TAF ON Tour “ไปทุกที่ ที่มี สห.” EP.1 พิพิธภัณฑ์ทหารกลางแจ้งกองทัพภาคที่ 3 และพิพิธภัณฑ์ทหารกองพลทหารราบที่ 4

หากใครศึกษาประวัติศาสตร์การทหารของไทยจะทราบว่าพื้นที่ชายแดนภาคเหนือของไทยในอดีตนั้นเป็นพื้นที่ที่่เต็มไปด้วยการศึกสงครามมาโดยตลอดตั้งแต่ครั้งสงครามปราบฮ่อในสมัยรัชกาลที่ 5 เรื่อยมาจนถึงสงครามบ้านร่มเกล้า เมื่อปี 2531 แม้กระทั้งในปัจจุบันก็ยังมีการปราบปราบยาเสพติด การลักลอบตัดไม้ ให้เราเห็นกันในข่าวอยู่บ่อยๆ

แน่นอนครับในทุกการรบย่อมมีประวัติศาสตร์ให้เราคนรุ่นหลังได้เรียนรู้และเข้าใจถึงความเสียสละของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในห้วงเวลานั้น และ พิพิธภัณฑ์ทหาร คือพื้นที่ในการศึกษาเรื่องราวเหล่านั้นที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง

พิพิธภัณฑ์ทหารกลางแจ้งกองทัพภาคที่ 3 และพิพิธภัณฑ์ทหารกองพลทหารราบที่ 4 ตั้งอยู่ภายในกองพลทหารราบที่ 4 ค่ายสมเด็จพระนเรศรวรมหาราช จังหวัดพิษณุโลก เป็นพื้นที่รวบรวมประวัติศาสตร์การรบของหน่วยทหารภาคเหนือทั้งหมดตั้งแต่สงครามปราบฮ่อในสมัยรัชกาลที่ 5 จนถึง สมรภูมิบ้านร่มเกล้า ในปี 2531 ภายในพิพิธภัณฑ์จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักคือ

“ พิพิธภัณฑ์ทหารกองพลทหารราบที่ 4 ” จัดแสดงอาวุธประเภทต่างๆ เช่น ปืนเล็ก ปืนกล ปืนซุ่มยิง สิ่งของที่ยึดได้จากข้าศึก รวมทั้งเป็นที่รวบรวมวีรกรรมของเหล่าทหารผู้ซึ่งเสียสละชีวิตในการรบเพื่่อรักษาผืนแผ่นดินไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

พ.อ หลวงหาญสงคราม ผู้บัญชาการกองพลที่ 4 ท่านแรก
กรณีพิพาท อินโดจีน
สงครามเวียดนาม

” พิพิธภัณฑ์ทหารกลางแจ้งกองทัพภาคที่ 3 “ ส่วนนี้จะเป็นการจัดแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีใช้งานในหน่วยต่างๆของกองทัพภาคที่ 3 ซึ่งหลายชิ้นที่ตั้งแสดงอยู่ซึ่งล้วนแต่ผ่านการใช้งานจริงมาแล้วทั้งนั้น ปืนใหญ่บางกระบอกอาจเรียกได้ว่ามีแค่ที่นี้ที่เดียวด้วยซ้ำ

ฮ.ท. 1 UH-1H “HUEY”
Type 95 Ha-Go light tank
ปืนใหญ่ภูเขาแบบ 63(ป.63)
ปืนใหญ่เบากระสุนวิถีโค้ง แบบ 97 ขนาด 75 มม.
China Type 56 85 mm Divisional Gun

เนื่องจากตัว พิพิธภัณฑ์ ตั้งอยู่ภายในพื้นที่ของ กองพลทหารราบที่ 4 การเข้าเยี่ยมชมต้องแจ้งล่วงหน้าก่อนครับและแนะนำว่าให้มาเป็นหมู่คณะจะสะดวกกว่า

สามารถติดต่อขอรายละเอียดที่ เบอร์ 065-293-5419 ในวันและเวลาราชการ

ThaiArmedForce.com

ขอขอบคุณ

พล.ต.อภิเชษฐ์ ซื่อสัตย์ ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 4

พ.อ.เทอดศักดิ์ งามสนอง รองผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 4 (ท่านที่1)

