ธ ทรงเป็นฉัตรชัยในยามศึก พระอัจฉริยภาพด้านการทหารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10

เนื่องในวโรกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว คณะทำงาน ThaiArmedForce.com ขอนำเสนอภาพพระราชกรณียกิจเพื่อเป็นถวายพระเกียรติ ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังทรงดำรงค์พระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ในห้วงเวลาของความขัดแย้งภายในประเทศจนกลายมาเป็นสงครามการต่อต้านผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ตั้งแต่ พ.ศ.2508 ถึงพ.ศ. 2516

กองทัพบก TAF Special Today

มารู้จัก กองพลน้อยชุดรบ (Brigade Combat Team ) กัน

BCT ย่อมาจาก brigade combat team หรืออาจเรียกว่า กองพลน้อยชุดรบ เป็นรูปแบบการจัดหน่วยรบของกองทัพบก BCT มาจาก 2 คำรวมกัน คือ กองพลน้อย กับชุดรบ คำว่ากองพลน้อย หมายถึง BCT เป็นหน่วยที่มีขนาดใหญ่กว่ากรม แต่เล็กกว่ากองพล ส่วนคำว่าชุดรบ หมายถึง BCT เป็นหน่วยที่มีการผสมหลายเหล่าทั้งราบ ม้า ปืนใหญ่ ช่าง สื่อสาร เป็นต้น และมีทั้งส่วนดำเนินกลยุทธ สนับสนุนการรบ และช่วยรบ เพื่อให้มีความสมบูรณ์และรบได้ดัวยตัวเองเป็นอิสระจากหน่วยเหนือขึ้นไป

BCT ย่อมาจาก brigade combat team หรืออาจเรียกว่า กองพลน้อยชุดรบ เป็นรูปแบบการจัดหน่วยรบของกองทัพบก BCT มาจาก 2 คำรวมกัน คือ กองพลน้อย กับชุดรบ คำว่ากองพลน้อย หมายถึง BCT เป็นหน่วยที่มีขนาดใหญ่กว่ากรม แต่เล็กกว่ากองพล ส่วนคำว่าชุดรบ หมายถึง BCT เป็นหน่วยที่มีการผสมหลายเหล่าทั้งราบ ม้า ปืนใหญ่ ช่าง สื่อสาร เป็นต้น และมีทั้งส่วนบังคับบัญชา ดำเนินกลยุทธ สนับสนุนการรบ และช่วยรบ เพื่อให้มีความสมบูรณ์และรบได้ดัวยตัวเองเป็นอิสระจากหน่วยเหนือขึ้นไป

BCT เล็กกว่ารูปแบบการจัดหน่วยรบที่นิยมใช้แต่เดิม คือ กองพล เดิมนั้นกองพลประกอบด้วยกรมดำเนินกลยุทธ 3 กรม เช่น กองพลทหารราบ แบ่งเป็น 3 กรมทหารราบ พร้อมทั้งหน่วยสนับสนุนการรบและช่วยรบต่างๆ เช่น กรมทหารปืนใหญ่ กองพันทหารม้า กองพันทหารช่าง กองพันทหารสื่อสาร กองพันเสนารักษ์ ขณะที่แกนหลักของ BCT คือ กรมดำเนินกลยุทธ เพียง 1 กรม แล้วเพิ่มส่วนสนับสนุนการรบและช่วยรบเข้าไปให้มีความสมบูรณ์เหมือนกองพลเดิม นั่นทำให้ BCT มีขนาดหน่วยที่ใหญ่กว่ากรม จึงเป็นที่มาของคำว่ากองพลน้อยนั่นเอง ดังนั้นถ้า 1 กองพลทหารราบ มี 3 กรมทหารราบ เมื่อเปลี่ยนเป็น BCT จะมี 3 BCT ทั้งนี้หน่วยสนับสนุนการรบและช่วยรบในกองพล ก็จะถูกแบ่งเป็นหน่วยย่อยตามจำนวน BCT ด้วย เพื่อรองรับแต่ละ BCT เช่น กองพันทหารช่างของกองพล จะถูกแบ่งเป็น 3 กองร้อยทหารช่างให้กับแต่ละ BCT

อาจกล่าวได้ว่าแนวคิด BCT มีต้นกำเนิดจากกองทัพบกสหรัฐฯ ที่ส่งทหารไปปฏิบัติภารกิจทั่วโลกอยู่ตลอด สาเหตุเกิดจากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้กำลังในยุคหลังสงครามเย็น ที่ต้องการหน่วยรบที่เล็กลง แต่มีหลายหน่วยสามารถแยกไปปฏิบัติการได้หลายที่ มีความพร้อมรบสูง พร้อมออกปฏิบัติการได้ในเวลาอันสั้น และปฏิบัติการได้ต่อเนื่องตลอด รวมทั้งปฏิบัติการได้ในทุกรูปแบบและทุกระดับความขัดแย้ง (full spectrum) นั่นทำให้โอกาสการใช้กำลังทั้งกองพลในคราวเดียวมีน้อยลง และการจะให้กองพลทั้งกองพลออกปฏิบัติการพร้อมกันได้ในคราวเดียวก็ต้องใช้เวลานาน แต่เดิมสหรัฐฯ ไม่ได้จัดหน่วยในลักษณะ BCT อย่างถาวร แต่เป็นการจัดในลักษณะเฉพาะกิจ เรียกว่า brigade task force หรือกองพลน้อยเฉพาะกิจ ในยุค 1990 จนมาปรับเปลี่ยนเป็น BCT แบบถาวรตั้งแต่ประมาณปี 2006 เป็นต้นมา BCT เป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบหน่วยรบครั้งใหญ่ที่สุดหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา

BCT ของกองทัพบกสหรัฐฯ แบ่งเป็น 3 แบบ คือ Infantry BCT (IBCT) Stryker BCT (SBCT) และ Armored BCT (ABCT) จุดหลักต่างกันที่กรมดำเนินกลยุทธซึ่งแกนหลักของหน่วย เรียงตามลำดับจากเบาไปหาหนัก โดย IBCT จะเป็นกรมทหารราบเบาหรือส่งทางอากาศ SBCT จะเป็นกรมทหารราบ ที่ใช้รถเกราะล้อยาง 8×8 Stryker ขณะที่ ABCT จะเป็นกรมทหารราบยานเกราะ ที่ใช้รถถังและยานเกราะสายพาน

เมื่อมี BCT แล้ว กองพลจะลดบทบาทเป็นเพียงส่วนบังคับบัญชา (บก.กองพล และส่วนสนับสนุนของ บก. เช่น สื่อสาร ระวังป้องกัน) และจะใช้เมื่อทำการรบแล้วใช้กำลังมากกว่า 1 BCT เพราะแต่ละ BCT สามารถทำการรบได้ด้วยตัวเองแล้ว ส่วนในที่ตั้งปกติกองพลยังคงดูแลด้านธุรการให้กับหน่วยขึ้นตรงตามเดิม

แนวคิด BCT ยังมาพร้อมกับแนวคิดเรื่องโมดูลด้วย คือ การทำให้หน่วยรบและหน่วยสนับสนุนต่างๆ ในกองทัพมีความเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด สามารถสับเปลี่ยนโยกย้ายทำภารกิจทดแทนกันได้หมด เพิ่มหรือลดหน่วยสนับสนุนได้ตามสถานการณ์และความจำเป็น กองทัพบกจึงเปลี่ยนจากกองทัพที่มีการจัดหน่วยบนพื้นฐานของกองพล (division based) เป็นการจัดหน่วยบนพื้นฐานของกองพลน้อย (brigade based) โดยแบ่งเป็นกองพลน้อยดำเนินกลยุทธ (modular combat brigade) ที่มี 3 แบบ (IBCT SBCT ABCT) และกองพลน้อยสนับสนุน (modular support brigade) ที่มีหลายรูปแบบ เช่น กองพลน้อยบิน กองพลน้อยป้องกันภัยทางอากาศ กองพลน้อยช่วยรบ

