นายกสิงคโปร์เตือน การเผชิญหน้ากันของสหรัฐและจีนจะส่งผลต่อศตวรรษแห่งเอเชีย

นายกรัฐมนตรี ลี เซียน ลุง ของสิงคโปร์เขียนบทความที่ชื่อ “The Endangered Asian Century. America, China, and the Perils of Confrontation” ลงในนิตยสาร Foreign Affair Magazine มองว่าปัญหาความข้ดแย้งระหว่างสหรัฐและจีนอาจส่งผลให้ศวรรษของเอเชียที่สื่อถึงความสำเร็จของการพัฒนาเศรษฐกิจของเอเชียต้งอหยุดชะงัก และประเทศในเอเชียส่วนใหญ่ไม่ต้องการถูกบังคับให้ต้องเลือกข้างระหว่างจีนและสหรัฐ และยังเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศหาทางออกในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติและสร้างเสถียรภาพโลกร่วมกัน


ลี เซียน ลุงกล่าวว่า หลังจากหลายทศวรรษของความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจ ทุกวันนี้เอเชียคือภูมิภาคที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก และภายในทศวรรษนี้ เศรษฐกิจของเอเชียจะมีขนาดใหญ่กว่าเศรษฐกิจของภูมิภาคอื่นทั่วโลกรวมกัน ซึ่งเขามองว่าเป็นเพราะสภาวะ Pax Americana หรือสันติภาพอเมริกัน (ซึ่งเป็นการที่สหรัฐครองอำนาจทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองของโลกแต่เพียงผู้เดียวตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา โดยมีจุดเริ่้มต้นจาก Marshall Plan) ที่สร้างบรรยากาศที่เป็นใจให้มีการเติบโต แต่ใจปัจจุบัน ปัญหาความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและจีนนำไปสู่คำถามเกี่ยวกับอนาคตของเอเชียและระเบียบของโลก ชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (รวมถึงสิงคโปร์) จึงเป็นกังวลอย่างมากเพราะภูมิภาคนี้เป็นเสมือนจุดตัดของมหาอำนาจของโลก ซึ่งทำให้ต้องหลีกเลี่ยงในการตกอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งหรือถูกบังคับให้ต้องเลือกข้าง

ดังนั้นเขาบอกว่านโยบายของเอเชีย (status quo) จะต้องมีการเปลี่ยนแปลง แต่การเปลี่ยนแปลงนั้นจะนำมาสู่ความสำเร็จที่มีเสถียรภาพหรือความล้มเหลวที่ไร้เสถียรภาพนั้น ขึ้นอยู่กับทางเลือกที่สหรัฐและจีนเลือกเดินด้วย ไม่ว่าอย่างไร มหาอำนาจทั้งสองชาติจะต้องหาทางแข่งขันกันอย่างสันติในบางด้านโดยไม่ทำลายความร่วมมือกันในด้านอื่น (modus vivendi)

ลี เซียน ลุงยังเตือนว่า ประเทศในเอเชียมองสหรัฐเป็นมหาอำนาจที่มีผลประโยชน์ในภูมิภาค และในขณะเดียวกันก็มองจีนเป็นมหาอำนาจที่อยู่ใกล้เคียง ดังนั้นประเทศในเอเชียจึงไม่ต้องการถูกบังคับให้ต้องเลือกข้าง และถ้าใครสักคนพยายามบังคับให้ต้องเลือก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐที่บังคับให้ช่วยปิดกันการขยายตัวของจีน หรือจีนที่บังคับให้รับอิทธิพลของตน มันจะทำให้เกิดการเผชิญหน้าที่จะยาวนานไปอีกหลายทศวรรษ และจะทำลายศตวรรษของเอเชียในที่สุด


สันติภาพอเมริกันสองระยะ

ลี เซียน ลุงวิเคราะห์ว่าสันติภาพอเมริกันที่เกิดในเอเชียนั้นมีสองระยะ คือระหว่างปี 1945 และ 1970 ที่แม้จะเป็นช่วงสงครามเย็น และประเทศคอมมิวนิสต์มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจแค่ภายใน แต่ที่อื่นภายใต้สหรัฐนั้นสนับสนุนการค้าเสรี ซึ่งได้ทำให้เกิดผู้นำเศรษฐกิจใหม่ในเอเชียคือญี่ปุ่น ตามมาด้วยฮ่องกง สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และไต้หวัน รวมถึงการที่สหรัฐส่งเสริมการเปิดกว้างและการรวมกลุ่มกันของเอเชีย และการถ่ายโอนเงินทุน เทคโนโลยี และแนวคิดมาสู่เอเชีย ทำให้การค้าของเอเชียและสหรัฐเติบโตขึ้นมาก

ระยะที่สองของสันติภาพอเมริกันเริ่มในปี 1971 ที่สหรัฐเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน ปิดฉากหลายทศวรรษแห่งการเป็นศัตรูและเปิดประตูการค้ากับจีน รวมถึงนโยบายเปิดประเทศของเติ้งเสี่ยวผิงที่ทำให้เศรษฐกิจของจีนเริ่มเติบโต การยุติสงครามเวียดนามก็ทำให้ประเทศในอินโดจีนสามารถมุ่งทรัพยากรมาที่การพัฒนาประเทศได้ ซึ่งนั่นทำให้ประเทศในเอเชียมักจะมองสหรัฐเป็นพันธมิตรหลักทางเศรษฐกิจ แต่ก็คว้าโอกาสที่เกิดขึ้นจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนเช่นเดียวกัน

และนั่นทำให้ประเทศในเอเชียได้รับประโยชน์อย่างสูงจากโลกทั้งสองฝ่าย คือสร้างสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีนในขณะที่รักษาความสัมพันธ์กับสหรัฐและประเทศมหาอำนาจอื่น และประเทศในเอเชียก็ยังมุ่งสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันซึ่งนำมาสู่การก่อตั้ง ASEAN และ APEC ที่จีนก็เข้าร่วมอย่างแข่งขันในทุกกรอบความร่วมมือ แต่ด้วยโครงสร้างที่ถูกออกแบบมาให้เปิดกว้าง ทำให้สหรัฐยังคงเป็นผู้เล่นสำคัญในภูมิภาค และยังรวมถึงสหภาพยุโรป อินเดีย และอีกหลายประเทศที่ ASEAN มีความร่วมมือด้วย

แต่การเติบโตของจีนก็เปลี่ยนพื้นฐานทางยุทธศาสตร์ของภูมิภาค จีนเริ่มเปลี่ยนจากนโยบายที่เก็บจุดแข็งของตนไว้กับตัวและรอเวลาตามแนวคิดของเติ้งเสี่ยวผิง มาสู่นโยบายของผู้นำจีนในปัจจุบันคือการมองตนเองเป็นมหาอำนาจของทวีปและมหาอำนาจทางทะเลด้วยการลงทุนพัฒนากองทัพในทุกด้านเพื่อปกป้องและขยายผลประโยชน์ของจีนไปทั่วโลก รวมถึงรักษาตำแหน่งที่เหมาะสมของตนคือการเป็นผู้นำในการเมืองระหว่างประเทศ ในขณะที่สัดส่วนของเศรษฐกิจสหรัฐเมื่อเทียบกับเศรษฐกิจโลกเริ่มลดลง และแนวคิด America Fist ก็ทำให้เกิดคำถามว่าสหรัฐยังคงต้องการรับภาระในการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพของโลกอยู่หรือไม่


