวงกลาโหมสหรัฐมอบหมายให้สำนักงานความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคงหรือ #DSCA (Defense Security Cooperation Agency) เป็นผู้รับผิดชอบในการลงนามสัญญาจัดหากับบริษัทในสหรัฐเสมือนเป็นตัวแทนของรัฐบาลต่างประเทศ และจะบริหารสัญญา ความคืบหน้าในการพัฒนา ผลิต ส่งมอบ รวมถึงดูแลการส่งกำลังบำรุงและการสนับสนุนด้านอะไหล่ให้

นอกจากนั้น ถ้าประเทศลูกค้าต้องการ ยังสามารถร้องขอให้กองทัพสหรัฐทำการฝึกกำลังพลให้ด้วยก็ได้ผ่านโครงการ International Military Education and Training หรือ #IMET และยังสามารถใช้งบประมาณของประเทศลูกค้าเอง หรือขอกู้เงินจากรัฐบาลสหรัฐผ่านโครงการ United States Foreign Military Financing หรือ FMF ก็ได้เช่นกัน

ข้อดีของการจัดหาผ่าน FMS ก็คือการเป็นสัญญาแบบรัฐต่อรัฐ ทำให้มีความน่าเชื่อถือสูงกว่า รวมถึงสามารถใช้สิ่งอำนวยความสะดวกของสหรัฐในการสนับสนุนการดำเนินการตามสัญญาได้ และการรับการฝึกจากกองทัพสหรัฐก็ทำให้ประเทศลูกค้าได้รับการฝึกจากหน่วยผู้ใช้จริงที่มีประสบการณ์ในการรบและการปฏิบัติภารกิจจริง นอกจากนั้น รัฐบาลต่างประเทศที่เป็นลูกค้าไม่จำเป็นจะต้องมีความเชี่ยวชาญในการบริหารสัญญาภายใต้กฎหมายและกฎระเบียบของสหรัฐมากนัก เพราะ DSCA ทำหน้าที่บริหารสัญญาให้ทั้งหมด เมื่อการผลิตอาวุธเสร็จสิ้น บริษัทผู้ผลิตก็จะส่งมอบอาวุธให้กับ DSCA ที่จะมีบทบาทในการตรวจรับและ DSCA จะทำหน้าที่ส่งต่อให้กับประเทศลูกค้าอีกครั้งหนึ่ง

แต่ทั้งนี้ ข้อดีก็มีข้อเสีย ซึ่งก็คือราคาในการจัดหาผ่าน FMS นั้นจะสูงกว่าการจัดหาโดยตรงกับบริษัทผู้ผลิต (Commercial Contract) เสมออย่างน้อย 3% ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารสัญญาที่ DSCA เรียกเก็บ และการซื้อผ่าน FMS นั้นก็ยังคงต้องมีบริษัทตัวแทนในประเทศไทยเป็นผู้ประสานงานอยู่เช่นเดียวกัน

และตามกฎหมายแล้ว การขายอาวุธหลักที่มีมูลค่ามากกว่า 14 ล้านเหรียญ อุปกรณ์หรือบริการทางทหารที่มีมูลค้ามากกว่า 50 ล้านเหรียญ หรือการจ้างออกแบบและก่อสร้างทางทหารที่มีมูลค่ามากกว่า 200 ล้านเหรียญนั้น รัฐบาลสหรัฐจะต้องแจ้งต่อ #สภาคองเกรส ล่วงหน้า 30 วัน (15 วันในกรณีที่ประเทศลูกค้าเป็นสมาชิก #NATO หรือญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์) ถ้าสภาคองเกรสไม่คัดค้าน รัฐบาลจึงจะอนุมัติการขายได้ ซึ่งหน่วยงานที่ทำหน้าที่แจ้งต่อคองเกรสก็คือ DSCA นั่นเอง

