อัพเดทล่าสุดโครงการจรวดของ DTI

+ DTI-1

ระยะที่ 1 จัดหา 1 ระบบ รถยิง 1 คัน รถโหลด 1 คัน แล้วให้จีนถ่ายทอดเทคโนโลยีจรวดให้ DTI ไปสร้างโรงงานวิจัย ทดสอบ สร้างต้นแบบจรวด จากนั้นก็ทำวิศวกรรมย้อนกลับ แล้วผลิตเอง 1 ระบบ รถยิง 1 คัน รถโหลด 1 คัน จากนี้จะไปทดสอบยิงที่จีน เพื่อให้ กมย.ทบ. รับรอง

สรุปตอนนี้มีรถยิง 2 คัน รถโหลด 2 คัน

+ DTI-1G

ระยะที่ 1 จัดหารถยิง 1 คัน รถโหลด 1 คัน จรวด 5 นัด แล้วให้จีนถ่ายทอดเทคโนโลยีระบบนำวิถีให้ DTI และประกอบรวมจรวดเอง 5 นัด ทั้งนี้มีการทดสอบยิงที่จีน 5 นัด จรวดทุกนัดตกห่างเป้าแค่ 2.3 เมตร (เกณฑ์ผ่าน คือ 4 จาก 5 นัด ในระยะ 92 เมตร)

ระยะที่ 2 พัฒนาโรงงานให้ประกอบรวมรถต้นแบบได้ จนได้รถยิง 1 คัน และประกอบรวมจรวด 5 นัด และสร้างรถควบคุมบัญชาการ 1 คัน จากนั้นพัฒนาระบบอำนวยการยิง และพัฒนาจนสร้างชิ้นส่วน จนได้รถยิง 1 คัน ติดตั้งระบบอำนวยการยิงให้รถยิงทั้ง 3 คัน รถโหลด 1 คัน จากนี้จะนำรถยิงคันแรกไปทดสอบยิงที่จีน เพื่อให้ กมย.ทบ. รับรอง

สรุปตอนนี้มีรถยิง 3 คัน รถโหลด 1 คัน รถควบคุม 1 คัน พร้อมระบบอำนวยการยิง จรวดมี 5 นัด (ในแผนจะทดสอบ 2 นัด)

+ DTI-2

DTI ใช้ความรู้จากการสร้าง DTI-1 มาสร้างลูกจรวด 122 มม. ยิงไกล 10 กม. และทดสอบยิงได้ผลดี ทบ. จึงเข้ามาร่วมมือ เพื่อให้พัฒนาลูกจรวด DTI-2 เอาไว้ใช้กับระบบ SR4 (ขนาดเท่ากัน) และระบบ Type82 บนรถสายพาน (จลก.31 ซึ่งเดิมเป็นขนาด 130 มม.) โดยได้สร้างจรวดต้นแบบและทดสอบยิงจรวดระยะ 10 และ 40 กม. จากนั้นได้พัฒนาจรวดฝึก ยิงไกล 10 กม. พัฒนา จลก.31 ให้ยิงจรวด 122 มม. ได้ แล้วสร้างจรวดต้นแบบ ยิงไกล 10 30 และ 40 กม. สำหรับระบบจรวด SR4 รวมทั้งรถยิงจรวดดัดแปลงจาก จลก.31 เพื่อเตรียมให้ กมย.ทบ. รับรอง นอกจากนี้จะมีการทำวิศวกรรมย้อนกลับ ส่วนขับเคลื่อนจรวด หัวรบ และชุดท่อยิงด้วย

สรุปตอนนี้มีรถยิงที่ดัดแปลงจาก จลก.31 1 คัน และลูกจรวดจำนวนพอสมควร (หลายสิบนัด) ทดสอบยิงไปเป็นร้อยนัดแล้ว

สำหรับจรวด DTI-2G ชะลอไปก่อน เพื่อหาแนวทางพัฒนาให้มีระบบนำวิถีแบบติดตามเป้าหมายได้ (ยิงเป้าเคลื่อนที่ได้)

+ DTI-x

พัฒนาระบบ จลก. นำวิถี ยิงไกล 80 กม. (ระยะปานกลาง) แผนเดิมขนาด 302 มม. ตอนนี้จะปรับมาทำเป็นขนาด 122 มม. แทน


