มารู้จักกับ #FMS กันดีกว่า

จากข่าวการจัดหารถเกราะ #M1126 #Strkyer จากสหรัฐอเมริกาผ่านโครงการ FMS จำนวน 37 คัน และได้มาเพิ่มอีก 23 คัน รวมเป็น 60 คัน เท่ากับว่าตอนนี้จะเหลือราคาคันละ 50 ล้านบาทแล้ว (ถือว่าถูกมาก เมื่อเทียบกับรถระดับ Stryker ที่ราคามือหนึ่งสูงราว 140 ล้านบาท) TAF จึงขอเชิญชวนมาทำความรู้จักกับโครงการ FMS กันดีกว่าครับ

FMS หรือ Foreign military sales นั้นเป็นโครงการของกระทรวงกลาโหมสหรัฐเพื่อขายอาวุธให้กับประเทศพันธมิตร โดยเป็นโครงการที่มีเฉพาะสหรัฐเท่านั้น (เพราะประเทศอื่นใช้ชื่ออื่น!?! ไม่มุกนี่พูดจริง 🙂 ) ซึ่งเป็นโครงการที่ลูกค้าต่างชาตินั้นไม่ได้ซื้ออาวุธโดยตรงจากบริษัทของสหรัฐ แต่จะเป็นการซื้อผ่านรัฐบาลสหรัฐซึ่งจะทำหน้าที่บริหารโครงการและจัดการการฝึกและส่งกำลังบำรุงให้

โดยกระทรวงกลาโหมสหรัฐมอบหมายให้สำนักงานความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคงหรือ #DSCA (Defense Security Cooperation Agency) เป็นผู้รับผิดชอบในการลงนามสัญญาจัดหากับบริษัทในสหรัฐเสมือนเป็นตัวแทนของรัฐบาลต่างประเทศ และจะบริหารสัญญา ความคืบหน้าในการพัฒนา ผลิต ส่งมอบ รวมถึงดูแลการส่งกำลังบำรุงและการสนับสนุนด้านอะไหล่ให้

นอกจากนั้น ถ้าประเทศลูกค้าต้องการ ยังสามารถร้องขอให้กองทัพสหรัฐทำการฝึกกำลังพลให้ด้วยก็ได้ผ่านโครงการ International Military Education and Training หรือ #IMET และยังสามารถใช้งบประมาณของประเทศลูกค้าเอง หรือขอกู้เงินจากรัฐบาลสหรัฐผ่านโครงการ United States Foreign Military Financing หรือ FMF ก็ได้เช่นกัน

ข้อดีของการจัดหาผ่าน FMS ก็คือการเป็นสัญญาแบบรัฐต่อรัฐ ทำให้มีความน่าเชื่อถือสูงกว่า รวมถึงสามารถใช้สิ่งอำนวยความสะดวกของสหรัฐในการสนับสนุนการดำเนินการตามสัญญาได้ และการรับการฝึกจากกองทัพสหรัฐก็ทำให้ประเทศลูกค้าได้รับการฝึกจากหน่วยผู้ใช้จริงที่มีประสบการณ์ในการรบและการปฏิบัติภารกิจจริง นอกจากนั้น รัฐบาลต่างประเทศที่เป็นลูกค้าไม่จำเป็นจะต้องมีความเชี่ยวชาญในการบริหารสัญญาภายใต้กฎหมายและกฎระเบียบของสหรัฐมากนัก เพราะ DSCA ทำหน้าที่บริหารสัญญาให้ทั้งหมด เมื่อการผลิตอาวุธเสร็จสิ้น บริษัทผู้ผลิตก็จะส่งมอบอาวุธให้กับ DSCA ที่จะมีบทบาทในการตรวจรับและ DSCA จะทำหน้าที่ส่งต่อให้กับประเทศลูกค้าอีกครั้งหนึ่ง

แต่ทั้งนี้ ข้อดีก็มีข้อเสีย ซึ่งก็คือราคาในการจัดหาผ่าน FMS นั้นจะสูงกว่าการจัดหาโดยตรงกับบริษัทผู้ผลิต (Commercial Contract) เสมออย่างน้อย 3% ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารสัญญาที่ DSCA เรียกเก็บ และการซื้อผ่าน FMS นั้นก็ยังคงต้องมีบริษัทตัวแทนในประเทศไทยเป็นผู้ประสานงานอยู่เช่นเดียวกัน

และตามกฎหมายแล้ว การขายอาวุธหลักที่มีมูลค่ามากกว่า 14 ล้านเหรียญ อุปกรณ์หรือบริการทางทหารที่มีมูลค้ามากกว่า 50 ล้านเหรียญ หรือการจ้างออกแบบและก่อสร้างทางทหารที่มีมูลค่ามากกว่า 200 ล้านเหรียญนั้น รัฐบาลสหรัฐจะต้องแจ้งต่อ #สภาคองเกรส ล่วงหน้า 30 วัน (15 วันในกรณีที่ประเทศลูกค้าเป็นสมาชิก #NATO หรือญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์) ถ้าสภาคองเกรสไม่คัดค้าน รัฐบาลจึงจะอนุมัติการขายได้ ซึ่งหน่วยงานที่ทำหน้าที่แจ้งต่อคองเกรสก็คือ DSCA นั่นเอง

โดยส่วนมากแล้ว การจัดหาอาวุธจากสหรัฐของไทยนั้นจะจัดหาผ่านโครงการ FMS แทบทั้งสิ้น มีไม่กี่โครงการเท่านั้นที่เป็นการจัดหาแบบ Commercial Contract เช่น โครงการจัดหาเรดาร์ AN/TPS-77 ของกองทัพอากาศที่ลงนามสัญญากับ Lockheed Martin โดยตรง ไม่ได้ผ่าน DSCA ของรัฐบาลสหรัฐ เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีอีกโครงการหนึ่งของรัฐบาลสหรัฐซึ่งเน้นไปที่การขายอาวุธส่วนเกินของกองทัพสหรัฐให้กับต่างประเทศก็คือโครงการ #EDA หรือ Excess Defense Article ซึ่งรับผิดชอบโดย DSCA เช่นเดียวกัน โครงการนี้จะเน้นไปที่การจัดหาอาวุธที่เกินความต้องการกองทัพสหรัฐแล้ว โดยเป็นการขายให้กับต่างประเทศในราคาไม่แพง และยังสามารถว่าจ้าง DSCA เพื่อให้กองทัพสหรัฐหรือบริษัทที่เกี่ยวข้องทำการปรับปรุงฟื้นสภาพของยุทโธปกรณ์ก่อนส่งมอบได้อีกด้วย ซึ่งประเทศไทยก็มีการจัดหายุทโธปกรณ์ผ่านโครงการ EDA หลายโครงการเช่นเครื่องบินขับไล่ F-16ADF เฮลิคอปเตอร์ UH-1H และ AH-1F เป็นต้นครับ