ทั้งนี้นอกจากกองทัพบกสหรัฐฯ แล้ว กองทัพบกออสเตรเลียเป็นอีกชาติหนึ่งที่ได้ใช้แนวคิด BCT ในการจัดหน่วยเช่นกัน เพียงแต่ไม่ได้มีกองพลน้อยดำเนินกลยุทธหลายแบบเหมือนกองทัพบกสหรัฐฯ

การที่กองทัพบกไทยจะนำแนวคิด BCT มาใช้ จะทำให้ต้องจัดหายุทโธปกรณ์ใหม่หรือไม่ คงไม่จำเป็น เพราะเป็นแนวคิดรูปแบบการจัดหน่วยรบ ไม่ใช่แบบหรือขีดความสามารถของยุทโธปกรณ์ การจัดหายุทโธปกรณ์ต่างๆ สามารถเป็นไปตามแผนเดิมได้ และยุทโธปกรณ์ที่มีอยู่เดิมก็ยังใช้ได้ต่อไป รวมทั้งไม่เกี่ยวกับว่าเมื่อใช้แนวคิด BCT จากสหรัฐฯ จะทำให้ต้องจัดหายุทโธปกรณ์จากสหรัฐฯ ตามไปด้วย และการใช้แนวคิด BCT ก็ไม่ได้หมายถึงว่าจะต้องจัดหน่วยรบตามแบบ BCT ของสหรัฐฯ ทุกอย่างเช่นกัน เช่น กองทัพบกไทยไม่มีการจัดหน่วยข่าวกรองทางทหารให้กับทุกกองพลดำเนินกลยุทธ เมื่อปรับเป็น BCT ก็จะไม่มีหน่วยข่าวกรองทางทหารอยู่ภายใน ขณะที่กองทัพสหรัฐฯ จะมีหน่วยดังกล่าว 

ทั้งนี้กองทัพบกไทยได้เคยทดลองใช้แนวคิด BCT ไปหลายครั้งในการฝึก โดยเป็นการจัดลักษณะเฉพาะกิจ ทั้งรูปแบบของกรมทหารราบและกรมทหารม้า สำหรับหน่วยรบของกองทัพบกไทยที่มีรูปแบบการจัดใกล้เคียงกับแนวคิด BCT มากที่สุด คือ หน่วยพร้อมรบเคลื่อนที่เร็ว หรือ RDF (rapid deployment force) ซึ่งแกนหลัก คือ กรมทหารราบที่ 31 แล้วเพิ่มเติมหน่วยสนับสนุนการรบและช่วยรบต่างเหล่าเข้าไป ทั้งจากระดับกองพล คือ หน่วยในกองพลที่ 1 (หน่วยเหนือของกรมทหารราบที่ 31) และจากระดับกองทัพบก เช่น กองพลทหารปืนใหญ่ แต่สิ่งที่ RDF ยังไม่เหมือน BCT ที่แท้จริง นั่นคือ RDF เป็นการจัดเฉพาะกิจ ไม่ใช่การจัดถาวรอ

BCT ของกองทัพบกไทย จะเป็นกำลังรบผสมเหล่าระดับกรม เรียกว่า กรมผสม โดยกองทัพไทยไม่มีหน่วยระดับกองพลน้อย กรมผสมจะมีหลายแบบตามลักษณะการจัดหน่วยของกรมดำเนินกลยุทธที่เป็นแกนหลัก เช่น ทหารราบ ทหารราบยานเกราะ ทหารม้า

เมื่อจะใช้แนวคิด BCT ขั้นแรกกองทัพบกคงจะต้องปรับหน่วยสนับสนุนการรบและช่วยรบ ของแต่ละกองพลทหารราบที่มี 10 กองพล และกองพลทหารม้าทั้ง 3 กองพล ให้สามารถแบ่งย่อยและกระจายลงไปในแต่ละกรมผสมให้ได้ก่อน และการปรับส่วนบัญชาการรบของแต่ละกองพลให้สอดคล้องกับรูปแบบกรมผสม นั่นคือ การปรับหน่วยในระดับกองพล ขณะที่หน่วยในระดับรองลงไปตั้งแต่กรม กองพัน กองร้อย หมวด หมู่ จะยังคงเป็นไปตามเดิม เพราะในการตั้ง BCT จะนำกรมดำเนินกลยุทธที่มีอยู่แล้วในแต่ละกองพลไปใช้จัดตั้งได้ทันที อย่างไรก็ดีส่วนบังคับบัญชาของ BCT จะต้องมีขีดความสามารถสูงขึ้นกว่าส่วนบังคับบัญชาของกรมดำเนินกลยุทธที่มีอยู่เดิม เพื่อให้รับกับหน่วยที่เพิ่มเติมเข้ามาใน BCT

ส่วนขั้นต่อไปอาจปรับโครงสร้างหน่วยสนับสนุนต่างๆ เช่น กองพลทหารปืนใหญ่ กองพลทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน กองพลทหารช่าง กรมบิน ให้สามารถแบ่งย่อยเพื่อไปสนับสนุนแต่ละกรมผสมได้ตามสถานการณ์

สำหรับในระดับกรมดำเนินกลยุทธนั้น กองทัพบกไทยอยู่ระหว่างการปรับอัตราโครงสร้างของกรมทหารราบและกองพันทหารราบ ให้มีความทันสมัยสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งเป็นคนละส่วนกับการปรับโครงสร้างตามแนวคิด BCT

อย่างไรก็ตามปัญหาใหญ่ของการจัดหน่วยแบบ BCT ซึ่งเป็นการจัดแบบถาวร อาจเป็นเรื่องการย้ายที่ตั้งหน่วย กรณีที่หน่วยขึ้นตรงต่างๆ ของกองพลไม่ได้อยู่รวมกันทั้งกองพล และจะมีผลกระทบต่อครอบครัวของกำลังพลได้

BCT ย่อมาจาก brigade combat team หรืออาจเรียกว่า กองพลน้อยชุดรบ เป็นรูปแบบการจัดหน่วยรบของกองทัพบก BCT มาจาก 2 คำรวมกัน คือ กองพลน้อย กับชุดรบ คำว่ากองพลน้อย หมายถึง BCT เป็นหน่วยที่มีขนาดใหญ่กว่ากรม แต่เล็กกว่ากองพล ส่วนคำว่าชุดรบ หมายถึง BCT เป็นหน่วยที่มีการผสมหลายเหล่าทั้งราบ ม้า ปืนใหญ่ ช่าง สื่อสาร เป็นต้น และมีทั้งส่วนดำเนินกลยุทธ สนับสนุนการรบ และช่วยรบ เพื่อให้มีความสมบูรณ์และรบได้ดัวยตัวเองเป็นอิสระจากหน่วยเหนือขึ้นไป