ข่าวต่างประเทศ Today

ชาวแอฟริกัน-อเมริกันในกองทัพสหรัฐ

จากการประท้วงต่อกรณีการเสียชีวิตของ #GeorgeFloyd #GeorgeFloydProtest ซึ่งทำให้กระแส #BlackLivesMatter กลับมาเป็นกระแสหลักอีกครั้ง แม้ TAF จะไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงไม่ว่าจากทั้งตำรวจหรือผู้ประท้วงก็ตาม แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า การเหยียดผิวและการแบ่งแยกเชื้อชาติยังมีอยู่ทั่วไปในสหรัฐและทั่วโลก

TAF จึงขอมาเล่าเกร็ดที่น่าสนใจของชาวแอฟริกัน-อเมริกันในประวัติศาสตร์ทางทหารของสหรัฐอเมริกา จากวันที่พวกเขาถูกเลือกปฏิบัติ มาจนได้รับการยอมรับ และสามารถมีบทบาทนำได้ในปัจจุบันครับ

ประวัติศาสตร์ทางทหาร Today

รู้จักกับกองกำลังพิทักษ์รัฐหรือ National Guard

ผู้ว่าการรัฐ #Minnesota ประกาศระดมพล #กองกำลังพิทักษ์รัฐ หรือ
#NationalGuard ทั้งหมดของรัฐ Minnesota เพื่อรับมือกับสถานการณ์ประท้วงการเสียชีวิตของ #GeorgeFloyd ชาวแอฟริกัน-อเมริกันที่โดนตำรวจผิวขาวกดด้วยเข่านาน 8 นาทีจนเสียชีวิต โดยรัฐได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและระดมกำลังเจ้าหน้าที่เข้าพยายามควบคุมสถานการณ์ และถือเป็นครั้งแรกที่รัฐเรียกระดมพลนับตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา รวมถึงยังมีการระดมพลกองกำลังพิทักษ์รัฐในอีกอย่างน้อย 8 รัฐ และกรุง Washington D.C. อีกด้วย

Minnesota National Guard

วันนี้เราขอนำทุกท่านมาทำความรู้จักกับระบบกำลังสำรองของสหรัฐที่ชื่อ United States National Guard กันครับ

ข่าวต่างประเทศ Today

กองทัพเรือเปิดตัว Orbiter 3 อากาศยานไร้นักบินแบบแรกของกองทัพเรือ

ในพิธีเปิดการฝึกกองทัพเรือ๖๓ กองทัพเรือได้นำอากาศยานไร้นักบินแบบ Orbiter 3 ซึ่งกองทัพเรือจัดหาเข้าประจำการใหม่มาตั้งแสดง โดยถือเป็นอากาศยานไร้นักบินปีกตรึงแบบแรกของกองทัพเรือที่เข้าประจำการอย่างเป็นทางการ

Orbiter 3 ผลิตโดยบริษัท Aeronautics ของอิสราเอล ถือเป็นอากาศยานไร้นักบินทางยุทธวิธีขนาดเล็ก บินขึ้นจากเครื่องดีดส่งและลงจอดโดยตาข่ายรับ ซึ่งทำให้ไม่ต้องใช้ลานบินและเหมาะกับการปฏิบัติการจากเรือรบ มีระยะปฏิบัติ 100 กิโลเมตร ความเร็งสูงสุด 50 น็อต สำหรับ Orbiter 3 ของกองทัพเรือติดตั้งกล้องตรวจการณ์แบบ T-STAMP-XR ที่ผลิตโดยบริษัท Controp ซึ่งเป็นบริษัทเดียวกับที่ผลิตกล้องติดตั้งบนอากาศยานไร้นักบินแบบ RTAF U1 ของกองทัพอากาศที่ผลิตโดยบริษัท R V Connex ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่าย Orbiter 3 เช่นกัน

ทั้งนี้ กองทัพเรือนำ Orbiter 3 เข้าประจำการในฝูงบิน 104 กองการบินทหารเรือจำนวน 6 ลำ ซึ่งตั้งเป็นอัตราฝูงบินอากาศยานไร้นักบินของกองทัพเรือ ซึ่งอาจจะเป็นฝูงที่ประจำการ S-100 Camcopter ที่เป็นอากาศยานไร้นักบินปีกหมุนอีกแบบหนึ่งที่กองทัพเรือจัดหาเช่นกัน/TAF

ขอบคุณภาพถ่ายจาก Sirirat Burinkul จาก Thaipost ครับ

Today

ธ ทรงเป็นฉัตรชัยในยามศึก พระอัจฉริยภาพด้านการทหารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10

เนื่องในวโรกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว คณะทำงาน ThaiArmedForce.com ขอนำเสนอภาพพระราชกรณียกิจเพื่อเป็นถวายพระเกียรติ ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังทรงดำรงค์พระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ในห้วงเวลาของความขัดแย้งภายในประเทศจนกลายมาเป็นสงครามการต่อต้านผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ตั้งแต่ พ.ศ.2508 ถึงพ.ศ. 2516

กองทัพบก TAF Special Today

มารู้จัก กองพลน้อยชุดรบ (Brigade Combat Team ) กัน

BCT ย่อมาจาก brigade combat team หรืออาจเรียกว่า กองพลน้อยชุดรบ เป็นรูปแบบการจัดหน่วยรบของกองทัพบก BCT มาจาก 2 คำรวมกัน คือ กองพลน้อย กับชุดรบ คำว่ากองพลน้อย หมายถึง BCT เป็นหน่วยที่มีขนาดใหญ่กว่ากรม แต่เล็กกว่ากองพล ส่วนคำว่าชุดรบ หมายถึง BCT เป็นหน่วยที่มีการผสมหลายเหล่าทั้งราบ ม้า ปืนใหญ่ ช่าง สื่อสาร เป็นต้น และมีทั้งส่วนดำเนินกลยุทธ สนับสนุนการรบ และช่วยรบ เพื่อให้มีความสมบูรณ์และรบได้ดัวยตัวเองเป็นอิสระจากหน่วยเหนือขึ้นไป

