เมื่อปี 2552 สถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย และ #กองทัพเรือ เชิญ TAF เข้าไปเยี่ยมชมเรือดำน้ำและชมการฝึกระหว่างเรือดำน้ำของกองทัพเรือสหรัฐกับกองทัพเรือไทยที่อ่าวไทย นั่นเป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่สหรัฐอนุญาตให้ชาวต่างชาติได้เข้าเยี่ยมชมเรือดำน้ำของสหรัฐ ที่แม้จะมาจอดแวะพักที่ประเทศไทยทุกปี แต่ก็ยังถือว่าเป็นอาวุธทางยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญมากของกองทัพสหรัฐ

อย่างที่ทราบกันดีว่า ในปี 2563 หรือ 11 ปี ให้หลัง TAF “คัดค้าน” การจัดหาเรือดำน้ำลำที่สองและสามในปีงบประมาณ 2564 เนื่องจากเรามองว่าประเทศกำลังเกิด #วิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งเราก็ยังยืนยันว่าคัดค้านอยู่ แต่ค้านเพราะปัญหาเศรษฐกิจ ไม่ใช่เป็นเพราะเรามองว่าเรือดำน้ำไม่จำเป็น หรือเรือดำน้ำดำในอ่าวไทยไม่ได้ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดพลาดเป็นอย่างมาก

วันนี้เราจึงขอนำภาพชุดนั้นกลับมาให้ทุกท่านได้รับชมอีกครั้ง เป็นภาพการฝึกผสมระหว่างกองทัพเรือไทยและกองทัพเรือสหรัฐในพื้นที่อ่าวไทย โดยเป็นการฝึกผสมร่วมกันในระหว่างที่กองทัพเรือสหรัฐมาแวะพักเพื่อรับการส่งกำลังบำรุงจากกองทัพเรือไทยที่สัตหีบ โดยมีกำลังที่เข้าร่วมฝึกคือ #เรือหลวงคีรีรัฐ ที่ประจำการมานานตั้งแต่ปี 2514 เฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ S-70B Sea Hawk จำนวนสองลำ ซึ่งเป็นเฮลิคอปเตอร์ประจำเรือหลวงจักรีนฤเบศร ทางฝ่ายสหรัฐมีเรือพิฆาต USS Decatur และเรือดำน้ำ USS City of Corpus Christi ซึ่งเป็นเรือดำน้ำโจมตีพลังงานนิวเคลียร์ชั้น Los Angeles ที่มีขนาดใหญ่กว่าเรือดำน้ำ S26T ที่กองทัพเรือจะซื้อราว ๆ 1 เท่า

ในขากลับออกจากประเทศไทย ซึ่งเป็นเที่ยวที่เราติดขึ้นไปบนเรือหลวงคีรีรัฐด้วย เรือดำน้ำ USS City of Corpus Christi และ USS Decatur จะต้องตามเรือหลวงคีรีรัฐออกไปในเส้นทางที่ผ่านเกาะสมุยเพื่อกลับเข้าไปยังทะเลจีนใต้ โดยมี #เฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ ของกองทัพเรือไทยสองลำเข้ามาร่วมขบวน ซึ่งการฝึกไม่มีการฝึกใช้อาวุธ แต่เป็นการฝึกการสื่อสารและการเดินเรือร่วมกันของทั้งสองฝ่าย

แต่ช่วงเวลาที่น่าจดจำที่สุดของการฝึกในครั้งนี้สำหรับเรา กลับเป็นช่วงเวลาที่ #เรือประมง ไทยซึ่งจริง ๆ แล้วได้รับประกาศชาวเรือให้หลีกเลี่ยงบริเวณการฝึกเนื่องจากมีเรือดำน้ำสหรัฐอยู่ในพื้นที่ เกิดสนใจและอยากเห็นเรือดำน้ำนิวเคลียร์ตัวเป็น ๆ จึงมีเรือประมงไทยลำหนึ่งหันหัวเรือผ่ากลางเข้ามายังขบวนเรือระหว่างเรือหลวงคีรีรัฐและเรือดำน้ำ USS City of Corpus Christi โดยไม่ได้สนใจเสียงหวูดเตือนของเรือหลวงคีรีรัฐ เพื่อเข้าไปชมเรือดำน้ำสหรัฐให้ได้ใกล้ชิดที่สุด