ทุกท่านสามารถหาข้อมูลเกี่ยวกับการขายอาวุธหลักให้กับต่างประเทศหรือการขายยุทโธปกรณ์ส่วนเกินให้กับต่างประเทศผ่านเว็บไซต์ของ DSCA ได้จาก Link ด้านล่างนี้ ซึ่งประชาชนทั่วไปสามารถตรวจสอบได้ทั้งหมดครับ

https://www.dsca.mil/major-arms-sales

https://www.dsca.mil/programs/excess-defense-articles-eda

กองทัพบก การจัดหาอาวุธ Today

มาเลเซีย สกัดการเตรียมการก่อการร้ายได้

หน่วยงานความมั่นคงมาเลเซีย แถลงข่าวการสกัดกั้นความพยายามในการก่อการร้ายในย่านใจกลางกรุงกัวลาลัมเปอร์ได้สำเร็จ จากการจู่โจมจับกุมผู้ต้องสงสัยที่เตรียมปฏิบัติการแบบโลนวูลฟ์ได้ในระหว่างวันที่ 5 และ 7 พฤษภาคมที่ผ่านมา ทางการมาเลเซียได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมของผู้ต้องสงสัยที่จับกุมได้4คนเป็นชาวอินโดนีเซีย ที่สืบประวัติย้อนหลังแล้วพบว่าเคยเดินทางไปซีเรียมาก่อนหน้านี้ ส่วนอีก2คน เป็นชาวโรหิงยา ในการจับกุมครั้งนี้สามารถยึดระเบิดIED ที่พร้อมใช้งาน 6ชุด และ ปืนพกCZ หนึ่งกระบอกพร้อมกระสุน15นัด คาดว่าผู้ถูกจับกุมได้ทั้งหมดนี้เตรียมใช้ระเบิดIED สร้างความเสียหายในย่านชุมชนของนครหลวงของมาเลเซียแต่ถูกสกัดจับได้ก่อนจากการปฏิบัติงานเชิงลึกของหน่วยงานความมั่นคงของมาเลเซีย

ข่าวต่างประเทศ Today

กองทัพเรือฝึกดำเนินกลยุทธ์ด้วยกระสุนจริง (CALFEX)

กองทัพเรือฝึกดำเนินกลยุทธ์ด้วยกระสุนจริง (CALFEX) ณ สนามฝึกกองทัพเรือหมายเลข 16 บ้านจันทเขลม อ.เขาคิชฌกูฎ จังหวัดจันทบุรี การฝึกครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการฝึก กองทัพเรือ 62

โดยมีกำลังพลจาก กองพลนาวิกโยธิน สอ.รฝ และ รถถัง T-84 OPLOT จาก กองพันทหารม้าที่ 2 กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ เข้าร่วมการฝึกในครั้งนี้

นอกจากนั้น ในการฝึกครั้งนี้เรายังได้เห็น รถ AAPC ของ DTI ซึ่งอยู่ในระหว่างการทดสอบโดยกองพลนาวิกโยธินร่วมตั้งแสดงอยู่ด้วย

TAF ขอขอบคุณภาพจาก
พ.จ.ต.ณัฐภูมิ ผู้ภักดี 
ทีม สารคดีกองทัพเรือ

กองทัพเรือ Today

สำนักข่าวRTของรัสเซียนำเสนอสารคดีสั้น จากฟิลม์บันทึกการทดสอบการบินของF-5E

สำนักข่าวRTของรัสเซียนำเสนอสารคดีสั้น จากฟิลม์บันทึกการทดสอบการบินของF-5E ที่ถูกยึดมาได้จากสนามบินเบียนฮหว่าของเวียดนามใต้ ทางการเวียดนามได้จัดส่งF-5ส่วนหนึ่งในสภาพสมบูรณ์ให้กับสหภาพโซเวียตและเชคโกสโลวาเกีย เพื่อทำการประเมินค่า โดยโซเวียตได้นำทีมนักบินทดสอบฝีมือดีของตนขึ้นทำการบินทดสอบการประลองยุทธทางอากาศกับเครื่องบินรบแบบมิก-21ของตนเอง โดยF-5Eได้มีการติดตั้งตราสัญลักษณ์และหมายเลขตามรูปแบบของโซเวียตดังภาพที่ได้บันทึกไว้ แม้ผลการประค่าของเหล่าวิศวกรการบินของโซเวียตจะรายงานผลการประเมินว่ามิก-21ของตยเองมีความทันสมัยมากกว่าF-5 แต่ผลการจำลองการรบในอากาศF-5กลับเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะในทุกเที่ยวบิน ผลการประเมินค่าในครั้นี้ได้มีส่วนสำคัญในความพยายามพัฒนาเครื่องบินรบรุ่นต่อๆมาของโซเวียตให้มีสมรรถนะการบินรบในอากาศได้ดีขึ้น