BCT ย่อมาจาก brigade combat team หรืออาจเรียกว่า กองพลน้อยชุดรบ เป็นรูปแบบการจัดหน่วยรบของกองทัพบก BCT มาจาก 2 คำรวมกัน คือ กองพลน้อย กับชุดรบ คำว่ากองพลน้อย หมายถึง BCT เป็นหน่วยที่มีขนาดใหญ่กว่ากรม แต่เล็กกว่ากองพล ส่วนคำว่าชุดรบ หมายถึง BCT เป็นหน่วยที่มีการผสมหลายเหล่าทั้งราบ ม้า ปืนใหญ่ ช่าง สื่อสาร เป็นต้น และมีทั้งส่วนบังคับบัญชา ดำเนินกลยุทธ สนับสนุนการรบ และช่วยรบ เพื่อให้มีความสมบูรณ์และรบได้ดัวยตัวเองเป็นอิสระจากหน่วยเหนือขึ้นไป

BCT เล็กกว่ารูปแบบการจัดหน่วยรบที่นิยมใช้แต่เดิม คือ กองพล เดิมนั้นกองพลประกอบด้วยกรมดำเนินกลยุทธ 3 กรม เช่น กองพลทหารราบ แบ่งเป็น 3 กรมทหารราบ พร้อมทั้งหน่วยสนับสนุนการรบและช่วยรบต่างๆ เช่น กรมทหารปืนใหญ่ กองพันทหารม้า กองพันทหารช่าง กองพันทหารสื่อสาร กองพันเสนารักษ์ ขณะที่แกนหลักของ BCT คือ กรมดำเนินกลยุทธ เพียง 1 กรม แล้วเพิ่มส่วนสนับสนุนการรบและช่วยรบเข้าไปให้มีความสมบูรณ์เหมือนกองพลเดิม นั่นทำให้ BCT มีขนาดหน่วยที่ใหญ่กว่ากรม จึงเป็นที่มาของคำว่ากองพลน้อยนั่นเอง ดังนั้นถ้า 1 กองพลทหารราบ มี 3 กรมทหารราบ เมื่อเปลี่ยนเป็น BCT จะมี 3 BCT ทั้งนี้หน่วยสนับสนุนการรบและช่วยรบในกองพล ก็จะถูกแบ่งเป็นหน่วยย่อยตามจำนวน BCT ด้วย เพื่อรองรับแต่ละ BCT เช่น กองพันทหารช่างของกองพล จะถูกแบ่งเป็น 3 กองร้อยทหารช่างให้กับแต่ละ BCT

อาจกล่าวได้ว่าแนวคิด BCT มีต้นกำเนิดจากกองทัพบกสหรัฐฯ ที่ส่งทหารไปปฏิบัติภารกิจทั่วโลกอยู่ตลอด สาเหตุเกิดจากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้กำลังในยุคหลังสงครามเย็น ที่ต้องการหน่วยรบที่เล็กลง แต่มีหลายหน่วยสามารถแยกไปปฏิบัติการได้หลายที่ มีความพร้อมรบสูง พร้อมออกปฏิบัติการได้ในเวลาอันสั้น และปฏิบัติการได้ต่อเนื่องตลอด รวมทั้งปฏิบัติการได้ในทุกรูปแบบและทุกระดับความขัดแย้ง (full spectrum) นั่นทำให้โอกาสการใช้กำลังทั้งกองพลในคราวเดียวมีน้อยลง และการจะให้กองพลทั้งกองพลออกปฏิบัติการพร้อมกันได้ในคราวเดียวก็ต้องใช้เวลานาน แต่เดิมสหรัฐฯ ไม่ได้จัดหน่วยในลักษณะ BCT อย่างถาวร แต่เป็นการจัดในลักษณะเฉพาะกิจ เรียกว่า brigade task force หรือกองพลน้อยเฉพาะกิจ ในยุค 1990 จนมาปรับเปลี่ยนเป็น BCT แบบถาวรตั้งแต่ประมาณปี 2006 เป็นต้นมา BCT เป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบหน่วยรบครั้งใหญ่ที่สุดหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา

BCT ของกองทัพบกสหรัฐฯ แบ่งเป็น 3 แบบ คือ Infantry BCT (IBCT) Stryker BCT (SBCT) และ Armored BCT (ABCT) จุดหลักต่างกันที่กรมดำเนินกลยุทธซึ่งแกนหลักของหน่วย เรียงตามลำดับจากเบาไปหาหนัก โดย IBCT จะเป็นกรมทหารราบเบาหรือส่งทางอากาศ SBCT จะเป็นกรมทหารราบ ที่ใช้รถเกราะล้อยาง 8×8 Stryker ขณะที่ ABCT จะเป็นกรมทหารราบยานเกราะ ที่ใช้รถถังและยานเกราะสายพาน

เมื่อมี BCT แล้ว กองพลจะลดบทบาทเป็นเพียงส่วนบังคับบัญชา (บก.กองพล และส่วนสนับสนุนของ บก. เช่น สื่อสาร ระวังป้องกัน) และจะใช้เมื่อทำการรบแล้วใช้กำลังมากกว่า 1 BCT เพราะแต่ละ BCT สามารถทำการรบได้ด้วยตัวเองแล้ว ส่วนในที่ตั้งปกติกองพลยังคงดูแลด้านธุรการให้กับหน่วยขึ้นตรงตามเดิม

แนวคิด BCT ยังมาพร้อมกับแนวคิดเรื่องโมดูลด้วย คือ การทำให้หน่วยรบและหน่วยสนับสนุนต่างๆ ในกองทัพมีความเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด สามารถสับเปลี่ยนโยกย้ายทำภารกิจทดแทนกันได้หมด เพิ่มหรือลดหน่วยสนับสนุนได้ตามสถานการณ์และความจำเป็น กองทัพบกจึงเปลี่ยนจากกองทัพที่มีการจัดหน่วยบนพื้นฐานของกองพล (division based) เป็นการจัดหน่วยบนพื้นฐานของกองพลน้อย (brigade based) โดยแบ่งเป็นกองพลน้อยดำเนินกลยุทธ (modular combat brigade) ที่มี 3 แบบ (IBCT SBCT ABCT) และกองพลน้อยสนับสนุน (modular support brigade) ที่มีหลายรูปแบบ เช่น กองพลน้อยบิน กองพลน้อยป้องกันภัยทางอากาศ กองพลน้อยช่วยรบ

ทั้งนี้นอกจากกองทัพบกสหรัฐฯ แล้ว กองทัพบกออสเตรเลียเป็นอีกชาติหนึ่งที่ได้ใช้แนวคิด BCT ในการจัดหน่วยเช่นกัน เพียงแต่ไม่ได้มีกองพลน้อยดำเนินกลยุทธหลายแบบเหมือนกองทัพบกสหรัฐฯ