ป.ล. ยังไม่มีโครงการสำหรับจรวดอย่างอื่น
ป.ล.2 ครั้งหน้าจะเป็นเรื่องรถเกราะล้อยาง
ที่มา: แผนปฏิบัติงาน DTI

การจัดหาอาวุธ Today

ยุทธการผาเมืองเผด็จศึก

ถ้าพูดถึงเขาค้อ ในเวลานี้ทุกคนคงนึกถึงทะเลหมอก ความสวยงามของพระธาตุผาซ่อนแก้วและไร่กะหล่ำปลี แต่ถ้าเราย้อนกลับไปเมื่อเกือบ 40 ปีที่แล้ว

วันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ.2511 ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์กลุ่มงานเขาค้อก็ประกาศ “วันเสียงปืนแตก” และเข้าโจมตีหมู่บ้านเล่าลือ โจมตีที่ตั้งของอาสาสมัครชุดคุ้มครองหมู่บ้านห้วยทรายเหนือ ทำให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายนาย สงครามได้เริ่มขึ้นแล้ว หลังจากนี้พื้นที่ตรงนี้จะกลายเป็นสนามรบที่รัฐบาลและผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ต่างเข้าห้ำหั่นกันให้แหลกไปข้างหนึ่ง

ในการปราบปราบผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในเขตงานเขาค้อ นั้นกองทัพภาคที่ 3 โดย กองอำนวยการผสม พลเรือน ตำรวจ ทหาร ที่ 1617 เปิดปฏิบัติการต่างๆกว่า 11 ยุทธการ เช่น -ยุทธการโพธิกนิษฐ์ ปี 2512 ภารกิจเพื่อกวาดล้าง ผกค. บนภูหินร่องกล้า

-ยุทธการสามชัย (กฝร.16) ปี 2515 ปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ในพื้นที่ภาคเหนือบริเวณรอยต่อ 3 จังหวัด คือ เพชรบูรณ์ พิษณุโลก และ เลย

-ยุทธการดอนเจดีย์ 2 ปี 2519 ภารกิจกวาดล้างพคท.ในเขตใต้แนว ถ.พิษณุโลก-หล่มสัก เพื่อตัดขาด ผกค.เขตงานเขาค้อ และเขตงานภูหินร่องกล้า และตัดกำลังกองร้อยเคลื่อนที่เร็วที่ 511 ของ ผกค.

-ยุทธการผาเมืองเผด็จศึก 1 ปี 2524 ยึดฐานที่มั่นสันเขาห้วยทรายและสันเขาค้อได้ทั้งหมด

-ยุทธการผาเมืองเผด็จศึก 2 ปี 2524 ภารกิจกวาดล้างฐานที่มั่นหลักของ ผกค.ในเขตงานเขาค้อทั้งหมด -ยุทธการผาเมืองเกรียงไกร ปี 2525 ภารกิจปราบปราม ผกค. กวาดล้างเป้าหมายในบริเวณภูหินร่องกล้า ภูขัด และภูเมี่ยง โดยทหารสามารถเข้ายึดพื้นที่ได้ทั้งหมด ส่งผลให้ ผกค.หมดอิทธิพลในพื้นที่เขาค้อ เขาย่า ทุ่งสะเดาะพง เขาปู่ และบ้านหนองแม่นา จบความขัดแย้งที่ดำเนินมากว่า 14 ปี

ThaiArmedForce.com

ขอขอบคุณ

พ.อ.สมจริง สิงหเสนี

ช่างภาพสนาม

Royal Thai Army Combat camera

นายทหารผู้บันทึกประวัติศาสตร์ไว้ให้ชนรุ่นหลังได้รับรู้ถึงวีรกรรมและความเสียสละของ พลเรือน ตำรวจ ทหาร ในการรบในครั้งนั้น

ประวัติศาสตร์ทางทหาร TAF Special Today

TAF ON Tour “ไปทุกที่ ที่มี สห.” EP.1 พิพิธภัณฑ์ทหารกลางแจ้งกองทัพภาคที่ 3 และพิพิธภัณฑ์ทหารกองพลทหารราบที่ 4

หากใครศึกษาประวัติศาสตร์การทหารของไทยจะทราบว่าพื้นที่ชายแดนภาคเหนือของไทยในอดีตนั้นเป็นพื้นที่ที่่เต็มไปด้วยการศึกสงครามมาโดยตลอดตั้งแต่ครั้งสงครามปราบฮ่อในสมัยรัชกาลที่ 5 เรื่อยมาจนถึงสงครามบ้านร่มเกล้า เมื่อปี 2531 แม้กระทั้งในปัจจุบันก็ยังมีการปราบปราบยาเสพติด การลักลอบตัดไม้ ให้เราเห็นกันในข่าวอยู่บ่อยๆ

