Combat camera ประจักษ์พยานแห่งสนามรบ

พ.อ.สมจริง สิงหเสนี ช่างภาพสนาม Royal Thai Army Combat camera

ภาพจำจากทหารหน้าแนว บันทึกความทรงจำแห่งประวัติศาสตร์สงครามเพื่อสันติของคนในชาติที่ถูกลืม

“ตัวผมมีกล้องแค่2ตัว ไม่ติดอาวุธใดๆทั้งสิ้น เพราะเชื่อมั่นว่าทหารของเราจะดูแลกันเองได้”

  แม้จะอยู่ในวัย 88 ปี แต่นี่ยังเป็นคำตอบจากความทรงจำที่แจ่มชัดของพันเอกสมจริง สิงหเสนี นายทหารนอกราชการแห่งกองทัพบก ต่อคำถามของทีมงาน ThaiArmedForce.com ที่ได้ย้อนถามถึงรูปแบบการทำงานของช่างภาพสนาม ที่จำเป็นต้องพกอาวุธประจำกายหรือไม่? ในห้วงเวลาที่ความขัดแย้งในประเทศปะทุถึงขั้นรุนแรงสูงสุดในช่วงของสงครามประชาชนระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยกับกองทัพไทยในห้วงปีพ.ศ.2521-2531ที่นับเป็นช่วงเวลาวิกฤติสูงสุดของประเทศ จากความแตกแยกทางความคิด ลัทธิความเชื่อ รวมไปถึงภัยคุกคามจากต่างประเทศ

                จากความสงสัยในภาพถ่ายประวัติศาสตร์ของสงครามการต่อสู้กับกองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศ กับภาพถ่ายที่เป็นเสมือนสัญลักษณ์แห่งการการเปิดยุทธการแห่งชัยชนะ ด้วยความมุ่งหวังที่จะคืนความสันติในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างของประเทศไทย ที่ห้วงเวลาหนึ่งคือพื้นที่ภายใต้การควบคุมของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยโดยสมบูรณ์ ภายใต้ชื่อยุทธการผาเมืองเผด็จศึก 1,2 และ3  อันเป็นที่มาของการเดินไปค้นหาคำตอบยังกองพลทหารราบที่4 จังหวัดพิษณุโลก เพื่อพบกับผู้มีบทบาทในการบันทึกภาพถ่ายประวัติศาสตร์นี้ด้วยตัวเอง

                จากประสบการณ์ในการทำงานที่สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง5และเข้าประจำการในกองการภาพ กรมทหารสื่อสาร คือพื้นฐานสำคัญในการทำงานของพันเอกสมจริง สิงหเสนี ตั้งแต่เริ่มต้นชีวิตราชการ จนได้เข้าสู่พื้นที่การรบในประเทศในสังกัดกองทัพภาคที่ 3 และทำหน้าที่เป็นผู้บันทึกและรายงานข่าวในพื้นที่การรบครั้งสำคัญในทุกสมรภูมิจนเกษียณอายุราชการ

         ภาพถ่ายที่ถูกบันทึกและได้กลายเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของปฏิบัติการทางการทหารยุคใหม่ของกองทัพไทย คือ ภาพการส่งกำลังรบเข้าพื้นที่ปฏิบัติงานด้วยเฮลิคอปเตอร์จำนวนมาก ซึ่งเป็นเหตุการณ์ในห้วงเวลาของยุทธการผาเมืองเผด็จศึก2 ในปีพ.ศ.2524 เพื่อทำการเข้าตีและโอบล้อมที่ตั้งของกองกำลังพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย อันเป็นยุทธการใหญ่ที่กองทัพบกนำแนวคิดและยุทธวิธีที่ได้รับประสบการณ์มาจากการบในสงครามเวียดนาม เพื่อใช้คุณลักษณะพิเศษของอากาศยานอย่างเฮลิคอปเตอร์ นำกำลังพลจำนวนมากนำส่งเข้าสู่พื้นที่การรบได้อย่างรวดเร็ว โดยในวันนั้นใช้เฮลิคอปเตอร์แบบUH-1D จำนวน10ลำ ทำการบินลำเลียงพล โดยมีUH-1Dติดอาวุธทำหน้าที่เป็นกันชิป บินคุ้มกันหมู่บิน อีก2ลำ โดยมีเฮลิคอปเตอร์บัญชาการอีก1ลำ  พันเอกสมจิตร ได้ทำการบันทึกภาพในพื้นที่รับส่งที่ใช้ถนนข้างกองอำนวยการโครงการพัฒนาลุ่มน้ำเข็ก เป็นพื้นที่ลานจอดฮ.ชั่วคราว ซึ่งเป็นภาพที่น่าตื่นใจสำหรับช่างภาพผู้บันทึกเหตุการณ์ในครั้งนั้น ที่เรียกได้ว่าเป็นปฏิบัติการ “Dust off”เต็มรูปแบบของกองทหารไทย และแนวยุทธวิธีใหม่นี้ก็จะมาซึ่งผลแพ้ชนะในการรบขั้นต่อไป