ข่าวต่างประเทศ Today

TAF Special #5 – RTAF UH-1H ‘Huey’ 40th Year Anniversary #2

ในกองทัพต่าง ๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นของทัพขนาดใหญ่ที่มีเครื่องบินเป็นพัน ๆ ลำ หรือกองทัพขนาดเล็กที่มีเครื่องบินเพียงไม่กี่ลำ แทบทั้งหมดจะมีเฮลิคอปเตอร์เป็นส่วนหนึ่งของกองทัพแทบทั้งสิ้น เนื่องด้วยคุณลักษณะเฉพาะที่หาไม่ได้จากเครื่องบินแบบอื่นนั่นก็คือการสามารถลอยตัวอยู่นิ่ง ๆ และลงจอดในพื้นที่ใด ๆ ก็ตามที่ต้องการ โดยใช้ใบพัดซึ่งก็คือปีกที่หมุนได้ในการสร้างแรงยกนั่นเอง กองทัพไทยทั้งสี่เหล่ามีเฮลิคอปเตอร์ใช้ในราชการรวมกันแล้วมากกว่าสองร้อยลำ ราวครึ่งหนึ่งคือฮิ้วอี้ที่เรากำลังพูดถึงอยู่นั่นเองครับ ฮิวอี้ในแต่ละเหล่าทัพจะมีบทบาทแตกต่างกันออกไป ในส่วนของฮิวอี้ของกองทัพอากาศนั้นก็จะมีหน้าที่เฉพาะนั่นก็คือ การค้นหาและกู้ภัยในพื้นที่การรบครับ ขอเชิญทุกท่านทำความรู้จักกับภารกิจนี้ … ภารกิจที่ต้องเสียงภัยไปช่วยคนที่แม้ไม่เคยรู้จักกัน … ให้มากขึ้นในตอนที่สองของบทความนี้ครับ

That Other May Live

ภารกิจค้นหาและกู้ภัยในพื้นที่การรบ (Combat Search and Rescuse) หรือที่เราเรียกสั้น ๆ ว่า CSAR นั้นเป็นภารกิจที่สำคัญที่สุดภารกิจหนึ่งในการปฏิบัติการทางอากาศ ภารกิจนี้จะกระทำเมื่ออากาศยานของฝ่ายเราถูกข้าศึกยิงตกและนักบินสามารถดีดตัวออกมาได้ (หรือถ้านักบินเสียชีวิตก็จะเป็นการพิสูจน์ทราบอากาศยานที่ตก) และเฮลิคอปเตอร์ค้นหาและกู้ภัยพร้อมด้วยเครื่องบินคุ้มกันจะต้องมีภารกิจเข้าไปช่วยเหลือนักบินที่ถูกยิงตกกลับบ้าน ซึ่งส่วนมากแล้วจะอยู่หลังแนวข้าศึก
องค์ประกอบของการทำภารกิจนี้อยู่ภายใต้หลักการของการทำงานร่วมกันเป็นทีม ผู้ที่เกี่ยวข้องกับภารกิจนี้ได้แก่ นักบิน, พลปืน, และพลร่มกู้ภัย ถ้าขาดใครคนหนึ่งไปนั้นอาจทำไม่สามารถปฎฏิบัติภารกิจให้ลุล่วงได้เลย นอกจากนักบินแล้ว เราลองไปรู้จักแต่ละคนให้มากขึ้นกันดีกว่าครับ เริ่มจากพลปืน ซึ่งเป็นผู้ที่ทำหน้าที่ป้องกันเฮลิคอปเตอร์ทั้งลำจากการยิงของข้าศึก การป้องกันนี้มาจากการยิงของปืนกลที่ติดตั้งอยู่ที่ประตูทั้งสองข้างของฮิวอี้ ในกองทัพอากาศไทยนั้นเราใช้ปืนกล M60D เป็นปืนหลัก ข้อแตกต่างที่สำคัญของปืนกล M60D กับปืนกล M60 ที่เราเคยเห็นกันตอนเรียนรด.ก็คือมันถูกออกแบบมาให้มีด้ามจับและไกปืนที่สามารถจับและยิงได้ด้วยมือทั้งสองข้าง ซึ่งจะแตกต่างจากปืนกล M60 ที่ใช้งานบนพื้นดินที่จะมีไกปืนและด้ามจับคล้าย ๆ กับปืนที่เราคุ้นเคยกันทั่วไปครับ ด้านข้างจะมีกล่องกระสุนซึ่งจะมีสายกระสุนที่ป้อนกระสุนเข้าไปในปืนกล M60D และมีกระเป๋าเก็บปลอกกระสุนที่ถูกยิงแล้วในอีกด้านหนึ่งของปืน ส่วนมากแล้วพลปืนจะนั่งอยู่ตรงที่นั่งข้าง ๆ ที่เยื้องไปด้านหลังของทั้งสองข้างครับ

อีกคนหนึ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ หน่วยพลร่มกู้ภัยของหน่วยอากาศโยธินแห่งกองทัพอากาศครับ หน่วยนี้มักจะเป็นหน่วยที่ผู้คนมักจะลืม ๆ ไปในภาวะปกติ แต่จะเป็นหน่วยที่ทุกคนคิดถึงมากที่สุดเมื่อตกอยู่ในอันตราย ถ้าจะเทียบคร่าว ๆ ให้เห็นง่าย ๆ แล้ว อากาศโยธินก็คือทหารราบของทหารอากาศ ส่วนหน่วยพลร่มกู้ภัยหรือ Pararescue Jumper (เรียกย่อ ๆ ว่า PJ) ก็คล้าย ๆ หน่วยรบพิเศษของอากาศโยธินนั่นเองครับ ผู้ที่ทำงานในหน่วยนี้จะต้องผ่านการฝึกอย่างหนักไม่แพ้หน่วยรบพิเศษชั้นนำอื่น ๆ ของประเทศ และยังต้องมีความสามารถพิเศษในการปฐมพยาบาลและช่วยชีวิตผู้บาดเจ็บก่อนที่จะนำผู้บาดเจ็บไปถึงมือของหมอที่ฐานทัพของฝ่ายเรา ในวันที่พวกเราไปเยี่ยมกองบิน 2 เพื่อถ่ายภาพชุดนี้นั้นจึงได้มีโอกาสนั่งพูดคุยกับเหล่า PJ ที่มาประจำอยู่ที่กองบิน 2 แห่งนี้ ทุกคนใจดี เฮฮา และยิ้มแย้มแจ่มใส แต่ถ้าสังเกตุดี ๆ นอกจากปีกจากหลากหลายหลักสูตรแล้ว เรายังสังเกตุเห็นปีกรูปฉลามบนเกลียวคลื่นซึ่งผู้ที่ผ่านหลักสูตรนักทำลายใต้น้ำ/จู่โจมหรือหน่วยซีลของหน่วยสงครามพิเศษทางเรือ กองทัพเรือเท่านั้นที่จะมีโอกาสติดได้ครับ