โดยส่วนมากแล้ว การจัดหาอาวุธจากสหรัฐของไทยนั้นจะจัดหาผ่านโครงการ FMS แทบทั้งสิ้น มีไม่กี่โครงการเท่านั้นที่เป็นการจัดหาแบบ Commercial Contract เช่น โครงการจัดหาเรดาร์ AN/TPS-77 ของกองทัพอากาศที่ลงนามสัญญากับ Lockheed Martin โดยตรง ไม่ได้ผ่าน DSCA ของรัฐบาลสหรัฐ เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีอีกโครงการหนึ่งของรัฐบาลสหรัฐซึ่งเน้นไปที่การขายอาวุธส่วนเกินของกองทัพสหรัฐให้กับต่างประเทศก็คือโครงการ #EDA หรือ Excess Defense Article ซึ่งรับผิดชอบโดย DSCA เช่นเดียวกัน โครงการนี้จะเน้นไปที่การจัดหาอาวุธที่เกินความต้องการกองทัพสหรัฐแล้ว โดยเป็นการขายให้กับต่างประเทศในราคาไม่แพง และยังสามารถว่าจ้าง DSCA เพื่อให้กองทัพสหรัฐหรือบริษัทที่เกี่ยวข้องทำการปรับปรุงฟื้นสภาพของยุทโธปกรณ์ก่อนส่งมอบได้อีกด้วย ซึ่งประเทศไทยก็มีการจัดหายุทโธปกรณ์ผ่านโครงการ EDA หลายโครงการเช่นเครื่องบินขับไล่ F-16ADF เฮลิคอปเตอร์ UH-1H และ AH-1F เป็นต้นครับ

ทุกท่านสามารถหาข้อมูลเกี่ยวกับการขายอาวุธหลักให้กับต่างประเทศหรือการขายยุทโธปกรณ์ส่วนเกินให้กับต่างประเทศผ่านเว็บไซต์ของ DSCA ได้จาก Link ด้านล่างนี้ ซึ่งประชาชนทั่วไปสามารถตรวจสอบได้ทั้งหมดครับ

https://www.dsca.mil/major-arms-sales

https://www.dsca.mil/programs/excess-defense-articles-eda

กองทัพบก การจัดหาอาวุธ Today

อาวุธFMS คุณภาพที่เกินราคาจริงหรือไม่?

จากกรณีการจัดหารถรบยานเกราะM-1126สไตร์เกอร์ ทีมีการระบุว่ามาจากคลังสำรองของกองทัพบกสหรัฐภายใต้โครงการความช่วยเหลือทางการทหารFMS(Foreign Military Sales)นั้น มีคำถามเกิดขึ้นมาถึงสภาพของยุทธยานยนต์ที่อยู่ในสถานะนี้จะเป็นเช่นไร ThaiArmedForce.com จึงต้องขอสแกนภาพถ่ายเนกาทีฟจากแฟ้มอ้างอิงที่ทีมงานเคยได้สังเกตการณ์การรับมอบยุทโธปกรณ์ที่กองทัพบกได้เคยจัดหาจากคลังสำรองของสหรัฐคือ M60 A3TTS ซึ่งได้รับปฏิบัติงานในประเทศไทยในฐานะรถถังหลัก(MBT)มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2539 เป็นกรณีตัวอย่าง โดยM60 A3TTS ได้ถูกจัดหามาด้วยงบประมาณของกองทัพบกเองในราคามิตรภาพจำนวน125คัน หลังจากจัดหาM60A1มาก่อนหน้านั้นในปีพ.ศ.2534 จำนวน 53 คัน โดยสภาพที่ได้รับมอบมานั้นสหรัฐได้เลือกรถที่อยู่ในคลังสำรองของนาโต้ในยุโรป ที่ติดตั้งอุปกรณ์ตามแบบมาตรฐานของกองทัพสหรัฐในขณะนั้น ยังติดตั้งแม้แต่เครื่องทำความร้อน สำหรับการปฏิบัติงานในเขตหนาวก็ยังไม่ได้ถอดออก! สภาพที่นำส่งจากภายนอกนั้นอยู่ในสภาพตามภาพทีได้บันทึกไว้ก่อนการส่งมอบให้กองทัพบก และเมื่อรับมอบเข้าประจำการสภาพภายในทุกอย่างยังอยู่ในสภาพใหม่เนื่องจากไม่ใช่ของมือสองจากหน่วยรบของสหรัฐจึงแทบเสมือนไม่ได้มีการใช้งานเลย 