       พลเอก พิจิตรกุลวนิชย์ และพลเอกสุนทร คงสมพงษ์ ได้ร่วมกันทำหน้าที่บัญชาการรบกลางอากาศโดยทั้ง2ท่านเป็นนายทหารที่ผ่านการรบในสงครามเวียดนามมาแล้วด้วยเช่นกันและมีการฝึกซ้อมแผนปฏิบัติมาก่อนหน้านี้ถึง6เดือนเพราะการนำยุทธวิธีการรบยุคใหม่มาใช้ในประเทศไทยเป็นครั้งแรก พันเอกสมจิตรได้ร่วมทำการบินในเฮลิคอปเตอร์บัญชาการ และเป็นพยานในการบินลำเลียงพลทางอากาศครั้งประวัติศาสตร์นี้ แม้จะไม่ได้เป็นตามแผนที่วางไว้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เมื่อเข้าสู่พื้นที่ LZ (พื้นที่ลงจอด) ที่กำหนดไว้บางจุด ก็ถูกยิงต่อต้านอย่างรุนแรง จนต้องนำส่งกำลังพลลงห่างจากพื้นที่เป้าหมาย แต่เฮลิคอปเตอร์ทุกลำก็ปลอดภัยและนำส่งกำลังทหารทั้งได้ทันเวลา แม้ว่าเฮลิคอปเตอร์บางลำจะมีรอยกระสุนฝากไว้บนตัวเครื่องแต่ก็ไม่ได้รับความเสียหายร้ายแรงแต่อย่างใด ภาพถ่ายชุดนี้จึงเป็นเสมือนบันทึกประวัติแห่งความสำเร็จทางการทหารของกองทัพบกต่อสงครามภายในประเทศในขั้นแรก

          นับตั้งแต่เปิดจนปิดยุทธการที่เป็นการดำเนินงานทางการทหารควบคู่ไปกับการงานเมืองตามนโยบาย 66/23 ทำให้กลุ่มผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์มีทางเลือกที่จะเข้าสู่แนวทางสันติด้วยการยอมวางอาวุธและเข้าร่วมพัฒนาชาติไทย จนเข้าสู่การปิดฐานปฏิบัติการของพรรคคอมมิวนิสต์ได้ทีละแห่ง พันเอกสมจิตรได้ออกภาคสนามบันทึกภาพเหตุการณ์นี้เหล่านี้โดยตลอดจนถึงการยุติการสู้รบระหว่างกันอย่างเป็นทางการในปีพ.ศ.2525

แม้ว่าการสู้รบในประเทศจะเข้าสู่ห้วงเวลาของสันติภาพแล้ว แต่ภารกิจของพันเอกสมจริงยังไม่ยุติลงเมื่อต้องรับหน้าที่ช่างภาพสนามในสงครามใหญ่อีกครั้งหนึ่งแต่ครั้งนี้ไม่ใช่การรบกับคนไทยด้วยกันแต่เป็นการรบกับกำลังต่างชาติเต็มรูปแบบ ที่เรารู้จักกันในชื่อการรบที่บ้านร่มเกล้า  อันเป็นยุทธการใหญ่ก่อนที่ประเทศไทยจะสามารถยุติความขัดแย้งทั้งในและต่างประเทศได้อย่างสมบูรณ์ 