การที่กองทัพบกไทยจะนำแนวคิด BCT มาใช้ จะทำให้ต้องจัดหายุทโธปกรณ์ใหม่หรือไม่ คงไม่จำเป็น เพราะเป็นแนวคิดรูปแบบการจัดหน่วยรบ ไม่ใช่แบบหรือขีดความสามารถของยุทโธปกรณ์ การจัดหายุทโธปกรณ์ต่างๆ สามารถเป็นไปตามแผนเดิมได้ และยุทโธปกรณ์ที่มีอยู่เดิมก็ยังใช้ได้ต่อไป รวมทั้งไม่เกี่ยวกับว่าเมื่อใช้แนวคิด BCT จากสหรัฐฯ จะทำให้ต้องจัดหายุทโธปกรณ์จากสหรัฐฯ ตามไปด้วย และการใช้แนวคิด BCT ก็ไม่ได้หมายถึงว่าจะต้องจัดหน่วยรบตามแบบ BCT ของสหรัฐฯ ทุกอย่างเช่นกัน เช่น กองทัพบกไทยไม่มีการจัดหน่วยข่าวกรองทางทหารให้กับทุกกองพลดำเนินกลยุทธ เมื่อปรับเป็น BCT ก็จะไม่มีหน่วยข่าวกรองทางทหารอยู่ภายใน ขณะที่กองทัพสหรัฐฯ จะมีหน่วยดังกล่าว 

ทั้งนี้กองทัพบกไทยได้เคยทดลองใช้แนวคิด BCT ไปหลายครั้งในการฝึก โดยเป็นการจัดลักษณะเฉพาะกิจ ทั้งรูปแบบของกรมทหารราบและกรมทหารม้า สำหรับหน่วยรบของกองทัพบกไทยที่มีรูปแบบการจัดใกล้เคียงกับแนวคิด BCT มากที่สุด คือ หน่วยพร้อมรบเคลื่อนที่เร็ว หรือ RDF (rapid deployment force) ซึ่งแกนหลัก คือ กรมทหารราบที่ 31 แล้วเพิ่มเติมหน่วยสนับสนุนการรบและช่วยรบต่างเหล่าเข้าไป ทั้งจากระดับกองพล คือ หน่วยในกองพลที่ 1 (หน่วยเหนือของกรมทหารราบที่ 31) และจากระดับกองทัพบก เช่น กองพลทหารปืนใหญ่ แต่สิ่งที่ RDF ยังไม่เหมือน BCT ที่แท้จริง นั่นคือ RDF เป็นการจัดเฉพาะกิจ ไม่ใช่การจัดถาวรอ

BCT ของกองทัพบกไทย จะเป็นกำลังรบผสมเหล่าระดับกรม เรียกว่า กรมผสม โดยกองทัพไทยไม่มีหน่วยระดับกองพลน้อย กรมผสมจะมีหลายแบบตามลักษณะการจัดหน่วยของกรมดำเนินกลยุทธที่เป็นแกนหลัก เช่น ทหารราบ ทหารราบยานเกราะ ทหารม้า

เมื่อจะใช้แนวคิด BCT ขั้นแรกกองทัพบกคงจะต้องปรับหน่วยสนับสนุนการรบและช่วยรบ ของแต่ละกองพลทหารราบที่มี 10 กองพล และกองพลทหารม้าทั้ง 3 กองพล ให้สามารถแบ่งย่อยและกระจายลงไปในแต่ละกรมผสมให้ได้ก่อน และการปรับส่วนบัญชาการรบของแต่ละกองพลให้สอดคล้องกับรูปแบบกรมผสม นั่นคือ การปรับหน่วยในระดับกองพล ขณะที่หน่วยในระดับรองลงไปตั้งแต่กรม กองพัน กองร้อย หมวด หมู่ จะยังคงเป็นไปตามเดิม เพราะในการตั้ง BCT จะนำกรมดำเนินกลยุทธที่มีอยู่แล้วในแต่ละกองพลไปใช้จัดตั้งได้ทันที อย่างไรก็ดีส่วนบังคับบัญชาของ BCT จะต้องมีขีดความสามารถสูงขึ้นกว่าส่วนบังคับบัญชาของกรมดำเนินกลยุทธที่มีอยู่เดิม เพื่อให้รับกับหน่วยที่เพิ่มเติมเข้ามาใน BCT

ส่วนขั้นต่อไปอาจปรับโครงสร้างหน่วยสนับสนุนต่างๆ เช่น กองพลทหารปืนใหญ่ กองพลทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน กองพลทหารช่าง กรมบิน ให้สามารถแบ่งย่อยเพื่อไปสนับสนุนแต่ละกรมผสมได้ตามสถานการณ์

สำหรับในระดับกรมดำเนินกลยุทธนั้น กองทัพบกไทยอยู่ระหว่างการปรับอัตราโครงสร้างของกรมทหารราบและกองพันทหารราบ ให้มีความทันสมัยสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งเป็นคนละส่วนกับการปรับโครงสร้างตามแนวคิด BCT

อย่างไรก็ตามปัญหาใหญ่ของการจัดหน่วยแบบ BCT ซึ่งเป็นการจัดแบบถาวร อาจเป็นเรื่องการย้ายที่ตั้งหน่วย กรณีที่หน่วยขึ้นตรงต่างๆ ของกองพลไม่ได้อยู่รวมกันทั้งกองพล และจะมีผลกระทบต่อครอบครัวของกำลังพลได้

BCT ย่อมาจาก brigade combat team หรืออาจเรียกว่า กองพลน้อยชุดรบ เป็นรูปแบบการจัดหน่วยรบของกองทัพบก BCT มาจาก 2 คำรวมกัน คือ กองพลน้อย กับชุดรบ คำว่ากองพลน้อย หมายถึง BCT เป็นหน่วยที่มีขนาดใหญ่กว่ากรม แต่เล็กกว่ากองพล ส่วนคำว่าชุดรบ หมายถึง BCT เป็นหน่วยที่มีการผสมหลายเหล่าทั้งราบ ม้า ปืนใหญ่ ช่าง สื่อสาร เป็นต้น และมีทั้งส่วนดำเนินกลยุทธ สนับสนุนการรบ และช่วยรบ เพื่อให้มีความสมบูรณ์และรบได้ดัวยตัวเองเป็นอิสระจากหน่วยเหนือขึ้นไป

BCT เล็กกว่ารูปแบบการจัดหน่วยรบที่นิยมใช้แต่เดิม คือ กองพล เดิมนั้นกองพลประกอบด้วยกรมดำเนินกลยุทธ 3 กรม เช่น กองพลทหารราบ แบ่งเป็น 3 กรมทหารราบ พร้อมทั้งหน่วยสนับสนุนการรบและช่วยรบต่างๆ เช่น กรมทหารปืนใหญ่ กองพันทหารช่าง กองพันทหารสื่อสาร กองพันเสนารักษ์ ขณะที่แกนหลักของ BCT คือ กรมดำเนินกลยุทธ เพียง 1 กรม แล้วเพิ่มส่วนสนับสนุนการรบและช่วยรบเข้าไปให้มีความสมบูรณ์เหมือนกองพลเดิม นั่นทำให้ BCT มีขนาดหน่วยที่ใหญ่กว่ากรม จึงเป็นที่มาของคำว่ากองพลน้อยนั่นเอง ดังนั้นถ้า 1 กองพลทหารราบ มี 3 กรมทหารราบ เมื่อเปลี่ยนเป็น BCT จะมี 3 BCT ทั้งนี้หน่วยสนับสนุนการรบและช่วยรบในกองพล ก็จะถูกแบ่งเป็นหน่วยย่อยตามจำนวน BCT ด้วย เพื่อรองรับแต่ละ BCT เช่น กองพันทหารช่างของกองพล จะถูกแบ่งเป็น 3 กองร้อยทหารช่างให้กับแต่ละ BCT

