UP CLOSE AND PERSONAL WITH POSEIDON อินไซด์เทพสมุทร เครื่องบินต่อต้านเรือดำน้ำที่ดีที่สุดของสหรัฐ

เพื่อเน้นย้ำความสัมพันธ์และหลักการของการฝึกร่วมทางการทหารระหว่างกองทัพเรือสหรัฐและกองทัพเรือไทย คือ “การแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ทางยุทธการร่วมกัน” ผู้บัญชาการหน่วยปฏิบัติการที่73ของกองทัพเรือสหรัฐได้เปิดโอกาสพิเศษให้สื่อมวลชนไทย ขึ้นชมภายในของเครื่องบินลาดตระเวนและปราบเรือดำน้ำแบบ โบอิ้ง P-8 โพเซดอน ที่มาร่วมการฝึกCARAT2019ในครั้งนี้ที่กองบินทหารเรือ ท่าอากาศยานอู่ตะเภา โดยเป็นที่ทราบกันดีว่าอุปกรณ์ทุกอย่างภายในเครื่องบินลำนี้มีความทันสมัยและเป็นพื้นที่หวงห้ามสำหรับสื่อมวลชนต่างประเทศมาโดยตลอด แม้แต่การได้รับเชิญให้เข้าเยี่ยมชมของทีมงานTAFที่ลังกาวี มาเลเซีย ที่เราสามารถเดินชมได้ทุกพื้นที่ภายในตัวเครื่อง แต่ก็อยู่ภายใต้กฎการห้ามบันทึกภาพเด็ดขาด ต้องฝากกล้องถ่ายภาพและอุปกรณ์มือถือไว้กับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยด้านนอกตัวเครื่อง นี้จึงเป็นโอกาสพิเศษมากที่สื่อมวลชนไทยได้รับอนุญาตให้ทำการบันทึกและเผยแพร่ภาพในตัวเครื่องP-8ได้อย่างใกล้ชิดในครั้งนี้

P-8 ที่มาร่วมการฝึกกะรัตในครั้งนี้ คือหนึ่งในP-8Aจำนวน98ลำที่กองทัพเรือสหรัฐมีอยู่ในประจำการจากจำนวนที่สั่งสร้าง122ลำ โดยมาจากฝูงVP-8 “ Patron 8 ”มีที่ตั้งในสถานีการบินทหารเรือแจ็คสันวิลล์ ฟลอริด้า อันมีเกียรติประวัติในการรบมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่2 ในฐานะฝูงบินไล่ล่าเรือดำน้ำ เครื่องหมายเลข 849 ที่เราได้ขึ้นชมในวันนี้เป็นเครื่องที่มาปฏิบัติงานในภาคพื้นแปซิฟิก จากที่ตั้งในฐานบินมิซาว่าประเทศญี่ปุ่น ด้วยสมรรถนะของP-8ทำให้พวกเขาบินเดินทางมายังอู่ตะเภาได้โดยตรงภายในเวลา7ชั่วโมง และด้วยขีดความสามารถเติมเชื้อเพลิงในอากาศยังทำให้P-8มีพิสัยการบินได้ไกลและมีความเร็วมากกว่าเครื่องP-3ที่ประจำการก่อนหน้าหลายเท่าตัว

แม้ภายนอกP-8 คือเครื่องบินโดยสารแบบโบอิ้ง737-800 ซึ่งทำให้P-8มีปัญหาในการซ่อมบำรุงน้อยมากจากการที่สามารถใช้ชิ้นส่วนอะไหล่จากระบบของพลเรือนได้ทันที แต่เมื่อคุณก้าวเข้าไปในตัวเครื่องทุกอย่างจะเป็นคนละรูปแบบกับการจัดวางพื้นที่ของการใช้งานภาคพลเรือนที่เราคุ้นเคยโดนสิ้นเชิง

ตั้งแต่บันไดขึ้นเครื่องP-8มีการติดตั้งบันไดแบบพับเก็บได้ในลำตัว สำหรับการใช้งานในฐานบินส่วนหน้าและไม่ต้องเสียเวลารอการสนับสนุนรถบันได เมื่อก้าวเข้าไปในตัวเครื่องคุณจะพบที่นั่งเบาะนวมที่พอจะเทียบได้ว่าเป็นชั้นบิสซิเนสคลาสเพียง2ที่นั่ง แต่หลังจากพื้นที่ตรงนี้เก้าผู้โดยสารและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานจะหันไปด้านหลังทั้งหมด ซึ่งเป็นรูปแบบการจัดวางที่นั่งของกองทัพเรือสหรัฐ ที่ใช้หลักนิยมของอากาศยานที่ปฏิบัติงานบนดาดฟ้าเรือบรรทุกเครื่องบิน เพราะหากเครื่องต้องลงกระแทกพื้นอย่างรุนแรงด้านหลังของมนุษย์จะรับแรงกระแทกได้ดีกว่า และธรรมชาติการลงจอดบนเรือส่วนด้านหน้าจะได้รับความเสียหายมากกว่า เมื่อผู้โดยสารปลดเข็มขัดนิรภัย ก็จะสามารถอพยพ ทางประตูด้านหลังซึ่งเป็นทางเข้าออกหลักเครื่องบินลำเลียงทางการทหาร ( แต่P-8ไม่มีประตูแรมป์ท้ายนะ! )

ถึงแม้จะเปิดกว้างให้เราบันทึกภาพภายในได้ แต่นายทหารประจำเครื่องก็ได้เน้นย้ำถึงพื้นที่บางส่วนที่ขอให้คณะสื่อไทย งดการบันทึกภาพบางคอนโซล ส่วนคอนโซลที่เขาเคยเข้มงวดเขาก็บอกว่าไม่มีปัญหา เพราะเขาปิดจอภาพทั้งหมดดักทางพวกเราเรียบร้อยแล้ว ก่อนจะเริ่มพาทัวร์กันตั้งแต่ห้องนักบินไปจนท้ายเครื่อง โดยP-8 จะแบ่งพื้นที่ภายในเป็น3ตอน คือส่วนปฏิบัติงานและห้องโดยสาร ส่วนพักผ่อนและอุปกรณ์ประมวลผล และส่วนบรรจุและติดตั้งโซโนบุย

พื้นที่สำคัญส่วนแรกคือ พื้นที่ติดตั้งโมดูลคอนโซลปฏิบัติงานจำนวน 5 คอนโซล สำหรับการเฝ้าตรวจจับทั้งใต้น้ำ และผิวน้ำจากอุปกรณ์เซ็นเซอร์ที่ติดตั้งอยู่รอบตัวP-8 รวมไปถึงกับเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารจากยานโดรนUAVแบบอื่นๆเพื่อดำเนินการวางแผนการยุทธได้ทันทีในอากาศ เก้าอี้ของเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานจะหันไปด้านหลังขณะทำการบินขึ้นและลงจอด เมื่อเครื่องอยู่ในเพดานบินปกติแล้วก็จะปรับตำแหน่งหันไปหาคอนโซลได้ ส่วนเก้าอี้ของผู้โดยสารมี6ที่นั่ง จะไม่สามารถปรับตำแหน่งได้ และไม่มีหน้าต่าง ไม่มีจอภาพเพื่อความบันเทิง ไม่มีไฟอ่านหนังสือ หรือถาดวางอาหารอย่างแน่นอน จากความเห็นของเจ้าหน้าที่ประจำเครื่องที่เราลองถามว่า ถ้าไม่มีหน้าที่บนอากาศแล้วต้องมีเหตุให้ต้องนั่งอยู่ตรงนี้นานๆจะรู้สึกอย่างไร คำตอบที่ได้คือ “คุณจะรู้สึกโดดเดี่ยวมากๆครับ”

ส่วนที่ 2 ของพื้นที่ภายในP-8 เป็นพื้นที่พักผ่อนพร้อมอุปกรณ์ประมวลผล หรือ อุปกรณ์อื่นที่เขาอาจไม่อยากบอกเราเพราะพื้นที่อีกฝั่งคือจุดที่ขอไม่ให้มีการบันทึกภาพ เก้าอี้ชุดนี้ยังถูกใช้เป็นพื้นประชุมย่อยของเจ้าหน้าที่หากมีการบรี๊ฟภารกิจกันในอากาศ