พ.ท.ทรงพล อุ่นสมบัติ หัวหน้าฝ่ายกิจการพลเรือน กองพลทหารราบที่4

ร.ต.ภาณุสรณ์ ราชสุวอ นายทหารประวัติศาสตร์ กองพลทหารราบที่ 4

กองทัพบก ประวัติศาสตร์ทางทหาร Today

UP CLOSE AND PERSONAL WITH POSEIDON อินไซด์เทพสมุทร เครื่องบินต่อต้านเรือดำน้ำที่ดีที่สุดของสหรัฐ

เพื่อเน้นย้ำความสัมพันธ์และหลักการของการฝึกร่วมทางการทหารระหว่างกองทัพเรือสหรัฐและกองทัพเรือไทย คือ “การแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ทางยุทธการร่วมกัน” ผู้บัญชาการหน่วยปฏิบัติการที่73ของกองทัพเรือสหรัฐได้เปิดโอกาสพิเศษให้สื่อมวลชนไทย ขึ้นชมภายในของเครื่องบินลาดตระเวนและปราบเรือดำน้ำแบบ โบอิ้ง P-8 โพเซดอน ที่มาร่วมการฝึกCARAT2019ในครั้งนี้ที่กองบินทหารเรือ ท่าอากาศยานอู่ตะเภา โดยเป็นที่ทราบกันดีว่าอุปกรณ์ทุกอย่างภายในเครื่องบินลำนี้มีความทันสมัยและเป็นพื้นที่หวงห้ามสำหรับสื่อมวลชนต่างประเทศมาโดยตลอด แม้แต่การได้รับเชิญให้เข้าเยี่ยมชมของทีมงานTAFที่ลังกาวี มาเลเซีย ที่เราสามารถเดินชมได้ทุกพื้นที่ภายในตัวเครื่อง แต่ก็อยู่ภายใต้กฎการห้ามบันทึกภาพเด็ดขาด ต้องฝากกล้องถ่ายภาพและอุปกรณ์มือถือไว้กับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยด้านนอกตัวเครื่อง นี้จึงเป็นโอกาสพิเศษมากที่สื่อมวลชนไทยได้รับอนุญาตให้ทำการบันทึกและเผยแพร่ภาพในตัวเครื่องP-8ได้อย่างใกล้ชิดในครั้งนี้

P-8 ที่มาร่วมการฝึกกะรัตในครั้งนี้ คือหนึ่งในP-8Aจำนวน98ลำที่กองทัพเรือสหรัฐมีอยู่ในประจำการจากจำนวนที่สั่งสร้าง122ลำ โดยมาจากฝูงVP-8 “ Patron 8 ”มีที่ตั้งในสถานีการบินทหารเรือแจ็คสันวิลล์ ฟลอริด้า อันมีเกียรติประวัติในการรบมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่2 ในฐานะฝูงบินไล่ล่าเรือดำน้ำ เครื่องหมายเลข 849 ที่เราได้ขึ้นชมในวันนี้เป็นเครื่องที่มาปฏิบัติงานในภาคพื้นแปซิฟิก จากที่ตั้งในฐานบินมิซาว่าประเทศญี่ปุ่น ด้วยสมรรถนะของP-8ทำให้พวกเขาบินเดินทางมายังอู่ตะเภาได้โดยตรงภายในเวลา7ชั่วโมง และด้วยขีดความสามารถเติมเชื้อเพลิงในอากาศยังทำให้P-8มีพิสัยการบินได้ไกลและมีความเร็วมากกว่าเครื่องP-3ที่ประจำการก่อนหน้าหลายเท่าตัว

แม้ภายนอกP-8 คือเครื่องบินโดยสารแบบโบอิ้ง737-800 ซึ่งทำให้P-8มีปัญหาในการซ่อมบำรุงน้อยมากจากการที่สามารถใช้ชิ้นส่วนอะไหล่จากระบบของพลเรือนได้ทันที แต่เมื่อคุณก้าวเข้าไปในตัวเครื่องทุกอย่างจะเป็นคนละรูปแบบกับการจัดวางพื้นที่ของการใช้งานภาคพลเรือนที่เราคุ้นเคยโดนสิ้นเชิง