BCT เล็กกว่ารูปแบบการจัดหน่วยรบที่นิยมใช้แต่เดิม คือ กองพล เดิมนั้นกองพลประกอบด้วยกรมดำเนินกลยุทธ 3 กรม เช่น กองพลทหารราบ แบ่งเป็น 3 กรมทหารราบ พร้อมทั้งหน่วยสนับสนุนการรบและช่วยรบต่างๆ เช่น กรมทหารปืนใหญ่ กองพันทหารช่าง กองพันทหารสื่อสาร กองพันเสนารักษ์ ขณะที่แกนหลักของ BCT คือ กรมดำเนินกลยุทธ เพียง 1 กรม แล้วเพิ่มส่วนสนับสนุนการรบและช่วยรบเข้าไปให้มีความสมบูรณ์เหมือนกองพลเดิม นั่นทำให้ BCT มีขนาดหน่วยที่ใหญ่กว่ากรม จึงเป็นที่มาของคำว่ากองพลน้อยนั่นเอง ดังนั้นถ้า 1 กองพลทหารราบ มี 3 กรมทหารราบ เมื่อเปลี่ยนเป็น BCT จะมี 3 BCT ทั้งนี้หน่วยสนับสนุนการรบและช่วยรบในกองพล ก็จะถูกแบ่งเป็นหน่วยย่อยตามจำนวน BCT ด้วย เพื่อรองรับแต่ละ BCT เช่น กองพันทหารช่างของกองพล จะถูกแบ่งเป็น 3 กองร้อยทหารช่างให้กับแต่ละ BCT

อาจกล่าวได้ว่าแนวคิด BCT มีต้นกำเนิดจากกองทัพบกสหรัฐฯ ที่ส่งทหารไปปฏิบัติภารกิจทั่วโลกอยู่ตลอด สาเหตุเกิดจากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้กำลังในยุคหลังสงครามเย็น ที่ต้องการหน่วยรบที่เล็กลง แต่มีหลายหน่วยสามารถแยกไปปฏิบัติการได้หลายที่ มีความพร้อมรบสูง พร้อมออกปฏิบัติการได้ในเวลาอันสั้น และปฏิบัติการได้ต่อเนื่องตลอด รวมทั้งปฏิบัติการได้ในทุกรูปแบบและทุกระดับความขัดแย้ง นั่นทำให้โอกาสการใช้กำลังทั้งกองพลในคราวเดียวมีน้อยลง และการจะให้กองพลทั้งกองพลออกปฏิบัติการพร้อมกันได้ในคราวเดียวก็ต้องใช้เวลานาน แต่เดิมสหรัฐฯ ไม่ได้จัดหน่วยในลักษณะ BCT อย่างถาวร แต่เป็นการจัดในลักษณะเฉพาะกิจ เรียกว่า brigade task force หรือกองพลน้อยเฉพาะกิจ ในยุค 1990 จนมาปรับเปลี่ยนเป็น BCT แบบถาวรตั้งแต่ประมาณปี 2006 เป็นต้นมา BCT เป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบหน่วยรบครั้งใหญ่ที่สุดหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา

BCT ของกองทัพบกสหรัฐฯ แบ่งเป็น 3 แบบ คือ Infantry BCT (IBCT) Stryker BCT (SBCT) และ Armored BCT (ABCT) จุดหลักต่างกันที่กรมดำเนินกลยุทธซึ่งแกนหลักของหน่วย เรียงตามลำดับจากเบาไปหาหนัก โดย IBCT จะเป็นกรมทหารราบเบาหรือส่งทางอากาศ SBCT จะเป็นกรมทหารราบ ที่ใช้รถเกราะล้อยาง 8×8 Stryker ขณะที่ ABCT จะเป็นกรมทหารราบยานเกราะ ที่ใช้รถถังและยานเกราะสายพาน

เมื่อมี BCT แล้ว กองพลจะลดบทบาทเป็นเพียงส่วนบัญชาการ และจะใช้เมื่อทำการรบแล้วใช้กำลังมากกว่า 1 BCT เพราะแต่ละ BCT สามารถทำการรบได้ด้วยตัวเองแล้ว ส่วนในที่ตั้งปกติกองพลยังคงดูแลด้านธุรการให้กับหน่วยขึ้นตรงตามเดิม

แนวคิด BCT ยังมาพร้อมกับแนวคิดเรื่องโมดูลด้วย คือ การทำให้หน่วยรบและหน่วยสนับสนุนต่างๆ ในกองทัพมีความเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด สามารถสับเปลี่ยนโยกย้ายทำภารกิจทดแทนกันได้หมด เพิ่มหรือลดหน่วยสนับสนุนได้ตามสถานการณ์และความจำเป็น

การที่กองทัพบกไทยจะนำแนวคิด BCT มาใช้ จะทำให้ต้องจัดหายุทโธปกรณ์ใหม่หรือไม่ คงไม่จำเป็น เพราะเป็นแนวคิดรูปแบบการจัดหน่วยรบ ไม่ใช่แบบหรือขีดความสามารถของยุทโธปกรณ์ การจัดหายุทโธปกรณ์ต่างๆ สามารถเป็นไปตามแผนเดิมได้ และไม่เกี่ยวกับว่าเมื่อใช้แนวคิด BCT จากสหรัฐฯ ต้องจัดหายุทโธปกรณ์จากสหรัฐฯ ตามไปด้วย และการใช้แนวคิด BCT ก็ไม่ได้หมายถึงว่าจะต้องจัดหน่วยรบตามแบบ BCT ของสหรัฐฯ ทุกอย่าง ทั้งนี้กองทัพบกไทยได้เคยทดลองใช้แนวคิด BCT ไปหลายครั้งในการฝึก โดยเป็นการจัดลักษณะเฉพาะกิจ ทั้งรูปแบบของกรมทหารราบและกรมทหารม้าอ

BCT ของกองทัพบกไทย จะเป็นกำลังรบผสมเหล่าระดับกรม เรียกว่า กรมผสม โดยกองทัพไทยไม่มีหน่วยระดับกองพลน้อย กรมผสมจะมีหลายแบบตามลักษณะการจัดหน่วยดำเนินกลยุทธ เช่น ทหารราบ ทหารราบยานเกราะ ทหารม้า

เมื่อจะใช้แนวคิด BCT ขั้นแรกกองทัพบกคงจะต้องปรับหน่วยสนับสนุนการรบและช่วยรบ ของแต่ละกองพลทหารราบที่มี 10 กองพล และกองพลทหารม้าทั้ง 3 กองพล ให้สามารถแบ่งย่อยและกระจายลงไปในแต่ละกรมผสมให้ได้ก่อน และการปรับส่วนบัญชาการรบของแต่ละกองพลให้สอดคล้องกับรูปแบบกรมผสม ส่วนขั้นต่อไปอาจปรับโครงสร้างหน่วยสนับสนุนต่างๆ เช่น กองพลทหารปืนใหญ่ กองพลทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน กองพลทหารช่าง กรมบิน ให้สามารถแบ่งย่อยเพื่อไปสนับสนุนแต่ละกรมผสมได้ตามสถานการณ์

 #1 ผมจะขอเปรีบเทียบแบบงานมโน 

กองพล อาจจะเหมือนโต๊ะจีนชุดใหญ่ จัดเต็ม นั่งกันสิบคนเหลือ แปดคนจุก กินกันจนอาจจะต้องห่อกลับบ้าน

ข้อดีคือไม่ต้องคิดมาก คือ จัดเต็มมาทุกอย่าง

แต่ข้อเสียคือ ถ้าแขกมาไม่เต็ม อาหารก็เหลือ เหลือกันแบบ หมาที่บ้านยิ้มไปสามวัน แล้ว มันเปลือง ใช้เวลาเตรียมการเยอะ ดีไม่ดีไมมีคนกิน

แล้วเวลาจะจัดโต๊ะจีนมันมีองค์ประกอบด้านหลังเยอะ สั่งห้าโต๊ะสิบโต๊ะก็ไม่ค่อยย่อมากัน แต่ก็เข้าใจ เพราะโสหุ้ยมันเยอะ