ส่วนท้ายสุดของตัวเครื่องคือพื้นที่บรรจุเก็บและปล่อยโซโนบุย อาวุธหลักในการจัดการกับเรือดำน้ำของเครื่องบินแบบนี้ โซโนบุยคือทุ่นตรวจจับขนาดเล็กที่จะถูกหย่อนลงทะเลในพื้นที่เป้าหมายที่ระบบตรวจจับบนเครื่องทราบพิกัดโดยรวมแล้ว โซโนบุยที่ถูกหย่อนลงน้ำจะส่งคลื่นตรวจจับผ่านผิวน้ำเพื่อให้ได้ตำแหน่งที่แน่ชัดก่อนทำการการใช้อาวุธที่ติดตั้งอยู่บนเครื่อง หรือส่งข้อมูลให้เรือรบที่อยู่ในพื้นที่ทำลายเรือดำน้ำข้าศึกได้อย่างแม่นยำ ซึ่งP-8มีพื้นที่จัดเก็บโซโนบุยได้96ลูก ที่มีระบบการปล่อยแตกต่างจากP-3 โอไรอ้อน ที่ต้องบรรจุโซโนบุยเอาไว้นอกตัวเครื่องและต้องทำการโหลดตั้งแต่ก่อนขึ้นบิน ในขณะที่ระบบของโพเซดอนมีความยืดหยุ่นในการใช้งานมากกว่า เพราะเจ้าหน้าที่สามารถทำการโหลดและปล่อยโซโนบุยจากภายในตัวเครื่อง ผ่านแค๊ปซูลปรับความดันจำนวน4ชุดที่เราเห็นในภาพประกอบ โดยยังมีท่อปล่อยสำรองอีกหนึ่งท่อเป็นการปล่อยแบบแมนน่วล สำหรับการปล่อยโซโนบุยในระดับเพดานบินต่ำ พื้นที่ส่วนนี้ยังเป็นที่บรรทุกสัมภาระที่จำเป็นต่อการบำรุงรักษาเครื่องภาคพื้นเมื่อต้องไปวางกำลังนอกพื้นที่ฐานของตัวเอง ทั้งอุปกรณ์ซ่อมบำรุง ฝาครอบป้องกันFOD และแม้แต่ล้ออะไหล่สำรอง!

การจัดวางในตัวเครื่องยังเป็นอากาศยานทางการที่เน้นใช้งานทางทะเล ที่เราจะเห็นชุดแพฉุกเฉินสีเหลืองติดตั้งอยู่ข้างประตูเข้าออกในทุกจุดเพื่อการพร้อมใช้งานหากเครื่องต้องลงฉุกเฉินกลางทะเลและเมื่อทำการปฏิบัติงานจริงเจ้าหน้าที่ทุกนายจะต้องสวมหมวกป้องกันศีรษะตามรูปแบบทางการทหารทุกนาย ดังที่เราได้เห็นหมวกที่ตกแต่งสไตล์ชาวเรือสหรัฐวางพร้อมใช้งานในทุกจุดบนตัวเครื่อง

ด้วยขีดความสามารถที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับP-3 เราจึงสามารถเรียกได้ว่า P-8 คือโบอิ้ง737 เวอร์ชั่นติดอาวุธที่พร้อมใช้งานในการรบทางทะเลได้ทันที เมื่ออยู่ในสภาวะสงครามพื้นที่ใต้ปีกของP-8 สามารถติดตั้งได้ทั้งระเบิด และอาวุธโจมตีเรือผิวน้ำระยะไกลได้ 6ตำแหน่ง และพื้นที่บรรจุตอร์ปิโด หรือทุ่นระเบิดสำหรับทำลายเรือดำน้ำได้อีก5ลูก จากพื้นที่จัดเก็บด้านท้ายเครื่อง
การได้ขึ้นชมอุปกรณ์ภายในของP-8ของกองทัพเรือสหรัฐในครั้งนี้ทำให้เราได้เห็นขีดความสามารถในการปฏิบัติงานเฝ้าตรวจทางทะเลของพวกเขาได้มากขึ้น และยิ่งเป็นประสบการณ์ที่ดีของกำลังพลฝ่ายไทยที่ได้ร่วมขึ้นฝึกปฏิบัติงานกับอากาศยานแบบนี้ทั้งในตัวเครื่องขณะทำการบิน และทำการบินร่วมกับเครื่องบินตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำแบบฟ็อคเกอร์F-27 ของกองบินทหารเรือ ซึ่งเป็นสิ่งพิสูจน์ความสัมพันธ์ที่แนบแน่นของกองทัพเรือทั้ง2ชาติได้เป็นอย่างดี

TAF ขอขอบคุณ

– Rear Admiral Murray Joe “JT” Tynch, III พลเรือจัตวา เมอเรย์ โจ “เจที” ทินช์ที่3 ผู้บัญชาการกองกำลังที่73 หน่วยส่งกำลังบำรุงภาคพื้นแปซิฟิกตะวันตก

-นักบินและกำลังของฝูงบินVP-8 และสถานฑูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย

-ฝูงบิน 102 กองบินทหารเรือ กองทัพเรือ

กองทัพเรือ Today

กองทัพเรือฝึกดำเนินกลยุทธ์ด้วยกระสุนจริง (CALFEX)

กองทัพเรือฝึกดำเนินกลยุทธ์ด้วยกระสุนจริง (CALFEX) ณ สนามฝึกกองทัพเรือหมายเลข 16 บ้านจันทเขลม อ.เขาคิชฌกูฎ จังหวัดจันทบุรี การฝึกครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการฝึก กองทัพเรือ 62

โดยมีกำลังพลจาก กองพลนาวิกโยธิน สอ.รฝ และ รถถัง T-84 OPLOT จาก กองพันทหารม้าที่ 2 กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ เข้าร่วมการฝึกในครั้งนี้

นอกจากนั้น ในการฝึกครั้งนี้เรายังได้เห็น รถ AAPC ของ DTI ซึ่งอยู่ในระหว่างการทดสอบโดยกองพลนาวิกโยธินร่วมตั้งแสดงอยู่ด้วย

TAF ขอขอบคุณภาพจาก
พ.จ.ต.ณัฐภูมิ ผู้ภักดี 
ทีม สารคดีกองทัพเรือ

กองทัพเรือ Today

TAF Special #6 – Landing Exercise In CARAT 2009 | การฝึกยกพลขึ้นบกในคารัต 2009

CARAT 2009 เป็นการฝึกที่เหมือนจะถูกลืมครับ หลายคนได้ยินชื่อนี้แล้วพาลไปนึกว่าทหารเรือหาลำไพ่พิเศษด้วยการเปิดเทศกาลลดราคาสุขภัณฑ์หรือทำเครื่องประดับหรือเปล่า? แต่ความจริง CARAT หรือ Cooperation Afloat Readiness and Training ถือเป็นการฝึกประจำปีที่สำคัญหนึ่งในสามการฝึกของกองทัพเรือไทยครับ ปีนี้เป็นการฝึกปีที่ 15 แล้ว และก็มีอะไรดี ๆ ให้ดูเยอะทีเดียว โดยเฉพาะปีนี้ที่ทร.ไทยทำการฝึกยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน Aspide จากเรือหลวงสุโขทัย และฝึกยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน Mistral จากเรือหลวงจักรีนฤเบศร สองรายการนี้ผมพลาดครับดังนั้นก็คงไม่มีภาพมาฝากกัน (เพราะรูปมาไปไม่ทัน เดี๋ยวจะไปขอตามหลัง เหอ ๆ ) ส่วนที่ไม่พลาดและดีใจที่ไม่พลาดก็คือการฝึกยกพลขึ้นบกที่บริเวณหาดยาว ภายในฐานทัพเรือสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ครับ การฝึกเป็นการสนธิกำลังกันระหว่างนาวิกโยธินสหรัฐและนาวิกโยธินไทย โดยมีเรือรบ ยานเกราะ และอากาศยาน เข้าร่วมกันหลายแบบ โชคดีที่ได้มีโอกาสเก็บภาพมาฝากทุกท่าน ขอเชิญรับชมได้ครับผม

วันนี้ (15 ก.ค. 2552) เราอยู่กันที่หาดยาว อำเถอสัตหีบ จังหวัดชลบุรีครับ การฝึกในวันนี้เป็นการฝึกยกพลขึ้นบกโดยการสนธิกำลังระหว่างนาวิกโยธินไทยและสหรัฐครับ สำหรับรายการของหน่วยและยุทโธปกรณ์ที่เข้าร่วมคือ

ฝ่ายสหรัฐ

– เรือ USS Harpers Ferry (LSD-49) – ยานรบสะเทินน้ำสะเทินบก (Amphibious Assult Vehicle: AAV) จำนวน 10 คัน
– นาวิกโยธินสหรัฐจำนวน 1 กองร้อย

ฝ่ายไทย

– เรือหลวงสีชัง เรือยกพลขึ้นบก
– เรือปฏิบัติการพิเศษ M18 Sea Fox จำนวน 2 ลำ
– เครื่องบินลาดตระเวนทางทะเล Do-228 จำนวน 2 ลำ
– เฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ SH-60B Sea Hawk จำนวน 1 ลำ
– ยานรบสะเทินน้ำสะเทินบก (Amphibious Assult Vehicle: AAV) จำนวน 10 คัน
– นาวิกโยธินจากกองพลนาวิกโยธินจำนวน 1 กองร้อย
– ชุดปฏิบัติการจากหน่วยสงครามพิเศษทางเรือ