ตั้งแต่บันไดขึ้นเครื่องP-8มีการติดตั้งบันไดแบบพับเก็บได้ในลำตัว สำหรับการใช้งานในฐานบินส่วนหน้าและไม่ต้องเสียเวลารอการสนับสนุนรถบันได เมื่อก้าวเข้าไปในตัวเครื่องคุณจะพบที่นั่งเบาะนวมที่พอจะเทียบได้ว่าเป็นชั้นบิสซิเนสคลาสเพียง2ที่นั่ง แต่หลังจากพื้นที่ตรงนี้เก้าผู้โดยสารและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานจะหันไปด้านหลังทั้งหมด ซึ่งเป็นรูปแบบการจัดวางที่นั่งของกองทัพเรือสหรัฐ ที่ใช้หลักนิยมของอากาศยานที่ปฏิบัติงานบนดาดฟ้าเรือบรรทุกเครื่องบิน เพราะหากเครื่องต้องลงกระแทกพื้นอย่างรุนแรงด้านหลังของมนุษย์จะรับแรงกระแทกได้ดีกว่า และธรรมชาติการลงจอดบนเรือส่วนด้านหน้าจะได้รับความเสียหายมากกว่า เมื่อผู้โดยสารปลดเข็มขัดนิรภัย ก็จะสามารถอพยพ ทางประตูด้านหลังซึ่งเป็นทางเข้าออกหลักเครื่องบินลำเลียงทางการทหาร ( แต่P-8ไม่มีประตูแรมป์ท้ายนะ! )

ถึงแม้จะเปิดกว้างให้เราบันทึกภาพภายในได้ แต่นายทหารประจำเครื่องก็ได้เน้นย้ำถึงพื้นที่บางส่วนที่ขอให้คณะสื่อไทย งดการบันทึกภาพบางคอนโซล ส่วนคอนโซลที่เขาเคยเข้มงวดเขาก็บอกว่าไม่มีปัญหา เพราะเขาปิดจอภาพทั้งหมดดักทางพวกเราเรียบร้อยแล้ว ก่อนจะเริ่มพาทัวร์กันตั้งแต่ห้องนักบินไปจนท้ายเครื่อง โดยP-8 จะแบ่งพื้นที่ภายในเป็น3ตอน คือส่วนปฏิบัติงานและห้องโดยสาร ส่วนพักผ่อนและอุปกรณ์ประมวลผล และส่วนบรรจุและติดตั้งโซโนบุย

พื้นที่สำคัญส่วนแรกคือ พื้นที่ติดตั้งโมดูลคอนโซลปฏิบัติงานจำนวน 5 คอนโซล สำหรับการเฝ้าตรวจจับทั้งใต้น้ำ และผิวน้ำจากอุปกรณ์เซ็นเซอร์ที่ติดตั้งอยู่รอบตัวP-8 รวมไปถึงกับเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารจากยานโดรนUAVแบบอื่นๆเพื่อดำเนินการวางแผนการยุทธได้ทันทีในอากาศ เก้าอี้ของเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานจะหันไปด้านหลังขณะทำการบินขึ้นและลงจอด เมื่อเครื่องอยู่ในเพดานบินปกติแล้วก็จะปรับตำแหน่งหันไปหาคอนโซลได้ ส่วนเก้าอี้ของผู้โดยสารมี6ที่นั่ง จะไม่สามารถปรับตำแหน่งได้ และไม่มีหน้าต่าง ไม่มีจอภาพเพื่อความบันเทิง ไม่มีไฟอ่านหนังสือ หรือถาดวางอาหารอย่างแน่นอน จากความเห็นของเจ้าหน้าที่ประจำเครื่องที่เราลองถามว่า ถ้าไม่มีหน้าที่บนอากาศแล้วต้องมีเหตุให้ต้องนั่งอยู่ตรงนี้นานๆจะรู้สึกอย่างไร คำตอบที่ได้คือ “คุณจะรู้สึกโดดเดี่ยวมากๆครับ”