อาจกล่าวได้ว่าแนวคิด BCT มีต้นกำเนิดจากกองทัพบกสหรัฐฯ ที่ส่งทหารไปปฏิบัติภารกิจทั่วโลกอยู่ตลอด สาเหตุเกิดจากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้กำลังในยุคหลังสงครามเย็น ที่ต้องการหน่วยรบที่เล็กลง แต่มีหลายหน่วยสามารถแยกไปปฏิบัติการได้หลายที่ มีความพร้อมรบสูง พร้อมออกปฏิบัติการได้ในเวลาอันสั้น และปฏิบัติการได้ต่อเนื่องตลอด รวมทั้งปฏิบัติการได้ในทุกรูปแบบและทุกระดับความขัดแย้ง นั่นทำให้โอกาสการใช้กำลังทั้งกองพลในคราวเดียวมีน้อยลง และการจะให้กองพลทั้งกองพลออกปฏิบัติการพร้อมกันได้ในคราวเดียวก็ต้องใช้เวลานาน แต่เดิมสหรัฐฯ ไม่ได้จัดหน่วยในลักษณะ BCT อย่างถาวร แต่เป็นการจัดในลักษณะเฉพาะกิจ เรียกว่า brigade task force หรือกองพลน้อยเฉพาะกิจ ในยุค 1990 จนมาปรับเปลี่ยนเป็น BCT แบบถาวรตั้งแต่ประมาณปี 2006 เป็นต้นมา BCT เป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบหน่วยรบครั้งใหญ่ที่สุดหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา

BCT ของกองทัพบกสหรัฐฯ แบ่งเป็น 3 แบบ คือ Infantry BCT (IBCT) Stryker BCT (SBCT) และ Armored BCT (ABCT) จุดหลักต่างกันที่กรมดำเนินกลยุทธซึ่งแกนหลักของหน่วย เรียงตามลำดับจากเบาไปหาหนัก โดย IBCT จะเป็นกรมทหารราบเบาหรือส่งทางอากาศ SBCT จะเป็นกรมทหารราบ ที่ใช้รถเกราะล้อยาง 8×8 Stryker ขณะที่ ABCT จะเป็นกรมทหารราบยานเกราะ ที่ใช้รถถังและยานเกราะสายพาน

เมื่อมี BCT แล้ว กองพลจะลดบทบาทเป็นเพียงส่วนบัญชาการ และจะใช้เมื่อทำการรบแล้วใช้กำลังมากกว่า 1 BCT เพราะแต่ละ BCT สามารถทำการรบได้ด้วยตัวเองแล้ว ส่วนในที่ตั้งปกติกองพลยังคงดูแลด้านธุรการให้กับหน่วยขึ้นตรงตามเดิม

แนวคิด BCT ยังมาพร้อมกับแนวคิดเรื่องโมดูลด้วย คือ การทำให้หน่วยรบและหน่วยสนับสนุนต่างๆ ในกองทัพมีความเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด สามารถสับเปลี่ยนโยกย้ายทำภารกิจทดแทนกันได้หมด เพิ่มหรือลดหน่วยสนับสนุนได้ตามสถานการณ์และความจำเป็น

การที่กองทัพบกไทยจะนำแนวคิด BCT มาใช้ จะทำให้ต้องจัดหายุทโธปกรณ์ใหม่หรือไม่ คงไม่จำเป็น เพราะเป็นแนวคิดรูปแบบการจัดหน่วยรบ ไม่ใช่แบบหรือขีดความสามารถของยุทโธปกรณ์ การจัดหายุทโธปกรณ์ต่างๆ สามารถเป็นไปตามแผนเดิมได้ และไม่เกี่ยวกับว่าเมื่อใช้แนวคิด BCT จากสหรัฐฯ ต้องจัดหายุทโธปกรณ์จากสหรัฐฯ ตามไปด้วย และการใช้แนวคิด BCT ก็ไม่ได้หมายถึงว่าจะต้องจัดหน่วยรบตามแบบ BCT ของสหรัฐฯ ทุกอย่าง ทั้งนี้กองทัพบกไทยได้เคยทดลองใช้แนวคิด BCT ไปหลายครั้งในการฝึก โดยเป็นการจัดลักษณะเฉพาะกิจ ทั้งรูปแบบของกรมทหารราบและกรมทหารม้าอ

BCT ของกองทัพบกไทย จะเป็นกำลังรบผสมเหล่าระดับกรม เรียกว่า กรมผสม โดยกองทัพไทยไม่มีหน่วยระดับกองพลน้อย กรมผสมจะมีหลายแบบตามลักษณะการจัดหน่วยดำเนินกลยุทธ เช่น ทหารราบ ทหารราบยานเกราะ ทหารม้า

เมื่อจะใช้แนวคิด BCT ขั้นแรกกองทัพบกคงจะต้องปรับหน่วยสนับสนุนการรบและช่วยรบ ของแต่ละกองพลทหารราบที่มี 10 กองพล และกองพลทหารม้าทั้ง 3 กองพล ให้สามารถแบ่งย่อยและกระจายลงไปในแต่ละกรมผสมให้ได้ก่อน และการปรับส่วนบัญชาการรบของแต่ละกองพลให้สอดคล้องกับรูปแบบกรมผสม ส่วนขั้นต่อไปอาจปรับโครงสร้างหน่วยสนับสนุนต่างๆ เช่น กองพลทหารปืนใหญ่ กองพลทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน กองพลทหารช่าง กรมบิน ให้สามารถแบ่งย่อยเพื่อไปสนับสนุนแต่ละกรมผสมได้ตามสถานการณ์

 #1 ผมจะขอเปรีบเทียบแบบงานมโน 

กองพล อาจจะเหมือนโต๊ะจีนชุดใหญ่ จัดเต็ม นั่งกันสิบคนเหลือ แปดคนจุก กินกันจนอาจจะต้องห่อกลับบ้าน

ข้อดีคือไม่ต้องคิดมาก คือ จัดเต็มมาทุกอย่าง

แต่ข้อเสียคือ ถ้าแขกมาไม่เต็ม อาหารก็เหลือ เหลือกันแบบ หมาที่บ้านยิ้มไปสามวัน แล้ว มันเปลือง ใช้เวลาเตรียมการเยอะ ดีไม่ดีไมมีคนกิน

แล้วเวลาจะจัดโต๊ะจีนมันมีองค์ประกอบด้านหลังเยอะ สั่งห้าโต๊ะสิบโต๊ะก็ไม่ค่อยย่อมากัน แต่ก็เข้าใจ เพราะโสหุ้ยมันเยอะ