ปีนี้กองเรือฟริเกตุที่ 2 เป็นเจ้าภาพในการฝึกครับ ผู้บัญชาการการฝึกของฝ่ายไทยคือพลเรือตรีไชยยศ สุนทรนาค ผู้บัญชาการกองเรือฟริเกตุที่ 2 ส่วนฝ่ายสหรัฐก็คือพลเรือตรีหญิง Nora W. Tyson ผู้บัญชาการหน่วยส่งกำลังบำรุง กองกำลังสหรัฐประจำภาคพื้นแปซิฟิก (US Pacific Command) ท่านเป็นนายทหารหญิงที่เป็นนายพลแห่งกองทัพเรือสหรัฐ สุดยอดมากครับ 😉

สถานการณ์สมมุติคือ กำลังผสมจะต้องยืดพื้นที่หัวหาดของหาดยาวและสถาปนาหัวหาดให้เป็นที่มั่นเพื่อทำให้กำลังรบสามารถทำการรุกลึกเข้าไปยังฝั่งได้ครับ ถ้าหลับตานึกง่าย ๆ ก็จะคล้าย ๆ ภาพยนต์เรื่อง Saving Private Ryan ในช่วงแรก ๆ ครับ โดยเรือยกพลขึ้นบกทั้งสองลำคือเรือ USS Harpers Ferry และเรือหลวงสีชังทำการสนธิกำลังกันที่จุดนัดพบเมื่อราวตีสี่กว่า ๆ เพื่อเตรียมพร้อมเข้าตี หลังจากนั้นราว ๆ 8 โมงครึ่ง เครื่องบินลาดตระเวนทางทะเล Do-228 จำนวน 2 ลำขึ้นบินเพื่อส่งชุดปฏิบัติการพิเศษจากหน่วยสงครามพิเศษทางเรือจำนวน 20 นายและชุดปฏิบัติการจากกองพันลาดตระเวนของหน่วนยาวิกโยธินจำนวน 10 นาย กระโดดร่มลงสู่หาดเพื่อแทรกซึมเข้าสู่แนวหลังของข้าศึก ซึ่งชุดปฏิบัติการนี้เป็นชุดที่จะเข้าไปวางระเบิดเพื่อทำลายสิ่งกีดขวางสำหรับเตรียมการรับกำลังชุดแรกที่จะเข้าโจมตีครับ

เมื่อชุดปฏิบัติการพิเศษปฏิบัติภารกิจเสร็จสิ้น เรือปฏิบัติการพิเศษ Sea Fox ก็เข้ามารับชุดปฏิบัติการพิเศษที่ถอนตัวออกจากพื้นที่เป้าหมายครับ ตรงนี้ถ้าในสถานการณ์จริงนั้น ถ้าปฏิบัติภารกิจได้โดยที่ข้าศึกไม่รู้ตัวก็จะถือว่าประสบความสำเร็จครับ เป็นเรือปฏิบัติการพิเศษแบบแรกของกองทัพเรือไทย กองทัพเรือสั่งต่อจากบริษัท อู่มาร์ซัน จำกัด ในจังหวัดสมุทรปราการจำนวน 4 ลำ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการของหน่วยสงครามพิเศษทางเรือครับ เรือใช้เครื่องยนต์ Waterjet มีความเร็วสูง เพิ่งจะขึ้นระวางประจำการในปีนี้นี่เองครับ

ระหว่างนั้น เรือ USS Harpers Ferry และเรือหลวงสีชังก็ทำการปล่อยยานรบสะเทินน้ำสะเทินบก (AAV) ออกจากเรือเพื่อจัดรูปขบวนในการเข้าตีครับ ยาน AAV จะบรรทุกนาวิกโยธินอยู่ภายในและจะปล่อยนาวิกโยธินออกจากยานเมื่อถึงฝั่งครับ เรือหลวงสีชัง (ลำซ้าย) เป็นเรือรือยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่ (Landing Ship Tank) ในชุดเรือหลวงสุรินทร์ ซึ่งจะมีลักษณะพิเศษคือประตูระบายพลอยู่ด้านหน้าครับ เรือมีระวางขับน้ำเต็มที่ 4,235 ตัน ความยาวตลอดลำ 103 เมตร กว้าง 15.65 เมตร สูงถึงดาดฟ้า 7.4 เมตร ต่อที่อู่ของบริษัท อิตัลไทย มารีน จำกัด วางกระดูกงูเมื่อ 22 ก.ค. 2528 ขึ้นระวางประจำการเมื่อ 6 ต.ค. 2530 ครับ (สรุปก็คือเรือรบที่เข้าร่วมการฝึกในครั้งนี้ของไทยเป็นเรือที่กองทัพเรือต่อเองทั้งสิ้นครับ ) ก่อนถึงเวลาแตะหาดนั้น เป็นช่วงเวลาที่ข้าศึกจะต้องเตรียมการป้องกันฝั่งอย่างดีที่สุด ซึ่งในกรณีนี้เราจำเป็นที่จะต้องทำการลดประสิทธิภาพในการป้องกันฝั่งของข้าศึกให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้นาวิกโยธินที่จะขึ้นหาดนั้นสามารถดำเนินกลยุทธ์ได้อย่างคล่องตัวที่สุด ดังนั้นเรือที่อยู่นกชายฝั่งก็จะทำการระดมยิงฝั่งด้วยปืนเรือพร้อมกับการเจ้าโจมตีของอากาศยานทั้งเครื่องบินขับไล่และเฮลิคอปเตอร์โจมตีอย่างต่อเนื่องจนกว่านาวิกโยธินจะเข้าใกล้ฝั่งครับ ในการฝึกครั้งนี้จึงมีการจำลองการระดมยิงฝั่งด้วยการกดระเบิดที่ฝั่งเตรียมไว้สองลูก (เพราะถ้าให้เรือยิงจริง ๆ อาคาร สิ่งปลูกสร้าง รวมถึงตัวผมเองอาจจะเละก็ได้) พร้อมกับเครื่องบิน Do-228 จำลองการโจมตีฝั่งของอากาศยานซึ่งก็เช่นกันครับ ใช้การบินผ่านและใช้การกดระเบิดที่ฝั่งอยู่บนฝั่ง (เพราะคงไม่มีใครอยากเสี่ยงยิงจรวด 2.75 นิ้วไปในบริเวณนั้น ) เครื่องบินลาดตระเวนทางทะเล Do-228 ผลิตโดยบริษัท Donier ประเทศเยอรมัน กองทัพเรือจัดหามาใช้ในภารกิจลาดตระเวนทางทะเลจำนวน 6 ลำ โดยเครื่องบินสามารถติดอุปกรณ์ลาดตระเวนและกระเปาะจรวดขนาด 2.75 นิ้วเพื่อใช้โจมตีเป้าหมายได้ครับ

แต่ระเบิดที่กดนั้น แรงสะใจ น้ำกระจายสูงหลายสิบเมตรอย่างที่เห็นครับ ระเบิดที่กดนี้เท่าที่ฟังจากพี่ที่กำลังกดมามันเป็นระเบิดบังกาโลที่เขาจะเอาไว้ใช้เคลียร์สิ่งกีดขวางที่ทำเอาไว้บนหาดนั้นเอง โดยระเบิดจะเป็นแท่งกลม ๆ ยาว ๆ เหมือนท่อพีวีซีที่ต่อกันได้เรื่อย ๆ จนมีความยาวตามต้องการ แรงอัดของมันจะทำให้กับระเบิดรวมถึงสิ่งกีดขวางต่าง ๆ ถูกทำลายเป็นช่องครับ แบบเรื่อง Saving Private Ryan นั้น

แหละครับ

ตอนนี้หาดถูกเคลียร์ไปเป็นส่วนมากแล้วครับ ได้เวลาที่ยาน AAV จะแตะหาด ยาน AAV แตะหาดพร้อมกันและวิ่งขึ้นหาดเข้าสู่ชายฝั่ง ในสถานการณ์จริงแล้วตรงนี้จะเป็นช่วงที่มีความเสี่ยงสูงมากและจะถูกต่อต้านจากกำลังของข้าศึกที่ป้องกันฝั่งมากครับ ตัวยาน AAV เองจึงติดป้อมปืนที่สามารถช่วยยิงกดดันและสนับสนุนกำลังของฝ่ายข้าศึกครับ ยาน AAV เป็นยานยกพลขึ้นบกสะเทินน้ำสะเทินบก (Amphibious Landing Vehicle) ครับ ชื่อ AAV ของมันมาจาก Amphibious Assault Vehicle ครับ รถติดตั้งเครื่องยิงลูกระเบิดอัตโนมัติขนาด 40 มม. แบบ Mk.19 หรือปืนกลขนาด 25 มม. แบบ M242 ครับ ทร.ไทยมีใช้งานราว 25 คัน ส่วนสหรัฐมีใช้เป็นพันคันครับ