เรือดำน้ำนิวเคลียร์ สหรัฐมูลค่ากว่า 4 หมื่นล้านบาท มีจรวดนิวเคลียร์ที่ทำลายกรุงเทพได้สักสิบครั้งจึงต้อง ……….. หักหลบเรือประมงไทยและหนีไปไกล ๆ ก่อนจะกลับมาเข้ามาร่วมขบวนอีกครั้งเพื่อหนีเรือประมงของไต้ก๋งไทยผู้อยากรู้อยากเห็นคนนั้นพ้น

ไต้ก๋งไทยใจห้าวหาญ อยากชมเรือดำน้ำนิวเคลียร์ใกล้ ๆ จนเรือดำน้ำนิวเคลียร์ต้องหลบ

ซึ่งภาพทั้งหมดนี้เป็นเครื่องยืนยันได้ว่า เรือดำน้ำสามารถปฏิบัติการใน #อ่าวไทย ได้ อ่าวไทยไม่ได้ตื้นเกินไปจนเรือดำน้ำกลายเป็น #เรือดำน้ำปักขี้เลน แบบที่พูด ๆ กัน หรืออ่าวไทยก็ไม่ได้มีน้ำใสไหลเย็นจนเห็นตัวเรือดำน้ำได้จากอากาศยานอย่างที่มีความเชื่อกัน ทั้งหมดนี้ที่จริงแล้วมีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์รองรับอยู่ ซึ่งท่านที่สนใจสามารถหาอ่านได้ตามลิงก์ท้ายบทความ


อนึ่ง สถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยได้เชิญสื่อมวลชนเข้าไปชมถึงข้างในเรือดำน้ำด้วย เราก็จะได้เห็นเรือดำน้ำนิวเคลียร์บรรทุกหัวรบนิวเคลียร์จนถึงข้างใน ซึ่งถือว่าเป็นโอกาสที่หาได้ยากมาก แต่สหรัฐถือว่าไทยเป็นพันธมิตรที่สำคัญของตน จึงเปิดโอกาสให้เต็มที่ จะมีการปกปิดแค่สเกลวัดในกล้องเพอริสโคปและแผงหน้าปัทว์ควบคุมเรือดำน้ำซึ่งจะบ่งบอกสมรรถนะที่แท้จริงของเรือดำน้ำ แต่นอกนั้นให้ดูทั้งหมด รวมถึงห้องโซน่าร์ที่เป็นตาของเรือดำน้ำ ห้องเก็บตอปิโดว์ที่ถ้ายิงดี ๆ 1 ลูกสามารถทำลายเรือผิวน้ำได้ 1 ลำ และแน่นอนคือขีปนาวุธ Tomahawk ที่เรือมีติดตัวด้วย

ข้างในนี้คือขีปนาวุธ Tomahawk

ผู้การเรือดำน้ำในตอนนั้นมักจะพูดด้วยความภาคภูมิใจว่า กำลังพลที่ถือ #หางเสือเรือ ลำนี้ หรือหมายถึงคนที่จับพวงมาลัยควบคุมเรือดำน้ำลำนี้เป็นกำลังพลชั้นประทวนอายุเพียง 19 ปีเท่านั้น แต่ครอบครัวเขาจะต้องภาคภูมิใจที่เขาได้รับมอบหมายให้ควบคุมเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ชั้นนำของโลกลำนี้