ส่วนที่ 2 ของพื้นที่ภายในP-8 เป็นพื้นที่พักผ่อนพร้อมอุปกรณ์ประมวลผล หรือ อุปกรณ์อื่นที่เขาอาจไม่อยากบอกเราเพราะพื้นที่อีกฝั่งคือจุดที่ขอไม่ให้มีการบันทึกภาพ เก้าอี้ชุดนี้ยังถูกใช้เป็นพื้นประชุมย่อยของเจ้าหน้าที่หากมีการบรี๊ฟภารกิจกันในอากาศ

ส่วนท้ายสุดของตัวเครื่องคือพื้นที่บรรจุเก็บและปล่อยโซโนบุย อาวุธหลักในการจัดการกับเรือดำน้ำของเครื่องบินแบบนี้ โซโนบุยคือทุ่นตรวจจับขนาดเล็กที่จะถูกหย่อนลงทะเลในพื้นที่เป้าหมายที่ระบบตรวจจับบนเครื่องทราบพิกัดโดยรวมแล้ว โซโนบุยที่ถูกหย่อนลงน้ำจะส่งคลื่นตรวจจับผ่านผิวน้ำเพื่อให้ได้ตำแหน่งที่แน่ชัดก่อนทำการการใช้อาวุธที่ติดตั้งอยู่บนเครื่อง หรือส่งข้อมูลให้เรือรบที่อยู่ในพื้นที่ทำลายเรือดำน้ำข้าศึกได้อย่างแม่นยำ ซึ่งP-8มีพื้นที่จัดเก็บโซโนบุยได้96ลูก ที่มีระบบการปล่อยแตกต่างจากP-3 โอไรอ้อน ที่ต้องบรรจุโซโนบุยเอาไว้นอกตัวเครื่องและต้องทำการโหลดตั้งแต่ก่อนขึ้นบิน ในขณะที่ระบบของโพเซดอนมีความยืดหยุ่นในการใช้งานมากกว่า เพราะเจ้าหน้าที่สามารถทำการโหลดและปล่อยโซโนบุยจากภายในตัวเครื่อง ผ่านแค๊ปซูลปรับความดันจำนวน4ชุดที่เราเห็นในภาพประกอบ โดยยังมีท่อปล่อยสำรองอีกหนึ่งท่อเป็นการปล่อยแบบแมนน่วล สำหรับการปล่อยโซโนบุยในระดับเพดานบินต่ำ พื้นที่ส่วนนี้ยังเป็นที่บรรทุกสัมภาระที่จำเป็นต่อการบำรุงรักษาเครื่องภาคพื้นเมื่อต้องไปวางกำลังนอกพื้นที่ฐานของตัวเอง ทั้งอุปกรณ์ซ่อมบำรุง ฝาครอบป้องกันFOD และแม้แต่ล้ออะไหล่สำรอง!

การจัดวางในตัวเครื่องยังเป็นอากาศยานทางการที่เน้นใช้งานทางทะเล ที่เราจะเห็นชุดแพฉุกเฉินสีเหลืองติดตั้งอยู่ข้างประตูเข้าออกในทุกจุดเพื่อการพร้อมใช้งานหากเครื่องต้องลงฉุกเฉินกลางทะเลและเมื่อทำการปฏิบัติงานจริงเจ้าหน้าที่ทุกนายจะต้องสวมหมวกป้องกันศีรษะตามรูปแบบทางการทหารทุกนาย ดังที่เราได้เห็นหมวกที่ตกแต่งสไตล์ชาวเรือสหรัฐวางพร้อมใช้งานในทุกจุดบนตัวเครื่อง

