ผู้บัญชาการทหารอากาศ เล่าในงานประชุมสัมมนาด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและการศึกษากองทัพอากาศ ประจำปี 2563 ว่ากองทัพอากาศเข้าไปชี้แจง #งบประมาณ กับ #คณะกรรมาธิการงบประมาณ ของ #สภาผู้แทนราษฎร มีโครงการใหญ่เป็นสิบโครงการ คณะกรรมาธิการงบประมาณจึงต้องการตัดออก กองทัพอากาศชี้แจงว่า ถ้าท่านตัดโครงการเหล่านี้ อาจมีคนไทยตกงานหลายคน เพราะบางโครงการแม้จะเป็นการซื้ออาวุธจากต่างชาติ แต่โครงการเหล่านี้ล้วนเป็นโครงการที่มีผู้ประกอบการไทยเข้ามาร่วมพัฒนาทั้งสิ้น คณะกรรมาธิการงบประมาณเห็นดังนั้นจึงไม่ตัดงบประมาณ และสนับสนุนให้กองทัพอากาศดำเนินโครงการต่อในปี 2564

ตัดภาพกลับมาที่การชี้แจงงบประมาณปี 2564 เช่นเดียวกัน ที่คณะกรรมาธิการงบประมาณชุดเดียวกันสั่งแขวนงบประมาณจัดหา #เรือดำน้ำ ของ #กองทัพเรือ มูลค่า 22,500 ล้านบาท เพราะไม่มั่นใจว่าประเทศจะจำเป็นที่จะต้องจัดหาเรือดำน้ำภายในปีหน้า ในขณะที่ภาวะเศรษฐกิจกำลังเลวร้ายเป็นอย่างมาก และกองทัพเรือชี้แจงแต่มิติด้านความมั่นคง ซึ่งยังไม่ตอบโจทย์สภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน


ทุกท่านเห็นอะไรไหมครับ?

TAF ย้ำมาตลอดว่า แม้ว่าเราจะสนับสนุนให้ประเทศไทยมีกองทัพที่เข้มแข็ง แต่เราไม่สนับสนุนให้สร้างกองทัพที่ใหญ่โตจนเกินไป เพราะงบประมาณที่ใช้ในการเสริมสร้างกองทัพมันเป็นงบประมาณจำนวนมากที่ถูกใช้ไปโดยไม่เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติในด้านอื่นเลยนอกจากด้านความมั่นคง

ดังนั้นเราจึงสนับสนุนให้กองทัพเลือกอาวุธของไทย หรือแม้แต่ให้คนไทยเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาหรือผลิต เพื่อให้เงินยังอยู่ในประเทศไทยบ้าง และเป็นการสร้างทักษะ เทคโนโลยี และที่สำคัญคือกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีกทางหนึ่งด้วย เพราะเมื่อจ้างคนไทย คนไทยก็มีงานทำ มีรายได้ ไม่ตกงาน ไม่เป็นภาระของรัฐ และเราย้ำมาหลายปีแล้วว่า เหตุผลนี้แหละจะเป็นเหตุผลที่ทำให้รัฐบาลเห็นความสำคัญในการจัดหาอาวุธ

เราดีใจที่วันนี้มันเกิดขึ้นแล้ว ที่มีกองทัพที่ขึ้นไปอ้างกับคณะกรรมาธิการงบประมาณได้แล้วว่า โครงการของกองทัพอากาศมูลค่าหมื่นกว่าล้าน มีการจ้างงานคนไทยจำนวนมาก การให้งบประมาณสนับสนุนโครงการนี้ก็คือการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างหนึ่ง และสุดท้ายโครงการก็ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร


เห็นหลายท่านมักจะบ่นว่า นักการเมืองชอบตัดงบซื้ออาวุธทุกที ทำไมไม่เข้าใจความจำเป็น ฯลฯ ซึ่งที่พูดนี้ก็ถูก แต่ถูกแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น

แต่ถ้าให้พิจารณาดี ๆ ในภาวะที่ประเทศเศรษฐกิจตกต่ำอย่างรุนแรงไม่แพ้ #วิกฤตต้มยำกุ้ง เศรษฐกิจไตรมาสสองหดตัวมากกว่า 12% เงินคงคลังเหลือน้อยมาก และรัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงินอีกหลายแสนล้านเพื่อพยุงเศรษฐกิจ การจะให้ซื้ออาวุธในภาวะที่ประเทศยังห่างไกลสงคราม และกองทัพไทยศักยภาพก็ยังไม่ได้ย่ำแย่นัก เชื่อว่าคงไม่มีรัฐบาลหรือนักการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้านคนไหนอยากทำ เพราะไม่รู้จะตอบคำถามประชาชนได้อย่างไร

แต่ถ้าในโครงการมีการสนับสนุนผู้ประกอบการไทย จัดซื้อยุทโธปกรณ์ที่ผลิตในประเทศไทย หรือจัดซื้อยุทโธปกรณ์จากต่างประเทศ แต่เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนไทยเข้าร่วมรับงาน รับช่วงผลิต รับเทคโนโลยี มันก็จะนำมาสู่การสร้างงานและสร้างรายได้ คนไทยก็ไม่ตกงาน ซึ่งมันก็จะเป็นการใช้งบทางทหารมากระตุ้นเศรษฐกิจได้ แทนที่จะจ่ายทิ้งไปเฉย ๆ