พันเอกสมจริงได้เล่าถึงเกร็ดการทำงานภาคสนามซึ่งท่านได้กล่าวถึงประสบการณ์ที่ได้รับจากสงครามเวียดนามมีส่วนสำคัญมากเพราะทำให้เห็นรูปแบบการทำงานของหน่วยช่างภาพสนามของกองทัพสหรัฐอันเป็นสิ่งที่นำมาปรับใช้กับการทำงานในประเทศ เพราะภาพถ่ายและข่าวก็เป็นส่วนหนึ่งการปฏิบัติการทางการทหาร มีความสำคัญต่อขวัญและกำลังใจของแนวหลัง บางครั้งก็อาจส่งผลในแง่จิตวิทยาที่มีผลต่อการแพ้ชนะในการรบด้วยซ้ำ

ความรวดเร็วในการทำงานต่อการส่งกลับไปยังส่วนหลัง ทำให้บ่อยครั้งการล้างอัดรูปนั้นในส่วนของภาพนิ่งต้องทำกันในพื้นที่ส่วนหน้าทันที ส่วนฟิลม์ภาพเคลื่อนไหวจะถูกส่งล้างที่ ททบ.5 ในทุกภารกิจ เพราะไม่เพียงแต่เป็นการบันทึกภาพเพื่อการประชาสัมพันธ์แต่ภาพถ่ายบางชุดเป็นถ่ายภาพทางยุทธวิธีเพื่อใช้ในการตัดสินใจของผู้บังคับบัญชาด้วย

ด้วยพื้นฐานการฝึกฝนการถ่ายภาพและการถ่ายภาพในยุคนั้นเป็นกล้องฟิลม์ขาวดำ ที่จะบันทึกภาพได้ม้วนละ36รูปเท่นั้น การกดชัทเตอร์แต่ละรูปจึงต้องคำนึงถึงความสำคัญในขณะนั้น แต่ในห้วงชุลมุนของการรบหรืออยู่ในการปะทะ พันเอกสมจริงได้กล่าวกับเราว่า ก็ต้องยอมรับว่าเป็นการรัวกดชัทเตอร์ไว้ก่อน คุณภาพหรือองค์ประกอบจะเป็นอย่างไรค่อยว่ากันทีหลัง แม้ว่าจะเป็นอย่างทีพันเอกสมจิตรได้กล่าวไว้ แต่ทีมงานTAFที่ได้มีโอกาสชมภาพต้นฉบับที่ได้บันทึกไว้ก็ต้องยอมรับว่าว่าภาพที่ออกมากลับมีความลงตัวทั้งองค์ประกอบภาพ และคุณภาพความคมชัด ในยุคที่การปรับค่าการทำงานของกล้องต้องทำด้วยมือล้วนๆ เป็นสิ่งที่บ่งชี้ถึงความชำนาญในการทำงานภาคสนามของพันเอกสมจิตรได้เป็นอย่างดี

ในงานภาคสนามพันเอกสมจริงจะใช้กล้องเพียง2ตัว คือกล้องภาพนิ่งของCanon และกล้องภาพยนตร์อย่างละหนึ่งตัวเท่านั้นเพื่อความคล่องตัว ไม่การเปลี่ยนเลนส์นอกจากเลนส์ที่ติดอยู่กับตัวกล้องเท่านั้นเพื่อความคล่องตัว ภาพทุกช็อตที่ถ่ายออกมาจึงเหมือนภาพที่บันทึกผ่านวิวไฟน์เดอรในมุมมองของช่างภาพในสถานการณ์นั้นจริงๆ หากอยากได้ภาพที่ใกล้ชิดก็ต้องวิ่งเข้าหาพื้นที่นั้นด้วยตัวเองเพราะไม่มีเลนส์ซูมระยะไกลติดตัวไปด้วย การทำงานแบบกระสุนเฉี่ยวผ่านหัวหลายภาพก็ได้ถูกบันทึกเอาไว้เป็นประจักษ์พยานในการทำหน้าที่ในครั้งนั้น ในบางภารกิจช่างภาพสนามก็ต้องถูกปิดล้อมจากฝ่ายตรงข้ามเช่นเดียวกับทหารหลัก ถูกตัดขาดจากการส่งเสบียงจนต้องหาน้ำดื่มจาการตัดหยวกกล้วยกันกลางสนามรบได้กลายเห็นหนึ่งในประสบการณ์ชีวิตที่พันเอกสมจริงได้รับมาแล้ว