หลังจากนั้นยาน AAV ก็จะปล่อยนาวิกโธยินออกมาจากข้างหลังยานครับ ยาน AAV แต่ละลำบรรทุกนาวิกโยธินพร้อมรบได้ราว 25 นายครับ เมื่อประตูเปิดแล้วผู้บังคับหมวดก็สั่งตั้งแนวเพื่อดำเนินกลยุทธครับ

ส่วน USS Harper Ferry เป็นเรือลำแรกในเรือชั้น Harpers Ferry ซึ่งเป็นเรือสนับสนุนการยกพลขึ้นบก (Landing ship (Dock)) ครับ ขึ้นระวางประจำการเมื่อปี 2538 เรือชั้นนี้มีทั้งหมดสี่ลำคือ USS Harpers Ferry, USS Carter Hall, USS Oak Hill, และ USS Pearl Harbor ครับ เรือลำนี้มาฝึกในเมืองไทยค่อนข้างบ่อยครับ ปีที่ก่อน ๆ โน้นเคยไปลอยลำอยู่นอกน่านน้ำพม่าเพื่อจะเข้าไปช่วยเหลือประชาชนพม่าในตอนที่เกิดพายุนาร์กิสด้วยครับ เรือติดตั้งปืนกลขนาด 25 มม. แบบ Mk.38 จำนวน 2 กระบอก ระบบป้องกันตัวเองระยะประชิด Mk.15 Phalanx จำนวน 2 ระบบ แท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีต่อสู้อากาศยาน Rolling Airframe Missile (RAM) จำนวน 2 แท่นยิง และปืนกลขนาด .50 นิ้ว 6 กระบอก


ตรงนี้คือชุดบังคับบัญชาครับ วิ่งตามพี่เขาไปเข้าตีด้วยก็ได้อารมณ์ไปอีกแบบ เหมือนเราทำข่าวสงครามยังไงอย่างงั้น

โดยรวมแล้วหน่วยนาวิกโยธินก็จะดำเนินกลยุทธ์ลึกเข้าไปในฝั่งเรื่อย ๆ จนถึงตำบลที่หมายครับ วิ่งตามแล้วมันส์ดีครับ

ส่วนอันนี้ผมเรียกเอาเองเป็นการแซวเล่น ๆ ว่าชุดอู้ครับ ซึ่งเป็นชุดยิงเครื่องยิงลูกระเบิดนั้นเอง ในการปฏิบัติการจริงแล้วชุดนี้จะทำการยิงเครื่องยิงลูกระเบิด (หรือที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่าปืนครกนั้นเอง) เพื่อสนับสนุนนาวิกโยธินที่กำลังดำเนินกลยุทธ์เมื่อมีการร้องขอครับ หน้าที่ก็คืออยู่ข้างหลังและเคลื่อนที่ตามกองร้อยไปเรื่อย ๆ แต่พอดีอันนี้เป็นการฝึก แล้วแถมแถวนี้ยิงอะไรออกไปไม่ได้ด้วยเพราะอาคารทั้งนั้นเลย ก็เลยไม่ค่อยมีอะไรทำเท่าไหร่ครับ เหอๆ

ผมก็วิ่งออกมาตรงหาดอีกทีนึง ก็พบกับกลุ่มยาน AAV พร้อมกำลังพลที่ทำหน้าที่ระวังป้องกันอยู่ครับ พอดีผมอยู่ในฝั่งไทยซะเยอะ เลยลองวิ่งไปดูทางฝั่งสหรัฐบ้างครับ ซึ่งตอนนี้โดยหลักแล้วหน่วยนาวิกโยธินดำเนินกลยุทธ์ลึกเข้าไปในฝั่งแล้ว ทำให้บริเวณต้นไม้ใหญ่แถวนั้นถูกกำหนดให้เป็นตำบลรับผู้บาดเจ็บครับ อ้อ ลืมไปครับว่า ในภาษาทหารแล้ว คำว่าตำบลนี่ไม่ได้หมายถึงตำบล อำเภอ หมู่บ้านนะครับ แต่หมายถึงพื้นที่ที่ถูกกำหนดเอาไว้เพื่อจุดประสงค์ใดจุดประสงค์หนึ่งครับผม

แต่อยากจะบอกว่า ถ้าชุดเครื่องยิงลูกระเบิดคือชุดอู้แล้ว ชุดคนเจ็บนี้น่าจะเป็นชุดโครตอู้ครับ ยิงน้องพลทหารที่เล่นเป็นคนเจ็บ ถือได้ว่าได้รับบทเป็นชุดอู้ขั้นเทพ เนื่องจากมีหน้าที่นอนเจ็บอยู่ใต้ร่มไม้ และจะมี ฮ. มารับกลับเรือ โอ้โห สุดยอดครับ ซึ่งหลังจากนั้นก็จะต้องเรียก ฮ. มารับคนเจ็บซึ่งเจ็บหนักมาก ๆ กลับเรือเพื่อปฐมพยาบาลเป็นการด่วนครับ พื้นที่โล่งตรงหน้าเรานี้จึงถูกกำหนดให้เป็นจุดลงจอดของ ฮ. SH-60B ของกองทัพเรือไทยที่จะมารับคนเจ็บทั้งของฝั่งสหรัฐและฝั่งไทยครับ (คือมีอู้ขั้นเทพฝั่งละคน)

จากการสื่อสารผ่านทางวิทยุ ตอนแรกนึกว่า ฮ. เกิดขัดข้องจนถึงไม่ได้ครับ นึกว่าจะปิ๋วไม่ได้ดู Sea Hawk แล้ว แต่สุดท้าย ฮ. ก็บินขึ้นสำเร็จจากเรือ USS Harpers Ferry ครับ นาวิกโยธินสหรัฐจึงยิงพลุควันเพื่อบอกจุดร่อนลงให้ ฮ. ทราบครับ

Sea Hawk มาแล้วครับ เนื่องจาก Sea Hawk เป็น ฮ. สมัยใหม่ เสียงจึงค่อนข้างเงียบและลมจากใบพัดจึงไม่ค่อยแรงเท่าเจ้าฮิวอี้ครับ ขั้นตอนตรงนี้ก็คือปูผ้าเอาไว้เป็นจุดอ้างอิงในการลงจอด และทำการลงจอดครับ ใครเรียนรด. ปีสี่มาแล้วคงพอนึกภาพออกนะครับ การปฏิบัติเหมือนกันเลยครับผม

ลงแล้วครับ ตอนนี้รีบหิ้วคนเจ็บขึ้นฮ.

ฝึกจบแล้ว ก็กล่าวขอบคุณกันครับ กองเรือยกพลขึ้นบกของไทยกับนาวิกโยธินไทยนั้นฝึกร่วมกับสหรัฐและประเทศอื่นค่อนข้างบ่อยแทบทุกปีครับ ดังนั้นเรื่องภาษาอังกฤษก็ไม่ค่อยมีปัญหาสักเท่าไหร่ และฝ่ายสหรัฐก็มอบมอบที่ระลึกในฐานะที่มาร่วมยกพลขึ้นบกด้วยกันครับ

สนุกจริง ๆ ครับวันนี้ ยกนิ้วให้เลยครับ การฝึก CARAT จะมีใช้ราว ๆ กลางปีของทุกปีครับ ปีหน้าจะจัดเมื่อใด จะประชาชนทั่วไปจะเข้าชมได้ตรงไหนอย่างไรบ้าง ถ้าผมทราบข่าว จะคาบมาบอกกันนะครับผม สำหรับวันนี้ จบเพียงเท่า ขอบคุณทุกท่าน สวัสดีครับ

ขอบขอบคุณ

– นาวาโทพิธาน เวียนขุนทด สำนักเลขานุการกองทัพเรือ
– เรือเอกบัญชา ด้วงโต้ด นายทหารสงครามอิเล็กทรอนิกส์ประจำเรือหลวงสายบุรี

กองทัพเรือ

ครั้งแรกกับการมาเยือนไทยของ เรือหลวงแคนเบอร์รา (HMAS Canberra) เรือธงแห่งราชนาวีออสเตรเลีย


เรือหลวงแคนเบอร์รา (HMAS Canberra)

ครั้งแรกกับการมาเยือนไทยของ เรือหลวงแคนเบอร์รา (HMAS Canberra) เรือธงแห่งราชนาวีออสเตรเลีย เรือพี่น้องของเรือหลวงจักรีนฤเบศร แห่งราชนาวีไทย