*** จุดสำคัญ อาจจะไม่คุ้มค่าซอง

#2 กองพลน้อยชุดรบ

ก็อยากให้แขกกินของดีๆ แต่เวลาจะเลี้ยงก็ต้องดูกำลังแขก แล้วแขกก็ต้องดูกำลังเจ้าภาพ ดังนั้น Set Menu ที่ยังมีชุดหลักๆอยุ่เหมือนเดิม ลดปริมาณลงไปบ้าง แต่คุณภาพจานหลักยังเหมือนเดิม อันนี้ หมาที่บ้านอาจจะยิ้มได้แค่มื้อเดียว เพราะเหลือไม่เยอะ แต่ดูแล้ว น่าจะสมน้ำสมเนื้อ สมกับซองที่แขกเหน็บรักแร้มา

ปัญหาใหญ่ของการจัดหน่วยแบบกรมผสมเป็นการถาวร อาจเป็นเรื่องการย้ายที่ตั้งหน่วย กรณีที่ไม่ได้อยู่รวมกันทั้งกองพล จะมีผลกระทบต่อครอบครัวของกำลังพลได้

#3 กรมผสม

แบบที่ ทบ. ฝีกอยู่ ผมว่ามันเหมือนไปเหลา ไปร้านข้าวต้ม เพราะไม่ได้กำหนดตายตัวว่าใครจะอยู่ ใครจะไป จะจัด Grouping กันแบบไหน

เหมือนตอนไปถึงแล้วต้องนั่งงงกับเมนูอยู่ซักพักว่าจะเอาอะไรดี จะเป็ดหรือจะไก่ จะต้มจืด หรือ ต้มยำ ตรงนี้ อาจจะพอดีตามความต้องการที่สุด แต่ มันเสียเวลานั่งมองหน้ากันว่า ใครจะเปิด ใครจะจ่ายจัดการ

รูปแบบการจัดหน่วยกองพลน้อยชุดรบ (BCT)

Infantry BCT (IBCT)

กองพันทหารราบ

  • กองบังคับการและกองร้อยบังคับการ/1 x หมวดลาดตระเวน /1 x หมู่ซุ่มยิง /หมวด ค.81 และ ค.120
  • 3 x กองร้อยปืนเล็ก แยกเป็น 3 หมวดปืนเล็ก / 1 หมู่อาวุธ /1 ตอน ค.60
  • 1 x กองร้อยต่อสู้รถถัง / 4 หมวดโจมตี / ยานยนต์ติดจรวดต่อสู้รถถัง 4 คัน

  กองพันลาดตระเวน

  • กองบังคับการและกองร้อยบังคับการ
  • 2 x กองร้อยลาดตระเวนยานเกราะ (Stryker)/ 3 หมวดลาดตระเวน ยานเกราะล้อยาง 18 คัน/ 1 ตอน ค.120
  • 1 x กองร้อยลาดตระเวนเดินเท้า/ 2 x หมวดลาดตระเวน / 1 x หมู่ซุ่มยิง

กองพันปืนใหญ่

  • 2 x กองร้อยปืนใหญ่ / M119 105 มม / M777A2 155 มม
  • 1x AN/TPQ 36
  • 5 x AN/TPQ 48 LCMR    

กองพันหน่วยพิเศษ   

  • กองร้อยทหารช่าง
  • กองร้อยข่าวกรองทางทหาร
  • กองร้อยสื่อสาร
  • หมวดสารวัตทหาร
  • หมวดลาดตระเวน คชรน.
  • เสนารักษ์

 Stryker BCT (SBCT) 

  กองพันทหารราบ

  • กองบังคับการและกองร้อยบังคับการ
  • 3 x กองร้อยปืนเล็ก (Stryker)

 กองพันทหารม้า

  •    กองบังคับการและกองร้อยบังคับการ
  •    3 x กองร้อยทหารม้า (Stryker)
  • หน่วยต่อสู้รถถัง /9 x ATGM / 12 x M1128 Mobile Gun System

 กองพันปืนใหญ่

  • 3 x กองร้อยปืนใหญ่สนาม/ป.155 แบบ M777A2 จำนวน 18 กระบอก
  • 1x AN/TPQ 36
  • 1 x AN/TPQ 37
  • 5 x AN/TPQ 48 LCMR

กองพันทหารช่าง

  • กองบังคับการและกองร้อยบังคับการ
  • กองร้อยทหารช่าง
  • กองร้อยสนับสนุนทหารช่าง
  • กองร้อยสื่อสาร
  • กองร้อยข่าวกรองทางทหาร

กองพันสนับสนุน

  • กองบังคับการและกองร้อยบังคับการ
  • 4 x กองร้อยสนับสนุน
  • กองร้อยแจกจ่าย
  • กองร้อยซ่อมบำรุงหน้า
  • กองร้อยเสนารักษ์

Armored BCT (ABCT)

กองพันผสมเหล่า

  •     2 x กองร้อยรถถัง
  •     2 x กองร้อยทหารราบยานเกราะ

กองพันยานเกราะ

  • กองบังคับการและกองร้อยบังคับการ
  • 2 x กองร้อยรถถัง
  • 1 x กองร้อยทหารราบยานเกราะ

กองพันทหารราบยานเกราะ

  • กองบังคับการและกองร้อยบังคับการ
  • 1 x กองร้อยรถถัง
  • 2 x กองร้อยทหารราบยานเกราะ

กองพันทหารม้ายานเกราะ

  • กองบังคับการและกองร้อยบังคับการ
  • 3 x กองร้อยทหารม้า
  • 1 x กองร้อยรถถัง

กองพันปืนใหญ่

  • 3 x กองร้อยปืนใหญ่ / M 109 155 มม.

กองพันสนับสนุนกรมผสม

  •    4 x กองร้อยสนับสนุน
  •    กองร้อยส่งกำลัง
  •    กองร้อยซ่อมบำรุงสนาม
  •    กองร้อยเสนารักษ์

กองพันทหารช่าง

  • กองบังคับการและกองร้อยบังคับการ
  • 2 x กองร้อยทหารช่าง
  •  กองร้อยข่าวกรองทางทหาร
  •  กองร้อยสื่อสาร

รูปแบบการจัดกองพลน้อยของกองทัพบกออสเตรเลีย

กองทัพบก Today

Combat camera ประจักษ์พยานแห่งสนามรบ

พ.อ.สมจริง สิงหเสนี ช่างภาพสนาม Royal Thai Army Combat camera

ภาพจำจากทหารหน้าแนว บันทึกความทรงจำแห่งประวัติศาสตร์สงครามเพื่อสันติของคนในชาติที่ถูกลืม

“ตัวผมมีกล้องแค่2ตัว ไม่ติดอาวุธใดๆทั้งสิ้น เพราะเชื่อมั่นว่าทหารของเราจะดูแลกันเองได้”

  แม้จะอยู่ในวัย 88 ปี แต่นี่ยังเป็นคำตอบจากความทรงจำที่แจ่มชัดของพันเอกสมจริง สิงหเสนี นายทหารนอกราชการแห่งกองทัพบก ต่อคำถามของทีมงาน ThaiArmedForce.com ที่ได้ย้อนถามถึงรูปแบบการทำงานของช่างภาพสนาม ที่จำเป็นต้องพกอาวุธประจำกายหรือไม่? ในห้วงเวลาที่ความขัดแย้งในประเทศปะทุถึงขั้นรุนแรงสูงสุดในช่วงของสงครามประชาชนระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยกับกองทัพไทยในห้วงปีพ.ศ.2521-2531ที่นับเป็นช่วงเวลาวิกฤติสูงสุดของประเทศ จากความแตกแยกทางความคิด ลัทธิความเชื่อ รวมไปถึงภัยคุกคามจากต่างประเทศ