ผลงานภาพถ่ายของพันเอกสมจริงทั้งหมดได้กลายเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญ ในวันที่ประเทศไทยอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญ จากยุคสมัยแห่งสงครามและความขัดแย้ง มาสู่ห้วงเวลาสันติภาพและการพัฒนา เป็นประจักษ์พยานของความสำเร็จในการบรรลุเป้าหมายในการยุติความขัดแย้ง ด้วยแนวทางแห่งการพัฒนาคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยเป็นชาติแรกในภูมิภาคที่สามารถหยุดยั้งการรุกคืบของลัทธิคอมมิวนิสต์ได้สำเร็จ เป็นโดมิโน่ตัวสุดท้ายที่ไม่ยอมล้ม ตามทฤษฏีโดมิโน่ที่หลายๆฝ่ายเคยคาดว่าไทยก็ไม่อาจต้านทานการรุกรานจากกองกำลังคอมมิวนิสต์ได้

“ในเวลานั้นพวกเราสูญเสียกันมากจริงๆ อยากคนรุ่นหลังได้รับรู้ว่าทุกหลักกิโลบนเส้นทางตัดผ่านเขาค้อ แทบจะแทนที่ด้วยหนึ่งชีวิตของทหารของเราที่แลกมากับทางเส้นนี้”

คือหนึ่งในถ้อยคำสำคัญที่พันเอกสมจริงได้ฝากเอาไว้ให้กับพวกเรา

ThaiArmedForce.com

ขอขอบคุณ

พล.อ.ศิริ ทิวะพันธุ์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 3

พ.อ.สมจริง สิงหเสนี ช่างภาพสนาม Royal Thai Army Combat camera

พล.ต.อภิเชษฐ์ ซื่อสัตย์ ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 4

พ.อ.เทอดศักดิ์ งามสนอง รอง ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 4 (ท่านที่1)

พ.ท.ทรงพล อุ่นสมบัติ หัวหน้าฝ่ายกิจการพลเรือน กองพลทหารราบที่ 4

ร.ต.ภาณุสรณ์ ราชสุวอ นายทหารประวัติศาสตร์ กองพลทหารราบที่ 4

กองทัพบก ประวัติศาสตร์ทางทหาร Today

ยุทธการผาเมืองเผด็จศึก

ถ้าพูดถึงเขาค้อ ในเวลานี้ทุกคนคงนึกถึงทะเลหมอก ความสวยงามของพระธาตุผาซ่อนแก้วและไร่กะหล่ำปลี แต่ถ้าเราย้อนกลับไปเมื่อเกือบ 40 ปีที่แล้ว

วันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ.2511 ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์กลุ่มงานเขาค้อก็ประกาศ “วันเสียงปืนแตก” และเข้าโจมตีหมู่บ้านเล่าลือ โจมตีที่ตั้งของอาสาสมัครชุดคุ้มครองหมู่บ้านห้วยทรายเหนือ ทำให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายนาย สงครามได้เริ่มขึ้นแล้ว หลังจากนี้พื้นที่ตรงนี้จะกลายเป็นสนามรบที่รัฐบาลและผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ต่างเข้าห้ำหั่นกันให้แหลกไปข้างหนึ่ง

ในการปราบปราบผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในเขตงานเขาค้อ นั้นกองทัพภาคที่ 3 โดย กองอำนวยการผสม พลเรือน ตำรวจ ทหาร ที่ 1617 เปิดปฏิบัติการต่างๆกว่า 11 ยุทธการ เช่น -ยุทธการโพธิกนิษฐ์ ปี 2512 ภารกิจเพื่อกวาดล้าง ผกค. บนภูหินร่องกล้า

-ยุทธการสามชัย (กฝร.16) ปี 2515 ปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ในพื้นที่ภาคเหนือบริเวณรอยต่อ 3 จังหวัด คือ เพชรบูรณ์ พิษณุโลก และ เลย

-ยุทธการดอนเจดีย์ 2 ปี 2519 ภารกิจกวาดล้างพคท.ในเขตใต้แนว ถ.พิษณุโลก-หล่มสัก เพื่อตัดขาด ผกค.เขตงานเขาค้อ และเขตงานภูหินร่องกล้า และตัดกำลังกองร้อยเคลื่อนที่เร็วที่ 511 ของ ผกค.