*** จุดสำคัญ อาจจะไม่คุ้มค่าซอง

#2 กองพลน้อยชุดรบ

ก็อยากให้แขกกินของดีๆ แต่เวลาจะเลี้ยงก็ต้องดูกำลังแขก แล้วแขกก็ต้องดูกำลังเจ้าภาพ ดังนั้น Set Menu ที่ยังมีชุดหลักๆอยุ่เหมือนเดิม ลดปริมาณลงไปบ้าง แต่คุณภาพจานหลักยังเหมือนเดิม อันนี้ หมาที่บ้านอาจจะยิ้มได้แค่มื้อเดียว เพราะเหลือไม่เยอะ แต่ดูแล้ว น่าจะสมน้ำสมเนื้อ สมกับซองที่แขกเหน็บรักแร้มา

ปัญหาใหญ่ของการจัดหน่วยแบบกรมผสมเป็นการถาวร อาจเป็นเรื่องการย้ายที่ตั้งหน่วย กรณีที่ไม่ได้อยู่รวมกันทั้งกองพล จะมีผลกระทบต่อครอบครัวของกำลังพลได้

#3 กรมผสม

แบบที่ ทบ. ฝีกอยู่ ผมว่ามันเหมือนไปเหลา ไปร้านข้าวต้ม เพราะไม่ได้กำหนดตายตัวว่าใครจะอยู่ ใครจะไป จะจัด Grouping กันแบบไหน

เหมือนตอนไปถึงแล้วต้องนั่งงงกับเมนูอยู่ซักพักว่าจะเอาอะไรดี จะเป็ดหรือจะไก่ จะต้มจืด หรือ ต้มยำ ตรงนี้ อาจจะพอดีตามความต้องการที่สุด แต่ มันเสียเวลานั่งมองหน้ากันว่า ใครจะเปิด ใครจะจ่ายจัดการ

รูปแบบการจัดหน่วยกองพลน้อยชุดรบ (BCT)

Infantry BCT (IBCT)

กองพันทหารราบ

  • กองบังคับการและกองร้อยบังคับการ/1 x หมวดลาดตระเวน /1 x หมู่ซุ่มยิง /หมวด ค.81 และ ค.120
  • 3 x กองร้อยปืนเล็ก แยกเป็น 3 หมวดปืนเล็ก / 1 หมู่อาวุธ /1 ตอน ค.60
  • 1 x กองร้อยต่อสู้รถถัง / 4 หมวดโจมตี / ยานยนต์ติดจรวดต่อสู้รถถัง 4 คัน

  กองพันลาดตระเวน

  • กองบังคับการและกองร้อยบังคับการ
  • 2 x กองร้อยลาดตระเวนยานเกราะ (Stryker)/ 3 หมวดลาดตระเวน ยานเกราะล้อยาง 18 คัน/ 1 ตอน ค.120
  • 1 x กองร้อยลาดตระเวนเดินเท้า/ 2 x หมวดลาดตระเวน / 1 x หมู่ซุ่มยิง

กองพันปืนใหญ่

  • 2 x กองร้อยปืนใหญ่ / M119 105 มม / M777A2 155 มม
  • 1x AN/TPQ 36
  • 5 x AN/TPQ 48 LCMR    

กองพันหน่วยพิเศษ   

  • กองร้อยทหารช่าง
  • กองร้อยข่าวกรองทางทหาร
  • กองร้อยสื่อสาร
  • หมวดสารวัตทหาร
  • หมวดลาดตระเวน คชรน.
  • เสนารักษ์

 Stryker BCT (SBCT) 

  กองพันทหารราบ

  • กองบังคับการและกองร้อยบังคับการ
  • 3 x กองร้อยปืนเล็ก (Stryker)

 กองพันทหารม้า

  •    กองบังคับการและกองร้อยบังคับการ
  •    3 x กองร้อยทหารม้า (Stryker)
  • หน่วยต่อสู้รถถัง /9 x ATGM / 12 x M1128 Mobile Gun System

 กองพันปืนใหญ่

  • 3 x กองร้อยปืนใหญ่สนาม/ป.155 แบบ M777A2 จำนวน 18 กระบอก
  • 1x AN/TPQ 36
  • 1 x AN/TPQ 37
  • 5 x AN/TPQ 48 LCMR

กองพันทหารช่าง

  • กองบังคับการและกองร้อยบังคับการ
  • กองร้อยทหารช่าง
  • กองร้อยสนับสนุนทหารช่าง
  • กองร้อยสื่อสาร
  • กองร้อยข่าวกรองทางทหาร

กองพันสนับสนุน

  • กองบังคับการและกองร้อยบังคับการ
  • 4 x กองร้อยสนับสนุน
  • กองร้อยแจกจ่าย
  • กองร้อยซ่อมบำรุงหน้า
  • กองร้อยเสนารักษ์

Armored BCT (ABCT)

กองพันผสมเหล่า

  •     2 x กองร้อยรถถัง
  •     2 x กองร้อยทหารราบยานเกราะ

กองพันยานเกราะ

  • กองบังคับการและกองร้อยบังคับการ
  • 2 x กองร้อยรถถัง
  • 1 x กองร้อยทหารราบยานเกราะ

กองพันทหารราบยานเกราะ

  • กองบังคับการและกองร้อยบังคับการ
  • 1 x กองร้อยรถถัง
  • 2 x กองร้อยทหารราบยานเกราะ

กองพันทหารม้ายานเกราะ

  • กองบังคับการและกองร้อยบังคับการ
  • 3 x กองร้อยทหารม้า
  • 1 x กองร้อยรถถัง

กองพันปืนใหญ่

  • 3 x กองร้อยปืนใหญ่ / M 109 155 มม.

กองพันสนับสนุนกรมผสม

  •    4 x กองร้อยสนับสนุน
  •    กองร้อยส่งกำลัง
  •    กองร้อยซ่อมบำรุงสนาม
  •    กองร้อยเสนารักษ์

กองพันทหารช่าง

  • กองบังคับการและกองร้อยบังคับการ
  • 2 x กองร้อยทหารช่าง
  •  กองร้อยข่าวกรองทางทหาร
  •  กองร้อยสื่อสาร

รูปแบบการจัดกองพลน้อยของกองทัพบกออสเตรเลีย

กองทัพบก Today

Combat camera ประจักษ์พยานแห่งสนามรบ

พ.อ.สมจริง สิงหเสนี ช่างภาพสนาม Royal Thai Army Combat camera

ภาพจำจากทหารหน้าแนว บันทึกความทรงจำแห่งประวัติศาสตร์สงครามเพื่อสันติของคนในชาติที่ถูกลืม

“ตัวผมมีกล้องแค่2ตัว ไม่ติดอาวุธใดๆทั้งสิ้น เพราะเชื่อมั่นว่าทหารของเราจะดูแลกันเองได้”