ด้วยขีดความสามารถที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับP-3 เราจึงสามารถเรียกได้ว่า P-8 คือโบอิ้ง737 เวอร์ชั่นติดอาวุธที่พร้อมใช้งานในการรบทางทะเลได้ทันที เมื่ออยู่ในสภาวะสงครามพื้นที่ใต้ปีกของP-8 สามารถติดตั้งได้ทั้งระเบิด และอาวุธโจมตีเรือผิวน้ำระยะไกลได้ 6ตำแหน่ง และพื้นที่บรรจุตอร์ปิโด หรือทุ่นระเบิดสำหรับทำลายเรือดำน้ำได้อีก5ลูก จากพื้นที่จัดเก็บด้านท้ายเครื่อง
การได้ขึ้นชมอุปกรณ์ภายในของP-8ของกองทัพเรือสหรัฐในครั้งนี้ทำให้เราได้เห็นขีดความสามารถในการปฏิบัติงานเฝ้าตรวจทางทะเลของพวกเขาได้มากขึ้น และยิ่งเป็นประสบการณ์ที่ดีของกำลังพลฝ่ายไทยที่ได้ร่วมขึ้นฝึกปฏิบัติงานกับอากาศยานแบบนี้ทั้งในตัวเครื่องขณะทำการบิน และทำการบินร่วมกับเครื่องบินตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำแบบฟ็อคเกอร์F-27 ของกองบินทหารเรือ ซึ่งเป็นสิ่งพิสูจน์ความสัมพันธ์ที่แนบแน่นของกองทัพเรือทั้ง2ชาติได้เป็นอย่างดี

TAF ขอขอบคุณ

– Rear Admiral Murray Joe “JT” Tynch, III พลเรือจัตวา เมอเรย์ โจ “เจที” ทินช์ที่3 ผู้บัญชาการกองกำลังที่73 หน่วยส่งกำลังบำรุงภาคพื้นแปซิฟิกตะวันตก

-นักบินและกำลังของฝูงบินVP-8 และสถานฑูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย

-ฝูงบิน 102 กองบินทหารเรือ กองทัพเรือ

กองทัพเรือ Today

ใครจะคิดว่าไทยเคยมีการใช้ยุทธวิธีเคลื่อนกำลังทางอากาศด้วยเฮลิคอปเตอร์ เหมือนอเมริกาในสงครามเวียดนาม

ยุทธวิธีนี้ถูกนำมาใช้ในยุทธการผาเมืองเผด็จศึก 2 เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2524 โดยใช้ ฮท.1 (huey)จำนวน 10 ลำบิน คุ้มกันด้วย ฮท.1 (Gunship) จำนวน 2 ลำ นำกำลังทหารจาก พัน.ร.3444 ของ พ.ท.หาญ เพไทย และวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2524 ด้วยกำลัง พัน.ร.3447 ของ พ.ต.ประสม สอนปาน เข้าสนธิกำลังกับส่วนล่วงหน้าซึ่งประกอบด้วย ทหารพรานและอาสาสมัครชาวเขาที่ดำเนินการปิดล้อมฐานที่มั่นของ ผกค. อยู่ก่อนแล้ว ดำเนินการกวาดล้าง ผกค. ในพื้นที่ หนองแม่นา ฐานใหญ่ของ ผกค. เขตเขาค้อให้สิ้นซาก

เครดิตภาพ : พันเอก สมจริง สิงหเสนี ข้าราชการบำนาญ อดีตช่างภาพสนามในสมรภูมิรบจริง ยศขณะนั้น ร้อยโท

TAF ขอขอบคุณ 
ร.ต.ภาณุสรณ์ ราชสุวอ นายทหารประวัติศาสตร์ กองพลทหารราบที่ 4

ประวัติศาสตร์ทางทหาร Today

ดราม่าอาเซี่ยน

จากจดหมายแสดงความไว้อาลัยต่อการถึงแก่อสัญกรรมแก่พลเอกเปรม ของนายลี เซียน หลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ที่ระลึกถึงผลงานของพลเอกเปรมที่มีบทบาทสำคัญต่อภูมิภาคอาเซี่ยนและสิงคโปร์ กลับกลายเป็นการสร้างกระแสความไม่พอใจในสังคมโซเชี่ยลของเวียดนามอย่างรุนแรง จากข้อความที่ระบุถึงบทบาทของพลเอกเปรมในการต่อต้านการรุกรานกัมพูชาของเวียดนาม โดยชาวเวียดนามจำนวนมากได้มาโพสแสดงความไม่พอใจบนพื้นที่เฟสบุ๊คส่วนตัวของผู้นำสิงคโปร์ โดยระบุว่า “เวียดนามไม่เคยบุกยึดกัมพูชา!”
เราลองมาดูข้อความไว้อาลัยพลเอกเปรมของลี เซียน หลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ที่เขาได้นำมาโพสในเฟสบุ๊คส่วนตัวในฉบับเต็มกันแล้วลองพิจารณาว่าเหตุใดชาวเวียดนามถึงแสดงออกซึ่งความไม่พอใจต่อจดหมายฉบับนี้