แน่นอนครับในทุกการรบย่อมมีประวัติศาสตร์ให้เราคนรุ่นหลังได้เรียนรู้และเข้าใจถึงความเสียสละของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในห้วงเวลานั้น และ พิพิธภัณฑ์ทหาร คือพื้นที่ในการศึกษาเรื่องราวเหล่านั้นที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง

พิพิธภัณฑ์ทหารกลางแจ้งกองทัพภาคที่ 3 และพิพิธภัณฑ์ทหารกองพลทหารราบที่ 4 ตั้งอยู่ภายในกองพลทหารราบที่ 4 ค่ายสมเด็จพระนเรศรวรมหาราช จังหวัดพิษณุโลก เป็นพื้นที่รวบรวมประวัติศาสตร์การรบของหน่วยทหารภาคเหนือทั้งหมดตั้งแต่สงครามปราบฮ่อในสมัยรัชกาลที่ 5 จนถึง สมรภูมิบ้านร่มเกล้า ในปี 2531 ภายในพิพิธภัณฑ์จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักคือ

“ พิพิธภัณฑ์ทหารกองพลทหารราบที่ 4 ” จัดแสดงอาวุธประเภทต่างๆ เช่น ปืนเล็ก ปืนกล ปืนซุ่มยิง สิ่งของที่ยึดได้จากข้าศึก รวมทั้งเป็นที่รวบรวมวีรกรรมของเหล่าทหารผู้ซึ่งเสียสละชีวิตในการรบเพื่่อรักษาผืนแผ่นดินไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

พ.อ หลวงหาญสงคราม ผู้บัญชาการกองพลที่ 4 ท่านแรก
กรณีพิพาท อินโดจีน
สงครามเวียดนาม

” พิพิธภัณฑ์ทหารกลางแจ้งกองทัพภาคที่ 3 “ ส่วนนี้จะเป็นการจัดแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีใช้งานในหน่วยต่างๆของกองทัพภาคที่ 3 ซึ่งหลายชิ้นที่ตั้งแสดงอยู่ซึ่งล้วนแต่ผ่านการใช้งานจริงมาแล้วทั้งนั้น ปืนใหญ่บางกระบอกอาจเรียกได้ว่ามีแค่ที่นี้ที่เดียวด้วยซ้ำ

ฮ.ท. 1 UH-1H “HUEY”
Type 95 Ha-Go light tank
ปืนใหญ่ภูเขาแบบ 63(ป.63)
ปืนใหญ่เบากระสุนวิถีโค้ง แบบ 97 ขนาด 75 มม.
China Type 56 85 mm Divisional Gun

เนื่องจากตัว พิพิธภัณฑ์ ตั้งอยู่ภายในพื้นที่ของ กองพลทหารราบที่ 4 การเข้าเยี่ยมชมต้องแจ้งล่วงหน้าก่อนครับและแนะนำว่าให้มาเป็นหมู่คณะจะสะดวกกว่า

สามารถติดต่อขอรายละเอียดที่ เบอร์ 065-293-5419 ในวันและเวลาราชการ

ThaiArmedForce.com

ขอขอบคุณ

พล.ต.อภิเชษฐ์ ซื่อสัตย์ ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 4

พ.อ.เทอดศักดิ์ งามสนอง รองผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 4 (ท่านที่1)

พ.ท.ทรงพล อุ่นสมบัติ หัวหน้าฝ่ายกิจการพลเรือน กองพลทหารราบที่4

ร.ต.ภาณุสรณ์ ราชสุวอ นายทหารประวัติศาสตร์ กองพลทหารราบที่ 4

กองทัพบก ประวัติศาสตร์ทางทหาร Today

UP CLOSE AND PERSONAL WITH POSEIDON อินไซด์เทพสมุทร เครื่องบินต่อต้านเรือดำน้ำที่ดีที่สุดของสหรัฐ