เรือหลวงแคนเบอร์รา (HMAS Canberra) เป็นเรือเฮลิคอปเตอร์ ขนาดใหญ่ที่สุดของกองทัพเรือออสเตรเลีย(RAN) ขนาดความยาว 230 เมตร มีระวางขับน้ำ 27,000 ตัน บรรทุกเฮลิคอปเตอร์ได้สูงสุด 18 ลำ,ยุทธยานยนต์ 110 คัน หรือ สามารถบรรทุก รถถังแบบ MAA1 Abrams ได้ 12 คันแล้วแต่ภารกิจที่ได้รับมอบหมาย

นอกจากนั้น เรือลำนี้ยังสามารถปฏิบัติภารกิจด้านมนุษยธรรมและบรรเทาสาธารณภัย(HADR)ได้อย่างกว้างขวาง โดยภายในมีศูนย์บริการทางการแพทย์ พร้อมห้องผ่าตัดจำนวน 2 ห้อง พร้อมทีมแพทย์

เรือหลวงแคนเบอร์รา (HMAS Canberra) ต่อขึ้นที่อู่ Navantia ประเทศสเปน อู่เดียวกับเรือหลวงจักรีนฤเบศรของกองทัพเรือไทย เรียกได้ว่าเป็นเรือพี่น้องกันก็ได้ครับ ถ้าสังเกตุดีๆ HMAS Canberra คือการขยายแบบจากเรือหลวงจักรีนฤเบศนั้นเอง

เรือหลวงแคนเบอร์ราเยือนจังหวัดภูเก็ตพร้อมกับเรือหลวงนิวคาสเซิล (HMAS Newcastle) ภายใต้โครงการกระชับความสัมพันธ์ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific Endeavour 2019)

ผู้บัญชาการหน่วยร่วมเฉพาะกิจ พลอากาศจัตวา ริค โอเวนท์ กล่าวว่า การมาเยือนในครั้งนี้เป็นการสานต่อความร่วมมืออันดีทางการทหารและระหว่างรัฐบาลในภูมิภาค ระหว่างออสเตรเลียและไทย

“ผมขอแสดงความขอบคุณชาวภูเก็ต และชาวไทย ที่ให้การต้อนรับพวกเรา”
“พวกเรามาที่นี่เพื่อหามิตรใหม่ และมาเยี่ยมเยียนเพื่อนเก่า”

พลอากาศจัตวา ริค โอเวนท์ ยังกล่าวอีกว่า การมาเยือนในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงภารกิจทางการทหารเท่านั้น แต่กำลังพลออสเตรเลียจะขึ้นฝั่งเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมทำความสะอาดชายหาดบนเกาะสิเหร่ จัดการแข่งขันการช่วยชีวิตทางทะเล และจะช่วยก่อสร้างศูนย์การเรียนรู้คอร์เนอร์สโตนให้เสร็จสิ้น

กองกำลังเฉพาะกิจร่วมภายใต้โครงการ Indo – Pacific Endeavour จะเดินทางเยือนอินเดีย ศรีลังกา อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม

ขอบคุณภาพถ่ายและข้อมูลจาก
ร.อ.หญิง สถิดาภรณ์ แฟงคล้าย
ร.อ. ปานพิชิต ศิริพิบูลย์
ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สถานฑูตออสเตรเลีย

กองทัพเรือ ข่าวต่างประเทศ

TAF Editorial #1 – โครงการเรือฟริเกตสมรรถนะสูงของกองทัพเรือไทย สนามแข่งขันของผู้ผลิตชั้นนำระดับโลก


Type-054A ซึ่งน่าจะเป็นพื้นฐานของ Type-054T ที่จีนเสนอให้ไทย (ภาพจาก chinesemilitaryreview.blogspot.com)

หลังจากรอคอยมากว่าสิบปี เมื่อเดือนกันยายน 2555 ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติงบประมาณให้กองทัพเรือจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงจำนวน 2 ลำ มูลค่า 3 หมื่นล้านบาท หลังจากกองทัพเรือไม่สามารถผลักดันโครงการจัดหาเรือดำน้ำ Type-206A ได้สำเร็จ

เรือฟริเกตจากโครงการนี้น่าจะเป็นเรือที่ทันสมัยที่สุดของกองทัพเรือ และน่าจะเป็นเรือที่ทันสมัยที่สุดแบบหนึ่งของภูมิภาคแถบนี้ ถ้ากองทัพเรือสามารถใช้งบประมาณเต็มจำนวนที่ได้รับการอนุมัติไว้ และแน่นอนว่าโครงการนี้ดึงดูดความสนใจจากอู่ต่อเรือและผู้ผลิตระบบอิเล็กทรอนิกส์ทางทะเลชั้นนำจากหลายประเทศ ซึ่งจะต้องแข่งขันกันเพื่อให้ได้สัญญามูลค่าราว 1 พันล้านเหรียญสหรัฐด้วยเวลาอันจำกัด

TAF Editorial ฉบับแรกวันนี้ ขอเสนอการวิเคราะห์ถึงที่มาที่ไปของโครงการ ตัวเลือกที่อาจได้รับการพิจารณา รวมถึงความเป็นไปได้สำหรับผลลัพธ์ต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นถ้าแบบเรือใดได้รับการคัดเลือก

จากเรือดำน้ำสู่เรือผิวน้ำ

หลังจากความพยายามในการผลักดันโครงการมากว่า 1 ปี ผ่านการตัดสินใจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมถึง 3 คน ในที่สุดกองทัพเรือก็ประสบกับความล้มเหลวในการผลักดันโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำชั้น Type-206A จากประเทศเยอรมันนี เนื่องจากคณะรัฐมนตรีไม่สามารถพิจารณาอนุมัติได้ทันตามกำหนดเส้นตายของประเทศเยอรมันนี และทำให้การนำเรือดำน้ำกลับเข้ามาประจำการในกองทัพเรือไทยอีกครั้งต้องกลายเป็นความฝันต่อไป

แต่หลังจากความวุ่นวายและความสับสนภายในกระทรวงกลาโหมและกองทัพเรือเองเริ่มหมดไป ในเดือนกันยายน 2555 กองทัพเรือได้รับอนุมัติงบประมาณจำนวน 3 หมื่นล้านบาท หรือ 1 พันล้านเหรียญสหรัฐเพื่อจัดหาเรือฟริเกตจำนวน 2 ลำ ตามโครงการจัดหาเรือฟริเกตุสมรรถนะสูงของกองทัพเรือที่ถูกเลื่อนโครงการมากกว่า 10 ปี เนื่องจากปัญหางบประมาณ ภายหลังจากได้รับการอนุมัติงบประมาณไม่นาน กองทัพเรือก็ออกคำขอข้อมูล (Request For Information: RFI) เพื่อขอข้อมูลเบื้องต้นของแบบเรือฟริเกตุต่าง ๆ ตามความต้องการ ซึ่งตามมาด้วยการออกคำร้องขอข้อเสนอ (Request For Proposal: RFP) ในเดือนพฤจิกายน 2555 ซึ่งหลังจากนั้น กองทัพเรือและรัฐบาลจะต้องทำการเจรจากับผู้ผลิตจากประเทศต่าง ๆ ที่ตอบรับ RFP มา เพื่อลงรายละเอียดถึงข้อเสนอ ระบบอาวุธ แผนการทางการเงิน และสิ่งที่กองทัพเรือและประเทศจะได้รับ โดยตามแผนงานของกองทัพเรือนั้น คาดว่ากองทัพเรือน่าจะพร้อมที่จะส่งคำแนะนำให้คณะรัฐมนตรีตัดสินใจเลือกแบบเรือผู้ชนะได้ภายในเดือนมีนาคม 2556 ซึ่งกองทัพเรือและรัฐบาลจะต้องทำการเจรจาขั้นสุดท้ายเพื่อให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติให้กองทัพเรือลงนามในสัญญาต่อไป ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นช่วงเดือนพฤษภาคมปี 2556 นี้

ดังนั้น ณ ตอนนี้เราจึงอยู่ในช่วงโค้งสุดท้ายที่ประเทศผู้ผลิตแต่ละประเทศจะต้องแข่งขันกันเสนอข้อเสนอเพื่อที่จะชนะสัญญานี้ให้ได้ภายในกลางปีนี้ ซึ่งนำมาสู่ข้อสังเกตุแรกของ TAF ที่ว่า ระยะเวลานับจากการออก RFI ในราวเดือนตุลาคม 2555 จนถึงการลงนามในสัญญาในเดือนพฤษภาคม 2556 หรือเพียงราว  7 เดือนเท่านั้น ถือว่าใช้เวลาค่อนข้างสั้นและกระชั้นชิดมาก เทียบกับการจัดหาเรือในลักษณะนี้ทั่วไปซึ่งน่าจะต้องใช้เวลาตั้งแต่การออก RFI จนถึงการลงนามในสัญญาถึงราว 2 – 3 ปี ตรงนี้อาจจะอนุมานได้ว่า กองทัพเรือเตรียมตัวสำหรับโครงการนี้มาช่วงหนึ่งแล้ว แต่ในอีกมุมหนึ่งก็แปลว่า อู่ผู้ต่อเรือไม่น่าจะมีเวลามากพอที่จะออกแบบและนำเสนอแบบเรือแบบใหม่ให้กับกองทัพเรือ ด้วยเวลานับจาก RFI จนถึงการต้องส่งข้อเสนอตาม RFP เพียง 2 – 3 เดือนเท่านั้น ดังนั้น แบบของเรือและแผนแบบของระบบอาวุธและระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ จึงน่าจะมาจากแผนแบบที่แต่และอู่มีอยู่ในปัจจุบัน