  แม้จะอยู่ในวัย 88 ปี แต่นี่ยังเป็นคำตอบจากความทรงจำที่แจ่มชัดของพันเอกสมจริง สิงหเสนี นายทหารนอกราชการแห่งกองทัพบก ต่อคำถามของทีมงาน ThaiArmedForce.com ที่ได้ย้อนถามถึงรูปแบบการทำงานของช่างภาพสนาม ที่จำเป็นต้องพกอาวุธประจำกายหรือไม่? ในห้วงเวลาที่ความขัดแย้งในประเทศปะทุถึงขั้นรุนแรงสูงสุดในช่วงของสงครามประชาชนระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยกับกองทัพไทยในห้วงปีพ.ศ.2521-2531ที่นับเป็นช่วงเวลาวิกฤติสูงสุดของประเทศ จากความแตกแยกทางความคิด ลัทธิความเชื่อ รวมไปถึงภัยคุกคามจากต่างประเทศ

                จากความสงสัยในภาพถ่ายประวัติศาสตร์ของสงครามการต่อสู้กับกองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศ กับภาพถ่ายที่เป็นเสมือนสัญลักษณ์แห่งการการเปิดยุทธการแห่งชัยชนะ ด้วยความมุ่งหวังที่จะคืนความสันติในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างของประเทศไทย ที่ห้วงเวลาหนึ่งคือพื้นที่ภายใต้การควบคุมของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยโดยสมบูรณ์ ภายใต้ชื่อยุทธการผาเมืองเผด็จศึก 1,2 และ3  อันเป็นที่มาของการเดินไปค้นหาคำตอบยังกองพลทหารราบที่4 จังหวัดพิษณุโลก เพื่อพบกับผู้มีบทบาทในการบันทึกภาพถ่ายประวัติศาสตร์นี้ด้วยตัวเอง

                จากประสบการณ์ในการทำงานที่สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง5และเข้าประจำการในกองการภาพ กรมทหารสื่อสาร คือพื้นฐานสำคัญในการทำงานของพันเอกสมจริง สิงหเสนี ตั้งแต่เริ่มต้นชีวิตราชการ จนได้เข้าสู่พื้นที่การรบในประเทศในสังกัดกองทัพภาคที่ 3 และทำหน้าที่เป็นผู้บันทึกและรายงานข่าวในพื้นที่การรบครั้งสำคัญในทุกสมรภูมิจนเกษียณอายุราชการ

         ภาพถ่ายที่ถูกบันทึกและได้กลายเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของปฏิบัติการทางการทหารยุคใหม่ของกองทัพไทย คือ ภาพการส่งกำลังรบเข้าพื้นที่ปฏิบัติงานด้วยเฮลิคอปเตอร์จำนวนมาก ซึ่งเป็นเหตุการณ์ในห้วงเวลาของยุทธการผาเมืองเผด็จศึก2 ในปีพ.ศ.2524 เพื่อทำการเข้าตีและโอบล้อมที่ตั้งของกองกำลังพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย อันเป็นยุทธการใหญ่ที่กองทัพบกนำแนวคิดและยุทธวิธีที่ได้รับประสบการณ์มาจากการบในสงครามเวียดนาม เพื่อใช้คุณลักษณะพิเศษของอากาศยานอย่างเฮลิคอปเตอร์ นำกำลังพลจำนวนมากนำส่งเข้าสู่พื้นที่การรบได้อย่างรวดเร็ว โดยในวันนั้นใช้เฮลิคอปเตอร์แบบUH-1D จำนวน10ลำ ทำการบินลำเลียงพล โดยมีUH-1Dติดอาวุธทำหน้าที่เป็นกันชิป บินคุ้มกันหมู่บิน อีก2ลำ โดยมีเฮลิคอปเตอร์บัญชาการอีก1ลำ  พันเอกสมจิตร ได้ทำการบันทึกภาพในพื้นที่รับส่งที่ใช้ถนนข้างกองอำนวยการโครงการพัฒนาลุ่มน้ำเข็ก เป็นพื้นที่ลานจอดฮ.ชั่วคราว ซึ่งเป็นภาพที่น่าตื่นใจสำหรับช่างภาพผู้บันทึกเหตุการณ์ในครั้งนั้น ที่เรียกได้ว่าเป็นปฏิบัติการ “Dust off”เต็มรูปแบบของกองทหารไทย และแนวยุทธวิธีใหม่นี้ก็จะมาซึ่งผลแพ้ชนะในการรบขั้นต่อไป

       พลเอก พิจิตรกุลวนิชย์ และพลเอกสุนทร คงสมพงษ์ ได้ร่วมกันทำหน้าที่บัญชาการรบกลางอากาศโดยทั้ง2ท่านเป็นนายทหารที่ผ่านการรบในสงครามเวียดนามมาแล้วด้วยเช่นกันและมีการฝึกซ้อมแผนปฏิบัติมาก่อนหน้านี้ถึง6เดือนเพราะการนำยุทธวิธีการรบยุคใหม่มาใช้ในประเทศไทยเป็นครั้งแรก พันเอกสมจิตรได้ร่วมทำการบินในเฮลิคอปเตอร์บัญชาการ และเป็นพยานในการบินลำเลียงพลทางอากาศครั้งประวัติศาสตร์นี้ แม้จะไม่ได้เป็นตามแผนที่วางไว้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เมื่อเข้าสู่พื้นที่ LZ (พื้นที่ลงจอด) ที่กำหนดไว้บางจุด ก็ถูกยิงต่อต้านอย่างรุนแรง จนต้องนำส่งกำลังพลลงห่างจากพื้นที่เป้าหมาย แต่เฮลิคอปเตอร์ทุกลำก็ปลอดภัยและนำส่งกำลังทหารทั้งได้ทันเวลา แม้ว่าเฮลิคอปเตอร์บางลำจะมีรอยกระสุนฝากไว้บนตัวเครื่องแต่ก็ไม่ได้รับความเสียหายร้ายแรงแต่อย่างใด ภาพถ่ายชุดนี้จึงเป็นเสมือนบันทึกประวัติแห่งความสำเร็จทางการทหารของกองทัพบกต่อสงครามภายในประเทศในขั้นแรก

          นับตั้งแต่เปิดจนปิดยุทธการที่เป็นการดำเนินงานทางการทหารควบคู่ไปกับการงานเมืองตามนโยบาย 66/23 ทำให้กลุ่มผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์มีทางเลือกที่จะเข้าสู่แนวทางสันติด้วยการยอมวางอาวุธและเข้าร่วมพัฒนาชาติไทย จนเข้าสู่การปิดฐานปฏิบัติการของพรรคคอมมิวนิสต์ได้ทีละแห่ง พันเอกสมจิตรได้ออกภาคสนามบันทึกภาพเหตุการณ์นี้เหล่านี้โดยตลอดจนถึงการยุติการสู้รบระหว่างกันอย่างเป็นทางการในปีพ.ศ.2525

แม้ว่าการสู้รบในประเทศจะเข้าสู่ห้วงเวลาของสันติภาพแล้ว แต่ภารกิจของพันเอกสมจริงยังไม่ยุติลงเมื่อต้องรับหน้าที่ช่างภาพสนามในสงครามใหญ่อีกครั้งหนึ่งแต่ครั้งนี้ไม่ใช่การรบกับคนไทยด้วยกันแต่เป็นการรบกับกำลังต่างชาติเต็มรูปแบบ ที่เรารู้จักกันในชื่อการรบที่บ้านร่มเกล้า  อันเป็นยุทธการใหญ่ก่อนที่ประเทศไทยจะสามารถยุติความขัดแย้งทั้งในและต่างประเทศได้อย่างสมบูรณ์ 