โครงการล่าสุดของกองทัพอากาศ คือการจัดหาเครื่องบินฝึกและเครื่องบินโจมตีอย่างน้อย 24 ลำ ทดแทน PC-9M และ L-39ZA/ZART นั้น ผู้ชนะคือ T-6 Texan II จาก Textron Aviation จากสหรัฐอเมริกา ที่เปิดโอกาสให้กองทัพอากาศและเอกชนไทยเข้าดำเนินการแก้ไข Operation Flight Program หรือคอมพิวเตอร์ควบคุมการบิน เพื่อให้กองทัพอากาศและเอกชนไทยสามารถติดตั้งระบบอิเล็กทรอนิกส์ เอวิโอนิกส์ และระบบอาวุธได้ตามที่ต้องการ

อีกทั้งยังรับข้อเสนอที่จะให้เอกชนไทยผลิตชิ้นส่วนบางชิ้นส่วน รวมถึงทำการประกอบรวมขั้นสุดท้ายในประเทศไทย นั่นหมายถึงจะมีคนไทยจำนวนหนึ่งที่มีงานทำไปอีกอย่างน้อย 3 – 4 ปี และเงินจำนวนหนึ่งจะอยู่กับคนไทย เข้ากระเป๋าคนไทย เมื่อไม่ตกงาน ก็ไม่เป็นภาระให้กับรัฐบาลดูแล และเมื่อมีรายได้ คนไทยก็จ่ายภาษีกลับคืนมาให้รัฐ

แต่เรือดำน้ำที่มีมูลค่าแพงกว่าเครื่องบินฝึกอย่างน้อย 3 เท่า กลับไม่มีงานให้กับคนไทยเลยแม้แต่นิดเดียว ไม่มีบริษัทของคนไทยมีโอกาสรับเทคโนโลยีหรือรับงานในโครงการมูลค่ามหาศาลนี้ เงินทั้งหมดถูกจ่ายให้กับบริษัทรัฐวิสาหกิจของจีนในอู่ฮั่น ซึ่งก็กลายเป็นว่าคนไทยเราไปช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้อู่ฮั่น แทนที่จะกลับมากระตุ้นเศรษฐกิจให้กับคนไทย และได้หนี้บุญคุณกับประเทศผู้ขาย


ดังนั้นถ้าสภาฯจะแขวนงบประมาณการจัดซื้อเรือดำน้ำ แต่เลือกที่จะสนับสนุนโครงการของกองทัพอากาศที่มีการจ้างคนไทย นี้ก็ถือเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ และจริง ๆ ควรจะชื่นชมสภาฯ และนักการเมืองด้วยซ้ำที่มีวิสัยทัศน์และเข้าใจการพัฒนาประเทศในหลายมิติ ไม่ใช่แต่ความมั่นคงอย่างเดียว

ซื้ออาวุธไทย หรือซื้ออาวุธนอกแต่คนไทยได้งาน ได้ผลิต ได้รับเทคโนโลยี อย่าพูดว่าสำปรับประเทศไทยนั้นทำไม่ได้ เพราะมีคนทำให้ดูแล้ว โดยเฉพาะในปีงบประมาณ 2564 นี้ และจะมีอย่างต่อเนื่องถ้ากองทัพอากาศดำเนินนโยบายตามสมุดปกขาวไปอีก 20 ปีได้สำเร็จ โครงการในลักษณะนี้จะเป็นข้ออ้างชั้นดีในการขอให้ฝ่ายการเมืองสนับสนุนเพื่อสร้างอุตสาหกรรมและรายได้ให้กับประเทศ

และต่อไปถ้าอุตสาหกรรมป้องกันประเทศพัฒนาขึ้นมาก (มี Multiplier มากขึ้น) เราอาจได้เห็นการแข่งขันกันระหว่าง ส.ส. ในแต่ละจังหวัด ในการดึงโครงการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาในจังหวัดของตนเอง เพื่อให้เกิดการจ้างงานในจังหวัดของตน เหมือนที่เราเห็น ส.ส. สหรัฐแข่งกันดึงโครงการผลิตอาวุธเข้ามายังรัฐของตน เพื่อให้เกิดการจ้างงานและเพิ่มคะแนนเสียงให้ ส.ส. คนนั้น และถ้าจินตนาการว่า หน่วยงานราชการทุกหน่วยงานดำเนินนโยบายแบบนี้ทั้งหมด เศรษฐกิจของประเทศจะก้าวหน้าได้มากขนาดไหน

ทุกอย่างที่เราเรียกร้องกันมานาน วันนี้กำลังเริ่มต้นขึ้นแล้ว แม้ว่าสำหรับในกรณีเรือดำน้ำ สุดท้ายเชื่อว่าสภาฯก็คงให้ผ่านอยู่ดี แต่กองทัพเรือก็ควรคิดได้แล้วว่า การดำเนินโครงการในลักษณะที่กองทัพเรือได้ประโยชน์อยู่คนเดียว โดยที่คนไทยคนอื่นได้ประโยชน์น้อย และเป็นประโยชน์ที่ “กินไม่ได้” แบบนี้ มันเป็นหนทางที่ยั่งยืนในการพัฒนาประเทศจริง ๆ หรือ

ต่อไป เหล่าทัพใดหรือหน่วยงานใดยังไม่ดำเนินการเพื่อให้คนไทยได้ประโยชน์บ้าง ก็ต้องขอแสดงความเสียใจล่วงหน้าที่โครงการของท่านอาจไม่มีใครสนับสนุนทั้งนักการเมืองและประชาชนครับ ดังนั้น เขียนโครงการใหม่เสียแต่วันนี้ก็ยังไม่สายครับ