ในส่วนของเฮลิคอปเตอร์นั้น นอกจากปืนกล M60D แล้ว ยังมีอุปกรณ์อีกอันหนึ่งที่จำเป็นนั่นก็คือ รอกกู้ภัย (Hoist) นั่นเองครับ เราอาจจะเคยเห็นตามภาพยนต์ที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยและผู้ประสบภัยผูกตัวเองกับรอกเพื่อให้มันค่อย ๆ ดึงขึ้นมาในตัวเฮลิคอปเตอร์ นั่นคือหน้าที่สำคัญของมันครับ

We Will Bring You Home

ในภาวะปกติแล้ว จะมีเฮลิคอปเตอร์สองลำเข้าทำภารกิจนี้ โดยเครื่องหนึ่งจะเป็นเครื่องที่ทำการช่วยเหลือนักบิน ซึ่งจะนำ PJ ไปส่ง ณ จุดที่นัดหมายกับนักบินแล้ว และอีกเครื่องหนึ่งจะทำการบินคุ้มกันโดยใช้ปืนกล M60D ซึ่งติดอยู่ทั้งสองข้างของประตูในการยิงกดดันข้าศึก และอาจจะมีเครื่องบินขับไล่หรือเครื่องบินโจมตีบินโจมตีทิ้งระเบิดกดดันข้าศึกหรือป้องกันเครื่องบินของข้าศึกที่อาจจะเข้ามาขัดขวางภารกิจได้ การปฏิบัติการจะเกิดขึ้นเมื่อเครื่องบินฝ่ายเราถูกยิงตก ซึ่งส่วนใหญ่แล้วการถูกยิงตกในลักษณะนี้มักจะมาจากเครื่องบินถูกยิงตกในระหว่างการปฏิบัติภารกิจในแนวหน้าของฝ่ายเราหรือแม้แต่ลึกเข้าไปในแนวหลังของข้าศึกครับ ปกติแล้วนักบินทุกคนจะต้องผ่านหลักสูตรการเอาตัวรอดหลังจากกระโดดออกมาจากเครื่องบินแล้ว สิ่งที่นักบินต้องทำก็คือ ต้องจัดตั้งการติดต่อสื่อสารกับกองกำลังฝ่ายเราให้ได้ หลังจากนั้นจะเป็นขั้นตอนการนัดแนะจุดรับกลับ และวันเวลาที่จะไปรับครับ อย่างที่เรียนให้ทราบไปว่า ในภาวะปกติแล้วกองทัพอากาศจะส่งเฮลิคอปเตอร์สองลำเข้าไปช่วยเหลือนักบิน และเนื่องจากเฮลิคอปเตอร์บินได้ช้า ความคล่องตัวต่ำกว่าเครื่องบินปีกตรึง รวมไปถึงความสามารถในการป้องกันตัวนั้นค่อนข้างต่ำกว่าเครื่องบินปีกตรึงอยู่แล้ว การบินเข้าไปช่วยเหลือจะต้องมีเทคนิคการบินที่ได้รับการฝึกมาเป็นพิเศษ เช่นการบินต่ำเพื่อป้องกันการถูกตรวจจับด้วยเรดาร์และลดโอกาสที่จะถูกยิงจากอาวุธภาคพื้น (เพราะกว่าข้าศึกจะเห็นฮ.ก็อยู่บนหัวและบินผ่านไปอย่างรวดเร็วแล้ว) ไปจนถึงการบินเกาะภูมิประเทศที่เป็นการใช้ภูมิประเทศให้เป็นประโยชน์ในการกำบังตัวเองจากการตรวจการณ์และการโจมตีของข้าศึกครับ

เมื่อมาถึงจุดนัดพบ ชุดค้นหาจะต้องให้นักบินให้สัญญาณที่ได้ตกลงกันไว้เพื่อเป็นการระบุตำแหน่งและเป็นการยืนยันอีกครั้งว่านี่คือนักบินของเราจริง ๆ ไม่ใช่ข้าศึกปลอมตัวมา สัญญาณเหล่านั้นอาจจะเป็นคำถาม-คำตอบทางวิทยุ หรือสีของระเบิดควันที่นักบินที่ถูกยิงตกจะโยนออกมา หลังจากยืนยันได้แล้ว ชุดค้นหาจะต้องส่งหน่วย PJ ลงสู่พื้นดินอย่างรวดเร็ว เนื่องจากระหว่างการส่งหน่วย PJ นั้นฮิ้วอี้จะบินช้าและต่ำซึ่งจะเพิ่มโอกาสในการเป็นเป้านิ่งของกระสุนปืนของข้าศึกได้ การส่งหน่วย PJ โดยปกติแล้วจะเป็นการร่อนลงจอดและให้หน่วย PJ วิ่งลงจากฮิวอี้ กระบวนการนี้จะใช้เวลาไม่กี่วินาที แต่ถ้าพื้นที่ตรงนั้นไม่มีที่ว่างมากพอที่จะให้ฮิวอี้ร่อนลงจอดได้ ก็จะต้องส่งหน่วย PJ ลงโดยโรยเชือกแล้วให้หน่วย PJ โรยตัวลงมา (แบบหลังนี้เราจะเห็นได้บ่อยในงานวันเด็กครับ) หลังจากนั้นฮิ้วอี้จะปลดเชือกทิ้งและรีบบินหนีออกจากพื้นที่นั้นทันทีเพราะตอนนี้เท่ากับฮิวอี้เปิดเผยตำแหน่งของตนเองต่อข้าศึกแล้ว อยู่นานจะยิ่งอันตราย