เพื่อเน้นย้ำความสัมพันธ์และหลักการของการฝึกร่วมทางการทหารระหว่างกองทัพเรือสหรัฐและกองทัพเรือไทย คือ “การแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ทางยุทธการร่วมกัน” ผู้บัญชาการหน่วยปฏิบัติการที่73ของกองทัพเรือสหรัฐได้เปิดโอกาสพิเศษให้สื่อมวลชนไทย ขึ้นชมภายในของเครื่องบินลาดตระเวนและปราบเรือดำน้ำแบบ โบอิ้ง P-8 โพเซดอน ที่มาร่วมการฝึกCARAT2019ในครั้งนี้ที่กองบินทหารเรือ ท่าอากาศยานอู่ตะเภา โดยเป็นที่ทราบกันดีว่าอุปกรณ์ทุกอย่างภายในเครื่องบินลำนี้มีความทันสมัยและเป็นพื้นที่หวงห้ามสำหรับสื่อมวลชนต่างประเทศมาโดยตลอด แม้แต่การได้รับเชิญให้เข้าเยี่ยมชมของทีมงานTAFที่ลังกาวี มาเลเซีย ที่เราสามารถเดินชมได้ทุกพื้นที่ภายในตัวเครื่อง แต่ก็อยู่ภายใต้กฎการห้ามบันทึกภาพเด็ดขาด ต้องฝากกล้องถ่ายภาพและอุปกรณ์มือถือไว้กับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยด้านนอกตัวเครื่อง นี้จึงเป็นโอกาสพิเศษมากที่สื่อมวลชนไทยได้รับอนุญาตให้ทำการบันทึกและเผยแพร่ภาพในตัวเครื่องP-8ได้อย่างใกล้ชิดในครั้งนี้

P-8 ที่มาร่วมการฝึกกะรัตในครั้งนี้ คือหนึ่งในP-8Aจำนวน98ลำที่กองทัพเรือสหรัฐมีอยู่ในประจำการจากจำนวนที่สั่งสร้าง122ลำ โดยมาจากฝูงVP-8 “ Patron 8 ”มีที่ตั้งในสถานีการบินทหารเรือแจ็คสันวิลล์ ฟลอริด้า อันมีเกียรติประวัติในการรบมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่2 ในฐานะฝูงบินไล่ล่าเรือดำน้ำ เครื่องหมายเลข 849 ที่เราได้ขึ้นชมในวันนี้เป็นเครื่องที่มาปฏิบัติงานในภาคพื้นแปซิฟิก จากที่ตั้งในฐานบินมิซาว่าประเทศญี่ปุ่น ด้วยสมรรถนะของP-8ทำให้พวกเขาบินเดินทางมายังอู่ตะเภาได้โดยตรงภายในเวลา7ชั่วโมง และด้วยขีดความสามารถเติมเชื้อเพลิงในอากาศยังทำให้P-8มีพิสัยการบินได้ไกลและมีความเร็วมากกว่าเครื่องP-3ที่ประจำการก่อนหน้าหลายเท่าตัว

แม้ภายนอกP-8 คือเครื่องบินโดยสารแบบโบอิ้ง737-800 ซึ่งทำให้P-8มีปัญหาในการซ่อมบำรุงน้อยมากจากการที่สามารถใช้ชิ้นส่วนอะไหล่จากระบบของพลเรือนได้ทันที แต่เมื่อคุณก้าวเข้าไปในตัวเครื่องทุกอย่างจะเป็นคนละรูปแบบกับการจัดวางพื้นที่ของการใช้งานภาคพลเรือนที่เราคุ้นเคยโดนสิ้นเชิง

ตั้งแต่บันไดขึ้นเครื่องP-8มีการติดตั้งบันไดแบบพับเก็บได้ในลำตัว สำหรับการใช้งานในฐานบินส่วนหน้าและไม่ต้องเสียเวลารอการสนับสนุนรถบันได เมื่อก้าวเข้าไปในตัวเครื่องคุณจะพบที่นั่งเบาะนวมที่พอจะเทียบได้ว่าเป็นชั้นบิสซิเนสคลาสเพียง2ที่นั่ง แต่หลังจากพื้นที่ตรงนี้เก้าผู้โดยสารและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานจะหันไปด้านหลังทั้งหมด ซึ่งเป็นรูปแบบการจัดวางที่นั่งของกองทัพเรือสหรัฐ ที่ใช้หลักนิยมของอากาศยานที่ปฏิบัติงานบนดาดฟ้าเรือบรรทุกเครื่องบิน เพราะหากเครื่องต้องลงกระแทกพื้นอย่างรุนแรงด้านหลังของมนุษย์จะรับแรงกระแทกได้ดีกว่า และธรรมชาติการลงจอดบนเรือส่วนด้านหน้าจะได้รับความเสียหายมากกว่า เมื่อผู้โดยสารปลดเข็มขัดนิรภัย ก็จะสามารถอพยพ ทางประตูด้านหลังซึ่งเป็นทางเข้าออกหลักเครื่องบินลำเลียงทางการทหาร ( แต่P-8ไม่มีประตูแรมป์ท้ายนะ! )