-ยุทธการผาเมืองเผด็จศึก 1 ปี 2524 ยึดฐานที่มั่นสันเขาห้วยทรายและสันเขาค้อได้ทั้งหมด

-ยุทธการผาเมืองเผด็จศึก 2 ปี 2524 ภารกิจกวาดล้างฐานที่มั่นหลักของ ผกค.ในเขตงานเขาค้อทั้งหมด -ยุทธการผาเมืองเกรียงไกร ปี 2525 ภารกิจปราบปราม ผกค. กวาดล้างเป้าหมายในบริเวณภูหินร่องกล้า ภูขัด และภูเมี่ยง โดยทหารสามารถเข้ายึดพื้นที่ได้ทั้งหมด ส่งผลให้ ผกค.หมดอิทธิพลในพื้นที่เขาค้อ เขาย่า ทุ่งสะเดาะพง เขาปู่ และบ้านหนองแม่นา จบความขัดแย้งที่ดำเนินมากว่า 14 ปี

ThaiArmedForce.com

ขอขอบคุณ

พ.อ.สมจริง สิงหเสนี

ช่างภาพสนาม

Royal Thai Army Combat camera

นายทหารผู้บันทึกประวัติศาสตร์ไว้ให้ชนรุ่นหลังได้รับรู้ถึงวีรกรรมและความเสียสละของ พลเรือน ตำรวจ ทหาร ในการรบในครั้งนั้น

ประวัติศาสตร์ทางทหาร TAF Special Today

TAF ON Tour “ไปทุกที่ ที่มี สห.” EP.1 พิพิธภัณฑ์ทหารกลางแจ้งกองทัพภาคที่ 3 และพิพิธภัณฑ์ทหารกองพลทหารราบที่ 4

หากใครศึกษาประวัติศาสตร์การทหารของไทยจะทราบว่าพื้นที่ชายแดนภาคเหนือของไทยในอดีตนั้นเป็นพื้นที่ที่่เต็มไปด้วยการศึกสงครามมาโดยตลอดตั้งแต่ครั้งสงครามปราบฮ่อในสมัยรัชกาลที่ 5 เรื่อยมาจนถึงสงครามบ้านร่มเกล้า เมื่อปี 2531 แม้กระทั้งในปัจจุบันก็ยังมีการปราบปราบยาเสพติด การลักลอบตัดไม้ ให้เราเห็นกันในข่าวอยู่บ่อยๆ

แน่นอนครับในทุกการรบย่อมมีประวัติศาสตร์ให้เราคนรุ่นหลังได้เรียนรู้และเข้าใจถึงความเสียสละของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในห้วงเวลานั้น และ พิพิธภัณฑ์ทหาร คือพื้นที่ในการศึกษาเรื่องราวเหล่านั้นที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง

พิพิธภัณฑ์ทหารกลางแจ้งกองทัพภาคที่ 3 และพิพิธภัณฑ์ทหารกองพลทหารราบที่ 4 ตั้งอยู่ภายในกองพลทหารราบที่ 4 ค่ายสมเด็จพระนเรศรวรมหาราช จังหวัดพิษณุโลก เป็นพื้นที่รวบรวมประวัติศาสตร์การรบของหน่วยทหารภาคเหนือทั้งหมดตั้งแต่สงครามปราบฮ่อในสมัยรัชกาลที่ 5 จนถึง สมรภูมิบ้านร่มเกล้า ในปี 2531 ภายในพิพิธภัณฑ์จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักคือ

“ พิพิธภัณฑ์ทหารกองพลทหารราบที่ 4 ” จัดแสดงอาวุธประเภทต่างๆ เช่น ปืนเล็ก ปืนกล ปืนซุ่มยิง สิ่งของที่ยึดได้จากข้าศึก รวมทั้งเป็นที่รวบรวมวีรกรรมของเหล่าทหารผู้ซึ่งเสียสละชีวิตในการรบเพื่่อรักษาผืนแผ่นดินไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

พ.อ หลวงหาญสงคราม ผู้บัญชาการกองพลที่ 4 ท่านแรก
กรณีพิพาท อินโดจีน
สงครามเวียดนาม