เรายังไม่ทราบแน่ชัดว่า ความต้องการของกองทัพเรือใน RFP นั้นมีรายละเอียดอะไรบ้าง แต่จากข้อมูลเบื้องต้นพบว่า กองทัพเรือมีความต้องการเรือฟริเกตุขนาดระหว่าง 2,000 – 3,000 ตัน จำนวนสองลำ โดยอาจจะแบ่งจัดหาครั้งและ 1 ลำ (แบ่งโครงการเป็นสองระยะ) คุณลักษณะก็คือ ต้องสามารถรองรับการปฏิบัติการของเฮลิคอปเตอร์ขนาด 10 ตันได้ ต้องใช้เครื่องยนต์ทั้งเครื่องยนต์ดีเซล และ/หรือเครื่องยนต์แก๊สเทอร์ไบน์ ต้องสามารถทำความเร็วได้สูงกว่า 25 น็อต โดยจะต้องมีระบบอาวุธคือ ปืนเรือขนาด 76 มิลลเมตร จรวดนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ จรวจนำวิถีต่อสู้อากาศยาน ปืนกล และระบบป้องกันตนเองระยะประชิดหรือ CIWS

ยังไม่มีข้อมูลมากนักว่าบริษัทใดบ้างได้ตอบรับ RFP ของกองทัพเรือไทย แต่ทั้งนี้ จากข้อมูลที่ปรากฏพบว่า บริษัทเหล่านี้น่าจะตอบรับ RFP ของกองทัพเรือ

1. Lockheed Martin จากสหรัฐอเมริกา เสนอแบบเรือ Littoral-combat ship (LCS) ชั้น Freedom
2. Blohm + Voss จากเยอรมันนี เสนอแบบเรือ MEKO A-200
3. Daewoo Shipbuilding & Marine Engineering (DSME) จากเกาหลีใต้ เสนอแบบเรือ DW3000H 
4. Hudong-Zhonghua Shipbuilding จากประเทศจีน เสนอแบบเรือ Type-054T


USS Freedom ในตระกูลเรือ LCs (ภาพจากกองทัพเรือสหรัฐ)

ตัวเลือกของกองทัพเรือไทย

ตัวเลือกทั้ง 4 คือเรือในตระกูล MEKO จากเยอรมัน DW3000H จากเกาหลีใต้ Type-054T จากจีน และ Littoral-Combat Ship ในชุด USS Freedom จากสหรัฐอเมริกาต่างมีจุดเด่นจุดด้อยที่ต่างกันออกไป แต่ก็สามารถพูดได้ว่าทั้ง 4 แบบนั้นเป็นเรือที่มีประสิทธิภาพสูงด้วยกันทั้งสิ้น

TAF สอบถามไปยัง Lockheed Martin ถึงความเห็นของการเสนอแบบเรือ LCS เข้าแข่งขันในประเทศไทยในครั้งนี้ และได้รับคำตอบจาก Keith D. Little ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ Lockheed Martin กลับมาว่า

“We’re currently evaluating the Thai RFP as we do with all potential opportunities and we’d prefer not to comment further on a competitive bid. We believe the Lockheed Martin Multi-Mission Combat Ship is an attractive configuration for international navies, developed based on interest we have received from around the world.”

(เรากำลังประเมินคำร้องขอข้อเสนอของไทยรวมถึงพิจารณาความเป็นไปได้ต่าง ๆ และเรายังขอที่จะไม่แสดงความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแข่งขันในครั้งนี้ เราเชื่อว่าแบบเรือรบอเนกประสงค์ของ Lockheed Martin นั้นเป็นแบบเรือที่น่าสนใจสำหรับกองทัพเรือของหลายประเทศ ซึ่งเราพัฒนาขึ้นมาจากความสนใจที่เราได้รับจากทั่วโลก)

ซึ่งหมายถึง Lockheed Martin ก็ไม่ได้พูดชัดเจนว่าแบบเรือที่ Lockheed Martin จะเสนอให้กองทัพเรือไทยนั้นเป็นแบบเรือ LCS แต่เมื่อพิจารณาจากแบบเรือที่ Lockheed Martin มีอยู่ในมือแล้ว ทำให้ไม่น่าจะมีแบบเรืออื่นนอกจากเรือชั้น USS Freedom ของ Lockheed Martin แต่อย่างใด

นอกจากนั้นเรายังสอบถามไปยัง Saab และ Thales เพื่อขอความเห็นเกี่ยวกับโครงการนี้ แต่ทั้งสองบริษัทยังปฏิเสธที่จะให้ความเห็นใด ๆ เนื่องจากอาจเป็นช่วงที่อยู่ในระหว่างการพิจารณและการส่งข้อเสนอ จึงไม่สามารถให้ความเห็นได้ ส่วน Blohm + Voss และ Hudong-Zhonghua Shipbuilding ไม่ได้ตอบ email ของเรา และ Daewoo Shipbuilding ไม่มีข้อมูลการติดต่อที่ใช้งานได้ (email ของอู่ใช้ไม่ได้แล้ว)

เรือชั้น USS Freedom ต่อเพื่อเข้าแข่งขันตามโครงการ  Littoral-Combat Ship ของกองทัพเรือสหรัฐที่ต้องการจัดหาเรือขนาดเล็ก (เมื่อเทียบกับมาตราฐานของกองทัพเรือสหรัฐ) ที่มีราคาไม่แพงเพื่อปฏิบัติการสนับสนุนเรือพิฆาตชั้น DD(X) หรือเรือพิฆาตชั้น Zumwalt โดยตัวเรือสามารถปฏิบัติการในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (Exclusive Economic Zone: EEZ) และสามารถรับภารกิจได้หลากหลายตามแต่จะต้องการ โดยระบบต่าง ๆ บนตัวเรือนั้นออกแบบให้เป็นโมดูล (Modular Design) เพื่อทำให้แบบเรือเพียงแบบเดียวสามารถปฏิบัติภารกิจได้หลากหลายด้วยการเลือกโมดูลให้เหมาะสมกับภารกิจนั้น ๆ โดยในครั้งแรกนั้นกองทัพเรือสหรัฐให้ทั้ง Lockheed Martin และ Austal USA (บริษัทลูกของอู่ Austal ของออสเตรเลีย) ออกแบบและต่อเรือออกมาใช้งานจริงจำนวนหนึ่งเพื่อหาว่าแบบเรือใดเหมาะสมที่สุด โดย Lockheed Martin ได้ต่อเรือชั้น USS Freedom ส่วน Austal USA ต่อเรือชั้น Independence และต่อมากองทัพเรือสหรัฐได้เปลี่ยนการตัดสินใจที่แทนที่จะเลือกแบบเรือผู้ชนะเพียงแบบเดียว เปลี่ยนเป็นให้อู่ทั้งสองทำการต่อเรือทั้งคู่เพิ่มอีกแบบละ 10 ลำเพื่้อนำเข้าประจำการ โดยข้อมูลงบประมาณของสภาคองเกรสระบุว่า เรือในโครงการ LCS แต่ละลำน่าจะมีราคาราว 430 – 440 ล้านเหรียญสหรัฐต่อลำ หรือราว 12,900 – 13,200 ล้านบาทต่อลำ

ข้อด้อยของ LCS น่าจะเป็นระบบอาวุธและเครื่องยนต์ที่กองทัพเรือไทยไม่คุ้ยเคย เช่นการใช้เครื่องยนต์ดีเซล  Colt-Pielstick ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ MAN และเครื่องยนต์กังหันก๊าซของ Rolls-Royce ใช้ระบบอำนวยการรบ COMBATSS-21 ของ Lockheed Martin หรือระบบเรดาร์ TRS-3D ของ EADS เป็นต้น ซึ่งการเปลี่ยนโมดูลของระบบอาวุธให้เข้ากับระบบอาวุธที่กองทัพเรือไทยใช้งานอยู่อาจต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม


โมเดลของ DW3000H ในงาน Defense & Security 2012 ที่กรุงเทพ (ภาพโดย DSME)