ถึงแม้จะเปิดกว้างให้เราบันทึกภาพภายในได้ แต่นายทหารประจำเครื่องก็ได้เน้นย้ำถึงพื้นที่บางส่วนที่ขอให้คณะสื่อไทย งดการบันทึกภาพบางคอนโซล ส่วนคอนโซลที่เขาเคยเข้มงวดเขาก็บอกว่าไม่มีปัญหา เพราะเขาปิดจอภาพทั้งหมดดักทางพวกเราเรียบร้อยแล้ว ก่อนจะเริ่มพาทัวร์กันตั้งแต่ห้องนักบินไปจนท้ายเครื่อง โดยP-8 จะแบ่งพื้นที่ภายในเป็น3ตอน คือส่วนปฏิบัติงานและห้องโดยสาร ส่วนพักผ่อนและอุปกรณ์ประมวลผล และส่วนบรรจุและติดตั้งโซโนบุย

พื้นที่สำคัญส่วนแรกคือ พื้นที่ติดตั้งโมดูลคอนโซลปฏิบัติงานจำนวน 5 คอนโซล สำหรับการเฝ้าตรวจจับทั้งใต้น้ำ และผิวน้ำจากอุปกรณ์เซ็นเซอร์ที่ติดตั้งอยู่รอบตัวP-8 รวมไปถึงกับเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารจากยานโดรนUAVแบบอื่นๆเพื่อดำเนินการวางแผนการยุทธได้ทันทีในอากาศ เก้าอี้ของเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานจะหันไปด้านหลังขณะทำการบินขึ้นและลงจอด เมื่อเครื่องอยู่ในเพดานบินปกติแล้วก็จะปรับตำแหน่งหันไปหาคอนโซลได้ ส่วนเก้าอี้ของผู้โดยสารมี6ที่นั่ง จะไม่สามารถปรับตำแหน่งได้ และไม่มีหน้าต่าง ไม่มีจอภาพเพื่อความบันเทิง ไม่มีไฟอ่านหนังสือ หรือถาดวางอาหารอย่างแน่นอน จากความเห็นของเจ้าหน้าที่ประจำเครื่องที่เราลองถามว่า ถ้าไม่มีหน้าที่บนอากาศแล้วต้องมีเหตุให้ต้องนั่งอยู่ตรงนี้นานๆจะรู้สึกอย่างไร คำตอบที่ได้คือ “คุณจะรู้สึกโดดเดี่ยวมากๆครับ”

ส่วนที่ 2 ของพื้นที่ภายในP-8 เป็นพื้นที่พักผ่อนพร้อมอุปกรณ์ประมวลผล หรือ อุปกรณ์อื่นที่เขาอาจไม่อยากบอกเราเพราะพื้นที่อีกฝั่งคือจุดที่ขอไม่ให้มีการบันทึกภาพ เก้าอี้ชุดนี้ยังถูกใช้เป็นพื้นประชุมย่อยของเจ้าหน้าที่หากมีการบรี๊ฟภารกิจกันในอากาศ