                จากความสงสัยในภาพถ่ายประวัติศาสตร์ของสงครามการต่อสู้กับกองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศ กับภาพถ่ายที่เป็นเสมือนสัญลักษณ์แห่งการการเปิดยุทธการแห่งชัยชนะ ด้วยความมุ่งหวังที่จะคืนความสันติในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างของประเทศไทย ที่ห้วงเวลาหนึ่งคือพื้นที่ภายใต้การควบคุมของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยโดยสมบูรณ์ ภายใต้ชื่อยุทธการผาเมืองเผด็จศึก 1,2 และ3  อันเป็นที่มาของการเดินไปค้นหาคำตอบยังกองพลทหารราบที่4 จังหวัดพิษณุโลก เพื่อพบกับผู้มีบทบาทในการบันทึกภาพถ่ายประวัติศาสตร์นี้ด้วยตัวเอง

                จากประสบการณ์ในการทำงานที่สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง5และเข้าประจำการในกองการภาพ กรมทหารสื่อสาร คือพื้นฐานสำคัญในการทำงานของพันเอกสมจริง สิงหเสนี ตั้งแต่เริ่มต้นชีวิตราชการ จนได้เข้าสู่พื้นที่การรบในประเทศในสังกัดกองทัพภาคที่ 3 และทำหน้าที่เป็นผู้บันทึกและรายงานข่าวในพื้นที่การรบครั้งสำคัญในทุกสมรภูมิจนเกษียณอายุราชการ

         ภาพถ่ายที่ถูกบันทึกและได้กลายเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของปฏิบัติการทางการทหารยุคใหม่ของกองทัพไทย คือ ภาพการส่งกำลังรบเข้าพื้นที่ปฏิบัติงานด้วยเฮลิคอปเตอร์จำนวนมาก ซึ่งเป็นเหตุการณ์ในห้วงเวลาของยุทธการผาเมืองเผด็จศึก2 ในปีพ.ศ.2524 เพื่อทำการเข้าตีและโอบล้อมที่ตั้งของกองกำลังพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย อันเป็นยุทธการใหญ่ที่กองทัพบกนำแนวคิดและยุทธวิธีที่ได้รับประสบการณ์มาจากการบในสงครามเวียดนาม เพื่อใช้คุณลักษณะพิเศษของอากาศยานอย่างเฮลิคอปเตอร์ นำกำลังพลจำนวนมากนำส่งเข้าสู่พื้นที่การรบได้อย่างรวดเร็ว โดยในวันนั้นใช้เฮลิคอปเตอร์แบบUH-1D จำนวน10ลำ ทำการบินลำเลียงพล โดยมีUH-1Dติดอาวุธทำหน้าที่เป็นกันชิป บินคุ้มกันหมู่บิน อีก2ลำ โดยมีเฮลิคอปเตอร์บัญชาการอีก1ลำ  พันเอกสมจิตร ได้ทำการบันทึกภาพในพื้นที่รับส่งที่ใช้ถนนข้างกองอำนวยการโครงการพัฒนาลุ่มน้ำเข็ก เป็นพื้นที่ลานจอดฮ.ชั่วคราว ซึ่งเป็นภาพที่น่าตื่นใจสำหรับช่างภาพผู้บันทึกเหตุการณ์ในครั้งนั้น ที่เรียกได้ว่าเป็นปฏิบัติการ “Dust off”เต็มรูปแบบของกองทหารไทย และแนวยุทธวิธีใหม่นี้ก็จะมาซึ่งผลแพ้ชนะในการรบขั้นต่อไป

       พลเอก พิจิตรกุลวนิชย์ และพลเอกสุนทร คงสมพงษ์ ได้ร่วมกันทำหน้าที่บัญชาการรบกลางอากาศโดยทั้ง2ท่านเป็นนายทหารที่ผ่านการรบในสงครามเวียดนามมาแล้วด้วยเช่นกันและมีการฝึกซ้อมแผนปฏิบัติมาก่อนหน้านี้ถึง6เดือนเพราะการนำยุทธวิธีการรบยุคใหม่มาใช้ในประเทศไทยเป็นครั้งแรก พันเอกสมจิตรได้ร่วมทำการบินในเฮลิคอปเตอร์บัญชาการ และเป็นพยานในการบินลำเลียงพลทางอากาศครั้งประวัติศาสตร์นี้ แม้จะไม่ได้เป็นตามแผนที่วางไว้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เมื่อเข้าสู่พื้นที่ LZ (พื้นที่ลงจอด) ที่กำหนดไว้บางจุด ก็ถูกยิงต่อต้านอย่างรุนแรง จนต้องนำส่งกำลังพลลงห่างจากพื้นที่เป้าหมาย แต่เฮลิคอปเตอร์ทุกลำก็ปลอดภัยและนำส่งกำลังทหารทั้งได้ทันเวลา แม้ว่าเฮลิคอปเตอร์บางลำจะมีรอยกระสุนฝากไว้บนตัวเครื่องแต่ก็ไม่ได้รับความเสียหายร้ายแรงแต่อย่างใด ภาพถ่ายชุดนี้จึงเป็นเสมือนบันทึกประวัติแห่งความสำเร็จทางการทหารของกองทัพบกต่อสงครามภายในประเทศในขั้นแรก

          นับตั้งแต่เปิดจนปิดยุทธการที่เป็นการดำเนินงานทางการทหารควบคู่ไปกับการงานเมืองตามนโยบาย 66/23 ทำให้กลุ่มผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์มีทางเลือกที่จะเข้าสู่แนวทางสันติด้วยการยอมวางอาวุธและเข้าร่วมพัฒนาชาติไทย จนเข้าสู่การปิดฐานปฏิบัติการของพรรคคอมมิวนิสต์ได้ทีละแห่ง พันเอกสมจิตรได้ออกภาคสนามบันทึกภาพเหตุการณ์นี้เหล่านี้โดยตลอดจนถึงการยุติการสู้รบระหว่างกันอย่างเป็นทางการในปีพ.ศ.2525

แม้ว่าการสู้รบในประเทศจะเข้าสู่ห้วงเวลาของสันติภาพแล้ว แต่ภารกิจของพันเอกสมจริงยังไม่ยุติลงเมื่อต้องรับหน้าที่ช่างภาพสนามในสงครามใหญ่อีกครั้งหนึ่งแต่ครั้งนี้ไม่ใช่การรบกับคนไทยด้วยกันแต่เป็นการรบกับกำลังต่างชาติเต็มรูปแบบ ที่เรารู้จักกันในชื่อการรบที่บ้านร่มเกล้า  อันเป็นยุทธการใหญ่ก่อนที่ประเทศไทยจะสามารถยุติความขัดแย้งทั้งในและต่างประเทศได้อย่างสมบูรณ์ 

พันเอกสมจริงได้เล่าถึงเกร็ดการทำงานภาคสนามซึ่งท่านได้กล่าวถึงประสบการณ์ที่ได้รับจากสงครามเวียดนามมีส่วนสำคัญมากเพราะทำให้เห็นรูปแบบการทำงานของหน่วยช่างภาพสนามของกองทัพสหรัฐอันเป็นสิ่งที่นำมาปรับใช้กับการทำงานในประเทศ เพราะภาพถ่ายและข่าวก็เป็นส่วนหนึ่งการปฏิบัติการทางการทหาร มีความสำคัญต่อขวัญและกำลังใจของแนวหลัง บางครั้งก็อาจส่งผลในแง่จิตวิทยาที่มีผลต่อการแพ้ชนะในการรบด้วยซ้ำ