” พิพิธภัณฑ์ทหารกลางแจ้งกองทัพภาคที่ 3 “ ส่วนนี้จะเป็นการจัดแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีใช้งานในหน่วยต่างๆของกองทัพภาคที่ 3 ซึ่งหลายชิ้นที่ตั้งแสดงอยู่ซึ่งล้วนแต่ผ่านการใช้งานจริงมาแล้วทั้งนั้น ปืนใหญ่บางกระบอกอาจเรียกได้ว่ามีแค่ที่นี้ที่เดียวด้วยซ้ำ

ฮ.ท. 1 UH-1H “HUEY”
Type 95 Ha-Go light tank
ปืนใหญ่ภูเขาแบบ 63(ป.63)
ปืนใหญ่เบากระสุนวิถีโค้ง แบบ 97 ขนาด 75 มม.
China Type 56 85 mm Divisional Gun

เนื่องจากตัว พิพิธภัณฑ์ ตั้งอยู่ภายในพื้นที่ของ กองพลทหารราบที่ 4 การเข้าเยี่ยมชมต้องแจ้งล่วงหน้าก่อนครับและแนะนำว่าให้มาเป็นหมู่คณะจะสะดวกกว่า

สามารถติดต่อขอรายละเอียดที่ เบอร์ 065-293-5419 ในวันและเวลาราชการ

ThaiArmedForce.com

ขอขอบคุณ

พล.ต.อภิเชษฐ์ ซื่อสัตย์ ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 4

พ.อ.เทอดศักดิ์ งามสนอง รองผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 4 (ท่านที่1)

พ.ท.ทรงพล อุ่นสมบัติ หัวหน้าฝ่ายกิจการพลเรือน กองพลทหารราบที่4

ร.ต.ภาณุสรณ์ ราชสุวอ นายทหารประวัติศาสตร์ กองพลทหารราบที่ 4

กองทัพบก ประวัติศาสตร์ทางทหาร Today

ใครจะคิดว่าไทยเคยมีการใช้ยุทธวิธีเคลื่อนกำลังทางอากาศด้วยเฮลิคอปเตอร์ เหมือนอเมริกาในสงครามเวียดนาม

ยุทธวิธีนี้ถูกนำมาใช้ในยุทธการผาเมืองเผด็จศึก 2 เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2524 โดยใช้ ฮท.1 (huey)จำนวน 10 ลำบิน คุ้มกันด้วย ฮท.1 (Gunship) จำนวน 2 ลำ นำกำลังทหารจาก พัน.ร.3444 ของ พ.ท.หาญ เพไทย และวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2524 ด้วยกำลัง พัน.ร.3447 ของ พ.ต.ประสม สอนปาน เข้าสนธิกำลังกับส่วนล่วงหน้าซึ่งประกอบด้วย ทหารพรานและอาสาสมัครชาวเขาที่ดำเนินการปิดล้อมฐานที่มั่นของ ผกค. อยู่ก่อนแล้ว ดำเนินการกวาดล้าง ผกค. ในพื้นที่ หนองแม่นา ฐานใหญ่ของ ผกค. เขตเขาค้อให้สิ้นซาก

เครดิตภาพ : พันเอก สมจริง สิงหเสนี ข้าราชการบำนาญ อดีตช่างภาพสนามในสมรภูมิรบจริง ยศขณะนั้น ร้อยโท

TAF ขอขอบคุณ 
ร.ต.ภาณุสรณ์ ราชสุวอ นายทหารประวัติศาสตร์ กองพลทหารราบที่ 4

ประวัติศาสตร์ทางทหาร

รู้จักคำสั่งที่ 66/2523 ผลงานชิ้นเอกเพื่อหยุด #คอมมิวนิสต์ ของ พลเอก #เปรม ติณสูลานนท์

ถ้าจะกล่าวถึง #พลเอกเปรมติณสูลานนท์ ในความทรงจำของใครหลาย ๆ คนอาจมีหลายแง่มุมแตกต่างกันไป แต่สำหรับผู้สนใจด้านการทหารและความมั่นคงแล้ว คงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะกล่าวถึงคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523 เรื่อง นโยบายการต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่นำไปสู่ “วันเสียงปืนดับ” หรือการยุติการสู้รบระหว่าง #รัฐบาลไทย และ #พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย หรือ #พคท.