ส่วนท้ายสุดของตัวเครื่องคือพื้นที่บรรจุเก็บและปล่อยโซโนบุย อาวุธหลักในการจัดการกับเรือดำน้ำของเครื่องบินแบบนี้ โซโนบุยคือทุ่นตรวจจับขนาดเล็กที่จะถูกหย่อนลงทะเลในพื้นที่เป้าหมายที่ระบบตรวจจับบนเครื่องทราบพิกัดโดยรวมแล้ว โซโนบุยที่ถูกหย่อนลงน้ำจะส่งคลื่นตรวจจับผ่านผิวน้ำเพื่อให้ได้ตำแหน่งที่แน่ชัดก่อนทำการการใช้อาวุธที่ติดตั้งอยู่บนเครื่อง หรือส่งข้อมูลให้เรือรบที่อยู่ในพื้นที่ทำลายเรือดำน้ำข้าศึกได้อย่างแม่นยำ ซึ่งP-8มีพื้นที่จัดเก็บโซโนบุยได้96ลูก ที่มีระบบการปล่อยแตกต่างจากP-3 โอไรอ้อน ที่ต้องบรรจุโซโนบุยเอาไว้นอกตัวเครื่องและต้องทำการโหลดตั้งแต่ก่อนขึ้นบิน ในขณะที่ระบบของโพเซดอนมีความยืดหยุ่นในการใช้งานมากกว่า เพราะเจ้าหน้าที่สามารถทำการโหลดและปล่อยโซโนบุยจากภายในตัวเครื่อง ผ่านแค๊ปซูลปรับความดันจำนวน4ชุดที่เราเห็นในภาพประกอบ โดยยังมีท่อปล่อยสำรองอีกหนึ่งท่อเป็นการปล่อยแบบแมนน่วล สำหรับการปล่อยโซโนบุยในระดับเพดานบินต่ำ พื้นที่ส่วนนี้ยังเป็นที่บรรทุกสัมภาระที่จำเป็นต่อการบำรุงรักษาเครื่องภาคพื้นเมื่อต้องไปวางกำลังนอกพื้นที่ฐานของตัวเอง ทั้งอุปกรณ์ซ่อมบำรุง ฝาครอบป้องกันFOD และแม้แต่ล้ออะไหล่สำรอง!

การจัดวางในตัวเครื่องยังเป็นอากาศยานทางการที่เน้นใช้งานทางทะเล ที่เราจะเห็นชุดแพฉุกเฉินสีเหลืองติดตั้งอยู่ข้างประตูเข้าออกในทุกจุดเพื่อการพร้อมใช้งานหากเครื่องต้องลงฉุกเฉินกลางทะเลและเมื่อทำการปฏิบัติงานจริงเจ้าหน้าที่ทุกนายจะต้องสวมหมวกป้องกันศีรษะตามรูปแบบทางการทหารทุกนาย ดังที่เราได้เห็นหมวกที่ตกแต่งสไตล์ชาวเรือสหรัฐวางพร้อมใช้งานในทุกจุดบนตัวเครื่อง

ด้วยขีดความสามารถที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับP-3 เราจึงสามารถเรียกได้ว่า P-8 คือโบอิ้ง737 เวอร์ชั่นติดอาวุธที่พร้อมใช้งานในการรบทางทะเลได้ทันที เมื่ออยู่ในสภาวะสงครามพื้นที่ใต้ปีกของP-8 สามารถติดตั้งได้ทั้งระเบิด และอาวุธโจมตีเรือผิวน้ำระยะไกลได้ 6ตำแหน่ง และพื้นที่บรรจุตอร์ปิโด หรือทุ่นระเบิดสำหรับทำลายเรือดำน้ำได้อีก5ลูก จากพื้นที่จัดเก็บด้านท้ายเครื่อง
การได้ขึ้นชมอุปกรณ์ภายในของP-8ของกองทัพเรือสหรัฐในครั้งนี้ทำให้เราได้เห็นขีดความสามารถในการปฏิบัติงานเฝ้าตรวจทางทะเลของพวกเขาได้มากขึ้น และยิ่งเป็นประสบการณ์ที่ดีของกำลังพลฝ่ายไทยที่ได้ร่วมขึ้นฝึกปฏิบัติงานกับอากาศยานแบบนี้ทั้งในตัวเครื่องขณะทำการบิน และทำการบินร่วมกับเครื่องบินตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำแบบฟ็อคเกอร์F-27 ของกองบินทหารเรือ ซึ่งเป็นสิ่งพิสูจน์ความสัมพันธ์ที่แนบแน่นของกองทัพเรือทั้ง2ชาติได้เป็นอย่างดี

TAF ขอขอบคุณ

– Rear Admiral Murray Joe “JT” Tynch, III พลเรือจัตวา เมอเรย์ โจ “เจที” ทินช์ที่3 ผู้บัญชาการกองกำลังที่73 หน่วยส่งกำลังบำรุงภาคพื้นแปซิฟิกตะวันตก

-นักบินและกำลังของฝูงบินVP-8 และสถานฑูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย

-ฝูงบิน 102 กองบินทหารเรือ กองทัพเรือ

กองทัพเรือ Today

ใครจะแบน #Huawei ก็ไม่รู้ แต่พี่ไทยเราบอกว่าเราเปิดกว้างทุกประเทศ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิตอลของไทยเพิ่งไปพูดในงานประชุมประจำปีเกี่ยวกับอนาคตของเอเชียของสำนักข่าว Nikkei Asian Review ที่ญี่ปุ่นวันนี้เองว่า แม้ว่าไทยจะกังวลเรื่องความปลอดภัยและความมั่นคงของโครงข่าย 5G ก็ตาม แต่ไทยก็จะเปิดกว้างให้ผู้ผลิตอุปกรณ์ทุกค่ายเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาได้

“จะมี #Ericsson และ #Nokia เข้ามา ดังนั้นเราจะเปิดกว้างให้ทุกราย” ท่านรัฐมนตรีกล่าว

ซึ่งแปลว่าประเทศไทยจะไม่ทำการแบนอุปกรณ์ของ Huawei ตามที่สหรัฐกำลังกดดันประเทศพันธมิตรทั่วโลกให้ทำตาม เนื่องจากเอาเข้าจริงแล้ว แอดเชื่อว่ารัฐบาลไทยแม้ว่ายังจะถือว่าสหรัฐคือพันธมิตรที่สำคัญที่สุดประเทศหนึ่ง แต่ในกรณีนี้สหรัฐก็ยังไม่มีหลักฐานมากพอที่จะชี้ให้เห็นว่าอุปกรณ์ของ Huawei มีปัญหาจริง

และเอาเข้าจริง เอกสารในวิกิลีคก็ระบุชัดเจนว่า เจ้าพ่อนักดักฟังรายใหญ่รายหนึ่งของโลกก็คือสหรัฐนี่แหละ ดังนั้นใช้อุปกรณ์เจ้าไหนก็คงไม่ได้ต่างกันหรอกมั้ง 😂

https://asia.nikkei.com/Spotlight/The-Future-of-Asia-2019/Thailand-casts-wide-net-for-5G-partners-amid-Huawei-concerns?fbclid=IwAR3s5oCGHMwZ3FFYqubC9wiWNNTijMUqEbwAgBthe54POs4c2-pMuGE2A_Q

ไม่มีหมวดหมู่ Today

กองทัพอากาศสหรัฐยืนยันภาพ “หำเวหา” บนท้องฟ้าเกิดจากการบินของF-35โดยไม่เจตนา!

หลังจากประสบปัญหาการสร้างความประทับในการบินสาธิตตามงานแสดงการบินต่าง เครื่องบินรบสเตลธ์เจน5ของกองทัพอากาศสหรัฐ ก็ค้นพบหมุดหมายสำคัญในการสร้างความประทับใจในการบิน ด้วยการวาดภาพ “หำเวหา”ได้โดยไม่ได้ตั้งใจ(..เหรอ?)
หลังจากเป็นที่กล่าวขวัญไปทั่วโลกกับการประกาศศักดาของนักบินกองทัพเรือสหรัฐ ที่เจตนาวาดภาพ”หำ”ยักษ์เหนือท้องฟ้ารัฐวอชิงตัน จนต้นสังกัดต้องมาแถลงลงโทษทางวินัยไปเมื่อ2ปีที่แล้ว แต่กลายเป็นเหมือนการสร้างธรรมเนียมการประลองระหว่างหน่วยบินของ2เหล่าทัพระหว่างกองทัพเรือและกองทัพอากาศสหรัฐ ทั้งขนาด และความเฉียบคมในการวาดภาพเหมือนอวัยวะชิ้นนี้บนท้องฟ้า ด้วยการควบคุมอากาศยานของตนให้กรีดไอน้ำในอากาศให้กลายเป็นเส้นสีขาวค้างอยู่บนท้องฟ้า