ความรวดเร็วในการทำงานต่อการส่งกลับไปยังส่วนหลัง ทำให้บ่อยครั้งการล้างอัดรูปนั้นในส่วนของภาพนิ่งต้องทำกันในพื้นที่ส่วนหน้าทันที ส่วนฟิลม์ภาพเคลื่อนไหวจะถูกส่งล้างที่ ททบ.5 ในทุกภารกิจ เพราะไม่เพียงแต่เป็นการบันทึกภาพเพื่อการประชาสัมพันธ์แต่ภาพถ่ายบางชุดเป็นถ่ายภาพทางยุทธวิธีเพื่อใช้ในการตัดสินใจของผู้บังคับบัญชาด้วย

ด้วยพื้นฐานการฝึกฝนการถ่ายภาพและการถ่ายภาพในยุคนั้นเป็นกล้องฟิลม์ขาวดำ ที่จะบันทึกภาพได้ม้วนละ36รูปเท่นั้น การกดชัทเตอร์แต่ละรูปจึงต้องคำนึงถึงความสำคัญในขณะนั้น แต่ในห้วงชุลมุนของการรบหรืออยู่ในการปะทะ พันเอกสมจริงได้กล่าวกับเราว่า ก็ต้องยอมรับว่าเป็นการรัวกดชัทเตอร์ไว้ก่อน คุณภาพหรือองค์ประกอบจะเป็นอย่างไรค่อยว่ากันทีหลัง แม้ว่าจะเป็นอย่างทีพันเอกสมจิตรได้กล่าวไว้ แต่ทีมงานTAFที่ได้มีโอกาสชมภาพต้นฉบับที่ได้บันทึกไว้ก็ต้องยอมรับว่าว่าภาพที่ออกมากลับมีความลงตัวทั้งองค์ประกอบภาพ และคุณภาพความคมชัด ในยุคที่การปรับค่าการทำงานของกล้องต้องทำด้วยมือล้วนๆ เป็นสิ่งที่บ่งชี้ถึงความชำนาญในการทำงานภาคสนามของพันเอกสมจิตรได้เป็นอย่างดี

ในงานภาคสนามพันเอกสมจริงจะใช้กล้องเพียง2ตัว คือกล้องภาพนิ่งของCanon และกล้องภาพยนตร์อย่างละหนึ่งตัวเท่านั้นเพื่อความคล่องตัว ไม่การเปลี่ยนเลนส์นอกจากเลนส์ที่ติดอยู่กับตัวกล้องเท่านั้นเพื่อความคล่องตัว ภาพทุกช็อตที่ถ่ายออกมาจึงเหมือนภาพที่บันทึกผ่านวิวไฟน์เดอรในมุมมองของช่างภาพในสถานการณ์นั้นจริงๆ หากอยากได้ภาพที่ใกล้ชิดก็ต้องวิ่งเข้าหาพื้นที่นั้นด้วยตัวเองเพราะไม่มีเลนส์ซูมระยะไกลติดตัวไปด้วย การทำงานแบบกระสุนเฉี่ยวผ่านหัวหลายภาพก็ได้ถูกบันทึกเอาไว้เป็นประจักษ์พยานในการทำหน้าที่ในครั้งนั้น ในบางภารกิจช่างภาพสนามก็ต้องถูกปิดล้อมจากฝ่ายตรงข้ามเช่นเดียวกับทหารหลัก ถูกตัดขาดจากการส่งเสบียงจนต้องหาน้ำดื่มจาการตัดหยวกกล้วยกันกลางสนามรบได้กลายเห็นหนึ่งในประสบการณ์ชีวิตที่พันเอกสมจริงได้รับมาแล้ว

ผลงานภาพถ่ายของพันเอกสมจริงทั้งหมดได้กลายเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญ ในวันที่ประเทศไทยอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญ จากยุคสมัยแห่งสงครามและความขัดแย้ง มาสู่ห้วงเวลาสันติภาพและการพัฒนา เป็นประจักษ์พยานของความสำเร็จในการบรรลุเป้าหมายในการยุติความขัดแย้ง ด้วยแนวทางแห่งการพัฒนาคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยเป็นชาติแรกในภูมิภาคที่สามารถหยุดยั้งการรุกคืบของลัทธิคอมมิวนิสต์ได้สำเร็จ เป็นโดมิโน่ตัวสุดท้ายที่ไม่ยอมล้ม ตามทฤษฏีโดมิโน่ที่หลายๆฝ่ายเคยคาดว่าไทยก็ไม่อาจต้านทานการรุกรานจากกองกำลังคอมมิวนิสต์ได้

“ในเวลานั้นพวกเราสูญเสียกันมากจริงๆ อยากคนรุ่นหลังได้รับรู้ว่าทุกหลักกิโลบนเส้นทางตัดผ่านเขาค้อ แทบจะแทนที่ด้วยหนึ่งชีวิตของทหารของเราที่แลกมากับทางเส้นนี้”

คือหนึ่งในถ้อยคำสำคัญที่พันเอกสมจริงได้ฝากเอาไว้ให้กับพวกเรา

ThaiArmedForce.com

ขอขอบคุณ

พล.อ.ศิริ ทิวะพันธุ์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 3

พ.อ.สมจริง สิงหเสนี ช่างภาพสนาม Royal Thai Army Combat camera

พล.ต.อภิเชษฐ์ ซื่อสัตย์ ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 4

พ.อ.เทอดศักดิ์ งามสนอง รอง ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 4 (ท่านที่1)

พ.ท.ทรงพล อุ่นสมบัติ หัวหน้าฝ่ายกิจการพลเรือน กองพลทหารราบที่ 4

ร.ต.ภาณุสรณ์ ราชสุวอ นายทหารประวัติศาสตร์ กองพลทหารราบที่ 4

กองทัพบก ประวัติศาสตร์ทางทหาร Today

กองทัพบกกำลังดำเนินการจัดหาเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนติดอาวุธพร้อมอาวุธ

กองทัพบกกำลังดำเนินการจัดหาเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนติดอาวุธพร้อมอาวุธ เครื่องควบคุมการยิง กล้องตรวจการณ์ และระบบอื่น ๆ มูลค่าราว 4 พันล้านบาท โดยจะจัดหาผ่านโครงการขายยุทโธปกรณ์ให้ต่างประเทศหรือ FMS ของสหรัฐอเมริกา ดังนั้นจะเป็นเฮลิคอปเตอร์จากสหรัฐอเมริกาแน่นอน ซึ่งมีอยู่ไม่กี่แบบ

ทั้งนี้ กองทัพบกมีเฮลิคอปเตอร์ H125M ของ Airbus Helicopter ใช้งานอยู่แล้วจำนวน 8 ลำ การจัดหาในครั้งนี้จะทำให้มีเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนติดอาวุธเพิ่มอีก 1 แบบ จำนวน 8 ลำครับ

กองทัพบก การจัดหาอาวุธ

TAF ON Tour “ไปทุกที่ ที่มี สห.” EP.1 พิพิธภัณฑ์ทหารกลางแจ้งกองทัพภาคที่ 3 และพิพิธภัณฑ์ทหารกองพลทหารราบที่ 4

หากใครศึกษาประวัติศาสตร์การทหารของไทยจะทราบว่าพื้นที่ชายแดนภาคเหนือของไทยในอดีตนั้นเป็นพื้นที่ที่่เต็มไปด้วยการศึกสงครามมาโดยตลอดตั้งแต่ครั้งสงครามปราบฮ่อในสมัยรัชกาลที่ 5 เรื่อยมาจนถึงสงครามบ้านร่มเกล้า เมื่อปี 2531 แม้กระทั้งในปัจจุบันก็ยังมีการปราบปราบยาเสพติด การลักลอบตัดไม้ ให้เราเห็นกันในข่าวอยู่บ่อยๆ