นอกจากหน้าที่บนฟ้าของฮิวอี้อีกลำและเครื่องบินโจมตีที่จะต้องทำการยิงหรือทิ้งระเบิดกดดันถ้ามีความจำเป็นแล้ว หน้าที่บนพื้นดินของหน่วย PJ คือเข้าถึงตัวนักบินและในกรณีที่นักบินบาดเจ็บก็ต้องช่วยปฐมพยาบาล นอกจากนั้นก็จะต้องทำการวางแนวป้องกันการโจมตีของทหารราบข้าศึกที่อาจจะใช้โอกาสนี้เข้าโจมตีได้ เมื่อนักบินพร้อมที่จะถูกนำตัวกลับ ฮิวอี้ลำเดิมก็จะบินเข้ามารับทั้งหมดกลับไปโดยบินไปรับ ณ พื้นที่ที่ได้มีการนัดแนะกันเอาไว้ซึ่งอาจจะไม่ใช่พื้นที่เดิมที่เป็นจุดร่อนลงในตอนแรกถ้ามีความเสี่ยงต่อการถูกโจมตีจากข้าศึก และเช่นเดียวกับในตอนแรก การรับกลับอาจจะเป็นได้ทั้งการร่อนลงจอดและรับนักบินและหน่วย PJ ขึ้นเครื่อง หรือวิธีที่อันตรายกว่าคือการดึงตัวนักบินขึ้นไปโดยใช้รอกกู้ภัย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของภูมิประเทศที่เป็นจุดรับครับ

ถ้าลองสังเกตุดูจะพบว่า ทุกคนที่เกี่ยวข้องล้วนสำคัญต่อภารกิจนี้อย่างเท่าเทียมกัน เพราะถ้าไม่มีนักบิน PJ ก็คงไม่สามารถเข้าถึงจุดที่นัดหมายได้อย่างรวดเร็ว ถ้าไม่มีพลปืนหรือเครื่องบินคุ้มกัน ชุดค้นหาก็มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกโจมตีเสียเอง และถ้าไม่มี PJ แล้วก็ไม่รู้จะหาใครไปพาตัวนักบินที่ถูกยิงตกกลับมา ดังนั้น ไม่มีใครสำคัญน้อยกว่าใครหรือมีใครสำคัญมากกว่าใคร ทุกคนคือองค์ประกอบที่ทำให้ภารกิจลุล่วงด้วยกันทั้งสิ้น ภารกิจค้นหาและกู้ภัยในพื้นที่การรบอาจจะฟังดูเป็นเรื่องง่าย ๆ แต่หลายครั้งที่ผ่านมากลับกลายเป็นเรื่องที่ยากกว่าภารกิจอื่น ๆ หลายเท่า หลายครั้งตั้งแต่สมัยที่ประเทศของเรายังตกอยู่ในภาวะสงครามกับกองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยหรือกับกองกำลังต่างชาติ ผู้ช่วยชีวิตที่กำลังไปช่วยคนที่เขาไม่เคยรู้จักกลับต้องจบชีวิตเสียเอง หรือฝ่ายเราอาจจะต้องทุ่มกองกำลังและทรัพยากรจำนวนมากเพื่อทำให้การช่วยเหลือปลอดภัยมากพอที่จะประสบความสำเร็จ คิดในแง่เศรษฐศาสตร์แล้วอาจจะไม่ค่อยคุ้มค่านัก แต่การที่หน่วยค้นหาและช่วยชีวิตทำให้นักบินที่กำลังบินเข้าไปในแนวหลังของข้าศึก ห่างไกลจากฐานและการสนับสนุนของฝ่ายตนเองรู้เสมอว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้น จะต้องมีคนพยายามพาพวกเขากลับบ้าน ก็น่าจะทำให้อย่างน้อยพวกเขามีกำลังใจที่จะฝ่ากระสุนเข้าไปเป็นหัวหอกในการทำการรบที่จะทำให้กำลังทางอากาศของฝ่ายเราสร้างความได้เปรียบสูงสุดในการทำการรบได้

นั่นก็คือพวกเขารู้ว่าคนข้างหลังจะไม่ลืมพวกเขานั่นเอง ภารกิจนี้อาจจะดูเหมือนไกลตัว แต่เทคนิคและการฝึกที่ได้รับจากภารกิจนี้ถูกใช้อยู่เสมอ ๆ เมื่อประเทศประสบกับภัยพิบัติทางธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม ดินถล่ม หรือแม้แต่ภัยพิบัติสึนามิที่ผ่านมา เฮลิคอปเตอร์เป็นอากาศยานแบบเดียวที่มีคุณสมบัติครบถ้วนในการทำภารกิจนี้ ฮิวอี้และเจ้าหน้าที่ PJ อาจจะไม่ต้องถือปืน แต่ในความหมายเดียวกันของภารกิจนั้นก็คือการช่วยผู้ประสบภัยธรรมชาติที่เป็นเหมือนผู้ที่ถูกทิ้งอยู่เบื้องหลังนั่นเอง We leave no man behind, in war or peace!

Yet Another Mission

แต่ใช่แต่เพียงภารกิจค้นหาและกู้ภัยในพื้นที่การรบที่มักจะเกิดขึ้นในช่วงสงครามเท่านั้น ในภาวะปกติฮิวอี้ก็ยังมีหน้าที่อื่นอีกเช่นกัน หลายท่านอาจจะสงสัยว่า ปกติแล้วประเทศเราใช้อะไรตรวจตราน่านฟ้า? ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กองทัพอากาศได้ลงทุนพัฒนาระบบ ๆ หนึ่งที่ชื่อว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศอัตโนมัติของกองทัพอากาศ หรือ Royal Thai Air Defense System ที่บางท่านอาจจะเคยได้ยินในชื่อ RTADS นั่นเองครับ RTADS คือเครื่องข่ายเรด้าร์ประสิทธิภาพสูงทั้งแบบเรดาร์ตั้งประจำและแบบเคลื่อนที่ รวมไปถึงเครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือน (AEW&C) ซึ่งมีเรดาร์ที่มีรัศมีตรวจจับครอบคลุมพื้นที่ประเทศไทยและส่วนที่เกี่ยวข้อง ระบบเรดาร์ของ RTADS จะเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันผ่านสามช่องทางคือ การสื่อสารไร้สายด้วยสัญญาณไมโครเวฟ, การสื่อสารผ่านเครือข่ายใยแก้วนำแสงของกองทัพ และการสื่อสารผ่านดาวเทียม ข้อมูลที่ได้จากระบบเรดาร์ต่าง ๆ จะถูกส่งเข้าสู่ศูนย์ความคุมส่วนกลางของกองทัพอากาศ และเชื่อมต่อกับระบบป้องกันภัยทางอากาศอัตโนมัติร่วมของกองบัญชาการกองทัพไทย (Joint Air Defence Digital Information Network : JADDIN) ซึ่งจะเป็นระบบกลางที่ช่วยสนับสนุนและแลกเปลี่ยนข้อมูล รวมถึงประสานการปฏิบัติการกับเหล่าทัพอื่น ในอนาคตเมื่อ RTADS พัฒนาเสร็จสมบูรณ์มันจะทำหน้าที่ควบคุมและเป็นศูนย์กลางของการปฏิบัติการทางอากาศทั้งหมดของไทย และเป็นระบบใหญ่ที่จะประกอบไปด้วยระบบย่อยต่าง ๆ เช่น เครื่องบินขับไล่ เครื่องบินโจมตี เครื่องบินลำเลียง เครื่องบินตรวจการณ์ เครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือน ไปถึงเฮลิคอปเตอร์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การปฏิบัติการทางอากาศในอนาคตจะมีพื้นฐานอยู่บนข้อมูลที่รวบรวมได้ผ่านข่ายการส่งข้อมูล (Datalink) เพื่อทำให้กำลังทางอากาศทั้งหมดเชื่อมต่อกันเป็นเครือข่ายตามหลักการของสงครามแบบใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง (Network Centric Warfare) และ RTADS ก็เป็นเพียงเครือข่ายของกองทัพอากาศเท่านั้น ยังมีเครือข่ายของกองทัพเรือและกองทัพบกที่จะเชื่อมโยงเข้าหากันอีกด้วย