จากการรับนำมาปฏิบัติงานในกองพลทหารม้าที่2รักษาพระองค์ M60A3TTS ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงสมรรถนะในการบได้เป็นอย่างดี ทั้งความเชื่อถือได้ในการปฏิบัติงาน ความคุ้นเคยของกำลังพลต่อการปฏิบัติงานภายในตัวรถ และมีอุปกรณ์ควบคุมการยิงที่แม่นยำ สามารถทำหน้าที่เป็นรถถังหลักได้เป็นอย่างดีมากว่า20ปีแล้ว อีกทั้งยังได้รับการปรับปรุงระบบควบคุมการยิงใหม่ให้มีความแม่นยำมากขึ้น ภายใต้โครงรถเดิม นับเป็นหนึ่งในยุทธยานยนต์ที่มีความคุ้มค่ามากที่สุดแบบหนึ่งของกองทัพบกในปัจจุบัน


ในขณะที่M-1126 สไตร์เกอร์ที่ได้จัดหาล่าสุดเป็นของที่ผลิตใหม่และบรรจุเข้าคลังสำรองในห้วงเวลาที่น้อยกว่าM60A3TTS และยังเป็นรถยานเกราะที่ยังอยู่ในประจำการของสหรัฐเอง จึงไม่มีปัญหาทั้งในด้านคุณภาพ และสายการซ่อมบำรุง โดยไม่มีข้อสงสัยในสมรรถนะในการปฏิบัติงานในสนามรบเพราะตลอดห้วงเวลาที่มารถสไตร์เกอร์ของสหรัฐได้ถูกนำไปใช้ในสนามรบจริงในฐานะหนึ่งในยุทธยานยนต์หลักที่กองทัพสหรัฐนำมาใช้งานเอง การจัดหาภายใต้โครงการFMS จึงไม่ใช่แค่การจัดซื้ออาวุธกับสหรัฐในราคาถูก แต่เป็นการแสดงออกถึงระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศควบคู่ไปพร้อมกันด้วย

กองทัพบก การจัดหาอาวุธ

Up close & personal with Stryker

 หลังจากมีการยืนยันจากกองทัพบกในการจัดหารถเกราะล้อยางM-1126 สไตรเกอร์IAV จากสหรัฐภายใต้โครงการช่วยเหลืองทางการทหารFMSจำนวน37คัน และได้รับสนับสนุนจากสหรัฐอีก23คันทำให้กองทัพบกจะได้รับรถรบในรุ่นมาตรฐานเดียวกับที่กองทัพสหรัฐใช้ปฏิบัติงานทั้งสิ้น60คัน TAFจึงนำเสนอภาพของรถรบรุ่นนี้จะคลังข้อมูลภาพถ่ายที่ทีมงานได้เก็บภาพในขณะที่รถรบสไตร์เกอร์ได้ถูกส่งมาร่วมการฝึกคอบบร้าโกลด์ในประเทศไทยตลอดห้วงเวลา5ปีที่ผ่านมา
รถรบสไตร์เกอร์ มีรูปแบบแยกย่อยสำหรับปฏิบัติงานในสนามรบหลายรูปแบบ แต่รูปแบบหลักที่กองทัพบกไทยจะได้รับคือ M-1126 รุ่นติดป้อมปืนรีโมทคอนโทรล สำหรับติดตั้งปืนกลขนาด12.7 มม. และเครื่องยิงลูกระเบิดขนาด 40 มม. โดยมีอุปกรณ์ต่างๆถูกติดตั้งตามมาตรฐาน
ของกองทัพสหรัฐ ทั้งแผ่นเกราะและระบบตรวจจับเป้าหมาย 
สไตร์เกอร์จัดเป็นยุทธยานยนต์ที่มีสมรรถนะสูงได้รับการพิสูจน์ในการปฏิบัติงานจริงในแนวหน้าของกำลังทหารสหรัฐมาแล้วทั้งในอิรัก และอัฟกานิสถาน โดยมีการผลิตเข้าประจำการ4,900คัน มีราคาในการจัดหาจากสายการผลิตใหม่จะอยู่ราว 174 ล้านบาท ต่อคัน(ราคาปีงบประมาณพ.ศ.2559) ในขณะที่กองทัพบกไทยจะได้รับเป็นแพ็คเกจรวมการสร้าง โรงเก็บ สนามฝึก การสนับสนุนชิ้นส่วน การซ่อมบำรุง ภายใต้งบประมาณราว2,700 ล้านบาท