แน่นอนครับในทุกการรบย่อมมีประวัติศาสตร์ให้เราคนรุ่นหลังได้เรียนรู้และเข้าใจถึงความเสียสละของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในห้วงเวลานั้น และ พิพิธภัณฑ์ทหาร คือพื้นที่ในการศึกษาเรื่องราวเหล่านั้นที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง

พิพิธภัณฑ์ทหารกลางแจ้งกองทัพภาคที่ 3 และพิพิธภัณฑ์ทหารกองพลทหารราบที่ 4 ตั้งอยู่ภายในกองพลทหารราบที่ 4 ค่ายสมเด็จพระนเรศรวรมหาราช จังหวัดพิษณุโลก เป็นพื้นที่รวบรวมประวัติศาสตร์การรบของหน่วยทหารภาคเหนือทั้งหมดตั้งแต่สงครามปราบฮ่อในสมัยรัชกาลที่ 5 จนถึง สมรภูมิบ้านร่มเกล้า ในปี 2531 ภายในพิพิธภัณฑ์จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักคือ

“ พิพิธภัณฑ์ทหารกองพลทหารราบที่ 4 ” จัดแสดงอาวุธประเภทต่างๆ เช่น ปืนเล็ก ปืนกล ปืนซุ่มยิง สิ่งของที่ยึดได้จากข้าศึก รวมทั้งเป็นที่รวบรวมวีรกรรมของเหล่าทหารผู้ซึ่งเสียสละชีวิตในการรบเพื่่อรักษาผืนแผ่นดินไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

พ.อ หลวงหาญสงคราม ผู้บัญชาการกองพลที่ 4 ท่านแรก
กรณีพิพาท อินโดจีน
สงครามเวียดนาม

” พิพิธภัณฑ์ทหารกลางแจ้งกองทัพภาคที่ 3 “ ส่วนนี้จะเป็นการจัดแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีใช้งานในหน่วยต่างๆของกองทัพภาคที่ 3 ซึ่งหลายชิ้นที่ตั้งแสดงอยู่ซึ่งล้วนแต่ผ่านการใช้งานจริงมาแล้วทั้งนั้น ปืนใหญ่บางกระบอกอาจเรียกได้ว่ามีแค่ที่นี้ที่เดียวด้วยซ้ำ

ฮ.ท. 1 UH-1H “HUEY”
Type 95 Ha-Go light tank
ปืนใหญ่ภูเขาแบบ 63(ป.63)
ปืนใหญ่เบากระสุนวิถีโค้ง แบบ 97 ขนาด 75 มม.
China Type 56 85 mm Divisional Gun

เนื่องจากตัว พิพิธภัณฑ์ ตั้งอยู่ภายในพื้นที่ของ กองพลทหารราบที่ 4 การเข้าเยี่ยมชมต้องแจ้งล่วงหน้าก่อนครับและแนะนำว่าให้มาเป็นหมู่คณะจะสะดวกกว่า

สามารถติดต่อขอรายละเอียดที่ เบอร์ 065-293-5419 ในวันและเวลาราชการ

ThaiArmedForce.com

ขอขอบคุณ

พล.ต.อภิเชษฐ์ ซื่อสัตย์ ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 4

พ.อ.เทอดศักดิ์ งามสนอง รองผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 4 (ท่านที่1)

พ.ท.ทรงพล อุ่นสมบัติ หัวหน้าฝ่ายกิจการพลเรือน กองพลทหารราบที่4

ร.ต.ภาณุสรณ์ ราชสุวอ นายทหารประวัติศาสตร์ กองพลทหารราบที่ 4

กองทัพบก ประวัติศาสตร์ทางทหาร Today

มารู้จักกับ #FMS กันดีกว่า

จากข่าวการจัดหารถเกราะ #M1126 #Strkyer จากสหรัฐอเมริกาผ่านโครงการ FMS จำนวน 37 คัน และได้มาเพิ่มอีก 23 คัน รวมเป็น 60 คัน เท่ากับว่าตอนนี้จะเหลือราคาคันละ 50 ล้านบาทแล้ว (ถือว่าถูกมาก เมื่อเทียบกับรถระดับ Stryker ที่ราคามือหนึ่งสูงราว 140 ล้านบาท) TAF จึงขอเชิญชวนมาทำความรู้จักกับโครงการ FMS กันดีกว่าครับ

FMS หรือ Foreign military sales นั้นเป็นโครงการของกระทรวงกลาโหมสหรัฐเพื่อขายอาวุธให้กับประเทศพันธมิตร โดยเป็นโครงการที่มีเฉพาะสหรัฐเท่านั้น (เพราะประเทศอื่นใช้ชื่ออื่น!?! ไม่มุกนี่พูดจริง 🙂 ) ซึ่งเป็นโครงการที่ลูกค้าต่างชาตินั้นไม่ได้ซื้ออาวุธโดยตรงจากบริษัทของสหรัฐ แต่จะเป็นการซื้อผ่านรัฐบาลสหรัฐซึ่งจะทำหน้าที่บริหารโครงการและจัดการการฝึกและส่งกำลังบำรุงให้

โดยกระทรวงกลาโหมสหรัฐมอบหมายให้สำนักงานความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคงหรือ #DSCA (Defense Security Cooperation Agency) เป็นผู้รับผิดชอบในการลงนามสัญญาจัดหากับบริษัทในสหรัฐเสมือนเป็นตัวแทนของรัฐบาลต่างประเทศ และจะบริหารสัญญา ความคืบหน้าในการพัฒนา ผลิต ส่งมอบ รวมถึงดูแลการส่งกำลังบำรุงและการสนับสนุนด้านอะไหล่ให้

นอกจากนั้น ถ้าประเทศลูกค้าต้องการ ยังสามารถร้องขอให้กองทัพสหรัฐทำการฝึกกำลังพลให้ด้วยก็ได้ผ่านโครงการ International Military Education and Training หรือ #IMET และยังสามารถใช้งบประมาณของประเทศลูกค้าเอง หรือขอกู้เงินจากรัฐบาลสหรัฐผ่านโครงการ United States Foreign Military Financing หรือ FMF ก็ได้เช่นกัน

ข้อดีของการจัดหาผ่าน FMS ก็คือการเป็นสัญญาแบบรัฐต่อรัฐ ทำให้มีความน่าเชื่อถือสูงกว่า รวมถึงสามารถใช้สิ่งอำนวยความสะดวกของสหรัฐในการสนับสนุนการดำเนินการตามสัญญาได้ และการรับการฝึกจากกองทัพสหรัฐก็ทำให้ประเทศลูกค้าได้รับการฝึกจากหน่วยผู้ใช้จริงที่มีประสบการณ์ในการรบและการปฏิบัติภารกิจจริง นอกจากนั้น รัฐบาลต่างประเทศที่เป็นลูกค้าไม่จำเป็นจะต้องมีความเชี่ยวชาญในการบริหารสัญญาภายใต้กฎหมายและกฎระเบียบของสหรัฐมากนัก เพราะ DSCA ทำหน้าที่บริหารสัญญาให้ทั้งหมด เมื่อการผลิตอาวุธเสร็จสิ้น บริษัทผู้ผลิตก็จะส่งมอบอาวุธให้กับ DSCA ที่จะมีบทบาทในการตรวจรับและ DSCA จะทำหน้าที่ส่งต่อให้กับประเทศลูกค้าอีกครั้งหนึ่ง