แล้วฮิวอี้เกี่ยวข้องอะไรกับสิ่งเหล่านี้? สถานีเรดาร์ของ RTADS มักจะต้องหาพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับให้คลื่นเรดาร์สามารถทำการตรวจจับได้ด้วยประสิทธิภาพสูงสุด และพื้นที่นั้นมักจะตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ห่างไกล ไม่ใช่แต่สถานีเรดาร์เท่านั้น ในบางช่วงยังต้องจัดตั้งสถานีสื่อสารและคมนาคมซึ่งเคยเชื่อมสัญญาณระหว่างสถานีเรดาร์แต่ละแห่งเข้าด้วยกัน หนึ่งในนั้นก็คือสถานีสื่อสารบนยอดเขาชะเมา เขาชะเมาเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาชะเมา-เขาวง อยู่ในท้องที่กิ่งอำเภอเขาชะเมา จังหวัดระยองและอำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี จุดสูงสุดของเขาชะเมาอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 1,024 เมตร โดยสถานีสื่อสารเขาชะเมาใช้พื้นที่ 1.5 ไร่บนยอดเขาในการตั้งสถานีสื่อสาร ตรงจุดนี้นักท่องเที่ยวสามารถเดินขึ้นมาได้โดยใช้เวลาราวครึ่งวันครับ

แต่สถานีสื่อสารนี้ไฟฟ้าเข้าไม่ถึงเนื่องจากเราไม่สามารถลากสายไฟจากตีนเขาขึ้นมาถึงยอดได้ ตัวสถานีจึงต้องใช้เครื่องปั่นไฟเพื่อให้อุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ ใช้งานได้ และเครื่องปั่นไฟก็ต้องใช้น้ำมัน การแบกน้ำมันเดินขึ้นเขาคงไม่สนุกสักเท่าไหร่ นอกจากนั้นยังต้องแบกอาหารและเครื่องยังชีพขึ้นไปอีกด้วย กองทัพอากาศจึงใช้ฮิวอี้ในการส่งกำลังบำรุงให้กับสถานีนี้ โดยใช้ฮิวอี้จากหน่วยแยกของฝูง 203 ที่มาประจำ ณ กองบิน 6 ดอนเมืองครับ ในวันที่พวกเราได้มีโอกาสติดตามภารกิจนี้ไป ฮิวอี้บินขึ้นจากหน่วยแยกที่ดอนเมืองในช่วงเช้าผ่านจังหวัดฉะเชิงเทราเข้าสู่บริเวณอุทยานแห่งชาติเขาชะเมา-เขาวงโดยใช้เวลาบินราว 1 ชั่วโมง ความยากของภารกิจนี้ไม่ใช่การเดินทางไปยังสถานี แต่เป็นการร่อนลงบนสถานีครับ

สถานีตั้งอยู่บนยอดเขาโดยทำการปรับพื้นที่ให้มีลักษณะเหมาะสมที่จะตั้งสถานีและทำจุดร่อนลงจอดได้ (ซึ่งเมื่อครั้งสร้างสถานีใหม่ ๆ ก็ใช้ฮิวอี้ในการขนวัสดุอุปกรณ์ขึ้นไปเช่นกัน) สถานีตรงนี้มีเมฆค่อนข้างมาก บางครั้งมีเมฆปกคลุมจนไม่สามารถมองเห็นตัวสถานีได้ ลมด้านบนนั้นค่อนข้างแรงเนื่องจากภูมิประเทศเป็นช่องเขา ถ้านักบินทรงตัวเครื่องได้ไม่ดีอาจทำให้ลมตีจนเครื่องตกได้ จุดนี้นับเป็นจุดที่ลงได้ยากที่สุดจุดหนึ่งของเฮลิคอปเตอร์ครับ

การบินขนส่งอาจจะต้องบินระหว่างตัวสถานีและจุดจอดหลายรอบขึ้นอยู่กับจำนวนของสิ่งที่ต้องส่ง ในวันที่พวกผมไปสังเกตุการณ์ภารกิจนั้นอากาศค่อนข้างเปิด ทัศนวิสัยดีมาก การบินจึงไม่ลำบากมากนัก อากาศข้างบนเย็นสบายตลอดทั้งปี ซึ่งจะว่าไปมันเป็นที่ที่ค่อนข้างเหมาะกับการตากอากาศมากทีเดียว ถ้าไม่ติดที่ว่าคุณอาจจะต้องนอนอยู่ที่นั่นโดยไม่ได้เห็นโลกภายนอกเป็นเวลาหลายสัปดาห์หรือนอนหิวสักหลาย ๆ คืนถ้าอากาศปิดจนฮิวอี้มาส่งกำลังบำรุงไม่ได้ นอกจากสถานีที่นี่แล้ว ยังมีสถานีเรดาร์และสถานีสื่อสารที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของฮิวอี้ที่ต้องส่งกำลังบำรุงให้กับสถานีต่าง ๆ ที่คอยจับตาความเคลื่อนไหวบนฟากฟ้าของเมืองไทยให้เรา และหลายครั้งความพยายามเหล่านั้นก็คุ้มค่า!