ล่าสุดเมื่อวานนี้30 พฤษภาคม ปรากฏเส้นคอนเทรลสีขาวรูปทรงคล้ายอวัยวะขนาดใหญ่เหนือท้องฟ้าของฐานทัพอากาศลุคส์ รัฐแอริโซนา ซึ่งโฆษกของกองบินที่56แห่งนี้ได้ออกแถลงข่าวอย่างเป็นทางการว่า “ผู้บังคับบัญชาระดับสูงได้ทำการตรวจสอบเทปบันทึกข้อมูลการบินในวันนั้นแล้ว ยืนยันว่าเป็นผลจากการฝึกบินท่าบินรบมาตรฐานของF-35ในพื้นที่การฝึก ไม่ได้มีเจตนาของพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในระหว่างการฝึกบินแต่อย่างใด”
แม้จะเป็นเครื่องบินรบที่ทรงประสิทธิภาพในการบทางอากาศ แต่F-35ยังขาดคุณลักษณะความคล่องตัวในการบินระยะประชิดจนไม่เป็นที่ประทับใจเมื่อแสดงการบินสาธิตต่อสาธารณะชนในกิจกรรมแอร์โชว์ต่างๆ แต่การค้นพบท่าบินที่สามารถสร้างภาพ “หำเวหา”ขนาดยักษ์นี้ได้โดยบังเอิญนี้ อาจช่วยสร้างสีสันให้กับการแสดงการบินของเครื่องบินรบที่มีค่าใช้จ่ายราว1ล้านสี่แสนบาทต่อชั่วโมงนี้ได้เป็นดาวเด่นในงานแอร์โชว์เสียที

https://gizmodo.com/u-s-air-force-draws-giant-dick-in-the-sky-claims-it-w-1835130804?fbclid=IwAR3B8L0bOrtQBIx4iWvRcauWnKgsG1tQpR2XBgeS_5aaJLUEYzB5bLT2oPY

ข่าวต่างประเทศ Today

“เราต่อสู้กับข้าศึกร่วมกันกับทหารไทยในสงครามเกาหลี หากไม่มีความช่วยเหลือจากพวกเขา เราคงไม่สามารถชนะสงครามครั้งนั้นได้”

“เราต่อสู้กับข้าศึกร่วมกันกับทหารไทยในสงครามเกาหลี หากไม่มีความช่วยเหลือจากพวกเขา เราคงไม่สามารถชนะสงครามครั้งนั้นได้” เป็นคำกล่าวของ ควอน ฮุค โจ ทหารผ่านศึกเกาหลี ที่แสดงออกถึงความนับถือต่อทหารไทยจากความกล้าหาญและความเสียสละในการรบ จนนับไทยเป็นสหายศึกร่วมสงครามในความทรงจำของเขา
อาจไม่เป็นที่รับรู้ของคนไทย ถึงการระลึกถึงความช่วยเหลือที่กองทัพไทยมีต่อเกาหลีใต้ในสงครามเกาหลี แม้สังคมยุคใหม่ของเกาหลีจะมีความทรงจำที่ลางเลือนต่อบทบาทของไทยในสงครามครั้งนั้นไปตามการเวลาเช่นเดียวกับสังคมไทย แต่รัฐบาลและกองทัพเกาหลีใต้ได้แสดงออกถึงการรำลึกถึงความสัมพันธ์ร่วมกัน ตั้งแต่การให้สิทธิการเดินทางเข้าประเทศโดยประชาชนไทยทุกคนไม่จำเป็นต้องทำการยื่นวีซ่าในการเดินทางไปเยือนเกาหลีใต้ ไปจนถึงการสร้างอนุสาวรีย์รำลึกถึงทหารไทยและจัดกิจกรรมอย่างสมเกียรติทุกปี รวมไปถึงการนำอาสาสมัครเยาวชนเกาหลีมาเยี่ยมเยือนครอบครัวและชุมชนของทหารผ่านศึกสงครามเกาหลีในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน
สารคดีของ ARIRANG ISSUE ได้นำเสนอมุมมองของการแสดงออกถึงกองทัพไทยของเกาหลีใต้ ในการบันทึกเทปพิธีรำลึกถึงทหารไทยในสงครามเกาหลีเมื่อปีที่ผ่านมา ณ ที่ตั้งของอนุสาวรีย์ เมืองปุชอน ในจังหวัด กังกีโด 
อนุสาวรีย์แห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2518โดยรัฐบาลเกาหลี โดยถือว่าประเทศไทยถือเป็นชาติแรกในเอเชียที่ส่งกำลังทหารเข้ามาร่วมรบทั้ง3เหล่าทัพกว่าหนึ่งหมื่นนาย เพื่อสนับสนุนกองทัพเกาหลีใต้ในสงครามเกาหลี ในฐานะกำลังของกองกำลังสหประชาติเพื่อปลดปล่อยเกาหลีใต้จากการบุกยึดของกองกำลังคอมมิวนิสต์ของเกาหลีเหนือตั้งแต่ปี พ.ศ.2493

Today