แต่ทั้งนี้ ข้อดีก็มีข้อเสีย ซึ่งก็คือราคาในการจัดหาผ่าน FMS นั้นจะสูงกว่าการจัดหาโดยตรงกับบริษัทผู้ผลิต (Commercial Contract) เสมออย่างน้อย 3% ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารสัญญาที่ DSCA เรียกเก็บ และการซื้อผ่าน FMS นั้นก็ยังคงต้องมีบริษัทตัวแทนในประเทศไทยเป็นผู้ประสานงานอยู่เช่นเดียวกัน

และตามกฎหมายแล้ว การขายอาวุธหลักที่มีมูลค่ามากกว่า 14 ล้านเหรียญ อุปกรณ์หรือบริการทางทหารที่มีมูลค้ามากกว่า 50 ล้านเหรียญ หรือการจ้างออกแบบและก่อสร้างทางทหารที่มีมูลค่ามากกว่า 200 ล้านเหรียญนั้น รัฐบาลสหรัฐจะต้องแจ้งต่อ #สภาคองเกรส ล่วงหน้า 30 วัน (15 วันในกรณีที่ประเทศลูกค้าเป็นสมาชิก #NATO หรือญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์) ถ้าสภาคองเกรสไม่คัดค้าน รัฐบาลจึงจะอนุมัติการขายได้ ซึ่งหน่วยงานที่ทำหน้าที่แจ้งต่อคองเกรสก็คือ DSCA นั่นเอง

โดยส่วนมากแล้ว การจัดหาอาวุธจากสหรัฐของไทยนั้นจะจัดหาผ่านโครงการ FMS แทบทั้งสิ้น มีไม่กี่โครงการเท่านั้นที่เป็นการจัดหาแบบ Commercial Contract เช่น โครงการจัดหาเรดาร์ AN/TPS-77 ของกองทัพอากาศที่ลงนามสัญญากับ Lockheed Martin โดยตรง ไม่ได้ผ่าน DSCA ของรัฐบาลสหรัฐ เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีอีกโครงการหนึ่งของรัฐบาลสหรัฐซึ่งเน้นไปที่การขายอาวุธส่วนเกินของกองทัพสหรัฐให้กับต่างประเทศก็คือโครงการ #EDA หรือ Excess Defense Article ซึ่งรับผิดชอบโดย DSCA เช่นเดียวกัน โครงการนี้จะเน้นไปที่การจัดหาอาวุธที่เกินความต้องการกองทัพสหรัฐแล้ว โดยเป็นการขายให้กับต่างประเทศในราคาไม่แพง และยังสามารถว่าจ้าง DSCA เพื่อให้กองทัพสหรัฐหรือบริษัทที่เกี่ยวข้องทำการปรับปรุงฟื้นสภาพของยุทโธปกรณ์ก่อนส่งมอบได้อีกด้วย ซึ่งประเทศไทยก็มีการจัดหายุทโธปกรณ์ผ่านโครงการ EDA หลายโครงการเช่นเครื่องบินขับไล่ F-16ADF เฮลิคอปเตอร์ UH-1H และ AH-1F เป็นต้นครับ

ทุกท่านสามารถหาข้อมูลเกี่ยวกับการขายอาวุธหลักให้กับต่างประเทศหรือการขายยุทโธปกรณ์ส่วนเกินให้กับต่างประเทศผ่านเว็บไซต์ของ DSCA ได้จาก Link ด้านล่างนี้ ซึ่งประชาชนทั่วไปสามารถตรวจสอบได้ทั้งหมดครับ

https://www.dsca.mil/major-arms-sales

https://www.dsca.mil/programs/excess-defense-articles-eda

กองทัพบก การจัดหาอาวุธ

อาวุธFMS คุณภาพที่เกินราคาจริงหรือไม่?

จากกรณีการจัดหารถรบยานเกราะM-1126สไตร์เกอร์ ทีมีการระบุว่ามาจากคลังสำรองของกองทัพบกสหรัฐภายใต้โครงการความช่วยเหลือทางการทหารFMS(Foreign Military Sales)นั้น มีคำถามเกิดขึ้นมาถึงสภาพของยุทธยานยนต์ที่อยู่ในสถานะนี้จะเป็นเช่นไร ThaiArmedForce.com จึงต้องขอสแกนภาพถ่ายเนกาทีฟจากแฟ้มอ้างอิงที่ทีมงานเคยได้สังเกตการณ์การรับมอบยุทโธปกรณ์ที่กองทัพบกได้เคยจัดหาจากคลังสำรองของสหรัฐคือ M60 A3TTS ซึ่งได้รับปฏิบัติงานในประเทศไทยในฐานะรถถังหลัก(MBT)มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2539 เป็นกรณีตัวอย่าง โดยM60 A3TTS ได้ถูกจัดหามาด้วยงบประมาณของกองทัพบกเองในราคามิตรภาพจำนวน125คัน หลังจากจัดหาM60A1มาก่อนหน้านั้นในปีพ.ศ.2534 จำนวน 53 คัน โดยสภาพที่ได้รับมอบมานั้นสหรัฐได้เลือกรถที่อยู่ในคลังสำรองของนาโต้ในยุโรป ที่ติดตั้งอุปกรณ์ตามแบบมาตรฐานของกองทัพสหรัฐในขณะนั้น ยังติดตั้งแม้แต่เครื่องทำความร้อน สำหรับการปฏิบัติงานในเขตหนาวก็ยังไม่ได้ถอดออก! สภาพที่นำส่งจากภายนอกนั้นอยู่ในสภาพตามภาพทีได้บันทึกไว้ก่อนการส่งมอบให้กองทัพบก และเมื่อรับมอบเข้าประจำการสภาพภายในทุกอย่างยังอยู่ในสภาพใหม่เนื่องจากไม่ใช่ของมือสองจากหน่วยรบของสหรัฐจึงแทบเสมือนไม่ได้มีการใช้งานเลย 


จากการรับนำมาปฏิบัติงานในกองพลทหารม้าที่2รักษาพระองค์ M60A3TTS ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงสมรรถนะในการบได้เป็นอย่างดี ทั้งความเชื่อถือได้ในการปฏิบัติงาน ความคุ้นเคยของกำลังพลต่อการปฏิบัติงานภายในตัวรถ และมีอุปกรณ์ควบคุมการยิงที่แม่นยำ สามารถทำหน้าที่เป็นรถถังหลักได้เป็นอย่างดีมากว่า20ปีแล้ว อีกทั้งยังได้รับการปรับปรุงระบบควบคุมการยิงใหม่ให้มีความแม่นยำมากขึ้น ภายใต้โครงรถเดิม นับเป็นหนึ่งในยุทธยานยนต์ที่มีความคุ้มค่ามากที่สุดแบบหนึ่งของกองทัพบกในปัจจุบัน


ในขณะที่M-1126 สไตร์เกอร์ที่ได้จัดหาล่าสุดเป็นของที่ผลิตใหม่และบรรจุเข้าคลังสำรองในห้วงเวลาที่น้อยกว่าM60A3TTS และยังเป็นรถยานเกราะที่ยังอยู่ในประจำการของสหรัฐเอง จึงไม่มีปัญหาทั้งในด้านคุณภาพ และสายการซ่อมบำรุง โดยไม่มีข้อสงสัยในสมรรถนะในการปฏิบัติงานในสนามรบเพราะตลอดห้วงเวลาที่มารถสไตร์เกอร์ของสหรัฐได้ถูกนำไปใช้ในสนามรบจริงในฐานะหนึ่งในยุทธยานยนต์หลักที่กองทัพสหรัฐนำมาใช้งานเอง การจัดหาภายใต้โครงการFMS จึงไม่ใช่แค่การจัดซื้ออาวุธกับสหรัฐในราคาถูก แต่เป็นการแสดงออกถึงระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศควบคู่ไปพร้อมกันด้วย

กองทัพบก การจัดหาอาวุธ