คำสั่งนี้เปลี่ยนกระบวนทรรศน์ของการต่อสู้กับ พคท. จากการใช้กำลังทหารเข้าโจมตีอย่างรุนแรงเพียงอย่างเดียว ไปสู่การใช้มิติทั้งการทหารและการเมืองควบคู่กันไป โดยมีแนวนโยบายหลักคือเน้นการต่อสู้ด้านการเมืองอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องเพื่อลดทอนแนวร่วมของ พคท. และเปลี่ยนจากการต่อสู้ด้วยอาวุธมาเป็นการต่อสู้ด้วยสันติวิธีด้วยการดำเนินนโยบายที่เป็นกลาง

————————-

นโยบายนี้นำไปปฏิบัติผ่านแนวการปฏิบัติ 9 ข้อโดย TAF ขอสรุปดังนี้

1. เน้นการตัดสินใจที่รวดเร็วของรัฐบาล สร้างความสำนึกรักแผ่นดิน ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของการปกครองของประชาชน โดยย้ำว่างานการเมืองจะเป็นการขี้ขาดผลแพ้ชนะของการต่อสู้กับ พคท. และการทหารจะต้องสนับสนุนงานการเมืองเป็นสำคัญ

2. คืนความยุติธรรม ขจัดความไม่เป็นธรรมตั้งแต่ระดับท้องถิ่นถึงระดับชาติ สร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน

3. ประสานประโยชน์ระหว่างชนชั้น เจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติตัวอย่างเป็นธรรม และให้ตระหนักว่าประชาชนไทยทุกชนชั้นต่างรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาธิปไตยทั้งสิ้น

4. ส่งเสริมการปกครองตนเองของคนทุกกลุ่ม ส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมือง ให้ถือความต้องการของประชาชนเป็นสำคัญ

5. ส่งเสริมขบวนการประชาธิปไตย

6. ภารกิจของเจ้าหน้าที่พลเรือน ตำรวจ ทหารมีทั้งการใช้กำลังและการเมืองเพื่อกดดันและตัดทอนความสามารถของกำลังติดอาวุธของ พคท. อย่างเหมาะสม โดยการใช้กำลังอาจมีขอบเขตต่างกัน แต่ทางการเมืองจะต้องทัดเทียมกัน

7. ปฏิบัติต่อผู้หลงผิดอย่างเพื่อน ให้ความช่วยเหลือและทำความเข้าใจปัญหา ซึ่งข้อนี้ต่อมาทำให้เกิดการเปิดรับผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย

8. ให้ความสำคัญต่อการต่อสู้ทางการเมืองสูงสุดเพื่อขัดขวางการสร้างสถานการณ์ปฏิวัติและสงครามประชาชน

9. ให้ความสำคัญกับการข่าวและการประชาสัมพันธ์

————————-

จะสังเกตุได้ว่า นโยบายนี้วางกรอบการทำงานให้กองทัพปฏิบัติภารกิจทางทหารตามนโยบายทางการเมืองอย่างเคร่งครัด เนื่องจากรัฐบาลไทยตระหนักแล้วว่าการเกิดขึ้นของ พคท. นั้นมีมูลเหตุจากการเมือง ทั้งการเมืองในประเทศและการเมืองระหว่างประเทศ การจะเอาชนะ พคท. ได้จึงจำเป็นจะต้องใช้การเมืองเป็นตัวหลักและให้การทหารสนับสนุนการเมือง

#พลเอกเปรม อาจจะได้แนวคิดในการเอาชนะ พคท. ด้วยแนวทางทางการเมืองตั้งแต่เมื่อครั้งเป็นแม่ทัพภาคที่ 2 ซึ่งต้องทำสงครามแย่งชิงมวลชนกับ พคท. เพราะตระหนักว่าชาวบ้านไม่ไว้ใจเจ้าหน้าที่รัฐ จึงต้องต่อสู้ทางความคิดด้วยการชี้แจง ประชาสัมพันธ์ เพื่อดึงประชาชนมาเป็นฝ่ายเดียวกับทางราชการ และเมื่อนั้นก็จะส่งเสริมให้ชาวบ้านสามารถดูแลตนเองได้ แนวคิดนี้นำไปสู่การประยุกต์เพื่อจัดตั้ง #ทหารพราน ซึ่งเป็นรูปแบบของกองกำลังติดอาวุธที่ไม่ใช่ทหารในเวลาต่อมา