“เขียนถึงนายกรัฐมนตรีไทย ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อส่งต่อถึงการแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการจากไปท่านอดีตนายกรัฐมนตรีและประธานองคมนตรี พลเอกเปรม ติณสูลานนท์
ต่างเป็นที่รับรู้กันดีถึงความสามารถและความเป็นผู้นำที่น่านับถือ พลเอกเปรม ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ ในฐานะนายกรัฐมนตรี ผู้นำพาประเทศไทยให้ก้าวเข้าสู่ห้วงเวลาแห่งการพัฒนาด้านการเมือง ต่อมาท่านได้ดำรงตำแหน่งประธานองคมนตรี และได้รับความเชื่อมั่นในการถวายคำปรึกษาแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล และประสพความสำเร็จทั้งในรัฐบาลทหารและรัฐบาลพลเรือน
ด้วยความเป็นผู้นำของท่านได้ก่อประโยชน์ให้กับภูมิภาค ในห้วงเวลาของการเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศในอาเซี่ยน ( ในขณะนั้นเรามีเพียงแค่5ประเทศ ) ต่างร่วมมือกันต่อต้านการเข้าครอบครองกัมพูชาของเวียดนามและรัฐบาลของกัมพูชาที่เข้ามาแทนที่เขมรแดง 
ประเทศไทยได้อยู่ในฐานะชาติแนวหน้าที่เผชิญกับกองกำลังของเวียดนาม ที่รุกผ่านเข้ามาผ่านชายแดนของกัมพูชา พลเอกเปรมได้มุ่งมั่นที่จะปฏิเสธชะตากรรมนี้อย่างเด็ดเดี่ยว และร่วมทำงานกับเหล่าพันธมิตรอาเซียนเพื่อต้านการยึดครองกัมพูชาในเวทีนานาชาติ ทำให้กระบวนการรุกรานด้วยกำลังทหารและยึดครองรัฐเป็นสิ่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันนำมาซึ่งการรักษาเสถียรภาพของชาติอื่นๆในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และสร้างแบบแผนให้กับภูมิภาคได้อย่างองอาจ
พลเอกเปรมเป็นมิตรสนิทของสิงคโปร์ ท่านลี กวน ยิว ได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับเขา และให้ความนับถือเป็นอย่างสูงในฐานะรัฐบุรุษ ท่านเป็นผู้ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างสิงคโปร์และประเทศไทย ให้กลายพันธมิตรที่แข็งแกร่งอย่างยั่งยืน
ผมได้มีโอกาสพบกับพลเอกเปรมหลายวาระ เมื่อครั้งที่ผมได้พบท่านที่กรุงเทพ ในปี พ.ศ.2542 และ 2543 ท่านยังคงให้การต้อนรับที่อบอุ่น เต็มเปี่ยมไปด้วยน้ำใจไมตรี
พลเอกเปรมจะยังคงได้รับการระลึกถึงจากประชาชนชาวไทย และทุกคนที่ได้มีโอกาสรู้จักท่าน” – LHL 
(ข้อมูลภาพถ่าย พลเอกเปรม ขณะพบกับรัฐบุรุษ ลี กวน ยิวที่ทำเนียบอีสตาน่าในปีพ.ศ.2541ภาพจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติสิงคโปร์ )

Today

ใครจะแบน #Huawei ก็ไม่รู้ แต่พี่ไทยเราบอกว่าเราเปิดกว้างทุกประเทศ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิตอลของไทยเพิ่งไปพูดในงานประชุมประจำปีเกี่ยวกับอนาคตของเอเชียของสำนักข่าว Nikkei Asian Review ที่ญี่ปุ่นวันนี้เองว่า แม้ว่าไทยจะกังวลเรื่องความปลอดภัยและความมั่นคงของโครงข่าย 5G ก็ตาม แต่ไทยก็จะเปิดกว้างให้ผู้ผลิตอุปกรณ์ทุกค่ายเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาได้