Nothing is Perfect

แม้ว่าในอดีตกว่า 40 ปีที่ผ่านมา ฮิวอี้จะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถของมัน แต่ก็ใช่ว่ามันจะเป็นเฮลิคอปเตอร์ที่สมบูรณ์แบบเต็มร้อย ข้อจำกัดหลักของฮิวอี้ก็มีหลายประการ ประการแรกก็คือขนาด ฮิ้วอี้มีขนาดไม่ใหญ่นัก ซึ่งผลที่ตามมาก็คือน้ำหนักบรรทุกที่ไม่มากเท่าเฮลิคอปเตอร์ขนาดที่ใหญ่กว่า นอกจากนั้นมันยีงมีพิสัยการบินที่ไม่ไกลนัก ทำให้เป็นเรื่องลำบากที่จะบินลึกเข้าไปในแนวหลังของข้าศึกมาก ซึ่งตรงนี้เป็นข้อจำกัดหลักของมัน ประการต่อมาก็คือการออกแบบ เนื่องจากความต้องการออกแบบเฮลิคอปเตอร์ที่บำรุงรักษาง่าย ราคาไม่แพง มันจึงมีเครื่องยนต์เพียง 1 เครื่อง และมีใบพัดเพียงสองกลีบ แม้ว่ามันจะเพียงพอที่จะปฏิบัติภารกิจทั่ว ๆ ไปได้ แต่ในบางภารกิจนั้น ด้วยเครื่องยนต์เพียงหนึ่งเครื่องและใบพัดสองกลีบทำให้มันมีกำลังและแรงยกไม่เพียงพอ โดยเฉพาะภารกิจที่ต้องบรรทุกน้ำหนักมาก ประการสุดท้ายก็คือ ฮิวอี้มีระบบที่ไม่ซับซ้อน ซึ่งมีประโยชน์ในแง่ของการซ่อมบำรุงที่ง่ายและค่าใช้จ่ายไม่สูง แต่มันก็ตามมาด้วยข้อจำกัดที่ว่ามันมีเครื่องมือช่วยเหลือนักบินในการทำการบินอย่างจำกัดเช่นกัน แตกต่างจากเฮลิคอปเตอร์สมัยใหม่ที่มีเครื่องช่วยเดินอากาศค่อนข้างมาก

เมื่อฮิวอี้หลายลำต้องปลดประจำการลง เฮลิคอปเตอร์ที่มาทดแทนจึงมักเป็นเฮลิคอปเตอร์ที่มีขนาดใหญ่กว่า มีน้ำหนักบรรทุกมากกว่า มีเครื่องยนต์และใบพัดที่สามารถสร้างแรงยกได้มากกว่า เช่น UH-60L Black Hawk ของกองทัพบก เป็นต้น แต่เนื่องจากต้องใช้งบประมาณในการจัดหาสูง จึงยังทำให้กองทัพบกไม่สามารถจัดหาได้ครบตามจำนวนความต้องการ โดยเฮลิคอปเตอร์ Black Hawk นั้นวางโครงการจัดหาในขั้นต้นไว้ที่ 33 ลำ แต่ถูกตัดลดลงมาเหลือ 7 ลำในท้ายที่สุด เช่นเดียวกับกองทัพอากาศนั้นเคยจัดหาเฮลิคอปเตอร์แบบ Bell 412EP เพื่อทดแทนฮิวอี้ แต่ในช่วงเวลานั้นประเทศเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง ทำให้งบประมาณที่เคยได้รับไม่เพียงพอที่จะจัดหาเฮลิคอปเตอร์ทดแทนฮิวอี้ได้ทั้งหมด อีกทั้งงบประมาณยังถูกตัดลดตามภาวะเศรษฐกิจของประเทศ จึงทำให้กองทัพบกและกองทัพอากาศเลือกที่จะยืดอายุการใช้งานของฮิวอี้ออกไปโดยผ่านการปรับปรุงเพื่อยืดอายุการใช้งานหรือแม้แต่การปลดประจำการเครื่องที่ไม่คุ้มค่าในการยืดอายุ นอกจากนั้นกองทัพบกยังได้จัดหาฮิวอี้มือสองที่ปลดประจำการจากกองกำลังรักษาดินแดนแห่งชาติของสหรัฐจำนวน 30 ลำผ่านโครงการขายยุทโธปกรณ์ส่วนเกินหรือ Excess Defense Article ของสหรัฐ เราจึงเรียกชื่อเล่นของฮิวอี้ล็อตนี้ว่า Huey EDA ตามชื่อย่อของโครงการ จุดสังเกตุว่าฮิวอี้ลำไหนคือฮิวอี้ที่จัดหาผ่านโครงการนี้นั้นจะดูได้จากเสาอากาศวิทยุบริเวณส่วนหาง ซึ่งฮิวอี้ชุดนี้มีระบบที่ทันสมัยกว่าฮิวอี้ชุดที่ประจำการในกองทัพบกไทย โดยได้รับการปรับปรุงระบบช่วยเดินอากาศ ระบบสื่อสาร และกล้องมองกลางคืนสำหรับการปฏิบัติภารกิจในเวลากลางคืน ในระยะยาวอีกราว 4 – 5 ปีข้างหน้ากองทัพบกคาดหวังที่จะจัดหาเฮลิคอปเตอร์ Black Hawk หรือรุ่นที่ใกล้เคียงเพิ่มเติมอีกจำนวน 9 ลำ ซึ่งก็ต้องขึ้นอยู่กับสภาวะงบประมาณในช่วงนั้น