รัฐบาลไทยใช้เวลาราว 3 ปี ในการปฏิบัติตามคำสั่งนี้ ประกอบกับสถานการณ์ #สงครามเย็น ที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไป ฝ่ายสังคมนิยมโซเวียตเริ่มอ่อนกำลังลงและเกิดความขัดแย้งกับฝ่ายจีน ซึ่งส่งผลต่อการสนับสนุน พคท. และทำให้เกิดความขัดแย้งของ พคท. สายจีนและ #เวียดนาม จนแยกตัวออกเป็นสองพรรค ผลจากการเปิดสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-จีน เพื่อให้จีนยุติการสนับสนุน พคท. ตั้งแต่ปี 2518 ทำให้การสู้รบทั้งหมดยุติลงในปี 2526

————————-

เมื่อมองในมุมมองการทูตและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศซึ่งเป็นภาพใหญ่ขึ้น #จีน กับ #โซเวียต ที่แตกคอกันเองทำให้ #สหรัฐเมริกา ตัดสินใจเปิดความสัมพันธ์ทางการทูต โดยเฉพาะนโยบาย #การทูตปิงปอง ที่โด่งดังจนจำไปสู่การเยือนจีนครั้งประวัติศาสตร์ของประธานาธิบดีนิกสันเพื่อพบปะกับประธานเหมา เจ๋อตุง ถือเป็นการรื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตของสองขั้วมหาอำนาจโลก การเปิด #สงครามสั่งสอน ของจีนต่อ #เวียดนาม ซึ่งเป็นผลมาจากความขัดแย้งของแนวคิดการปกครองระหว่างจีนและเวียดนามที่สนับสนุนโดยโซเวียต ได้ส่งผลโดยตรงต่อการที่เวียดนามต้องถอนทหารออกจาก #กัมพูชา เป็นจำนวนมากกลับไปรับมือด้านชายแดนจีน ทำให้ไทยซึ่งกำลังกังวลต่อภัยคุกคามจากเวียดนามที่อาจโจมตีไทยผ่านกัมพูชานั้นได้รับผลพลอยได้ และความตึงเครียดผ่อนคลายลง

รัฐบาลไทยในสมัยนั้นได้ดำเนินการรุกทางทหารทูตอย่างต่อเนื่อง ทั้งการโจตีและกดดันทางการทูตต่อเวียดนามผ่านการรวมตัวของ #อาเซียน เพื่อกดดันให้เวียดนามเข้าสู่โต๊ะเจรจา อันเป็นผลลัพธ์ที่ส่งผลให้เกิดนโยบาย #เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า ในสมัยรัฐบาลของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ที่สามารถยุติภาวะ #สงครามเย็น ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างสมบูรณ์ จนทำให้โดมิโน่ตัวต่อไปคือไทยไม่ล้มลงตาม #ทฤษฎีโดมิโน่

ทั้งหมดนี้คือสถานการณ์ที่พลเอกเปรมมีส่วนร่วมทั้งในการสนับสนุน วางแผน ตัดสินใจ หรือปฏิบัติไม่มากก็น้อย ตามบทบาทและหน้าที่ในตอนนั้นของพลเอกเปรม

ซึ่งทำให้เห็นว่า การที่พลเอกเปรม ถูกขนานนามว่าเป็น #รัฐบุรุษ จากการมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ประเทศไทยรักษาอธิปไตยเอาไว้ได้นั้น คงเป็นเรื่องที่เหมาะสมแล้ว และการสูญเสียพลเอกเปรมในครั้งนี้ อาจถือได้ว่าเป็นการสูญเสียนายทหารที่มีบาทสำคัญต่อพลวัตรและภูมิรัฐศาสตร์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งภูมิภาคคนหนึ่ง

TAF ขอแสดงความเสียใจและขอแสดงความอาลัยต่อการจากไปของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ อดีตผู้บัญชาการทหารบก อดีตนายกรัฐมนตรี ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษอาวุโสมา ณ โอกาสนี้ ถือเป็นควาสูญเสียครั้งใหญ่ของไทยครั้งหนึ่งครับ

ข้อความในคำสั่งที่ 66/2523 ฉบับเต็มอยู่ในกล่องคอมเมนท์ครับ

อ้างอิง

https://th.wikisource.org/…/%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%A…/2523

https://th.wikipedia.org/…/%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B…

https://th.wikipedia.org/…/%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B…

ประวัติศาสตร์ทางทหาร