“จะมี #Ericsson และ #Nokia เข้ามา ดังนั้นเราจะเปิดกว้างให้ทุกราย” ท่านรัฐมนตรีกล่าว

ซึ่งแปลว่าประเทศไทยจะไม่ทำการแบนอุปกรณ์ของ Huawei ตามที่สหรัฐกำลังกดดันประเทศพันธมิตรทั่วโลกให้ทำตาม เนื่องจากเอาเข้าจริงแล้ว แอดเชื่อว่ารัฐบาลไทยแม้ว่ายังจะถือว่าสหรัฐคือพันธมิตรที่สำคัญที่สุดประเทศหนึ่ง แต่ในกรณีนี้สหรัฐก็ยังไม่มีหลักฐานมากพอที่จะชี้ให้เห็นว่าอุปกรณ์ของ Huawei มีปัญหาจริง

และเอาเข้าจริง เอกสารในวิกิลีคก็ระบุชัดเจนว่า เจ้าพ่อนักดักฟังรายใหญ่รายหนึ่งของโลกก็คือสหรัฐนี่แหละ ดังนั้นใช้อุปกรณ์เจ้าไหนก็คงไม่ได้ต่างกันหรอกมั้ง 😂

https://asia.nikkei.com/Spotlight/The-Future-of-Asia-2019/Thailand-casts-wide-net-for-5G-partners-amid-Huawei-concerns?fbclid=IwAR3s5oCGHMwZ3FFYqubC9wiWNNTijMUqEbwAgBthe54POs4c2-pMuGE2A_Q

ไม่มีหมวดหมู่ Today

กองทัพอากาศสหรัฐยืนยันภาพ “หำเวหา” บนท้องฟ้าเกิดจากการบินของF-35โดยไม่เจตนา!

หลังจากประสบปัญหาการสร้างความประทับในการบินสาธิตตามงานแสดงการบินต่าง เครื่องบินรบสเตลธ์เจน5ของกองทัพอากาศสหรัฐ ก็ค้นพบหมุดหมายสำคัญในการสร้างความประทับใจในการบิน ด้วยการวาดภาพ “หำเวหา”ได้โดยไม่ได้ตั้งใจ(..เหรอ?)
หลังจากเป็นที่กล่าวขวัญไปทั่วโลกกับการประกาศศักดาของนักบินกองทัพเรือสหรัฐ ที่เจตนาวาดภาพ”หำ”ยักษ์เหนือท้องฟ้ารัฐวอชิงตัน จนต้นสังกัดต้องมาแถลงลงโทษทางวินัยไปเมื่อ2ปีที่แล้ว แต่กลายเป็นเหมือนการสร้างธรรมเนียมการประลองระหว่างหน่วยบินของ2เหล่าทัพระหว่างกองทัพเรือและกองทัพอากาศสหรัฐ ทั้งขนาด และความเฉียบคมในการวาดภาพเหมือนอวัยวะชิ้นนี้บนท้องฟ้า ด้วยการควบคุมอากาศยานของตนให้กรีดไอน้ำในอากาศให้กลายเป็นเส้นสีขาวค้างอยู่บนท้องฟ้า

ล่าสุดเมื่อวานนี้30 พฤษภาคม ปรากฏเส้นคอนเทรลสีขาวรูปทรงคล้ายอวัยวะขนาดใหญ่เหนือท้องฟ้าของฐานทัพอากาศลุคส์ รัฐแอริโซนา ซึ่งโฆษกของกองบินที่56แห่งนี้ได้ออกแถลงข่าวอย่างเป็นทางการว่า “ผู้บังคับบัญชาระดับสูงได้ทำการตรวจสอบเทปบันทึกข้อมูลการบินในวันนั้นแล้ว ยืนยันว่าเป็นผลจากการฝึกบินท่าบินรบมาตรฐานของF-35ในพื้นที่การฝึก ไม่ได้มีเจตนาของพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในระหว่างการฝึกบินแต่อย่างใด”
แม้จะเป็นเครื่องบินรบที่ทรงประสิทธิภาพในการบทางอากาศ แต่F-35ยังขาดคุณลักษณะความคล่องตัวในการบินระยะประชิดจนไม่เป็นที่ประทับใจเมื่อแสดงการบินสาธิตต่อสาธารณะชนในกิจกรรมแอร์โชว์ต่างๆ แต่การค้นพบท่าบินที่สามารถสร้างภาพ “หำเวหา”ขนาดยักษ์นี้ได้โดยบังเอิญนี้ อาจช่วยสร้างสีสันให้กับการแสดงการบินของเครื่องบินรบที่มีค่าใช้จ่ายราว1ล้านสี่แสนบาทต่อชั่วโมงนี้ได้เป็นดาวเด่นในงานแอร์โชว์เสียที