กองทัพบก

กองทัพบกจัดหารถ M1126 Stryker

อย่างที่ทุกท่านคงจะได้ทราบแล้วว่า กองทัพบกจัดหารถ #M1126#Stryker มือสองจากรถสำรองคลังของกองทัพบกสหรัฐจำนวน 37 คัน คันละประมาณ 80 ล้านบาท ซึ่งถือว่ามีราคาสูงยิ่งกว่ารถเกราะใหม่มือหนึ่งของชาติอื่นพอสมควร และราคาเทียบได้กับราคารถเกราะ LAV-III มือหนึ่งซึ่งเป็นต้นแบบของ M1126 อีกด้วย โดยตามข้อมูลก็คือจะจัดรถลงประจำที่กองพลทหารราบที่ 11 ซึ่งจะปรับเป็นกองพลทหารราบเบา

การจัดหานี้จะทำให้กองทัพบกไทยเป็นชาติแรกและชาติเดียวนอกสหรัฐอเมริกาที่มี M1126 Stryker เข้าประจำการ โดยปัจจุบันกองทัพสหรัฐมีกองพลน้อย Stryker ประจำการจำนวน 9 กองพลน้อยพร้อมกับรถราว 4 พันกว่าคัน ซึ่งเริ่มส่งมอบในปี 2009 และผลิตครบความต้องการในปี 2014

TAF จึงเชิญชวนทุกท่านร่วมสนทนาเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้กันดังนี้ครับ

1. ราคาต่อคันที่สูงพอ ๆ กับ LAV-III มือหนึ่ง รวมถึงรถเกราะของยุโรป และสูงกว่ารถเกราะจากรัสเซียหรือจีนค่อนข้างมาก ทั้ง ๆ ที่ Stryker นั้นเป็นรถมือสอง จึงคาดว่าน่าจะต้องมีอุปกรณ์ติดตั้งมาจำนวนมากตามมาตรฐานของกองทัพสหรัฐ อยากให้ลองคาดเดากันว่า Stryker ของไทยจะติดตั้งอุปกรณ์อะไรบ้าง

2. เนื่องจากกองทัพสหรัฐจัดหาและนำ Stryker เข้าประจำการได้เพียงไม่กี่ปี แต่กลับมีรถเกราะมือสองสำรองคลังและพร้อมขายให้ชาติพันธมิตร อยากเชิญชวนแลกเปลี่ยนกันว่า รถเกราะสำรองคลังนั้นมาจากที่ใด โดย TAF คาดการณ์ว่าอาจจะมาจากกองพลน้อย Stryker ที่ 4 (4th Stryker Brigade) ของกองพลทหารราบที่ 2 ที่ฐานทัพ-ฐานทัพอากาศร่วม Lewis-McChord เพื่อลดจำนวนกำลังพลลงหลังจากสหรัฐลดภารกิจในอัฟกานิสฐาน

3. รถทั้ง 37 คันที่จะจัดลงกองพลทหารราบที่ 11 ซึ่งจะปรับเป็นกองพลทหารราบเบานั้น จะลงในอัตราใด

4. TAF เห็นว่า การจัดหานี้น่าจะเป็นการยืนยันอีกครั้งว่า การที่สหรัฐอเมริกาไม่ขายอาวุธให้ไทยในช่วงที่ผ่านมานั้นไม่เป็นความจริงครับ