สำหรับกองทัพอากาศนั้น ได้กำหนดความต้องการในการจัดหาเฮลิคอปเตอร์ที่มีน้ำหนักวิ่งขึ้นสูงสุดไม่ต่ำกว่า 8.5 ตัน หรือบรรทุกผู้โดยสารได้ไม่ต่ำกว่า 15 คน พร้อมติดตั้งอุปกรณ์สำหรับภารกิจค้นหาและช่วยชีวิตจำนวน 16 ลำ โดยแบ่งการจัดหาเป็น 3 เฟส เฟสละ 4 ลำ, 8 ลำ, และ 4 ลำตามลำดับ ซึ่งตามโครงการแล้วเฟสแรกจะดำเนินการจัดหาในปีนี้ แต่จากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจที่กลับมาอีกครั้ง ทำให้โครงการยังต้องถูกเลื่อนออกไปก่อนจนกว่าภาวะงบประมาณของประเทศจะสามารถสนับสนุนโครงการได้ ทำให้เรายังคงเห็นฮิวอี้ของกองทัพอากาศบินปฏิบัติภารกิจไปอีกสักระยะหนึ่งแน่นอน สำหรับแบบของเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพอากาศที่จะมาทดแทนฮิวอี้นั้น เมื่อมองจากการที่กองทัพอากาศลงนามจัดหาเฮลิคอปเตอร์แบบ S-92 จำนวน 3 ลำมาเป็นเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งแทนเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งเดิมที่ต้องลดระดับลงไปตามเกณฑ์แล้ว เฮลิคอปเตอร์ที่น่าจะมาทดแทนฮิวอี้ก็น่าจะเป็น S-92 รุ่นใช้งานทางทหารเช่นกัน พิจารณาจากประวัติการปฏิบัติการของกองทัพอากาศที่เฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งกับเฮลิคอปเตอร์สำหรับค้นหาและกู้ภัยที่มักจะเป็นรุ่นเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน

The Best Helicopter Ever in Service in Thailand

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม คงปฏิเสธไม่ได้ว่าตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา ฮิวอี้ที่แม้ประเทศไทยจะได้รับมอบมาโดยไม่คิดมูลค่าผ่านการช่วยเหลือจากทหารจากสหรัฐ มันกลับกลายเป็นกระดูกสันหลังของการปฏิบัติการเฮลิคอปเตอร์ของไทยมาตลอด ฮิวอี้มีส่วนร่วมกับสมรภูมิแทบทุกสมรภูมิที่ไทยเคยผจญในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา หลายครั้งเสียงใบพัดสับอากาศหนัก ๆ ของมันเป็นเหมือนเสียงสวรรค์ที่ทำให้หลายคนรอดชีวิตจากการช่วยเหลือ และมันยังมีส่วนร่วมกับสังคมไทยในเหตุการณ์ภัยพิบัติต่าง ๆ มาโดยตลอด แม้ว่าฮิวอี้จะเป็นสัญลักษณ์ของความรุ่งเรืองในอดีตที่กำลังเริ่มยุติบทบาทไปตามกาลเวลา ในอนาคตมันก็จะจอดสงบนิ่งในพิพิธภัณฑ์หรือสถานที่ต่าง ๆ คงเหลือเพียงแต่ความทรงจำของคนที่เกี่ยวข้องกับมันและเคยได้สัมผัสมัน แม้เวลานี้อาจจะเป็นการเริ่มต้นของบทสุดท้ายของการปฏิบัติการในประเทศไทย แต่เมื่อเรามองกลับไปสู่ผลงานที่มันเคยทำมาในอดีต คงยากที่จะหาเฮลิคอปเตอร์แบบใดในประวัติศาสตร์ของไทยเทียบกับความยิ่งใหญ่ของมันได้ เราขอขอบคุณฮิวอี้ทุกลำและผู้เกี่ยวข้องทุกคนที่ยังมีชีวิตอยู่หรือเสียชีวิตไปแล้วซึ่งช่วยทำให้มันทำงานในหน้าที่ได้อย่างดีเสมอมา

เราขอขอบคุณ.

Appendix

บทความทั้งสองตอนนี้จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ถ้าปราศจากความช่วยเหลือต่าง ๆ ของ – นาวาอากาศโท อรรถยุทธ ขาวสอาด นายทหารตรวจสอบมาตรฐานการบิน นักบินเฮลิคอปเตอร์ กองตรวจสอบมาตรฐานการบิน กองบัญชาการยุทธทางอากาศ นักบินฮิวอี้ฝีมือดีของกองทัพอากาศไทยที่กรุณาให้เกียรติและให้โอกาสผมและเพื่อน ๆ ในการถ่ายทอดเรื่องราวของเฮลิคอปเตอร์ลำนี้ให้ประชาชนทั่วไปได้รับชม
– นาวาอากาศโท วสันต์ บัณฑิตศักดิ์สกุล ผู้บังคับฝูงบิน 203 กองบิน 2 โคกกระเทียม และนายทหารของฝูง 203 ทุกท่านที่กรุณาสนับสนุนและช่วยเหลือในสิ่งต่าง ๆ รวมถึงให้การต้อนรับเราเป็นอย่างดี
– นายทหารทุกนายของหน่วยแยกของพลร่มกู้ภัยประจำกองบิน 2 ที่สละเวลาและแรงกายสาธิตการค้นหาและช่วยชีวิตในพื้นที่การรบพร้อมให้กับเราและทุกคนได้รับชม
– ช่างประจำเครื่องและนายทหารสรรพวุธของฝูง 203 ทุกคน ที่บำรุงรักษาเครื่องบินให้อยู่ในสภาพร้อมและเตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เราร้องขอให้เป็นอย่างดี
– ขอขอบคุณหนังสือที่ระลึกในวาระโอกาส 40 ปีการเข้าประจำการของฮิวอี้ในกองทัพอากาศไทยที่เป็นแหล่งข้อมูลชั้นดีสำหรับการเขียนบทความครับ
– คุณความดีที่เกิดขึ้นจากบทความนี้ ขออุทิศให้กับผู้เกี่ยวข้องกับฮิวอี้ที่ล่วงลับจากการรบ อุบัติเหตุ หรือสาเหตุใด ๆ ก็ตาม
– สุดท้าย ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านมาจนจบครับ 
สวัสดีครับ.

กองทัพอากาศ Today