https://gizmodo.com/u-s-air-force-draws-giant-dick-in-the-sky-claims-it-w-1835130804?fbclid=IwAR3B8L0bOrtQBIx4iWvRcauWnKgsG1tQpR2XBgeS_5aaJLUEYzB5bLT2oPY

ข่าวต่างประเทศ Today

“เราต่อสู้กับข้าศึกร่วมกันกับทหารไทยในสงครามเกาหลี หากไม่มีความช่วยเหลือจากพวกเขา เราคงไม่สามารถชนะสงครามครั้งนั้นได้”

“เราต่อสู้กับข้าศึกร่วมกันกับทหารไทยในสงครามเกาหลี หากไม่มีความช่วยเหลือจากพวกเขา เราคงไม่สามารถชนะสงครามครั้งนั้นได้” เป็นคำกล่าวของ ควอน ฮุค โจ ทหารผ่านศึกเกาหลี ที่แสดงออกถึงความนับถือต่อทหารไทยจากความกล้าหาญและความเสียสละในการรบ จนนับไทยเป็นสหายศึกร่วมสงครามในความทรงจำของเขา
อาจไม่เป็นที่รับรู้ของคนไทย ถึงการระลึกถึงความช่วยเหลือที่กองทัพไทยมีต่อเกาหลีใต้ในสงครามเกาหลี แม้สังคมยุคใหม่ของเกาหลีจะมีความทรงจำที่ลางเลือนต่อบทบาทของไทยในสงครามครั้งนั้นไปตามการเวลาเช่นเดียวกับสังคมไทย แต่รัฐบาลและกองทัพเกาหลีใต้ได้แสดงออกถึงการรำลึกถึงความสัมพันธ์ร่วมกัน ตั้งแต่การให้สิทธิการเดินทางเข้าประเทศโดยประชาชนไทยทุกคนไม่จำเป็นต้องทำการยื่นวีซ่าในการเดินทางไปเยือนเกาหลีใต้ ไปจนถึงการสร้างอนุสาวรีย์รำลึกถึงทหารไทยและจัดกิจกรรมอย่างสมเกียรติทุกปี รวมไปถึงการนำอาสาสมัครเยาวชนเกาหลีมาเยี่ยมเยือนครอบครัวและชุมชนของทหารผ่านศึกสงครามเกาหลีในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน
สารคดีของ ARIRANG ISSUE ได้นำเสนอมุมมองของการแสดงออกถึงกองทัพไทยของเกาหลีใต้ ในการบันทึกเทปพิธีรำลึกถึงทหารไทยในสงครามเกาหลีเมื่อปีที่ผ่านมา ณ ที่ตั้งของอนุสาวรีย์ เมืองปุชอน ในจังหวัด กังกีโด 
อนุสาวรีย์แห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2518โดยรัฐบาลเกาหลี โดยถือว่าประเทศไทยถือเป็นชาติแรกในเอเชียที่ส่งกำลังทหารเข้ามาร่วมรบทั้ง3เหล่าทัพกว่าหนึ่งหมื่นนาย เพื่อสนับสนุนกองทัพเกาหลีใต้ในสงครามเกาหลี ในฐานะกำลังของกองกำลังสหประชาติเพื่อปลดปล่อยเกาหลีใต้จากการบุกยึดของกองกำลังคอมมิวนิสต์ของเกาหลีเหนือตั้งแต่ปี พ.ศ.2493

Today