ส่วนหนึ่งในสะพานเดินเรือ ซึ่งเป็นห้องบังคับเรือ

เรือดำน้ำเป็น #อาวุธทางยุทธศาสตร์ และเป็นอาวุธที่มีความเงียบ ปฏิบัติการโดยไม่ต้องใช้ตา แต่ใช้หูคือคลื่นโซน่าร์มาวิเคราะห์ว่ารอบ ๆ ตัวนั้นมีเรือดำน้ำ หรือผิวน้ำ หรือแค่ปลาวาฬว่ายน้ำผ่าน ทั้งหมดสามารถดำเนินการได้โดยที่อาจไม่ถูกตรวจพบได้เลย

ห้องโซนาร์

เหมือนที่ #เสนาธิการกองทัพเรือ อธิบายในการแถลงข่าวของกองทัพเรือเมื่อวันก่อนว่าการค้นหาเรือดำน้ำเหมือนการค้นหาแมวดำในห้องมืด เพราะผู้ที่จะค้นหาไม่สามารถมองเห็นเรือดำน้ำได้ ทำได้เพียงหย่อนอุปกรณ์เพื่อฟังเสียงเครื่องยนต์ของเรือในน้ำ หรือวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กโลกในบริเวณที่เรือดำน้ำวิ่งผ่านไปเท่านั้น น่าเสียดายที่เสนาธิการทหารเรือไม่ได้อธิบายให้คนทั่วไปเข้าใจการเปรียบเทียบนี้ จึงไม่มีใครเข้าใจว่าทำไมต้องเปรียบเทียบแบบนี้


และนี่คือปัญหาหลักของกองทัพเรือ

หลังการฝึกนี้เรามอบภาพชุดนี้ให้กับหลายหน่วยงานของกองทัพเรือไทย และบอกว่าเราเชื่อว่าสักวันกองทัพเรือจำเป็นทีจะต้องใช้ภาพชุดนี้ในการอธิบายว่าเรือดำน้ำปฏิบัติการได้ในอ่าวไทย แต่มันก็ไม่เคยปรากฎที่ไหนเลย

ซึ่งที่ผ่านมากองทัพเรือก็ใช้ความพยายามน้อยเกินไปในการอธิบายให้กับประชาชนทั่วไปเข้าใจหลักการและความสำคัญของเรือดำน้ำ ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจที่ประชาชนจะส่งเสียงต่อต้านเป็นอย่างมาก และเชื่อว่าเรือดำน้ำนั้นไม่สามารถใช้งานได้ในอ่าวไทย ซึ่งเราก็จะโทษประชาชนไม่ได้เสียทั้งหมดด้วย

แม้ว่าวันนี้เรายังคิดว่าไม่ใช่เวลาเหมาะสมในการจัดหาเรือดำน้ำเนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจ แต่เราก็ยังยืนยันว่า เรือดำน้ำมีความสำคัญสำหรับประเทศไทย และปฏิบัติการในประเทศไทยได้ ภาพนี้น่าจะเป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดี

ดังนั้นสำหรับ TAF “เรือดำน้ำจำเป็น แต่ไม่ใช่ตอนนี้” และขอเรียกร้องให้กองทัพเรือเห็นแก่ประชาชนด้วยการเลื่อนการจัดหาออกไปเป็นปี 2565 เช่นเดิมครับ


สำหรับท่านที่สนใจบทวิเคราะห์หลังกองทัพเรือแถลงข่าว สามารถอ่านได้ที่

TAF วิเคราะห์ หลังกองทัพเรือแถลงข่าวจัดซื้อเรือดำน้ำ
https://thaiarmedforce.com/2020/08/25/taf/

สำหรับท่านที่อยากหาข้อมูลเพิ่มเติมว่า เรือดำน้ำปฏิบัติการในอ่าวไทยได้หรือไม่ จะปักขี้เลนหรือไม่ถ้าแล่นในอ่าวไทย สามารถติดตามอ่านข้อมูลที่เป็นวิทยาศาสตร์ได้ที่

TAF Special #41 – 60 ปีของการขาดหายไปของเรือดำน้ำแห่งราชนาวีไทย สู่การจัดตั้งกองเรือดำน้ำและการจัดหาเรือดำน้ำ Type-206A จากเยอรมัน
https://thaiarmedforce.com/2020/08/25/taf-special-41/