พันเอกสมจริงได้เล่าถึงเกร็ดการทำงานภาคสนามซึ่งท่านได้กล่าวถึงประสบการณ์ที่ได้รับจากสงครามเวียดนามมีส่วนสำคัญมากเพราะทำให้เห็นรูปแบบการทำงานของหน่วยช่างภาพสนามของกองทัพสหรัฐอันเป็นสิ่งที่นำมาปรับใช้กับการทำงานในประเทศ เพราะภาพถ่ายและข่าวก็เป็นส่วนหนึ่งการปฏิบัติการทางการทหาร มีความสำคัญต่อขวัญและกำลังใจของแนวหลัง บางครั้งก็อาจส่งผลในแง่จิตวิทยาที่มีผลต่อการแพ้ชนะในการรบด้วยซ้ำ

ความรวดเร็วในการทำงานต่อการส่งกลับไปยังส่วนหลัง ทำให้บ่อยครั้งการล้างอัดรูปนั้นในส่วนของภาพนิ่งต้องทำกันในพื้นที่ส่วนหน้าทันที ส่วนฟิลม์ภาพเคลื่อนไหวจะถูกส่งล้างที่ ททบ.5 ในทุกภารกิจ เพราะไม่เพียงแต่เป็นการบันทึกภาพเพื่อการประชาสัมพันธ์แต่ภาพถ่ายบางชุดเป็นถ่ายภาพทางยุทธวิธีเพื่อใช้ในการตัดสินใจของผู้บังคับบัญชาด้วย

ด้วยพื้นฐานการฝึกฝนการถ่ายภาพและการถ่ายภาพในยุคนั้นเป็นกล้องฟิลม์ขาวดำ ที่จะบันทึกภาพได้ม้วนละ36รูปเท่นั้น การกดชัทเตอร์แต่ละรูปจึงต้องคำนึงถึงความสำคัญในขณะนั้น แต่ในห้วงชุลมุนของการรบหรืออยู่ในการปะทะ พันเอกสมจริงได้กล่าวกับเราว่า ก็ต้องยอมรับว่าเป็นการรัวกดชัทเตอร์ไว้ก่อน คุณภาพหรือองค์ประกอบจะเป็นอย่างไรค่อยว่ากันทีหลัง แม้ว่าจะเป็นอย่างทีพันเอกสมจิตรได้กล่าวไว้ แต่ทีมงานTAFที่ได้มีโอกาสชมภาพต้นฉบับที่ได้บันทึกไว้ก็ต้องยอมรับว่าว่าภาพที่ออกมากลับมีความลงตัวทั้งองค์ประกอบภาพ และคุณภาพความคมชัด ในยุคที่การปรับค่าการทำงานของกล้องต้องทำด้วยมือล้วนๆ เป็นสิ่งที่บ่งชี้ถึงความชำนาญในการทำงานภาคสนามของพันเอกสมจิตรได้เป็นอย่างดี

ในงานภาคสนามพันเอกสมจริงจะใช้กล้องเพียง2ตัว คือกล้องภาพนิ่งของCanon และกล้องภาพยนตร์อย่างละหนึ่งตัวเท่านั้นเพื่อความคล่องตัว ไม่การเปลี่ยนเลนส์นอกจากเลนส์ที่ติดอยู่กับตัวกล้องเท่านั้นเพื่อความคล่องตัว ภาพทุกช็อตที่ถ่ายออกมาจึงเหมือนภาพที่บันทึกผ่านวิวไฟน์เดอรในมุมมองของช่างภาพในสถานการณ์นั้นจริงๆ หากอยากได้ภาพที่ใกล้ชิดก็ต้องวิ่งเข้าหาพื้นที่นั้นด้วยตัวเองเพราะไม่มีเลนส์ซูมระยะไกลติดตัวไปด้วย การทำงานแบบกระสุนเฉี่ยวผ่านหัวหลายภาพก็ได้ถูกบันทึกเอาไว้เป็นประจักษ์พยานในการทำหน้าที่ในครั้งนั้น ในบางภารกิจช่างภาพสนามก็ต้องถูกปิดล้อมจากฝ่ายตรงข้ามเช่นเดียวกับทหารหลัก ถูกตัดขาดจากการส่งเสบียงจนต้องหาน้ำดื่มจาการตัดหยวกกล้วยกันกลางสนามรบได้กลายเห็นหนึ่งในประสบการณ์ชีวิตที่พันเอกสมจริงได้รับมาแล้ว

ผลงานภาพถ่ายของพันเอกสมจริงทั้งหมดได้กลายเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญ ในวันที่ประเทศไทยอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญ จากยุคสมัยแห่งสงครามและความขัดแย้ง มาสู่ห้วงเวลาสันติภาพและการพัฒนา เป็นประจักษ์พยานของความสำเร็จในการบรรลุเป้าหมายในการยุติความขัดแย้ง ด้วยแนวทางแห่งการพัฒนาคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยเป็นชาติแรกในภูมิภาคที่สามารถหยุดยั้งการรุกคืบของลัทธิคอมมิวนิสต์ได้สำเร็จ เป็นโดมิโน่ตัวสุดท้ายที่ไม่ยอมล้ม ตามทฤษฏีโดมิโน่ที่หลายๆฝ่ายเคยคาดว่าไทยก็ไม่อาจต้านทานการรุกรานจากกองกำลังคอมมิวนิสต์ได้

“ในเวลานั้นพวกเราสูญเสียกันมากจริงๆ อยากคนรุ่นหลังได้รับรู้ว่าทุกหลักกิโลบนเส้นทางตัดผ่านเขาค้อ แทบจะแทนที่ด้วยหนึ่งชีวิตของทหารของเราที่แลกมากับทางเส้นนี้”

คือหนึ่งในถ้อยคำสำคัญที่พันเอกสมจริงได้ฝากเอาไว้ให้กับพวกเรา

ThaiArmedForce.com

ขอขอบคุณ

พล.อ.ศิริ ทิวะพันธุ์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 3

พ.อ.สมจริง สิงหเสนี ช่างภาพสนาม Royal Thai Army Combat camera

พล.ต.อภิเชษฐ์ ซื่อสัตย์ ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 4

พ.อ.เทอดศักดิ์ งามสนอง รอง ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 4 (ท่านที่1)

พ.ท.ทรงพล อุ่นสมบัติ หัวหน้าฝ่ายกิจการพลเรือน กองพลทหารราบที่ 4

ร.ต.ภาณุสรณ์ ราชสุวอ นายทหารประวัติศาสตร์ กองพลทหารราบที่ 4

กองทัพบก ประวัติศาสตร์ทางทหาร Today