อีกด้านหนึ่ง ในงาน Defense & Security 2012 ที่ผ่านมา อู่ Daewoo Shipbuilding and Marine Engineering หรือ DSME ของเกาหลีใต้ได้แสดงแบบเรือชั้น DW3000H ซึ่งเสนอให้กองทัพเรือไทยพิจารณา และเชื่อว่า DSME เป็นหนึ่งในผู้ที่ตอบรับ RFP ของกองทัพเรือไทยในครั้งนี้

จุดเด่นของเรือชั้นนี้น่าจะอยู่ที่ระบบอาวุธที่กองทัพเรือไทยมีความคุ้นเคยเป็นอย่างดี เช่นระบบเรดาร์  I-Mast 500 จาก Thales ระบบ Electro-Optic แบบ MIRADOR ปืนเรือขนาด 76 มิลลเมตรของ Oto Melara และจรวดต่อสู้อากาศยานแบบ ESSM ซึ่งติดตั้งอยู่ในระบบท่อยิงทางดิ่ง Mk.41 เป็นต้น 

จะสังเกตุได้ว่าที่ผ่านมาเกาหลีใต้พยายามขยายตลาดการส่งออกอาวุธมายังประเทศไทย โดยนอกจากการเสนอเรือดำน้ำ Type-209 ที่ปรับปรุงใหม่และรถถัง K1A1 แล้ว ยังได้เสนอเครื่องบินฝึกแบบ T-50 เพื่อแข่งขันกับ M-346 ในโครงการจัดหาเครื่องบินฝึกเพื่อทดแทนเครื่องบินขับไล่/ฝึกแบบ L-39ZA/ART อีกด้วย การเสนอเรือชั้น DW3000H จึงเป็นอีกหนึ่งความพยายามในการเปิดตลาดอาวุธของเกาหลีใต้ในประเทศไทย ซึ่งถ้าสำเร็จก็อาจจะเป็นการสร้างโอกาสให้กับระบบอาวุธอื่น ๆ ของเกาหลีใต้ในอนาคต

สำหรับเรือในตระกูล MEKO นั้น เรายังไม่ทราบว่าทางผู้ผลิตจากเยอรมันเสนอแบบแผนเรือชั้นใดให้กับกองทัพเรือไทย แต่จากขนาดที่กองทัพเรือไทยต้องการ เราคาดว่าน่าจะเป็นเรือในชุด MEKO A-200 ที่มีขนาดใหญ่เคียงกับเรือชั้น Valour ของกองทัพเรือแอฟริกาใต้ แต่อาจปรับระบบอาวุธมาใช้ระบบอาวุธที่กองทัพเรือไทยมีใช้งานอยู่แล้วเช่น จรวดต่อต้านเรือผิวน้ำ Harpoon หรือจรวดต่อสู้อากาศยาน ESSM ส่วนระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ นั้นกองทัพเรือสามารถเลือกระบบเรดาร์ ระบบอำนวยการรบ โซน่าร์ และระบบอื่น ๆ ตามที่กองทัพเรือต้องการได้ ซึ่งไม่น่าจะยากเกินความสามารถของผู้ผลิตซึ่งมีประสบการณ์ในการออกแบบเรือในตระกูล MEKO ที่แตกต่างกันถึง 16 ชั้นสำหรับกองทัพเรือ 13 ชาติทั้วโลก 

หรือในอีกแง่หนึ่ง ผู้ผลิตคือ  Blohm + Voss อาจเสนอแบบแผนของเรือชั้น ANZAC ซึ่งมีลักษณะการวางระบบเครื่องยนต์ ระบบอาวุธ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ใกล้เคียงกับระบบอาวุธที่กองทัพเรือไทยมีใช้งานอยู่แล้วค่อนข้างมาก โดยอาจจะปรับแบบของเรือให้ทันสมัยขึ้นเท่านั้น ก็จะสามารถตอบสนองต่อความต้องการของกองทัพเรือไทยได้ทันที

แต่ทั้งหมดนี้จะต้องพิจารณาด้วยเงื่อนไขใหม่ถ้าต้องพูดถึงเรือชั้น Type-054T Jiangkai II ของอู่ Hudong-Zhonghua Shipyard Huangpu Shipyard ประเทศจึน เนื่องจากระบบอาวุธต่าง ๆ ที่ติดตั้งอยู่บนเรือชั้นนี้ (เปรียบเทียบกับระบบอาวุธมาตราฐานของชั้น Type-054A ที่ประจำการในกองทัพเรือจีน) เป็นระบบอาวุธที่จีนผลิตเอง เช่น เรดาร์ตรวจการณ์แบบ Type-382 ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ HZ-100 จรวดต่อสู้อากาศยานแบบ HQ-16 จรวดต่อต้านเรือผิวน้ำ C-803 เป็นต้น เนื่องจากเป็นระบบอาวุธที่กองทัพเรือไทยไม่คุ้นเคย แม้ว่ากองทัพเรือไทยจะเคยใช้ระบบอาวุธและระบบอิเล็กทรอนิกส์ของจีนในเรือชุดเรือหลวงนเรศวรและเรือชุดเรือหลวงเจ้าพระยาก็ตาม เนื่องจากระบบอาวุธและระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ติดตั้งบนเรือชั้น Type-054T นั้นมีก้าวหน้ากว่าระบบที่ติดตั้งบนเรือของไทยทั้งสองชุดเป็นอย่างมาก ถ้ากองทัพเรือไทยเลือกระบบอาวุธจากจีน อาจทำให้ต้องทำการเรียนรู้ใหม่ และที่สำคัญคือต้องสำรองอาวุธและอะไหล่สำหรับระบบอาวุธแบบใหม่เพิ่มเติม

แต่ถ้ากองทัพเรือเลือกทางเลือกเดิมที่เคยทำเมื่อครั้งต่อเรือชุดเรือหลวงปัตตานีคือการต่อเรือจากจีนแต่ใช้ระบบอาวุธของตะวันตกนั้น จีนอาจปฏิเสธทางเลือกนี้ในคราวนี้ เนื่องจากจีนน่าจะต้องการขายระบบอาวุธและระบบอิเล็กทรอนิกส์ของตนมากกว่าการรับต่อเรือเพียงอย่างเดียวซึ่งได้กำไรน้อย และไม่ได้เป็นการเปิดตลาดใหม่ให้กับระบบอาวุธของจีนอีกด้วย


ANZAC (ภาพจาก Thales)

Offset และข้อเสนอพิเศษ ตัวแปรที่ไม่อาจมองข้าม

แต่นอกจากประสิทธิภาพของตัวเรือที่ต้องพิจารณาแล้ว ข้อมูลบางส่วนยังระบุว่า กองทัพเรือจะใช้ข้อเสนอด้านการชดเชยย้อนกลับและตอบแทนทางอุตสาหกรรม (Offset and Industrial Cooperation) เป็นข้อกำหนดหลักข้ดหนึ่งในการพิจารณา

ทั้งนี้ ประเทศไทยยังไม่มีนโยบาย Offset แห่งชาติ ซึ่งกำหนดสัดส่วนที่ชัดเจนของ Offset ที่จะต้องได้รับถ้ามีการจัดซื้อจัดหายุทโธปกรณ์จากต่างประเทศถึงมูลค่าที่กำหนดไว้ ดังนั้น ที่ผ่านมา การรับ Offset และ Industrial Cooperation ของแต่ละโครงการจัดหาในแต่ละเหล่าทัพจึงค่อนข้างกระจัดกระจายและขาดการจัดการที่ชัดเจน ขาดความร่วมมือจากหน่วยงานอื่น ๆ ในภาครัฐ รวมถึงขาดการมีส่วนร่วมจากภาคเอกชนที่เพียงพอ ดังเช่นที่ปรากฏในโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่ Gripen และโครงการจัดหารถเกราะล้อยาง BTR-3E1

สำหรับในกรณีของกองทัพเรือนั้น ที่ผ่านมามีหลายโครงการที่กองทัพเรือได้รับ Offset และ Industrial Cooperation กลับมา แต่ก็ด้วยข้อจำกัดเดียวกันจากการที่ไม่มีนโยบาย Offset นั่นก็คือการไม่มีข้อกำหนดที่ชัดเจนว่ากองทัพเรือ และอุตสาหกรรมในประเทศไทยจะได้รับเทคโนโลยีอะไร หรือได้รับการลงทุนเท่าไหร่เมื่อคุณกับตัวคุณทางเศรษฐศาสตร์แล้ว ทำให้ประโยชน์ที่ชัดเจนและจับต้องได้เพียงอย่างเดียวจากโครงการที่ผ่าน ๆ มาก็คือการเปิดโอกาสให้อู่ในประเทศได้รับเทคโนโลยีการต่อเรือ ได้งานจากกองทัพเรือ และได้รับงานในการบูรณาการณ์ระบบบนเรือบางระบบ โดยมูลค่าของ Offset และ Industrial Cooperation ที่ได้นั้นขึ้นอยู่กับข้อเสนอของผู้ผลิตเท่านั้น แต่ก็นับว่าโครงการของกองทัพเรือหลายโครงการมีการจัดการที่ดีกว่าโครงการอื่น ๆ ของแต่ละเหล่าทัพ

สำหรับโครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงในครั้งนี้ มีข้อมูลจากหลายแหล่งระบุว่า กองทัพเรือและรัฐบาลต้องการได้รับ Offset และ Industrial Cooperation ซึ่งข้อเสนอ Offset ของผู้ผลิตจะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกแบบเรือผู้ชนะ ซึ่งถือว่าเป็นการก้าวไปอีกขั้นในการยกระดับความสำคัญของ Offset และ Industrial Cooperation จึงทำให้มีความเป็นไปได้ว่า อาจมีข้อเสนอที่เปิดโอกาสให้อู่ในประเทศเช่น อู่กรุงเทพ ทำการต่อเรือฟริเกตชั้นนี้ ซึ่งเป็นโอกาสที่จะทำให้อู่ในประเทศได้พัฒนาทักษะในการต่อเรือฟริเกต จากที่ผ่านมาเคยทำการต่อเรือขนาดเล็กและเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งเท่านั้น และทำให้เกิดการจ้างงานในประเทศ รวมถึงเป็นประสบการณ์ที่อู่ในประเทศสามารถนำไปใช้เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของตนและสร้างโอกาสในการรับงานจากทั้งในและต่างประเทศได้ในอนาคต

แต่ทั้งนี้ อุปสรรคที่สำคัญก็คือความพร้อมของอู่ในประเทศเอง โดยอู่เอกชนส่วนใหญ่นั้นมีขนาดเล็กเกินกว่าจะที่ต่อเรือขนาด 2 – 3 พันตันได้ ส่วนอู่กรุงเทพซึ่งเช่าอู่ราชนาวีมหิดลอดุลเดชในการต่อเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งนั้นก็ยังประสบปัญหาความไม่พร้อมของอุปกรณ์และเครื่องมือในการต่อเรือในระดับนี้ การลงทุนจัดซื้อเครื่องมืออาจทำให้ราคาค่าต่อสูงขึ้นจนกดดันการจัดสรรงบประมาณได้ รวมถึงความไม่พร้อมด้านสถานที่ ที่อู่ราชนาวีมหิดลอดุลเดชมีอู่ขนาดใหญ่เพียงอู่เดียว เนื่องจากการสร้างอู่แห่งที่สองด้านข้างอู่แห่งแรกนั้นยังไม่ได้รับการอนุมัติ การต่อเรือฟริเกตอาจต้องใช้เวลาหลายปี ซึ่งอาจส่งผลประทบต่อการซ่อมบำรุงเรือต่าง ๆ ที่กองทัพเรือมีใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะเรือหลวงจักรีนฤเบศรและเรือหลวงสิมิลันที่จำเป็นต้องใช้อู่ราชนาวีมหิดลอดุลเดชในการซ่อมทำใต้แนวน้ำเท่านั้น เพราะตัวเรือมีขนาดใหญ่มากจนอู่อื่นไม่สามารถรับงานได้

การต่อเรือในประเทศจึงมีโอกาสไม่มากนักที่จะเกิดขึ้น เว้นแต่ว่ารัฐบาลจะสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมในการจัดซื้ออุปกรณ์เครื่องมือ และอาจจะต้องจัดสรรงบประมาณในการสร้างอู่แห่งที่สองเพิ่มเติม

ความเป็นไปได้สำหรับ Offset และ Industrial Cooperation ในโครงการนี้จึงอาจจะอยู่ที่การเปิดโอกาสให้บริษัทไทยทำการบูรณาการณ์ระบบอาวุธและระบบอิเล็กทรอนิกส์ของเรือในชุดนี้ ในลักษณะเดียวกับที่กองทัพเรือได้ให้ Saab ร่วมมือกับ Avia Satcom ในการบูรณาการณ์ระบบอำนวยการรบ 9LV เข้ากับระบบตรวจจับและระบบอาวุธของเรือชุดเรือหลวงนเรศวรที่กำลังทำการปรับปรุงอยู่ในขณะนี้ นอกจากนั้น ประเทศผู้ผลิตอาจถ่ายทอดเทคโนโลยีในการผลิตชิ้นส่วนบางชิ้นที่ไทยมีความสามารถในการผลิตได้ เพื่อทำการผลิตสนับสนุนการต่อเรือชั้นนี้ ซึ่งถ้ากองทัพเรือและรัฐบาลทำการเจรจาให้บริษัทผู้ผลิตซื้อชิ้นส่วนเหล่านั้นไปเป็นชิ้นส่วนและอะไหล่มาตราฐานของอุปกรณ์นั้นที่ผลิตจากประเทศผู้ผลิตได้ ก็จะทำให้บริษัทไทยสามารถเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของผู้ผลิตระดับโลก ซึ่งเป็นการสร้างโอกาสและผลักดันให้อุตสาหกรรมทางทหารของไทยสามารถเติบโตได้ ดังเช่นที่ไทยใช้โมเดลนี้ได้อย่างประสบความสำเร็จยิ่งกับอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย


รือชั้น Valour (ภาพจากกองทัพเรือแอฟริกาใต้)

สรุป

คงอีกไม่นานนักเราจึงจะทราบว่า แบบแผนเรือแบบใด ของบริษัทใด และประเทศไทย ที่จะได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ชนะในการแข่งขันในครั้งนี้ และเราจะได้ทราบว่า นอกจากการที่กองทัพเรือจะได้เรือรบแบบใหม่แล้ว อุตสาหกรรมในประเทศของไทยจะได้รับประโยชน์อะไรจากการจัดหาในครั้งนี้บ้าง

ตัวเลือกที่น่าจะเป็นไปได้น้อยที่สุดก็คือเรือชั้น USS Freedom ของตระกูล LCS ของสหรัฐ เนื่องจากมีการออกแบบระบบอาวุธและระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ต่างจากมาตราฐานของกองทัพเรือไทยค่อนข้างมาก ตัวเลือกจึงน่าจะเหลืออยู่ที่สามประเทศที่เหลือ ซึ่งน่าจะมีจุดเด่นแตกต่างกันไป เช่นเรือชุด MEKO จากเยอรมันจะมีจุดเด่นที่การออกแบบที่ทันสมัยและคุณภาพของตัวเรือที่เป็นที่ยอมรับ DW3000H น่าจะมีจุดเด่นที่การที่กองทัพเรือไทยสามารถได้เรือมาตราฐานตะวันตกในราคาที่ไม่แพงนัก ส่วน Type-054T มีจุดเด่นที่ราคาซึ่งทางจีนเสนอเรือให้ถึง 3 ลำ พร้อมข่าวที่ว่าทางจีนจะแถมเฮลิคอปเตอร์ Z-9 อีก 6 ลำ ทั้งหมดภายในวงเงินเดิมที่รัฐบาลอนุมัติให้กองทัพเรือไทย

เราไม่มีข้อมูลว่าประเทศแต่ละประเทศเสนอ Offset และ Industrial Cooperation ใดบ้างให้กับไทย แต่คาดว่าผู้ผลิตจากสหรัฐน่าจะมีข้อจำกัดด้านการเสนอ Offset มากที่สุดเนื่องจากกฏระเบียบที่เข้มงวดของทางสหรัฐเอง รองลงมาน่าจะเป็๋นผู้ผลิตจากเยอรมัน ส่วนประเทศที่น่าจะมีปัญหาน้อยที่สุดก็คือเกาหลีใต้และจีนที่พร้อมจะใช้ Offset เป็นตัวนำในการขายและแสวงหาความร่วมมือในการพัฒนาทางด้านการทหารใหม่ ๆ จากต่างประเทศ

TAF จึงขอให้คะแนนเรือแต่ละชุดคร่าว ๆ ตามความเห็นของเราดังนี้

คงต้องตามดูกันต่อไปว่า เรือชุดใดจะชนะสัญญาการจัดหาของกองทัพเรือไทยในครั้งนี้ และข้อเสนอที่ให้กับประเทศไทยนั้นมีอะไรบ้าง อีกไม่นานเราน่าจะได้ทราบกัน

Reference

Hodge, Nathan (30 December 2010). “Lockheed, Austal Unit Win Navy Bid”. The Wall Street Journal.

Mazumdar, Mrityunjoy (18 March 2012). “South Korea’s DSME Unveils New Frigate Proposal for Thai Navy”. http://www.defensemedianetwork.com/stories/south-korea%E2%80%99s-dsme-unveils-new-frigate-proposal-for-thai-navy/

กองทัพเรือ